ธุรกิจ : บริษัท เอชเอสแอล คาร์ตอนส์ จำกัด และ ร้านเฮ่งเซ่งหลี

ประเภทธุรกิจ : กล่องและกระดาษลูกฟูก

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2492 เริ่มกิจการ พ.ศ. 2533 จดทะเบียนบริษัท

อายุ : 72 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง

ทายาทรุ่นสอง : สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี และ วรรณา เลิศฤทธิ์เดชา

ทายาทรุ่นสาม : แววตา รุ่งเจริญสุขศรี, ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี และ โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี

“รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย… ทำลายสิ่งที่ไม่เป็นระบบและทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน” 

คำคมจากน้องคนเล็กสุดในทายาทรุ่นสามของ ‘HSL Cartons’ ธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูกที่สอนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น The Show Must Go On 

ด้วยระยะเวลา 72 ปีที่ดำเนินกิจการมา ผ่านวิกฤตหลายครั้งทั้งเป็นหนี้จากวิกฤตเศรษฐกิจ คนในครอบครัวล้มป่วย ประสบภัยธรรมชาติและโรคระบาด การได้เผชิญทั้งช่วงขาขึ้นขาลงของธุรกิจและชีวิต ทำให้รู้ว่าในการขยับขยายอาจมีโชคร้ายแฝงอยู่ และในความเคราะห์ร้ายอาจมีข่าวดีอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าดีหรือร้าย กิจการกล่องลูกฟูกยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ วางระบบการทำงานหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนกระจายความเสี่ยงและพร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ และดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอมา

The Cloud ชวนมาคุยกับทายาทรุ่นสองและสามของ ครอบครัวรุ่งเจริญสุขศรี เรื่องราวการส่งไม้ผลัดแก้วิกฤตของ 3 เจเนอเรชันสู่ 3 พี่น้องที่เป็นทายาทรุ่นสามในปัจจุบัน และถอดเคล็ดลับของทายาทที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งหลังปรับกิจการ 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

HSL มาจากเฮ่งเซ่งหลี 

สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี ทายาทรุ่นสอง เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของโรงกล่องที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

“พ่อผมหรืออากงของลูกๆ ทำครีมและน้ำมันใส่ผมขาย แต่หากล่องมาใส่ไม่ได้ พ่อเลยเก็บกระดาษลูกฟูกเก่าแถวสี่แยกวัดตึก ที่เป็นกล่องใส่ตู้เย็นและทีวีส่งมาจากต่างประเทศ เอามากลับด้าน กรีดแล้วทำกล่องน้ำยาใส่ผมเอง”

หลังทำกล่องเองจนมีคนเข้ามาขอซื้อ ทำให้เกิดไอเดียว่า “งั้นทำกล่องขายดีกว่า”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ด้วยเหตุนี้ เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง จึงยกกิจการเดิมให้น้องชาย แล้วก่อตั้งโรงกล่องลูกฟูกเฮ่งเซ่งหลีแถวจักรวรรดิใน พ.ศ. 2492 และต่อมาได้ย้ายมาที่พระประแดง

ต่อมาสุขุมรับกิจการต่อ และเนื่องจากมีลูกค้าฝรั่งจึงเปลี่ยนชื่อให้เรียกง่ายเป็น HSL Cartons 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หนี้ต้มยำกุ้งและการเอาตัวรอดจากน้ำท่วมแบบสุขุม

สุขุมลงทุนขยายกิจการ โดยระดมเงินจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพื่อให้มีเงินก้อนมาสร้างโรงงาน จากที่เดิมที่พระประแดง ย้ายไปฉะเชิงเทรา เมืองแปดริ้ว

พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลด “จากยอดขายเดือนละสิบล้านเหลือแปดแสน เงินหมุนไม่ทัน เช็คเด้งระนาว ไม่มีเงินซื้อกระดาษ ยอดขายลดลง” สุขุมเล่าย้อนถึงความลำบากแต่ The Show Must Go On เพราะเพิ่งตอกเสาเข็มทำโรงงานใหม่ ไม่ว่าอย่างไรจึงต้องทำต่อให้เสร็จ ดำเนินกิจการต่อแม้เป็นหนี้

“ตอนนั้นถ้าได้กำไรหนึ่งร้อย เอาไปจ่ายหนี้โรงงานกระดาษห้าสิบ จ่ายค่าแรงคนงานอีกห้าสิบ ต้องตามเคลียร์หนี้เป็นสเต็ป แต่เจ้าหนี้ภายนอกที่ยืมเงินมาลงทุนทำโรงงานไม่เข้าใจว่าทำไมยังไม่จ่ายหนี้ให้เขาด้วย เลยตามทวงหนี้”

หากโรคระบาดทำให้ Work from Home การโดนตามทวงหนี้ทำให้สุขุมต้อง Work from Anywhere ในช่วงนั้น โชคดีที่มีวรรณา ภรรยาของสุขุมคุมงานที่โรงงานแทนทั้งหมด  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

“คนงานไม่มีตังค์กินข้าว ก็มาเบิกตังค์ร้อย สองร้อย ซื้อข้าวสารถังละไม่กี่สิบบาท ปลูกผักที่โรงงาน จับปลาในบ่อ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณหนึ่งถึงสองปี ช่วงนั้นเอาเถิดเจ้าล่อกับพวกเจ้าหนี้ ช่วงมกราคม พ.ศ. 2542 เดินอยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เจ้าหนี้แชร์โทรมาทวงหนี้ เลยบอกว่าถ้าทวงเงินอีกจะข้ามสะพานไปแล้วไม่กลับมาเลย” หลังจากเจรจาให้เจ้าหนี้รอรับการชำระหนี้ได้ ด้วยความอดทนสู้ทำต่อไป กิจการจึงค่อยๆ โตขึ้นจนใช้หนี้ทั้งหมดได้

สุขุมเล่าถึงจุดเปลี่ยนของเขา “กลับมาขายดีเพราะจับลูกค้าถูกทาง คือ ยานยนต์”

ช่วงนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มผลิตโมเดลรถใหม่อย่างต่อเนื่อง กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและต้องใช้กล่องกระดาษเยอะมาก เมื่อ HSL จับลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้ ทำให้มีงานเยอะตามไปด้วย ประกอบกับคาแรกเตอร์ที่ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้าของสุขุม ทำให้ได้เป็นคู่ค้ากันยาวนาน ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับส่งออกทั่วโลกโดยใช้กล่องของ HSL

