ธุรกิจ : บริษัท เอชเอสแอล คาร์ตอนส์ จำกัด และ ร้านเฮ่งเซ่งหลี

ประเภทธุรกิจ : กล่องและกระดาษลูกฟูก

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2492 เริ่มกิจการ พ.ศ. 2533 จดทะเบียนบริษัท

อายุ : 72 ปี

ผู้ก่อตั้ง : เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง

ทายาทรุ่นสอง : สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี และ วรรณา เลิศฤทธิ์เดชา

ทายาทรุ่นสาม : แววตา รุ่งเจริญสุขศรี, ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี และ โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี

“รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย… ทำลายสิ่งที่ไม่เป็นระบบและทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน” 

คำคมจากน้องคนเล็กสุดในทายาทรุ่นสามของ ‘HSL Cartons’ ธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูกที่สอนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น The Show Must Go On 

ด้วยระยะเวลา 72 ปีที่ดำเนินกิจการมา ผ่านวิกฤตหลายครั้งทั้งเป็นหนี้จากวิกฤตเศรษฐกิจ คนในครอบครัวล้มป่วย ประสบภัยธรรมชาติและโรคระบาด การได้เผชิญทั้งช่วงขาขึ้นขาลงของธุรกิจและชีวิต ทำให้รู้ว่าในการขยับขยายอาจมีโชคร้ายแฝงอยู่ และในความเคราะห์ร้ายอาจมีข่าวดีอยู่เสมอด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าดีหรือร้าย กิจการกล่องลูกฟูกยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ วางระบบการทำงานหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนกระจายความเสี่ยงและพร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ และดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอมา

The Cloud ชวนมาคุยกับทายาทรุ่นสองและสามของ ครอบครัวรุ่งเจริญสุขศรี เรื่องราวการส่งไม้ผลัดแก้วิกฤตของ 3 เจเนอเรชันสู่ 3 พี่น้องที่เป็นทายาทรุ่นสามในปัจจุบัน และถอดเคล็ดลับของทายาทที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งหลังปรับกิจการ 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

HSL มาจากเฮ่งเซ่งหลี 

สุขุม รุ่งเจริญสุขศรี ทายาทรุ่นสอง เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของโรงกล่องที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

“พ่อผมหรืออากงของลูกๆ ทำครีมและน้ำมันใส่ผมขาย แต่หากล่องมาใส่ไม่ได้ พ่อเลยเก็บกระดาษลูกฟูกเก่าแถวสี่แยกวัดตึก ที่เป็นกล่องใส่ตู้เย็นและทีวีส่งมาจากต่างประเทศ เอามากลับด้าน กรีดแล้วทำกล่องน้ำยาใส่ผมเอง”

หลังทำกล่องเองจนมีคนเข้ามาขอซื้อ ทำให้เกิดไอเดียว่า “งั้นทำกล่องขายดีกว่า”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ด้วยเหตุนี้ เลียกคุ้ย แซ่เฮ้ง จึงยกกิจการเดิมให้น้องชาย แล้วก่อตั้งโรงกล่องลูกฟูกเฮ่งเซ่งหลีแถวจักรวรรดิใน พ.ศ. 2492 และต่อมาได้ย้ายมาที่พระประแดง

ต่อมาสุขุมรับกิจการต่อ และเนื่องจากมีลูกค้าฝรั่งจึงเปลี่ยนชื่อให้เรียกง่ายเป็น HSL Cartons 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หนี้ต้มยำกุ้งและการเอาตัวรอดจากน้ำท่วมแบบสุขุม

สุขุมลงทุนขยายกิจการ โดยระดมเงินจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพื่อให้มีเงินก้อนมาสร้างโรงงาน จากที่เดิมที่พระประแดง ย้ายไปฉะเชิงเทรา เมืองแปดริ้ว

พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลด “จากยอดขายเดือนละสิบล้านเหลือแปดแสน เงินหมุนไม่ทัน เช็คเด้งระนาว ไม่มีเงินซื้อกระดาษ ยอดขายลดลง” สุขุมเล่าย้อนถึงความลำบากแต่ The Show Must Go On เพราะเพิ่งตอกเสาเข็มทำโรงงานใหม่ ไม่ว่าอย่างไรจึงต้องทำต่อให้เสร็จ ดำเนินกิจการต่อแม้เป็นหนี้

“ตอนนั้นถ้าได้กำไรหนึ่งร้อย เอาไปจ่ายหนี้โรงงานกระดาษห้าสิบ จ่ายค่าแรงคนงานอีกห้าสิบ ต้องตามเคลียร์หนี้เป็นสเต็ป แต่เจ้าหนี้ภายนอกที่ยืมเงินมาลงทุนทำโรงงานไม่เข้าใจว่าทำไมยังไม่จ่ายหนี้ให้เขาด้วย เลยตามทวงหนี้”

หากโรคระบาดทำให้ Work from Home การโดนตามทวงหนี้ทำให้สุขุมต้อง Work from Anywhere ในช่วงนั้น โชคดีที่มีวรรณา ภรรยาของสุขุมคุมงานที่โรงงานแทนทั้งหมด  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

“คนงานไม่มีตังค์กินข้าว ก็มาเบิกตังค์ร้อย สองร้อย ซื้อข้าวสารถังละไม่กี่สิบบาท ปลูกผักที่โรงงาน จับปลาในบ่อ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณหนึ่งถึงสองปี ช่วงนั้นเอาเถิดเจ้าล่อกับพวกเจ้าหนี้ ช่วงมกราคม พ.ศ. 2542 เดินอยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เจ้าหนี้แชร์โทรมาทวงหนี้ เลยบอกว่าถ้าทวงเงินอีกจะข้ามสะพานไปแล้วไม่กลับมาเลย” หลังจากเจรจาให้เจ้าหนี้รอรับการชำระหนี้ได้ ด้วยความอดทนสู้ทำต่อไป กิจการจึงค่อยๆ โตขึ้นจนใช้หนี้ทั้งหมดได้

สุขุมเล่าถึงจุดเปลี่ยนของเขา “กลับมาขายดีเพราะจับลูกค้าถูกทาง คือ ยานยนต์”

ช่วงนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มผลิตโมเดลรถใหม่อย่างต่อเนื่อง กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและต้องใช้กล่องกระดาษเยอะมาก เมื่อ HSL จับลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้ ทำให้มีงานเยอะตามไปด้วย ประกอบกับคาแรกเตอร์ที่ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้าของสุขุม ทำให้ได้เป็นคู่ค้ากันยาวนาน ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับส่งออกทั่วโลกโดยใช้กล่องของ HSL

ในช่วงแรกโรงงานของ HSL เป็นโรงงานทำกล่องที่ซื้อกระดาษจากโรงงานผลิตกระดาษอีกที สุขุมจึงตัดสินใจขยายกิจการอีกครั้ง ด้วยการตั้งโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูกใช้เอง ซึ่งปีนั้นคือ พ.ศ. 2554 ที่เกิดน้ำท่วม

ทายาทรุ่นสองเล่าความทรงจำตอนโรงงานกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ

“กำลังติดตั้งเครื่องอยู่ น้ำมาอยู่หลังโรงงาน เลยไล่ช่างคนไต้หวันกลับประเทศ โรงงานผลิตกระดาษส่วนใหญ่อยู่โซนน้ำท่วม ส่งกระดาษมาให้ไม่ได้เลย จากที่แค่เตรียมเครื่องอยู่เลยต้องเริ่มผลิตกันเองแบบมั่วๆ กระดาษใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงนั้นกระดาษจะเดินแข็งหรือนิ่มไม่มีใครสนใจแล้ว ขอให้มีกระดาษใช้เพราะไม่มีใครทำได้ น้ำท่วมหมด ออเดอร์เลยมาที่เราหมดเลย”

เพราะมีกระดาษมาทำเป็นกล่องได้เลยทำให้รอดจากน้ำท่วม และเฉิดฉายในวิกฤตปีนั้น

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การเตรียมตัวโตเป็นเป็ดของสามพี่น้อง 

ตัดภาพมาที่ชีวิตครอบครัวกันสักนิด ด้วยธุรกิจของพ่อที่ฝ่าหลากวิกฤตมาได้อย่างมีกึ๋นและทำงานหนัก วัยเด็กของแวว วาว วิน จึงโตมากับกล่องกระดาษ

วาวบอกว่า “เห็นพ่อแม่ลำบาก เหนื่อยทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เวลาปิดเทอมพวกเราไม่มีไปเที่ยวซัมเมอร์ มีซัมเมอร์ที่แปดริ้ว อยากได้อะไร ต้องทำงานให้ได้เงิน ยกของแบกของเหมือนพนักงาน” 

ก่อนหน้าที่ทั้งสามคนจะเข้ามารับช่วงต่อนั้น ระหว่างนั่งกินสุกี้ที่บ้าน พ่อถามว่าอยากรับช่วงต่อกันไหม ถ้าอยากทำจะขยายกิจการ โดยซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงงานและลงทุนเครื่องจักรผลิตกระดาษเพิ่ม

เพียงชั่วเวลาสุกี้หมดหม้อและบุหรี่หมดมวน เมื่อทั้งสามคนตอบตกลง สุขุมเลยรวบรวมที่ดินมาได้ 6 – 7 แปลง มีข้อแม้ว่าลูกๆ ต้องไปเรียนวิศวกรรมให้หมด เพื่อให้กลับมาบริหารโรงงานได้ โดยตั้งใจลงทุนเครื่องจักรทั้งหมด 3 เครื่องตั้งแต่แรก 

ทั้งสามคนจึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรม สาขาอุตสาหการทั้งหมด โดยเรียนคนละสถาบันกัน สามพี่น้องให้นิยามสาขานี้ว่าเป็นเป็ด เรียนระดับเบื้องต้นทุกอย่างตั้งแต่ไฟฟ้า เครื่องกล การวางผัง เดินท่อไฟ ท่อน้ำ บัญชี การตลาด เศรษฐศาสตร์ ขนส่ง

เรียนไม่ลงลึกแต่คุมและตรวจงานทุกอย่างในโรงงานได้ บริหารโรงงานและธุรกิจได้ ได้ทั้งศาสตร์การคิดเป็นระบบและทักษะของเป็ด ซึ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะหลายอย่าง

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

หลักสูตรธุรกิจเร่งรัดของแวว พี่สาวคนโต    

แวว-แววตา รุ่งเจริญสุขศรี พี่สาวคนโต เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยงานประจำ หาประสบการณ์ข้างนอก หลังลาออกจากงานประจำมาทำกับที่บ้านได้ไม่นาน ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก ก็โดนรับน้องการเป็นผู้ประกอบการด้วยวิกฤตของครอบครัว คือ คุณพ่อล้มป่วย

ถึงเวลาขยับมาฟังการเอาตัวรอดในเวอร์ชันของลูกสาวคนโตกันบ้าง 

“ก่อนหน้านี้พ่อเพิ่งเซ็นสัญญากับธนาคาร ซื้อเครื่องจักรใหม่เป็นเครื่องที่สอง แต่การผ่าตัดของพ่อล้มเหลวกะทันหัน ช่วงนั้นพ่อใช้แขนไม่ได้ เซ็นเอกสารไม่ได้ เดินไม่ได้” ในขณะที่คนในครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญในการดูแลสุขุมที่โรงพยาบาล แววจึงต้องรับบทบาทหลักดูแลธุรกิจ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองในหลักสูตรเร่งรัดแบบไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน 

“ปกติพ่อทำงานเป็นหลัก ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ที่ผ่านมาแค่เดินเล่นกับพ่อ เคยได้คุยกับซัพพลายเออร์แต่ไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้อะไรในโรงงานเลย บัญชีไม่เคยดู เช็คไม่เคยเซ็น ไปดูก่อสร้างก็ไม่มีความรู้ใดๆ เลย พอเฮียและซ้อไม่อยู่ ก็ต้องคุมคนในโรงงานทุกคน ทั้งที่เราไม่เคยใช้อำนาจตรงนี้เลย”  

ด้วยสถานการณ์บังคับ ทำให้แววต้องโตอย่างก้าวกระโดด เรียนทุกศาสตร์ ทำทุกอย่างเอง ทั้งบัญชี ผลิต จัดส่ง ขาย คุยกับต่างประเทศ เธอบอกว่าต้องมีทักษะการเรียนรู้ให้เร็ว 

หลังจากได้คุยกับพนักงานแต่ละคนว่าทำอะไรบ้าง แววพบว่าระบบในโรงงานเป็นแบบ Manual ทำงานกันแบบเถ้าแก่ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้วิธีจำเป็นหลัก เธอจึงริเริ่มออกแบบระบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ให้เพื่อนวิศวกรช่วยเขียนโปรแกรม เปลี่ยนจากทุกอย่างอยู่ในหัวมาอยู่ในคอมพิวเตอร์ การสร้างระบบเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำงานที่ไหลลื่น ซึ่งก่อนจะออกแบบได้นั้น ต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานทั้งหมดอย่างถ่องแท้เสียก่อน

อุปสรรคของแววคือ เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบมากขึ้น ก็เกิดกระแสต่อต้านจากพนักงานที่เคยชินกับการทำงานแบบเดิม “มีคนไม่ยอมใช้ระบบ พลิกแพลงในการทำงาน เราผ่านมาได้เพราะปรับตัวกับสถานการณ์” 

แววดูแลกิจการเป็นหลักแบบนี้คนเดียวอยู่เป็นเวลา 2 – 3 ปี

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

การสร้างระบบให้ราบรื่นของวาว น้องสาวคนกลาง

หลังจากสุขุมรักษาอาการป่วยจนหายดีแล้ว ก็อยากลงทุนขยายโรงงานด้วยเครื่องจักรเครื่องที่ 3 และอยากให้ วาว-ศรัณยา รุ่งเจริญสุขศรี เข้ามาช่วย ก่อนตัดสินใจประกาศวางมือเต็มตัวด้วยคำคมเด็ดว่า “ถึงเวลาเสวยสุข หมดยุคของเขา และถึงเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว”