ในช่วงแรกโรงงานของ HSL เป็นโรงงานทำกล่องที่ซื้อกระดาษจากโรงงานผลิตกระดาษอีกที สุขุมจึงตัดสินใจขยายกิจการอีกครั้ง ด้วยการตั้งโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูกใช้เอง ซึ่งปีนั้นคือ พ.ศ. 2554 ที่เกิดน้ำท่วม

ทายาทรุ่นสองเล่าความทรงจำตอนโรงงานกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ

“กำลังติดตั้งเครื่องอยู่ น้ำมาอยู่หลังโรงงาน เลยไล่ช่างคนไต้หวันกลับประเทศ โรงงานผลิตกระดาษส่วนใหญ่อยู่โซนน้ำท่วม ส่งกระดาษมาให้ไม่ได้เลย จากที่แค่เตรียมเครื่องอยู่เลยต้องเริ่มผลิตกันเองแบบมั่วๆ กระดาษใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงนั้นกระดาษจะเดินแข็งหรือนิ่มไม่มีใครสนใจแล้ว ขอให้มีกระดาษใช้เพราะไม่มีใครทำได้ น้ำท่วมหมด ออเดอร์เลยมาที่เราหมดเลย”

เพราะมีกระดาษมาทำเป็นกล่องได้เลยทำให้รอดจากน้ำท่วม และเฉิดฉายในวิกฤตปีนั้น

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การเตรียมตัวโตเป็นเป็ดของสามพี่น้อง 

ตัดภาพมาที่ชีวิตครอบครัวกันสักนิด ด้วยธุรกิจของพ่อที่ฝ่าหลากวิกฤตมาได้อย่างมีกึ๋นและทำงานหนัก วัยเด็กของแวว วาว วิน จึงโตมากับกล่องกระดาษ

วาวบอกว่า “เห็นพ่อแม่ลำบาก เหนื่อยทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เวลาปิดเทอมพวกเราไม่มีไปเที่ยวซัมเมอร์ มีซัมเมอร์ที่แปดริ้ว อยากได้อะไร ต้องทำงานให้ได้เงิน ยกของแบกของเหมือนพนักงาน” 

ก่อนหน้าที่ทั้งสามคนจะเข้ามารับช่วงต่อนั้น ระหว่างนั่งกินสุกี้ที่บ้าน พ่อถามว่าอยากรับช่วงต่อกันไหม ถ้าอยากทำจะขยายกิจการ โดยซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงงานและลงทุนเครื่องจักรผลิตกระดาษเพิ่ม

เพียงชั่วเวลาสุกี้หมดหม้อและบุหรี่หมดมวน เมื่อทั้งสามคนตอบตกลง สุขุมเลยรวบรวมที่ดินมาได้ 6 – 7 แปลง มีข้อแม้ว่าลูกๆ ต้องไปเรียนวิศวกรรมให้หมด เพื่อให้กลับมาบริหารโรงงานได้ โดยตั้งใจลงทุนเครื่องจักรทั้งหมด 3 เครื่องตั้งแต่แรก 

ทั้งสามคนจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรม สาขาอุตสาหการทั้งหมด โดยเรียนคนละสถาบันกัน สามพี่น้องให้นิยามสาขานี้ว่าเป็นเป็ด เรียนระดับเบื้องต้นทุกอย่างตั้งแต่ไฟฟ้า เครื่องกล การวางผัง เดินท่อไฟ ท่อน้ำ บัญชี การตลาด เศรษฐศาสตร์ ขนส่ง

เรียนไม่ลงลึกแต่คุมและตรวจงานทุกอย่างในโรงงานได้ บริหารโรงงานและธุรกิจได้ ได้ทั้งศาสตร์การคิดเป็นระบบและทักษะของเป็ด ซึ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะหลายอย่าง

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หลักสูตรธุรกิจเร่งรัดของแวว พี่สาวคนโต    

แวว-แววตา รุ่งเจริญสุขศรี พี่สาวคนโต เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยงานประจำ หาประสบการณ์ข้างนอก หลังลาออกจากงานประจำมาทำกับที่บ้านได้ไม่นาน ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก ก็โดนรับน้องการเป็นผู้ประกอบการด้วยวิกฤตของครอบครัว คือ คุณพ่อล้มป่วย

ถึงเวลาขยับมาฟังการเอาตัวรอดในเวอร์ชันของลูกสาวคนโตกันบ้าง 

“ก่อนหน้านี้พ่อเพิ่งเซ็นสัญญากับธนาคาร ซื้อเครื่องจักรใหม่เป็นเครื่องที่สอง แต่การผ่าตัดของพ่อล้มเหลวกะทันหัน ช่วงนั้นพ่อใช้แขนไม่ได้ เซ็นเอกสารไม่ได้ เดินไม่ได้” ในขณะที่คนในครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญในการดูแลสุขุมที่โรงพยาบาล แววจึงต้องรับบทบาทหลักดูแลธุรกิจ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองในหลักสูตรเร่งรัดแบบไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน 

“ปกติพ่อทำงานเป็นหลัก ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ที่ผ่านมาแค่เดินเล่นกับพ่อ เคยได้คุยกับซัพพลายเออร์แต่ไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้อะไรในโรงงานเลย บัญชีไม่เคยดู เช็คไม่เคยเซ็น ไปดูก่อสร้างก็ไม่มีความรู้ใดๆ เลย พอเฮียและซ้อไม่อยู่ ก็ต้องคุมคนในโรงงานทุกคน ทั้งที่เราไม่เคยใช้อำนาจตรงนี้เลย”  

ด้วยสถานการณ์บังคับ ทำให้แววต้องโตอย่างก้าวกระโดด เรียนทุกศาสตร์ ทำทุกอย่างเอง ทั้งบัญชี ผลิต จัดส่ง ขาย คุยกับต่างประเทศ เธอบอกว่าต้องมีทักษะการเรียนรู้ให้เร็ว 

หลังจากได้คุยกับพนักงานแต่ละคนว่าทำอะไรบ้าง แววพบว่าระบบในโรงงานเป็นแบบ Manual ทำงานกันแบบเถ้าแก่ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้วิธีจำเป็นหลัก เธอจึงริเริ่มออกแบบระบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ให้เพื่อนวิศวกรช่วยเขียนโปรแกรม เปลี่ยนจากทุกอย่างอยู่ในหัวมาอยู่ในคอมพิวเตอร์ การสร้างระบบเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำงานที่ไหลลื่น ซึ่งก่อนจะออกแบบได้นั้น ต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมดอย่างถ่องแท้เสียก่อน

อุปสรรคของแววคือ เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบมากขึ้น ก็เกิดกระแสต่อต้านจากพนักงานที่เคยชินกับการทำงานแบบเดิม “มีคนไม่ยอมใช้ระบบ พลิกแพลงในการทำงาน เราผ่านมาได้เพราะปรับตัวกับสถานการณ์” 

แววดูแลกิจการเป็นหลักแบบนี้คนเดียวอยู่เป็นเวลา 2 – 3 ปี

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การสร้างระบบให้ราบรื่นของวาว น้องสาวคนกลาง

หลังจากสุขุมรักษาอาการป่วยจนหายดีแล้ว ก็อยากลงทุนขยายโรงงานด้วยเครื่องจักรเครื่องที่ 3 และอยากให้ วาว-ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี เข้ามาช่วย ก่อนตัดสินใจประกาศวางมือเต็มตัวด้วยคำคมเด็ดว่า “ถึงเวลาเสวยสุข หมดยุคของเขา และถึงเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว”

วาวเล่าชีวิตก่อนมารับช่วงต่อที่คล้ายพี่สาวว่า “ตอนนั้นการงานกำลังรุ่ง เป็นเซลล์ ทำงานในเมือง ตกเย็นไปเที่ยว กินข้าวในห้าง จนพ่อชวนกลับมาทำ บอกว่าจะหาโอกาสแบบนี้ได้ที่ไหนอีก ได้ดีลกับซัพพลายเออร์ คุยกับโรงงาน” จากที่วาวทำงานในเมืองจันทร์ถึงศุกร์ ก็เปลี่ยนมาทำงานโรงงานที่แปดริ้วจันทร์ถึงเสาร์  

แม้จังหวะที่วาวเข้ามาจะไม่ได้มีวิกฤตเร่งด่วนเหมือนพี่สาว แต่ใช้วิธีเรียนรู้งานแบบ On the Job Training หรือเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจากเนื้องานโดยตรงเหมือนกัน แววบอกว่า “คนบ้านนี้ไม่ชอบสอน ให้โปรเจกต์ไปลงมือทำก่อน  สงสัยแล้วค่อยมาถาม ได้ขึ้นระบบและเรียนรู้ทุกอย่างเอง”   

วาวจึงต้องลุยด้วยตัวเองเหมือนพี่สาว “เป็นลูกเจ้าของธุรกิจแล้วอยู่แค่บนหอคอยงาช้างไม่ได้ งานไม่ได้มีแค่นั่งสร้างระบบอย่างเดียว แต่ต้องลงไปดูทั่วทั้งโรงงาน ให้ช่างมาสอนใช้เครื่อง”  

จากช่วงแรกที่สร้างระบบด้วยตัวเอง เมื่อธุรกิจขยายขึ้น ก็เริ่มจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาและช่วยทำซอฟต์แวร์อย่างจริงจังขึ้น แววเสริมว่า “ระบบที่เขียนเองก่อนหน้านี้ Local มาก เชื่อมกับบัญชียาก ถ้าจะมีมาตรฐานระดับโลกและอยากเก็บข้อมูลได้ดี ระบบต้องดีกว่านี้ เลยบินไปดูงานที่ออสเตรเลีย เรียกบริษัทเบอร์หนึ่งด้านซอฟต์แวร์มาคุย”

การสร้างระบบซอฟต์แวร์ทำให้บริษัทก้าวหน้าอย่างยั่งยืนขึ้น เป็นงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาถึงปัจจุบันจนน้องคนที่สามเข้ามาช่วย วาวบอกว่า “การมีระบบที่ดีทำให้คุณภาพชีวิตพนักงานดีขึ้น แทนที่จะ Manual แค่กดคลิกนิดเดียวข้อมูลก็มาแล้ว ทุกอย่างออนเซิร์ฟเวอร์”

จากที่เมื่อก่อนกลับบ้าน 3 ทุ่ม เดี๋ยวนี้ 5 โมงก็กลับได้ เพราะสร้างกระบวนการทำงานไว้ดี ลดคอขวดในการทำงานที่ติดขัด เมื่อการทำงานและการผลิตราบรื่น ก็ใช้เวลาและความรู้ลงทุนคิดพัฒนาธุรกิจในแง่มุมใหม่ๆ ได้

สองพี่น้องบอกว่า ข้อดีเมื่อพ่อเกษียณ คือพนักงานยุคบุกเบิกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อก็เกษียณตามไปด้วย เหลือแค่คนที่ยังไม่ถึงวัยเกษียณ ทำให้การทำงานของพวกเขาง่ายขึ้น ตัดสินใจง่ายขึ้น เปิดทางให้เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ความสร้างสรรค์ของวิน น้องคนเล็ก และการผ่านช่วงโควิด-19   

เนื่องจาก HSL มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มยานยนต์ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 อุตสาหกรรมยานยนต์ลดการผลิตลง ทำให้ธุรกิจกล่องกระดาษได้รับผลกระทบตามไปด้วย ยอดขายลดลงกว่า 70 – 80 เปอร์เซ็นต์

วิน-โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี บอกว่าด้วยเหตุนี้ ทำให้รู้สึกว่าจะเน้นขายแต่กลุ่มลูกค้ายานยนต์อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ และอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต จึงควรหาตลาดใหม่เพิ่ม เมื่อได้รับโอกาสเข้าร่วมเสนองานให้อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของประเทศ นั่นเป็นกล่องพัสดุใบแรก และเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายกลุ่มลูกค้าของทาง HSL

สิ่งที่วินสังเกตเห็นคือ “คนช้อปออนไลน์กันเยอะมาก มีเพื่อนพี่สาวอยากได้กล่องไปรษณีย์ สิบ ยี่สิบใบสำหรับขายออนไลน์ แต่เราไม่เคยขายจำนวนน้อยขนาดนี้” การเป็นบริษัทใหญ่ที่ขายให้รายใหญ่มาก่อน ทำให้ลูกค้ารายเล็กรู้สึกว่าเข้าถึงยาก อีกทั้งกระบวนการในการซื้อขายยังซับซ้อน ต้องเสนอราคาและออกใบสั่งซื้อ