วาวเล่าชีวิตก่อนมารับช่วงต่อที่คล้ายพี่สาวว่า “ตอนนั้นการงานกำลังรุ่ง เป็นเซลล์ ทำงานในเมือง ตกเย็นไปเที่ยว กินข้าวในห้าง จนพ่อชวนกลับมาทำ บอกว่าจะหาโอกาสแบบนี้ได้ที่ไหนอีก ได้ดีลกับซัพพลายเออร์ คุยกับโรงงาน” จากที่วาวทำงานในเมืองจันทร์ถึงศุกร์ ก็เปลี่ยนมาทำงานโรงงานที่แปดริ้วจันทร์ถึงเสาร์  

แม้จังหวะที่วาวเข้ามาจะไม่ได้มีวิกฤตเร่งด่วนเหมือนพี่สาว แต่ใช้วิธีเรียนรู้งานแบบ On the Job Training หรือเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจากเนื้องานโดยตรงเหมือนกัน แววบอกว่า “คนบ้านนี้ไม่ชอบสอน ให้โปรเจกต์ไปลงมือทำก่อน  สงสัยแล้วค่อยมาถาม ได้ขึ้นระบบและเรียนรู้ทุกอย่างเอง”   

วาวจึงต้องลุยด้วยตัวเองเหมือนพี่สาว “เป็นลูกเจ้าของธุรกิจแล้วอยู่แค่บนหอคอยงาช้างไม่ได้ งานไม่ได้มีแค่นั่งสร้างระบบอย่างเดียว แต่ต้องลงไปดูทั่วทั้งโรงงาน ให้ช่างมาสอนใช้เครื่อง”  

จากช่วงแรกที่สร้างระบบด้วยตัวเอง เมื่อธุรกิจขยายขึ้น ก็เริ่มจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาและช่วยทำซอฟต์แวร์อย่างจริงจังขึ้น แววเสริมว่า “ระบบที่เขียนเองก่อนหน้านี้ Local มาก เชื่อมกับบัญชียาก ถ้าจะมีมาตรฐานระดับโลกและอยากเก็บข้อมูลได้ดี ระบบต้องดีกว่านี้ เลยบินไปดูงานที่ออสเตรเลีย เรียกบริษัทเบอร์หนึ่งด้านซอฟต์แวร์มาคุย”

การสร้างระบบซอฟต์แวร์ทำให้บริษัทก้าวหน้าอย่างยั่งยืนขึ้น เป็นงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาถึงปัจจุบันจนน้องคนที่สามเข้ามาช่วย วาวบอกว่า “การมีระบบที่ดีทำให้คุณภาพชีวิตพนักงานดีขึ้น แทนที่จะ Manual แค่กดคลิกนิดเดียวข้อมูลก็มาแล้ว ทุกอย่างออนเซิร์ฟเวอร์”

จากที่เมื่อก่อนกลับบ้าน 3 ทุ่ม เดี๋ยวนี้ 5 โมงก็กลับได้ เพราะสร้างกระบวนการทำงานไว้ดี ลดคอขวดในการทำงานที่ติดขัด เมื่อการทำงานและการผลิตราบรื่น ก็ใช้เวลาและความรู้ลงทุนคิดพัฒนาธุรกิจในแง่มุมใหม่ๆ ได้

สองพี่น้องบอกว่า ข้อดีเมื่อพ่อเกษียณ คือพนักงานยุคบุกเบิกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อก็เกษียณตามไปด้วย เหลือแค่คนที่ยังไม่ถึงวัยเกษียณ ทำให้การทำงานของพวกเขาง่ายขึ้น ตัดสินใจง่ายขึ้น เปิดทางให้เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ความสร้างสรรค์ของวิน น้องคนเล็ก และการผ่านช่วงโควิด-19   

เนื่องจาก HSL มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มยานยนต์ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 อุตสาหกรรมยานยนต์ลดการผลิตลง ทำให้ธุรกิจกล่องกระดาษได้รับผลกระทบตามไปด้วย ยอดขายลดลงกว่า 70 – 80 เปอร์เซ็นต์

วิน-โสฬส รุ่งเจริญสุขศรี บอกว่าด้วยเหตุนี้ ทำให้รู้สึกว่าจะเน้นขายแต่กลุ่มลูกค้ายานยนต์อย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ และอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต จึงควรหาตลาดใหม่เพิ่ม เมื่อได้รับโอกาสเข้าร่วมเสนองานให้อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของประเทศ นั่นเป็นกล่องพัสดุใบแรก และเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายกลุ่มลูกค้าของทาง HSL

สิ่งที่วินสังเกตเห็นคือ “คนช้อปออนไลน์กันเยอะมาก มีเพื่อนพี่สาวอยากได้กล่องไปรษณีย์ สิบ ยี่สิบใบสำหรับขายออนไลน์ แต่เราไม่เคยขายจำนวนน้อยขนาดนี้” การเป็นบริษัทใหญ่ที่ขายให้รายใหญ่มาก่อน ทำให้ลูกค้ารายเล็กรู้สึกว่าเข้าถึงยาก อีกทั้งกระบวนการในการซื้อขายยังซับซ้อน ต้องเสนอราคาและออกใบสั่งซื้อ

วินจึงสร้างแบรนด์น้องใหม่ ‘Wanna Pack’ สำหรับตลาด B2C โดยเฉพาะเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น ซื้อขายคล่องตัวขึ้น เลือกใช้กระดาษเกรดรีไซเคิล และใส่ลวดลายต้นไม้บนกล่อง เพื่อสร้างความแตกต่างตามเทรนด์การนิยมปลูกต้นไม้ในปัจจุบัน และสื่อถึงความเป็นกล่องรักษ์โลก พ่วงด้วยการขายพลาสติกกันกระแทกสำหรับตอบโจทย์คนขายออนไลน์ในยุคนี้อย่างครบวงจร

“ปีแรกเงียบกริบ ขายไม่ดีเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จากการยิงโฆษณาบวกกับเทรนด์รักษ์โลกเริ่มมา ทำให้ขายดีจนผลิตไม่ทัน”  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

วินเล่าว่าเขายังใส่ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมกับกล่องลูกฟูก ด้วยการแปลงร่างกล่องกระดาษธรรมดาให้เป็นทั้ง Art & Shelf ทั้งกล่องลูกฟูก Display สำหรับจัดแสดงสินค้าในงานนิทรรศการและการตลาด รวมถึงกล่องที่ขึ้นเป็นรูปทรงสำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ ด้วย เช่น ต้นคริสต์มาสจากกล่องลูกฟูก เปียโนลูกฟูก 

“ข้อเสียของกล่องลูกฟูกคือพิมพ์ยาก ต้องมีบล็อกพิมพ์ ค่าบล็อกพิมพ์เป็นหมื่น อยากพิมพ์ให้สวยงามแต่เครื่องที่มีพิมพ์ได้แค่สามสี เลยให้พ่อพาไปดูเครื่องจักร ได้ลงทุนเครื่องดิจิทัลพรินติ้งที่สีสวยงาม” 

การสร้างฐานลูกค้าใหม่ทำให้โรงงานยังมีงานให้พนักงานทำ แววเสริมว่าช่วงโควิดให้พนักงานทำงานแบบวันเว้นวัน เพราะไม่มีออเดอร์เยอะเท่าช่วงปกติ และบริษัทไม่มีนโยบายไล่พนักงานออก 

“ทุกคนที่ฝ่าฟันมากับเรา เราต้องดูแลเขานะ ใครมีปัญหาก็มาคุยกัน หางานให้ ออเดอร์หายก็เอาเวลามาสอนงานมากขึ้น”