วินจึงสร้างแบรนด์น้องใหม่ ‘Wanna Pack’ สำหรับตลาด B2C โดยเฉพาะเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น ซื้อขายคล่องตัวขึ้น เลือกใช้กระดาษเกรดรีไซเคิล และใส่ลวดลายต้นไม้บนกล่อง เพื่อสร้างความแตกต่างตามเทรนด์การนิยมปลูกต้นไม้ในปัจจุบัน และสื่อถึงความเป็นกล่องรักษ์โลก พ่วงด้วยการขายพลาสติกกันกระแทกสำหรับตอบโจทย์คนขายออนไลน์ในยุคนี้อย่างครบวงจร

“ปีแรกเงียบกริบ ขายไม่ดีเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จากการยิงโฆษณาบวกกับเทรนด์รักษ์โลกเริ่มมา ทำให้ขายดีจนผลิตไม่ทัน”  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

วินเล่าว่าเขายังใส่ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมกับกล่องลูกฟูก ด้วยการแปลงร่างกล่องกระดาษธรรมดาให้เป็นทั้ง Art & Shelf ทั้งกล่องลูกฟูก Display สำหรับจัดแสดงสินค้าในงานนิทรรศการและการตลาด รวมถึงกล่องที่ขึ้นเป็นรูปทรงสำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ ด้วย เช่น ต้นคริสต์มาสจากกล่องลูกฟูก เปียโนลูกฟูก 

“ข้อเสียของกล่องลูกฟูกคือพิมพ์ยาก ต้องมีบล็อกพิมพ์ ค่าบล็อกพิมพ์เป็นหมื่น อยากพิมพ์ให้สวยงามแต่เครื่องที่มีพิมพ์ได้แค่สามสี เลยให้พ่อพาไปดูเครื่องจักร ได้ลงทุนเครื่องดิจิทัลพรินติ้งที่สีสวยงาม” 

การสร้างฐานลูกค้าใหม่ทำให้โรงงานยังมีงานให้พนักงานทำ แววเสริมว่าช่วงโควิดให้พนักงานทำงานแบบวันเว้นวัน เพราะไม่มีออเดอร์เยอะเท่าช่วงปกติ และบริษัทไม่มีนโยบายไล่พนักงานออก 

“ทุกคนที่ฝ่าฟันมากับเรา เราต้องดูแลเขานะ ใครมีปัญหาก็มาคุยกัน หางานให้ ออเดอร์หายก็เอาเวลามาสอนงานมากขึ้น”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โครงการบริจาคเตียงกระดาษของแวว วาว และวิน  

ในช่วงโควิด HSL ได้แปลงร่างจากโรงงานกล่องกระดาษเป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์เตียงกระดาษชั่วคราวด้วย จุดเริ่มต้นคือ การเห็นว่าโรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนเตียงสนาม

ตอนแรกตั้งใจเพียงซื้อไปบริจาค เพราะการผลิตเตียงกระดาษต้องออกแบบใหม่ ไม่เหมือนขายกล่อง มีหลายอย่างต้องทำใหม่ แต่ด้วยเตียงกระดาษที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน คนใช้บอกว่าไม่สวยและไม่ถนัด ไม่มีปลายเตียงและหัวเตียง HSL เลยออกแบบใหม่ ผลิตสำหรับบริจาคเอง ให้คนใช้เตียงรู้สึกดีด้วย ไม่ใช่แค่นอน เพราะต้องกักตัวตั้ง 14 วัน 

วาวและวินบอกว่า เมื่อไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าใครอยากบริจาค มีเตียงที่ไหนขาดแคลนบ้าง ไม่เกินหนึ่งวันก็มีคนติดต่อเข้ามามากมาย เริ่มจากผลิตหลายร้อยเตียงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักพัน จนวันนี้รวมผลิตไปแล้ว 15,000 เตียง

สามพี่น้องแบ่งงานกันติดต่อประสานงาน ด่านหนึ่งเป็นแอดมินพูดคุยรับเรื่อง ด่านสองเช็กว่าโรงพยาบาลขาดแคลนจริงไหม ด่านสาม ติดต่อว่าคนไข้เยอะจริงหรือเปล่าแล้วลงข้อมูล เทียบยอดงบบริจาคกับโรงพยาบาลที่อยากส่งมอบเตียงให้

แววปิดท้ายว่าที่ทำได้เพราะมีพันธมิตรรายใหญ่ของประเทศที่ดีเข้ามาช่วยเหลือด้วย ทั้งด้านโลจิสติกส์ที่อยากวิ่งรถขนส่งให้ และเอกชนรายใหญ่ที่อยากช่วยสนับสนุน  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โชคดีที่มี 3 คน

แม้เรียนจบจากสาขาเดียวกัน แต่พี่น้องสามคนมีบุคลิกไม่เหมือนกันสักทีเดียว

จากมุมของน้องๆ แววมีความเป็นผู้นำในแบบพี่สาวคนโต คล้ายพ่อที่ตัดสินใจเด็ดขาด รวดเร็ว แววบอกว่า “Role Model ของเราดี พ่อเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เรายังไม่เกิด มีความเป็นผู้นำ โผงผาง เราซึมซับมาเลยเป็นพวกชอบทำอะไรเร็ว”

ส่วนวาวเข้ามาอุดช่องว่างที่พี่สาวไม่ถนัดนัก คือความละเอียดรอบคอบเหมือนเลขานุการ ในขณะที่วินเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ คิดทำสิ่งใหม่ๆ ภาษาวัยรุ่นใช้คำว่า หาทำเก่ง

3 คนแยกหน้าที่ในงานกันอย่างชัดเจน จากช่วงแรกที่แววดูแลทั้งหมด เมื่อวาวเข้ามาช่วย ก็แบ่งงานฝ่ายผลิตให้วาวรับผิดชอบ พอมีวินเข้ามาเสริมทัพ ก็ให้วินรับผิดชอบการดูแลคลัง วาวบอกว่าการแบ่งหน้าที่คนละส่วนกัน ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพเต็มที่ขึ้น “แต่ก่อนพอพี่สาวดูบัญชีคู่กับผลิต ทำให้ลืมดูบางมุมไป เราก็เข้ามาช่วยตรวจสอบ”

ทุกคนบอกว่าโชคดีที่มี 3 คน สำหรับแววที่เริ่มทำงานเป็นคนแรก และผ่านการทำงานมากับทุกคนในครอบครัว เธอบอกว่า “ตอนทำกับพ่อก็เหนื่อยเถียงกับพ่อ ช่วงสองคน พอน้องสาวเข้ามาก็ตีกันเยอะ พอมีสามคนทำให้มีคนกลางมาช่วยโหวต”

แม้ตีกันบ้างแต่ทุกคนจบในงาน เพราะเข้าใจว่าผลประโยชน์ในธุรกิจไม่ใช่แค่ของพี่น้องคนใดคนหนึ่งแต่เป็นทั้งครอบครัว จึงเน้นเถียงกันเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาที่ดี เข้าทำนอง ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับมาได้’ เมื่อทำสิ่งที่เสี่ยงอย่างธุรกิจ มีหลายหัวย่อมพร้อมต่อการแก้สถานการณ์ได้ดี

ทั้งนี้ สามพี่น้องบอกว่าแรงสนับสนุนสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของทุกคน คือ แม่ 

“คุณแม่เป็น Back Up ที่ดี เวลาเหนื่อย ทำงานดึก แม่ทำกับข้าวให้ ตอนพ่อป่วย แม่ดูแลเป็นหลัก ทำให้เราไม่ต้องพะวง เวลางานในโรงงานทำไม่ทัน ทำเตียงสนาม แม่ก็มาช่วย” โชคดีที่ทั้งสามคนมีคุณแม่ช่วยสนับสนุน และเป็นโชคดีของกิจการครอบครัวที่มีลูกทั้งสามคน แม้ความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เรื่องของโชคเลยก็ตาม  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ถอดบทเรียนการทำที่บ้าน 

ในฐานะทายาทธุรกิจรุ่นสาม ทั้งสามคนมีบทเรียนพิเศษมากมายที่ได้จากการทำธุรกิจครอบครัว 

หนึ่ง ทายาทต้องมีความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำ 

แววเล่าถึงช่วงเปลี่ยนผ่านในการก้าวขึ้นมาเป็นทายาทที่ต้องโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นว่า “พนักงานบางคนอยู่กับกิจการมาตั้งแต่เรายังไม่เกิด วันหนึ่งคนที่เห็นเราตั้งแต่เด็กต้องเปลี่ยนมาเห็นเราในบทบาทผู้บริหาร สิ่งสำคัญคือ ทำให้คนอื่นเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่เด็กน้อย แต่เป็นผู้บริหารที่สามารถนำเขาให้มีชีวิตที่ดีได้” 

แม้ว่าระหว่างทางจะไม่ได้สวยหรู แววบอกว่ามีคนลาออกเพราะเธอหลายคน เมื่อมีคนออกไป เธอก็ต้องทำหน้าที่นั้นแทนให้ได้ เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไป

“ตอนพ่อดูแล พ่อเป็นคนรับผิดชอบ เวลาพ่อสั่งให้ทำ เราเหมือนลูกจ้างของพ่อคนหนึ่ง พอเราสวมหัวเป็นผู้บริหาร เราต้องรับผิดชอบทุกการกระทำ เป็นคนตัดสินใจและดูแลผลกระทบทั้งหมด เป็นเจ้าของจะพักผ่อนเมื่อไหร่ก็ได้ก็จริง แต่ความรับผิดชอบต่างกันเยอะ อย่างช่วงโควิด ไม่มีเงินเข้า แต่เรายังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายเงินกู้ธนาคาร ยอดขายไม่เข้าแต่ต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ไม่มีเงินก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเราเป็นเจ้าของกิจการ”

ในฐานะเจ้าของกิจการ ความรับผิดชอบจึงไม่ใช่แค่กล่องกระดาษ แต่เป็นคุณภาพชีวิตของครอบครัวพนักงานกว่า 500 ครอบครัวที่เป็นคนผลิตกล่องกระดาษเหล่านั้น   

สอง สืบสานความสัมพันธ์กับคู่ค้าจากรุ่นก่อน

สำหรับทายาทรุ่นใหม่ ก่อนมารับช่วงต่อเคยคิดว่าพ่อไม่ได้ทำอะไรมาก เห็นเพียงว่าไปตีกอล์ฟ กินข้าว สังสรรค์ แต่เมื่อลงมือทำจริงแล้ว ถึงพบว่า การสร้างคอนเนกชันและระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำต่อเนื่องจากคนรุ่นก่อน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ 

สาม ดูผังองค์กร

ด้วยธุรกิจครอบครัวมีความสบายๆ กันเองมากกว่าในบริษัทใหญ่ ใครถนัดด้านไหนก็ไปทำ ทำให้บางครั้งเมื่อลงมือทำงานจริง บทบาทที่ทำไม่ตรงกับตำแหน่ง การดูผังองค์กรและจัดผังให้สอดคล้องกับระบบงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รู้ตามจริงว่าเวลาคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยกับใคร ใครเป็นคนรับผิดชอบ 

สี่ หาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงมือทำ

ทายาทธุรกิจมักร้อนวิชา เมื่อเข้ามาแล้วอยากรีบเปลี่ยนแปลง ลองคิดเล็กๆ ลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน บางอย่างต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม นี่คือบทเรียนจากทายาท HSL ที่ค้นพบว่า “บางสิ่งที่ตอนแรกคิดว่าทำไม่ได้ก็ทำได้ บางอย่างที่เคยท้อ พอเอากลับมาทำใหม่ก็รู้สึกว่าไม่เห็นยากเลย” 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ธุรกิจที่ดี 

HSL ผ่านทุกวิกฤตมาได้ด้วยการปรับตัวของคนแต่ละรุ่น

รุ่นหนึ่ง การผลิตนำ เน้นการผลิตให้ดีเป็นอันดับหนึ่ง

รุ่นสอง การตลาดนำ ลุยลูกค้าเอง ได้พันธมิตรที่ดีในระยะยาว

รุ่นสาม เทคโนโลยีนำ สร้างระบบและธุรกิจที่ยั่งยืน

เมื่อถามว่าอะไรคือ Good Business ในความเห็นของแต่ละรุ่น

สุขุม ทายาทรุ่นสองให้ความเห็นว่า “ธุรกิจที่ดีคือ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนอื่น และไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบเรา ค้าขายด้วยกันอย่างจริงใจ ไม่หลอกกัน ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” 

ส่วนทายาทรุ่นสาม แวว วาว และวิน บอกว่า “ธุรกิจที่ดีคือ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างดี ทั้งพนักงาน ชุมชนรอบข้าง ไม่สร้างภาระให้สิ่งแวดล้อม เป็นลูกค้าที่ดีของซัพพลายเออร์ และทำให้ลูกค้าไว้ใจเรา” 