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โครงการบริจาคเตียงกระดาษของแวว วาว และวิน  

ในช่วงโควิด HSL ได้แปลงร่างจากโรงงานกล่องกระดาษเป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์เตียงกระดาษชั่วคราวด้วย จุดเริ่มต้นคือ การเห็นว่าโรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนเตียงสนาม

ตอนแรกตั้งใจเพียงซื้อไปบริจาค เพราะการผลิตเตียงกระดาษต้องออกแบบใหม่ ไม่เหมือนขายกล่อง มีหลายอย่างต้องทำใหม่ แต่ด้วยเตียงกระดาษที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน คนใช้บอกว่าไม่สวยและไม่ถนัด ไม่มีปลายเตียงและหัวเตียง HSL เลยออกแบบใหม่ ผลิตสำหรับบริจาคเอง ให้คนใช้เตียงรู้สึกดีด้วย ไม่ใช่แค่นอน เพราะต้องกักตัวตั้ง 14 วัน 

วาวและวินบอกว่า เมื่อไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าใครอยากบริจาค มีเตียงที่ไหนขาดแคลนบ้าง ไม่เกินหนึ่งวันก็มีคนติดต่อเข้ามามากมาย เริ่มจากผลิตหลายร้อยเตียงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักพัน จนวันนี้รวมผลิตไปแล้ว 15,000 เตียง

สามพี่น้องแบ่งงานกันติดต่อประสานงาน ด่านหนึ่งเป็นแอดมินพูดคุยรับเรื่อง ด่านสองเช็กว่าโรงพยาบาลขาดแคลนจริงไหม ด่านสาม ติดต่อว่าคนไข้เยอะจริงหรือเปล่าแล้วลงข้อมูล เทียบยอดงบบริจาคกับโรงพยาบาลที่อยากส่งมอบเตียงให้

แววปิดท้ายว่าที่ทำได้เพราะมีพันธมิตรรายใหญ่ของประเทศที่ดีเข้ามาช่วยเหลือด้วย ทั้งด้านโลจิสติกส์ที่อยากวิ่งรถขนส่งให้ และเอกชนรายใหญ่ที่อยากช่วยสนับสนุน  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

โชคดีที่มี 3 คน

แม้เรียนจบจากสาขาเดียวกัน แต่พี่น้องสามคนมีบุคลิกไม่เหมือนกันสักทีเดียว

จากมุมของน้องๆ แววมีความเป็นผู้นำในแบบพี่สาวคนโต คล้ายพ่อที่ตัดสินใจเด็ดขาด รวดเร็ว แววบอกว่า “Role Model ของเราดี พ่อเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เรายังไม่เกิด มีความเป็นผู้นำ โผงผาง เราซึมซับมาเลยเป็นพวกชอบทำอะไรเร็ว”

ส่วนวาวเข้ามาอุดช่องว่างที่พี่สาวไม่ถนัดนัก คือความละเอียดรอบคอบเหมือนเลขานุการ ในขณะที่วินเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ คิดทำสิ่งใหม่ๆ ภาษาวัยรุ่นใช้คำว่า หาทำเก่ง

3 คนแยกหน้าที่ในงานกันอย่างชัดเจน จากช่วงแรกที่แววดูแลทั้งหมด เมื่อวาวเข้ามาช่วย ก็แบ่งงานฝ่ายผลิตให้วาวรับผิดชอบ พอมีวินเข้ามาเสริมทัพ ก็ให้วินรับผิดชอบการดูแลคลัง วาวบอกว่าการแบ่งหน้าที่คนละส่วนกัน ทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพเต็มที่ขึ้น “แต่ก่อนพอพี่สาวดูบัญชีคู่กับผลิต ทำให้ลืมดูบางมุมไป เราก็เข้ามาช่วยตรวจสอบ”

ทุกคนบอกว่าโชคดีที่มี 3 คน สำหรับแววที่เริ่มทำงานเป็นคนแรก และผ่านการทำงานมากับทุกคนในครอบครัว เธอบอกว่า “ตอนทำกับพ่อก็เหนื่อยเถียงกับพ่อ ช่วงสองคน พอน้องสาวเข้ามาก็ตีกันเยอะ พอมีสามคนทำให้มีคนกลางมาช่วยโหวต”

แม้ตีกันบ้างแต่ทุกคนจบในงาน เพราะเข้าใจว่าผลประโยชน์ในธุรกิจไม่ใช่แค่ของพี่น้องคนใดคนหนึ่งแต่เป็นทั้งครอบครัว จึงเน้นเถียงกันเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาที่ดี เข้าทำนอง ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับมาได้’ เมื่อทำสิ่งที่เสี่ยงอย่างธุรกิจ มีหลายหัวย่อมพร้อมต่อการแก้สถานการณ์ได้ดี

ทั้งนี้ สามพี่น้องบอกว่าแรงสนับสนุนสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของทุกคน คือ แม่ 

“คุณแม่เป็น Back Up ที่ดี เวลาเหนื่อย ทำงานดึก แม่ทำกับข้าวให้ ตอนพ่อป่วย แม่ดูแลเป็นหลัก ทำให้เราไม่ต้องพะวง เวลางานในโรงงานทำไม่ทัน ทำเตียงสนาม แม่ก็มาช่วย” โชคดีที่ทั้งสามคนมีคุณแม่ช่วยสนับสนุน และเป็นโชคดีของกิจการครอบครัวที่มีลูกทั้งสามคน แม้ความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เรื่องของโชคเลยก็ตาม  

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ถอดบทเรียนการทำที่บ้าน 

ในฐานะทายาทธุรกิจรุ่นสาม ทั้งสามคนมีบทเรียนพิเศษมากมายที่ได้จากการทำธุรกิจครอบครัว 

หนึ่ง ทายาทต้องมีความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำ 

แววเล่าถึงช่วงเปลี่ยนผ่านในการก้าวขึ้นมาเป็นทายาทที่ต้องโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นว่า “พนักงานบางคนอยู่กับกิจการมาตั้งแต่เรายังไม่เกิด วันหนึ่งคนที่เห็นเราตั้งแต่เด็กต้องเปลี่ยนมาเห็นเราในบทบาทผู้บริหาร สิ่งสำคัญคือ ทำให้คนอื่นเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่เด็กน้อย แต่เป็นผู้บริหารที่สามารถนำเขาให้มีชีวิตที่ดีได้” 

แม้ว่าระหว่างทางจะไม่ได้สวยหรู แววบอกว่ามีคนลาออกเพราะเธอหลายคน เมื่อมีคนออกไป เธอก็ต้องทำหน้าที่นั้นแทนให้ได้ เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไป

“ตอนพ่อดูแล พ่อเป็นคนรับผิดชอบ เวลาพ่อสั่งให้ทำ เราเหมือนลูกจ้างของพ่อคนหนึ่ง พอเราสวมหัวเป็นผู้บริหาร เราต้องรับผิดชอบทุกการกระทำ เป็นคนตัดสินใจและดูแลผลกระทบทั้งหมด เป็นเจ้าของจะพักผ่อนเมื่อไหร่ก็ได้ก็จริง แต่ความรับผิดชอบต่างกันเยอะ อย่างช่วงโควิด ไม่มีเงินเข้า แต่เรายังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายเงินกู้ธนาคาร ยอดขายไม่เข้าแต่ต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ไม่มีเงินก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเราเป็นเจ้าของกิจการ”