อนาคตที่ทายาทรุ่นสามอยากผลักดันคือ ทำให้ HSL มีชื่อเสียงในวงการอื่นนอกเหนือจากยานยนต์ ต้องการเป็นบรรจุภัณฑ์ในทุกอุตสาหกรรม ให้คนที่ไม่ใช่ผู้ผลิตด้วยกันนอกเหนือจาก B2B จดจำแบรนด์ได้ มีสโลแกนของตัวเอง คนเข้าถึงได้ง่ายในราคาเข้าถึงได้ 

ปิดท้ายด้วยคำคมจากวิน น้องคนเล็ก “พ่อเคยบอกว่า Don’t Put All Your Eggs in One Basket. ที่แปลว่าไม่ควรวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยง”

นี่อาจเป็นแผนของครอบครัวนี้ที่มีลูกสามคนก็เป็นได้

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงคำว่า มรดก ผมมักนึกถึงเงินทอง ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ

แต่จากการพูดคุยกับ ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อแปลกหูอย่าง ร้านยี่สับหลก ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าสิ่งมีค่าที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อนเป็นอะไรได้มากนั้น

ตอนที่มาถึงร้าน ผมเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทำด้วยอะคริลิกเรียงตัวกันบนผนังร้านอ่านได้ว่า ‘ON THE LEGACY OF NAI SOIE BRAISED BEEF’

ป้ายอะคริลิก

สูตรน้ำแกง ความแรงของไฟ เวลาที่ใช้ในการต้ม ประสบการณ์ที่เพาะบ่มยามยืนหน้าเตา เหล่านี้คือสิ่งที่ตี๋ซึ่งเป็นทายาทของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านถนนพระอาทิตย์อย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยได้รับตกทอดจากพ่อและแม่

ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่หาทำเลเหมาะๆ แต่งร้านสวยๆ แล้วเอาสูตรก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับมาทำขายใครๆ ก็ทำได้

ไม่มีอะไรง่ายหรอก” ตี๋เอ่ยประโยคนี้ในบทสนทนา คล้ายกับเขารู้ว่าคนอื่นคิดอะไร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาเยือนร้านของเขาที่อยู่ตรงแยกสี่กั๊กพระยาศรี แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าเตาอย่างเช่นทุกครั้ง เมื่อได้นั่งคุยกันทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะกลายมาเป็นร้านที่เรานั่งอยู่มันไม่ได้ราบรื่นนัก แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ทำให้อาหารจานต่างๆ ของร้านนี้ที่ผมเคยกินมีความพิเศษขึ้นมา

นั่นคือนอกจากทำให้อิ่มท้องแล้วมันยังพาให้อิ่มใจ

ธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย
ประเภทธุรกิจ : ร้านก๋วยเตี๋ยว
อายุ : 41 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง
: วรพล วรไพศาล (นายโส่ย) และ ปิยนุช ตติยปัญญาเลิศ
ทายาทรุ่นที่สอง : ร้านยี่สับหลก :   
ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์ และ พึ่ง-ณัฐพร เทพรัตน์

ร้านยี่สับหลก

ตี๋-นภัทร เลิศเสาวภาคย์

-ลูกไม้-

น้ำเดือดแล้ว”

ระหว่างนั่งพูดคุย ลูกน้องในร้านก็เดินมาตามชายหนุ่มไปควบคุมไฟ เขาจึงรีบลุกไปหลังร้านด้วยทีท่ากระตือรือร้น

นาทีนั้นผมแอบอยากเดินตามเขาไปแล้วแอบถามว่า น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก

แต่ผมก็ได้แค่คิดในใจ ของแบบนี้ใครเขาจะบอกกัน รอไม่นานเขาก็เดินกลับมายังโต๊ะที่เรานั่งอยู่ หลังจากนั้นบทสนทนาจึงดำเนินต่อไปอย่างออกรส

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ตี๋เติบโตมาในครอบครัวที่ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงชีพ ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้สูตรมาจากรุ่นอากงของเขาที่มาจากเมืองจีน ทำให้ชื่อเสียงของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยโด่งดังคับถนนพระอาทิตย์ ใครที่อยู่ย่านนั้นและไม่ได้นับถือเจ้าแม่กวนอิมต่างเคยฝากท้องไว้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้

ด้วยความที่โตมาในร้านที่อวลไปด้วยกลิ่นควันหอมฉุยจากน้ำซุป เขาจึงค่อยๆ ซึมซับวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวจากพ่อแม่โดยวิธีครูพักลักจำ จนตัดสินใจปักหลักสานต่อกิจการของที่บ้านกิจการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอายที่จะบอกใคร

เด็กๆ เราอายอยู่แล้ว เราไม่เคยบอกเพื่อนหรอกว่าบ้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นพอดีแม่เปิดบริษัทยาม เราก็บอกเพื่อนๆ ว่า แม่กูทำบริษัท รปภ. แต่สุดท้ายแม่ก็เลิก แล้วมาทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว พอเริ่มโตถึงเริ่มคิดได้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราขายก็ได้เงิน” ชายหนุ่มเล่าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาของเขาเล็กลงกว่าเดิม

อาจกล่าวได้ว่าสำหรับคนที่เรียนจบเพียงชั้นมัธยม 6 อย่างเขา ร้านก๋วยเตี๋ยวบนถนนพระอาทิตย์เป็นคล้ายโรงเรียนสอนทำอาหาร หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ที่นั่นคือโรงเรียนสอนทำก๋วยเตี๋ยว

ยิ่งฟังสิ่งที่ชายตรงหน้าได้เรียนรู้มา ผมยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนไม่น้อย

แม้กระทั่งการลวกเส้นก็ใช่ว่าจะทำลวกๆ ได้

ตอนลวกเส้นสายตาเราต้องดูว่าพอเอาขึ้นมาแล้วเส้นเป็นยังไง อย่างเส้นเล็ก เวลาไม่สุกมันจะดูกระด้างๆ แข็งๆ หน่อย เราจะเห็นเลย ถ้าลูกค้าสั่งแห้งต้องลวกยังไง สั่งน้ำต้องลวกยังไง มันไม่เหมือนกัน อย่างเล็กแห้งถ้าสะเด็ดน้ำจนแห้งมันไม่อร่อย พอให้มันมีน้ำขลุกขลิกนิดหนึ่งในเส้น พอใส่น้ำมัน ใส่ซีอิ๊วมันจะนวล จะอยู่ข้างในของมัน ถ้าแห้งไปก็ไม่อร่อย”

ร้านยี่สับหลก

เมื่อผมถามว่าแล้วเราจะเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องได้ยังไง ตี๋ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ทำยาก