ในฐานะเจ้าของกิจการ ความรับผิดชอบจึงไม่ใช่แค่กล่องกระดาษ แต่เป็นคุณภาพชีวิตของครอบครัวพนักงานกว่า 500 ครอบครัวที่เป็นคนผลิตกล่องกระดาษเหล่านั้น   

สอง สืบสานความสัมพันธ์กับคู่ค้าจากรุ่นก่อน

สำหรับทายาทรุ่นใหม่ ก่อนมารับช่วงต่อเคยคิดว่าพ่อไม่ได้ทำอะไรมาก เห็นเพียงว่าไปตีกอล์ฟ กินข้าว สังสรรค์ แต่เมื่อลงมือทำจริงแล้ว ถึงพบว่า การสร้างคอนเนกชันและระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำต่อเนื่องจากคนรุ่นก่อน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ 

สาม ดูผังองค์กร

ด้วยธุรกิจครอบครัวมีความสบายๆ กันเองมากกว่าในบริษัทใหญ่ ใครถนัดด้านไหนก็ไปทำ ทำให้บางครั้งเมื่อลงมือทำงานจริง บทบาทที่ทำไม่ตรงกับตำแหน่ง การดูผังองค์กรและจัดผังให้สอดคล้องกับระบบงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รู้ตามจริงว่าเวลาคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยกับใคร ใครเป็นคนรับผิดชอบ 

สี่ หาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการลงมือทำ

ทายาทธุรกิจมักร้อนวิชา เมื่อเข้ามาแล้วอยากรีบเปลี่ยนแปลง ลองคิดเล็กๆ ลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน บางอย่างต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม นี่คือบทเรียนจากทายาท HSL ที่ค้นพบว่า “บางสิ่งที่ตอนแรกคิดว่าทำไม่ได้ก็ทำได้ บางอย่างที่เคยท้อ พอเอากลับมาทำใหม่ก็รู้สึกว่าไม่เห็นยากเลย” 

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด
ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

ธุรกิจที่ดี 

HSL ผ่านทุกวิกฤตมาได้ด้วยการปรับตัวของคนแต่ละรุ่น

รุ่นหนึ่ง การผลิตนำ เน้นการผลิตให้ดีเป็นอันดับหนึ่ง

รุ่นสอง การตลาดนำ ลุยลูกค้าเอง ได้พันธมิตรที่ดีในระยะยาว

รุ่นสาม เทคโนโลยีนำ สร้างระบบและธุรกิจที่ยั่งยืน

เมื่อถามว่าอะไรคือ Good Business ในความเห็นของแต่ละรุ่น

สุขุม ทายาทรุ่นสองให้ความเห็นว่า “ธุรกิจที่ดีคือ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนอื่น และไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบเรา ค้าขายด้วยกันอย่างจริงใจ ไม่หลอกกัน ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” 

ส่วนทายาทรุ่นสาม แวว วาว และวิน บอกว่า “ธุรกิจที่ดีคือ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างดี ทั้งพนักงาน ชุมชนรอบข้าง ไม่สร้างภาระให้สิ่งแวดล้อม เป็นลูกค้าที่ดีของซัพพลายเออร์ และทำให้ลูกค้าไว้ใจเรา” 

อนาคตที่ทายาทรุ่นสามอยากผลักดันคือ ทำให้ HSL มีชื่อเสียงในวงการอื่นนอกเหนือจากยานยนต์ ต้องการเป็นบรรจุภัณฑ์ในทุกอุตสาหกรรม ให้คนที่ไม่ใช่ผู้ผลิตด้วยกันนอกเหนือจาก B2B จดจำแบรนด์ได้ มีสโลแกนของตัวเอง คนเข้าถึงได้ง่ายในราคาเข้าถึงได้ 

ปิดท้ายด้วยคำคมจากวิน น้องคนเล็ก “พ่อเคยบอกว่า Don’t Put All Your Eggs in One Basket. ที่แปลว่าไม่ควรวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยง”

นี่อาจเป็นแผนของครอบครัวนี้ที่มีลูกสามคนก็เป็นได้

ทายาทรุ่นสาม HSL ธุรกิจกล่องลูกฟูก 72 ปีที่ฝ่ามาแล้วทุกวิกฤตทั้งต้มยำกุ้ง น้ำท่วม และโควิด

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

KohMunnork Private Island by Epi[K]urean Hotels & Lifestyle คือรีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะมันนอกที่ไม่เพียงผ่านร้อนหนาว แต่ผ่านแดด ลมฝน มาแล้วหลายฤดูกาล

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะมัน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อมาพบกับ วิน-วินชนะ พฤกษานานนท์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้มารับช่วงต่อกิจการการดูแลรีสอร์ตส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลอ่าวไทยแห่งนี้

อย่าเพิ่งติดภาพหรูหราจับต้องไม่ได้เมื่อพูดคำว่ารีสอร์ตส่วนตัว เพราะ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ แห่งนี้มีจุดเด่นที่ความเรียบง่ายและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แถมสิ่งที่ทายาทรุ่นที่ 2 คนนี้กำลังเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มตัวอยู่ตอนนี้ คือความใส่ใจเรื่องขยะมหาสมุทร ที่กำลังเป็นภัยคุกคามน่านน้ำทั่วโลกรวมถึงเกาะมันนอกด้วยเช่นกัน

‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ ไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา การกระโจนเข้าสู่ความดุเดือดของสมรภูมิโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นรีสอร์ทที่ถูกพูดถึงมากมายบนโลกออนไลน์ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคน เกาะเล็กๆ แห่งนี้ทำได้อย่างไร

เราจะพาคุณข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้นหาคำตอบกัน

เกาะมันนอก

จุดเริ่มต้นเล็กๆ บนเกาะเล็กๆ

“ตั้งแต่มาครั้งแรกเราก็รักและผูกพันกับเกาะมันนอก เป็นธุรกิจครอบครัวที่ญาติๆ ช่วยกันทำมาตลอด แต่เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้เลย เป็นรีสอร์ตห้องพัดลม ผ้าห่มสีส้มแจ๊ด ผมก็คิดมาตลอดว่ารีสอร์ตบ้านเราเซอร์มาก ไม่ต้องหรูหราเพื่อดึงดูดลูกค้า เพราะเรามีจุดขายคือความสงบและธรรมชาติมาตลอดหลายสิบปี” วินเล่าพร้อมชี้ให้ดูเรือนพักเล็กๆ ที่ทอดตัว ซุกซ่อนขนานไปกับชายหาดและป่าธรรมชาติเขียวชอุ่ม

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ตมีห้องพักทั้งสิ้น 22 ห้องถ้วน จำนวนเท่าเดิมกับตอนเปิดกิจการเมื่อหลายสิบปีก่อนเป๊ะ

“เราไม่สามารถเพิ่มสิ่งปลูกสร้างบนเกาะแห่งนี้ได้ตามใจ ขอสัมปทานพื้นที่ไว้เท่าไหร่ ก็ต้องทำภายใต้กรอบเท่านั้น จะต่อเติมเกินเขตที่ดินที่ทำข้อตกลงเอาไว้ไม่ได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าแปลนบ้านเราเป็นสี่เหลี่ยม บ้านของเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไงแปลนก็ต้องเป็นสี่เหลี่ยมเท่าเดิม เราแค่เปลี่ยนการตกแต่งข้างใน ซึ่งก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ”

วินอธิบายว่า เกาะมันนอกมีเนื้อที่ประมาณ 95 ไร่ แต่พื้นที่ในการทำ ‘เกาะมันนอกรีสอร์ท’ คิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของเนื้อที่เกาะทั้งหมดเท่านั้นเอง

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

เรือไม้ลำโตจอดลงช้าๆ ในอ่าวด้านหน้าเกาะ จากตรงนี้เราต้องต่อเรือบดลำเล็กเข้าสู่ชายหาด แม้จะห่างจากท่าเรือแหลมตาล จังหวัดระยอง แค่ 11 กิโลเมตร แต่ก็ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 45 นาที ระหว่างทางเราแล่นเรือผ่านเกาะมันใน เกาะมันกลาง ก่อนจะมาถึงเกาะที่ตั้งอยู่ริมนอกชายฝั่งมากที่สุดอย่างเกาะมันนอก

“ด้วยความที่รีสอร์ตของเรามีเรือขาไปและกลับเข้าฝั่งแค่วันละเที่ยวเดียว บางทีก็มีลูกค้ามาไม่ทันขึ้นเรือบ้าง เพราะเรือจะออกตรงเวลาคือบ่ายโมงตรง ในกรณีที่ลูกค้าตกเรือ มี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือเหมาสปีดโบ๊ต ไม่ก็จ้างเรือประมงของชาวบ้านให้แล่นตรงมาส่งที่เกาะ ถ้าลูกค้าสายลุยหน่อยส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลัง” วินเล่ายิ้มๆ

ประเมินด้วยสายตาฝ่าละอองแดดยามบ่าย เกาะมันนอกมีลักษณะกลมรี และมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ส่วนกลางของเกาะเป็นป่า ด้านตะวันออกเป็นหาดทรายขาวละเอียดตลอดแนว ถัดมาด้านตะวันตกมีโขดหินสีสวยวางตัวลดหลั่นลงสู่แนวปะการังน้ำตื้น

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“สมัยแรกของการทำรีสอร์ตพื้นที่ทั้งหมดบนเกาะเป็นป่า เราพยายามตัดต้นไม้เดิมทิ้งให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนธรรมชาติ สร้างทางเดินเล็กๆ ให้สามารถเดินได้รอบเกาะเพื่อดูทิวทัศน์ของทะเลอ่าวไทย ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรทุกเช้าคือการเดินดูความเรียบร้อยรอบเกาะ สมัยเด็กๆ เวลาไปเดินรอบเกาะผมไม่เคยสังเกตว่าขยะมหาสมุทรที่พัดมาเกยตื้นตามแนวชายฝั่งหรือหาดต่างๆ บนเกาะมันเยอะขนาดไหน จนเมื่อเวลาผ่านไป ผมโตขึ้นและเริ่มรับรู้ได้ว่าปริมาณขยะทางทะเลมันเยอะขนาดไหน เอาแค่ว่าบนเกาะเล็กๆ อย่างเกาะมันนอกก็นับว่ามหาศาลแล้ว”

ขยะในท้องทะเล แต่มีที่มาจากบนชายฝั่ง

วินบอกว่า ขยะมหาสมุทรเหล่านี้มีตั้งแต่หลอดพลาสติก ขวดน้ำ แผ่นโฟม เชือกไนล่อน แผ่นสังกะสี ไปจนถึงก้านลูกกวาด ยิ่งถ้าเป็นประเภทที่สามารถแตกหักได้ เมื่อถูกน้ำทะเลซัดมันจะกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนไม่แปลกใจที่มีข่าวการพบซากขยะพลาสติกนับร้อยชิ้นในท้องสัตว์ทะเลที่เผลอไปกินมันเข้าอย่างไม่รู้ตัว

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

“ผมตั้งคำถามมาตลอดนะว่าขยะพวกนี้มันมาจากไหนนักหนา บางชิ้นเก็บมาพลิกดูฉลาก โอ้โห ลอยมาจากเวียดนาม ก่อนจะมาเป็นรุ่นผม แม้จะไม่ได้มีระบบแยกขยะอย่างเป็นระบบ แต่เราก็จัดการขยะจากรีสอร์ตอย่างดี ขนขยะทุกชิ้นขึ้นเรือเพื่อนำไปเข้าระบบจัดการขยะบนฝั่ง ดังนั้น ขยะรอบเกาะเหล่านี้ไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” ขยะมหาสมุทรสามารถลอยไปได้ไกลแสนไกลข้ามหลายน่านน้ำเป็นร้อยปี โดยไม่ย่อยสลาย เช่นเดียวกับขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะมันนอก

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าขยะในทะเลเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเวลาไปเที่ยวทะเล เรามักเห็นชายหาดที่ถูกจัดการขยะเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่รู้ความร้ายแรงของปัญหานี้ มันคือขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลแบบที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยนะถ้าไม่เคยลงมาสัมผัส”

น้ำมะพร้าวเย็นๆ ทั้งลูกถูกยกมาเสิร์ฟทั้งลูก วินหยิบหลอดกระดาษขึ้นมาพร้อมอธิบายว่า “ตอนนี้เกาะมันนอกรีสอร์ทเปลี่ยนมาใช้หลอด คอตต้อนบัด และแปรงสีฟันกระดาษ เราพยายามลดการใช้พลาสติกแบบ Single-use และหันมาใช้วัสดุย่อยสลายได้ทั้งหมดแทน เราซื้อตู้น้ำดื่มมาตั้งบริเวณ Common Area ถ้าคุณพกกระบอกน้ำมาหรือขอยืมแก้วน้ำจากทางรีสอร์ต เราให้คุณกดน้ำดื่มเย็นๆ ได้ไม่จำกัดเลย ถือเป็นการช่วยโลกลดภาระเรื่องขยะพลาสติก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

สิ่งที่วินตั้งใจทำมาโดยตลอดนับตั้งแต่รับช่วงต่อกิจการจากทายาทรุ่นหนึ่ง คือการสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนบนเกาะ

“ผมดูแลรีสอร์ตในส่วนของ Marketing และ Operation ในขณะที่พี่สาวดูแลเรื่องงบประมาณและการเงิน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาช่วยดูแลรีสอร์ต ผมพยายามอธิบายความรุนแรงของปัญหาพลาสติกโลกและประเทศไทย โดยเริ่มจากคนในครอบครัวก่อน เมื่อครอบครัวเข้าใจแล้วก็ค่อยมาอธิบายคนงานต่อ ซึ่งก็ต้องมีวิธีสื่อสารกับพวกเขาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเราอินกับเรื่องนี้ แล้วจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย อยู่ดีๆ มาบอกเขาเฉยๆ เขาไม่เชื่อและไม่มีทางเข้าใจ”