เขาบอกว่า ก็แค่ทำทุกวัน

ช่วงแรกแม่เขาก็ปล่อยให้เราทำช่วงเวลาที่ร้านคนไม่เยอะมาก ทำไม่ดีลูกค้าก็บ่น เราก็ฟังทุกวัน เส้นนิ่มไป เส้นแข็งไป เส้นเยอะไป เราก็ค่อยๆ ปรับ จนเริ่มรู้ว่าต้องลวกยังไง

แม่ก็สอนเราทุกวันว่าทำยังไง เลือกเนื้อยังไง ทุกอย่างต้องดี ต้องสะอาด เวลาทำอะไรต้องใส่ใจกับมันจริงๆ ต้องจริงจัง

เราต้องใส่ใจ” เขาย้ำคำเดิมที่ว่าไปแล้วอีกครั้งคล้ายว่ามันมีความสำคัญพิเศษ

ตอนนั้นคล้ายผมได้คำตอบของคำถามในใจที่ว่า “น้ำซุปของเขาใส่อะไร ทำไมอร่อยนัก”

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

-หล่นไม่ไกล-

ร้านยี่สับหลก ที่เรานั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจาก ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย บนถนนพระอาทิตย์มากนัก

หลังจากยืนลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์อยู่ราวสิบปี ตี๋บอกว่าเขาเริ่มอิ่มตัว นั่นเป็นที่มาของการมองหาที่ทางใหม่ๆ เพื่อขยับขยายกิจการ

ผู้ที่มีบทบาทไม่น้อยในช่วงรอยต่อคือ พึ่ง ซึ่งเป็นคนรักของเขาที่เข้ามาช่วยดูในแง่คอนเซปต์ร้านและการจัดการระบบหลังบ้าน

“ตอนนั้นเราเห็นว่าร้านเดิมไม่มีระบบ แล้วธุรกิจแบบเก่ามันคือซื้อมาขายไป เราไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้มัน ผู้ใหญ่เขาก็คิดว่า ของกูขายดี กูก็ขายอยู่เรื่อยๆ เรากับพี่ตี๋ก็คุยกันเรื่องนี้อยู่ปีหนึ่ง วันหนึ่งเราก็คุยกันว่าลองมาสร้างแบรนด์เพิ่มอีกดีไหม” พึ่งย้อนเล่าถึงที่มาในการทำร้านยี่สับหลกร่วมกันจนทั้งสองเริ่มมองหาทำเลที่เหมาะสม

ด้วยความที่ทั้งสองเติบโตในย่านเมืองเก่า หลงใหลถิ่นแถวนี้เป็นทุนเดิม ทำให้เมื่อมาเจอร้านขายทองเก่าบริเวณสี่กั๊กพระยาศรีปล่อยพื้นที่ให้เช่าจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เราสองคนชอบย่านนี้ เราไม่ได้อยากอยู่ย่านพระอาทิตย์หรือถนนข้าวสาร เพราะมันใกล้รัศมีร้านเดิมเกินไป เดี๋ยวตีกันเอง คนอื่นอาจจะเลือกที่ที่คนพลุกพล่านใช่มั้ย แต่เราเลือกที่ที่คนน้อย เพราะว่ามันไม่วุ่นวาย” พึ่งบอกเมื่อผมตั้งข้อสังเกตเรื่องทำเลร้านซึ่งค่อนข้างเงียบยิ่งในยามค่ำคืน ก่อนที่ตี๋จะเสริม “เรามั่นใจว่าของเราดี อยู่ที่ไหนคนก็มา ไม่ใช่ต้องมานั่งเรียกร้องให้เขามากิน เราแค่ทำให้เขาเห็นก็พอว่า ร้านเรามีคนมาลองกินแล้วอร่อย พอเขาเห็นเดี๋ยวเขาก็มาเอง”

ในด้านการตกแต่งร้าน ด้วยความที่หญิงสาวเคยไปเรียนปริญญาโทและทำงานที่ฮ่องกงมา 4 ปี เขาจึงแชร์ความชอบที่ได้ซึมซับมากับชายหนุ่ม จนทั้งสองเห็นตรงกันว่าคอนเซปต์ร้านใหม่จะดึงเอากลิ่นความเป็นฮ่องกงมาใช้ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตกแต่งภายใน กราฟิกดีไซน์ในเมนูอาหาร ไปจนกระทั่งชื่อร้าน

ใช่, ยี่สับหลก ซึ่งเป็นคำที่หลายคนคงสงสัยถึงที่มาเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า ยี่สิบหก

ร้านยี่สับหลก

“มันเริ่มต้นมาจากเราคุยกันว่าร้านจะชื่ออะไรดี ปัญหาคือเราจะใช้คำว่า โส่ย เหมือนเดิมไหม ถ้าใช้จะใช้ในแนวไหน หรือถ้าไม่ใช้ จะทำยังไงดีให้มีเชื้อของโส่ย โดยที่เราไม่ต้องพูดคำว่าโส่ย ซึ่งเราก็นึกถึงตัวพี่ตี๋ เพราะคนที่มาร้านก็จะมาเห็นพี่ตี๋ จำหน้าพี่ตี๋ได้ แล้วอยู่ดีๆ เราก็นึกขึ้นมาว่าเอาวันเกิดมั้ย วันเกิดพี่ตี๋ คือ 26 เดือน 4 เราก็เลยส่งข้อความไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นคนฮ่องกง ว่า 264 ที่อ่านว่า ยี่หลกเส่ โอเคมั้ย แล้วเพื่อนก็ตอบกลับมาว่าเอา เลข 26 มั้ย เป็น ยี่สับหลก พอเพื่อนพูดยี่สับหลกเราก็ เฮ้ย เอา เพราะคำนี้มันพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า ‘Easy to cook’ หรือ ‘หุง ต้ม ง่าย’ พอดี

“เราชอบความหมายของมัน” พึ่งยืนยันด้วยรอยยิ้ม

ร้านยี่สับหลก

ร้านยี่สับหลก

-ต้ม-

หุง ต้ม ง่าย

คำสามคำแสนเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมายอบอุ่นกลายเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกนหลักของร้านยี่สับหลก

“เราเอาไอเดียจากคำว่า Easy to cook มาคิดต่อจนได้คอนเซปต์ร้านว่าร้านนี้ต้องเป็นร้านที่สืบต่อมา เป็นมรดกทางอาหาร ความหุง ต้ม ง่าย มันคือความเคยชินของการอยู่บ้าน ที่เราสองคนเลือกย่านนี้กันเพราะเราผูกพันกับย่านนี้ บ้านพี่ตี๋อยู่แถวเยาวราช เราอยู่แถวศาลเจ้าพ่อเสือ แล้วเราชอบกินข้าวบ้าน ซึ่งบ้านพี่ตี๋ทำอาหารอร่อยมาก ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องความทรงจำของเรา

ถ้าอย่างนั้นร้านนี้เรามาพูดถึงอาหารที่กินง่ายๆ เป็นข้าวอบง่ายๆ กินกับซุป มีก๋วยเตี๋ยว เป็นของที่ทำเสร็จเร็วเหมือนเวลากลับมาบ้านแล้วเราบอกว่า แม่หิวข้าว แล้วก็มีข้าวกิน ร้านนี้เหมือนเป็นมรดกทางอาหารที่เราย้อนให้คนได้กลับไปกินข้าวบ้าน อาหารทุกเมนูเราทำเองกับมือ เราเลือกของ ประณีตกับการทำ แล้วก็เสิร์ฟ” พึ่งขยายความคอนเซปต์

นั่นทำให้เมนูของร้านยี่สับหลกแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย หลายๆ เมนูถูกพัฒนามาจากสิ่งที่แม่ของตี๋เคยทำให้กินแล้วอยากแบ่งคนอื่นกินบ้าง อย่างเช่นเมนูข้าวอบ หรือขาหมูต้มเค็มหมั่นโถว

ยำ

ข้าวอบหน้าเนื้อ

“เมนูของเราจะหนักไปทางข้าวอบกับหม้อไฟ อย่างร้านเดิมจะเน้นก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก หรืออย่างน้ำซุปก็ไม่เหมือนกัน เพราะร้านนั้นขายทั้งวัน น้ำซุปมันออกจากหม้อเร็ว เลยไม่เค็มมาก แต่ร้านเราถ้าต้มค้างไว้ แล้วรอลูกค้ามากินรอบเย็นมันจะเค็มมาก ซึ่งมันไม่เหมาะกับที่นี่ เราก็เปลี่ยนสูตร แต่ว่าวิธีการทำเหมือนกัน” ตี๋อธิบายถึงการบิดเมนูให้เข้ากับร้าน

“การคิดว่าจะทำอาหารเหมือนทำให้คนที่บ้านกินมันทำให้วิธีการทำอาหารเปลี่ยนไปจากตอนทำร้านเดิมไหม” ผมสงสัย

“เอาอย่างนี้ อะไรที่เราไม่กิน เราก็ไม่ทำให้คนอื่นกิน อย่างข้าว วันไหนหุงแฉะไปเราก็ไม่ขายนะ เป็นพวกโรคจิต” พึ่งหัวเราะหลังคำตอบ ก่อนตี๋จะขยายความ “อย่างเราทำข้าวอบ เราอยากให้ข้าวเรียงเม็ดสวยๆ แรกๆ หุงแล้วแตกครึ่ง เดี๋ยวแฉะ เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวไม่สุก เราก็ต้องตามหาข้าวจนเจอยี่ห้อที่ใช้อยู่ ที่ไม่ว่าจะใส่น้ำเยอะน้ำน้อยมันก็เรียงเม็ด สวยงาม ช่วงหลังลูกค้ามากินเริ่มเบิ้ลสอง ชมว่าข้าวอร่อยมาก เรียงเม็ด โอเค เราเจอข้าวที่ใช่แล้ว คือถึงแม้เราจะเน้นอาหารง่ายๆ แต่ถ้าทำอุบาทว์ ไม่อร่อย ก็โดนเขาด่านะ”

อาหารง่ายก็ต้องอร่อย-ตี๋ว่าอย่างนั้น

ต้มหมู

“แล้วความสุขของการยืนทำก๋วยเตี๋ยวคืออะไร ทำไมถึงยืนอยู่ที่เดิมมาได้เป็นสิบปี” ผมถามคำถามนี้กับชายหนุ่มหลังคุยกันจนถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมในครัวเพื่อหุงและต้มอะไรง่ายๆ ให้ลูกค้าที่แวะเวียนมาได้อิ่มท้อง

“ความสุขของเรามันอยู่ที่เวลาคนมากินแล้วเราเห็นเขามีความสุข เขาเดินมาหาเราแล้วบอกว่าข้าวอร่อยมาก อาหารอร่อยมาก แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว” ตี๋ตอบก่อนที่พึ่งซึ่งนั่งฟังอยู่จะช่วยเสริม “เราจะขำเวลาลูกค้ากินเสร็จแล้วพี่ตี๋จะดูว่าข้าวหมดไหม แค่นี้เลยความสุขของทุกวัน เก็บจานแล้วไม่ต้องกวาดอาหารเหลือ”

เมื่อสิ้นสุดบทสนทนา ตี๋เดินเข้าครัวไปทำอาหารเมนูต่างๆ มาเสิร์ฟบนโต๊ะตัวเดิมที่เรานั่งพูดคุยกันมา

แล้วก็ได้เวลาที่ผมจะทำให้เขามีความสุข

กุ้ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย พ.ศ. 2519

ก่อนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ยจะย้ายมาปักหลักอยู่บนถนนพระอาทิตย์อย่างที่เราคุ้นเคย หลายคนอาจไม่ทันช่วงจุดเริ่มต้นที่นายโส่ยยังถีบรถขายอยู่หน้ากองพลาธิการตำรวจจนกระทั่ง สันติ เศวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำมาชิมแล้วนำไปแนะนำต่อในคอลัมน์ร้านจึงเป็นที่รู้จัก ก่อนจะขยายกิจการจนมาได้ที่แถวถนนพระอาทิตย์

ตี๋เล่าว่า “สูตรก๋วยเตี๋ยวมาจากอากง แกเอาสูตรมาจากเมืองจีน แล้วก็ตกทอดมา เมื่อก่อนพ่อขายพวกโอเลี้ยงกับกาแฟโบราณ พอเก็บเงินได้ก้อนนึงถึงมาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวกับแม่ที่ถนนพระอาทิตย์ ขายอยู่ตรงนั้นสิบกว่าปีก็โดนเจ้าของที่กลั่นแกล้งจนต้องย้ายที่ พอเราย้ายออกมาเจ้าของที่เก่าเขาก็เปิดร้านขายเองอยู่ปีกว่าแล้วก็เจ๊ง ส่วนร้านเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ติดกับบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วก็อยู่ตรงนั้นจนถึงทุกวันนี้”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load