วินบอกว่า สิ่งที่ทำได้เร็วและง่ายที่สุดคือการแยกขยะ แม้ที่ผ่านมาเกาะมันนอกเก็บขยะทุกชิ้นออกไปทิ้งตามระบบจัดการขยะมูลฝอยบนฝั่งก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยมีระบบแยกขยะแบบจริงๆ จังเกิดขึ้นบนเกาะจนกระทั่งถึงรุ่นของเขา

เกาะมันนอก

“การคัดแยกประเภทขยะจะช่วยให้เราสามารถนำขยะไปใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงๆ ทุกคนเคยเรียนเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่เรียนที่โรงเรียน ต่อให้ไม่เรียน การแยกขยะก็เป็นเรื่อง Common Sense ที่จำง่ายมาก มันแบ่งเป็นแค่สามสี่ประเภทเท่านั้นเอง คือขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป แล้วก็ขยะอันตราย เรารู้อยู่แล้วว่าขวดพลาสติกมีมูลค่า สามารถถูกนำไปรีไซเคิลต่อได้ ดังนั้น ก็อย่าทิ้งปะปนกับเศษอาหาร เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปรีไซเคิล เท่านั้นเอง”

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสร้างขยะเฉลี่ยอยู่ที่อันดับ 70 – 80 ของโลก ประชากร 1 คนผลิตขยะเฉลี่ย 1.1 – 1.5 กิโลกรัมต่อวัน ขยะตกค้างในไทยหากนำมากองรวมกันจะมีขนาดเท่ากับตึกใบหยก 147 ตึก จากจำนวนขยะที่กล่าวมา มีการจัดการที่ถูกต้องตามกรรมวิธีเพียง 49% เท่านั้น ในขณะที่อีก 51% ของขยะทั้งหมดไม่สามารถกำจัดได้ จึงเกิดการทับถมสะสมเป็นกองขยะขนาดมหึมาและบางส่วนถูกทิ้งลงทะเล กลายเป็นปัญหาขยะมหาสมุทรที่เกาะมันนอกและน่านน้ำทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

“สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือปุ๋ยชีวภาพจากขยะย่อยสลายได้และเศษอาหารจำพวก Food Waste ที่เกิดจากการกินดื่มบนเกาะ ความท้าทายคือรีสอร์ตของเราอยู่บนเกาะสัมปทาน ทำให้พื้นที่มีจำกัด เลยต้องหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการหมักปุ๋ย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องกลิ่นไปรบกวนแขกที่มาพักที่รีสอร์ต และเพื่อลดภาระให้กับระบบจัดการขยะบนฝั่ง ขยะประเภทไหนเราจัดการให้จบบนเกาะได้เราก็จะทำ แล้วอีกอย่างต้นไม้บนเกาะก็จะได้ปุ๋ยฟรีๆ มาบำรุงด้วย”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

หมั่นคอยดูแลรักษาดวงใจ

วินเล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่เขาพยายามผลักดันเรื่องขยะบนเกาะคนงานไม่ค่อยพอใจ เพราะไม่เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในภาพกว้าง เลยกลายเป็นเหมือนวินพยายามเพิ่มภาระงานให้โดยไม่จำเป็น “แรกๆ ผมก็เดินเก็บเองทุกวัน เพราะเกรงใจที่จะเอ่ยปาก” แต่ขยะที่ลอยมาขึ้นฝั่งรอบเกาะเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินแค่ 1 ชั่วโมงก็รอบแล้วกลับมีจำนวนมากมายกว่าที่คิด

วินเลยชักชวนเพื่อนๆ คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาเดินและดำน้ำ Snorkeling เก็บขยะรอบเกาะแบบจริงๆ จังๆ “ก่อนมาทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตามๆ กันมาสนุกสนาน พอมาเจอสภาพจริงเท่านั้นแหละ เก็บเสร็จ เครียดคิ้วขมวดกันกลับไปเลย เพราะเพื่อนผมหลายคนก็เพิ่งเคยมาเห็นเต็มๆ ตาครั้งแรกว่าขยะมหาสมุทรมันใกล้ตัวขนาดไหน ถ้าคุณไม่มีรองเท้าแตะ เดินหาได้เลยครับ แป๊บเดียวก็ได้ครบคู่ พร้อมใส่”

ในขณะเดียวกัน วินเริ่มได้รับฟีดแบ็กจากแขกที่มาพักซึ่งเดินเล่นรอบเกาะไปเจอขยะบนหาดด้านหลัง และเข้าใจว่าทางรีสอร์ตนำไปทิ้งไว้ ทั้งที่จริงๆ ขยะเหล่านั้นไม่ใช่ขยะจากรีสอร์ตเลย “พื้นที่ในความดูแลของเรามีแค่บริเวณรีสอร์ตที่ได้รับสัมปทานมาเท่านั้น ที่เหลืออีก 3 ใน 4 เป็นพื้นที่ของกองทัพเรือไทย แต่เราก็มองทั้งเกาะเป็นเหมือนบ้านของเรา เราก็ไม่สบายใจที่จะเห็นบ้านเราสกปรก”

วินเล่าต่อว่า “รีสอร์ตของเราไม่ได้บริหารงานด้วยระบบโรงแรมจ๋า เราอยู่กันแบบครอบครัว คนงานเก่าแก่บางคนอยู่กับเรามาตั้งแต่ผมเกิดเสียอีก แน่นอนว่าเขารู้สึกรัก ผูกพัน และหวงแหนเกาะ ไม่ต่างไปจากผม เพียงแค่เขาไม่รู้ เขาเห็นขยะพลาสติกในทะเลมาตลอดชีวิตจนเขาเคยชินและไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหา ซึ่งก็มาจากการที่เขาไม่ได้รับข้อมูลภาพกว้างเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าผมหรือคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอกรีสอร์ทจึงตัดสินใจปิดทำการเดือนละ 2 วัน ไม่รับแขกมาเข้าพัก และตั้งเป็น Big Cleaning Days ในแต่ละเดือนเพื่อทำความสะอาดเกาะ โดยตั้งแต่เช้าตรู่วินจะแบ่งคนงานออกเป็น 2 ทีม เดินกระจายไป 2 ด้านของเกาะ อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่เก็บขยะเอง ไม่เห็นจะยากตรงไหน ต้องใช้เวลาตั้ง 2 วันเลยหรอ

ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จนได้ลองเดินรอบเกาะเพื่อเก็บขยะกับวิน และค้นพบความจริงอันโหดร้ายว่าขยะที่ถูกคลื่นซัดจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ นั้นเก็บยากมาก ลองนึกภาพลังโฟมที่ชาวประมงใช้ใส่ปลา แต่เปื่อยเป็นผุย เม็ดโฟมขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร หรือแม้แต่เชือกไนล่อนที่แช่น้ำทะเลมาจนยุ่ยได้ที่และแตกเป็นฝอยเส้นเล็กๆ ไปจนถึงพลาสติกที่โดนแดดเผาจนละลายติดกรังอยู่บนโขดหิน ทุกอย่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เกาะเล็กๆ เลยกลายสภาพเป็นเกาะกว้างใหญ่ไพศาลไปในบัดดล

“ตอนนี้ผมทำจุด Check Point และเอาถังขยะไปวางไว้ตามหาดต่างๆ รอบเกาะ ถ้าแขกที่มาพักไปเดินเล่นแล้วช่วยเก็บขยะเหล่านั้นใส่ถังก็ถ่ายภาพมาให้เราดู เรามีเครื่องดื่มฟรีให้ ถือเป็นการสร้าง Awareness ให้เด็กๆ ที่มาพักรู้ว่าแม้จะมาเที่ยว มาพักผ่อน ก็ต้องรับผิดชอบขยะของตัวเองด้วย”

เกาะมันนอก เกาะมันนอก

ด้วยความที่จบสถาปัตย์ ช่วงแรกวินจึงมาช่วยดูแลในส่วนของ Maintenance ก่อน โดยการเข้ามาช่วยซ่อมจุดนั้นจุดนี้ในรีสอร์ต “วัสดุทุกชนิดที่อยู่กับทะเลมีระยะการใช้งานที่สั้นมาก ไม้ดีๆ โดนแดด ลม ละอองความชื้น ใช้ไปไม่กี่ปีก็กรอบหมด รีสอร์ตเราเปลี่ยนไม้มาหลายรอบมาก จนผมจำไม่ได้แล้วว่าเปลี่ยนไปกี่รอบ

“ก่อนหน้าที่จะลงมารับช่วงกิจการเต็มตัวผมไม่เข้าใจอะไรเลย ผมมีแค่ความฝันว่าอยากทำให้รีสอร์ตที่เราผูกพันมาตั้งแต่เด็กสวยกว่านี้ ดังกว่านี้ เป็นที่รู้จักกว่านี้ คิดแค่นั้น แต่ไม่ได้คิดถึงขั้นตอนและกระบวนการเลยว่า ‘มันต้องทำยังไงวะ’ ช่วงแรกก็ช็อกไปเหมือนกัน ด้วยความที่เราเป็นคนค่อนข้างใจร้อน เลยต้องปรับตัวและยอมในบางเรื่องบ้างในการทำงาน ยิ่งมาทำงานบริหารยิ่งต้องใจเย็น

“ผมเป็นคนละเอียดมาก และช่วงแรกก็ปล่อยวางไม่เป็น มาถึงก็สั่งงานและคาดหวังงานที่ดีมากๆ จากเขา แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางบ้าง ถอยให้คนงานบ้างก่อนในบางจุด แล้วค่อยๆ ตะล่อมเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนงานเขาทำงานอยู่หน้างาน มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เราต้องพยายามเข้าใจเขาด้วย เขาเหนื่อย เขาท้อแท้ มีปัญหาเรื่องเงิน มีปัญหาเรื่องครอบครัว ผมค่อยๆ เรียนรู้ความเป็นจริงว่าในการทำงานมันมีองค์ประกอบและรายละเอียดอื่นๆ อีกเยอะมาก”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

การตลาดแบบชวนเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน

หลังจากนั้นวินเริ่มเข้ามาดูแลเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ “รีสอร์ตเราไม่เคยทำมาร์เก็ตติ้งมาก่อน แต่เรารู้ว่าเราอยากสร้างภาพจำให้เกาะมันนอกรีสอร์ทผ่านจุดขายและความยูนีกของเรา เราน่าจะเป็นรีสอร์ตไม่กี่แห่งที่มีเวลาตัดไฟ พอ 9 โมงเช้าปุ๊บเราตัดไฟปั๊บ เหมือนบังคับกลายๆ ว่าคุณต้องออกมาเจอสายลม แสงแดด และใช้ชีวิตกลางแจ้งริมทะเลได้แล้วนะ

“ที่ตัดไฟไม่ใช่เพราะไฟไม่พอ เรามีเครื่องปั่นไฟที่เพียงพอต่อความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง แต่การพักเครื่องปั่นไฟมันก็เหมือนการให้เกาะได้พักจากควันที่ปล่อยออกมา เครื่องปั่นไฟก็คือเครื่องยนต์ชนิดหนึ่ง การทำงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์เหมือนกันเลย” วินเล่ายิ้มๆ

วินเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วเกาะมันนอกรีสอร์ทไม่มีงบมาร์เก็ตติ้ง “เราไม่มีงบจ้างบล็อกเกอร์แพงๆ มาโปรโมต เราเลยอาศัยการเชิญเขามามากกว่า เหมือนชวนเพื่อนมาค้างที่บ้าน เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำและดูแลแบบมิตรภาพแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงอยู่ในโจทย์ที่ต้องการสร้างภาพจำให้รีสอร์ต”

เกาะมันนอก

เกาะมันนอก

บล็อกเกอร์ทุกคนที่ได้รับคำเชื้อเชิญมาเยี่ยมบ้านบนเกาะเล็กๆ กลางทะเลแห่งนี้ มีอิสระเต็มที่ในการถ่ายทอดความเป็นเกาะมันนอกตามสไตล์ของตัวเอง โดยสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเปี๊ยบและเราคิดว่านี่แหละคือภาพจำของเกาะมันนอกอย่างที่วินตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรก สิ่งนั้นก็คือ ‘ความเป็นมิตร’ ที่ได้อารมณ์แบบเวลาเราไปค้างอ้างแรมที่บ้านเพื่อนเป๊ะ

“พอเริ่มมีบล็อกเกอร์เข้ามา เราก็เริ่มมี Engagement กับคนมากขึ้น คนที่มาพักได้รับประสบการณ์ดีๆ ก็พร้อมบอกต่อ เวลาเราโพสรูปหรือข้อความในเพจ Facebook หรือ Instagram แขกของเราจะเข้ามามีบทสนทนาพูดคุยกับเราเสมอ ทั้งคอมเมนต์ด้วยเรื่องราวความประทับใจตอนที่เขามาพัก หรือแชร์ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ เป็นเหมือน Community เล็กๆ บนโลกออนไลน์ที่เรามีร่วมกัน และหวังว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะได้พบกันอีกที่เกาะมันนอก”

ภาพเส้นขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตาจากสะพานไม้สีธรรมชาติ ความสวยงามแบบไร้การปรุงแต่งที่ทำให้ใครหลายๆ คนตกหลุมรักเกาะมันนอกจนต้องกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

เกาะมันนอก

“ผมมองว่าการทำรีสอร์ตในยุคนี้มันต้องเป็นมากกว่าแค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่ที่มีชีวิต และพร้อมจะเติบโตไปกับมนุษย์ด้วย ผมเคยเจอแขกที่มาพักรีสอร์ตของเราตั้งแต่เขายังเรียนมหาวิทยาลัย มากับเพื่อนๆ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย ต่อมาเขาก็พาแฟนมา มาขอแต่งงาน มาฮันนีมูน จนมีลูกก็พาลูกมา จนเมื่อเร็วๆ นี้ครบรอบแต่งงาน เขากลับมาอีกครั้งแค่ 2 คน อ๋อ ที่แท้ เขาทิ้งลูกไว้ที่บ้านแล้วมาสวีทกัน 2 คน

“รีสอร์ตของเราอยู่มาแล้วนานแล้ว เป็นเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำที่แตกต่างในแต่ละช่วงวัย เป็นส่วนหนึ่งที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิตทั้งของครอบครัวผมและแขกที่มาพักทุกคน ทั้งหมดนี้คือคุณค่าทางจิตใจที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะพัฒนารีสอร์ตให้ดียิ่งขึ้นทั้งในเชิงธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในอนาคต”

เกาะมันนอก

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load