10 กันยายน 2564
4 K

บรรยากาศในบัสกา (รถบัส) ไร้แอร์ คึกคักด้วยผู้คนจากเมืองมูเซ (Muse) น้ำคำ (Namhkam) แสนหวี (Hsenwi) และล่าเสี้ยว (Lashio) ที่ต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของตน ข้าวของบรรดามีถูกจัดวางจนแทบไม่มีทางเดิน โชคยังดีที่ที่นั่งริมหน้าต่างยังไม่มีเจ้าของ ฉันนั่งลงประจำที่ก่อนรถแล่นออกจากล่าเสี้ยว ทิ้งร่องรอยของเมืองที่มีสีสันและเศรษฐกิจอันกำลังรุ่งเรืองไว้เบื้องหลัง 

อีก 75 กิโลเมตรต่อจากนี้ ดินแดนจากเรื่องราวในนวนิยาย สิ้นแสงฉาน ที่ถ่ายทอดโดย Inge Sargent ภรรยายอดรักชาวออสเตรียของ เจ้าฟ้าจ่าแสง จะปรากฏตรงหน้า ฝ่าเท้าน้อยๆ ของฉันกำลังจะได้ก้าวเดินไปในเมืองที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐฉาน ลมพัดเย็นสบาย ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สมแล้วที่รัฐฉานคือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของเมียนมา เข้าสู่ย่านชุมชน รถเริ่มจอดส่งผู้โดยสารเป็นระยะ ‘สีป่อ’ คงใกล้เข้ามาแล้ว 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

วิถีแห่งสีป่อ

พลบค่ำ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มทองสะท้อนผืนน้ำ บัสกากำลังข้ามสะพานเข้าสู่เมือง เมื่อก้าวลงจากรถ อากาศเย็นๆ เข้าสัมผัสผิว นี่คงเป็นการต้อนรับก่อนทำความรู้จักกับสีป่ออย่างเป็นทางการ 

แผนที่ถูกกางขึ้น เพื่อเป็นผู้นำทางไปบนถนนลาดยางอันเงียบสงบ สู่ที่พักซึ่งเป็นจุดหมายแรกของค่ำคืนนี้ Lily Guest House อบอุ่นและเข้าใจง่าย เพราะเจ้าของเคยเข้ามาทำงานที่จังหวัดลำพูน จึงรู้สึกผูกพันและต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยด้วยมิตรจิตมิตรใจอย่างเพื่อนแท้ ความรู้สึกปลอดภัยไร้กังวลเข้ามาสร้างความมั่นใจว่าจะนอนหลับฝันดี 

ยามเช้าที่สีป่อ อากาศเย็นสบาย จักรยานจากบริการของเกสต์เฮาส์เข้ามาร่นระยะเวลาในการเดินทาง นอกจากหาของกินรองท้องก่อนตะลุยเที่ยว การไปเดินตลาดสดคือสิ่งสำคัญสำหรับทุกทริป เพราะที่แห่งนี้สะท้อนภาพวิถีไม่ลวงหลอก ไม่ต้องสร้างภาพเพื่อให้ใครหลงรัก หากแต่ดำเนินไปตามปกติชีวิตของผู้คน

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ
จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ร้านรวงต่างๆ สร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยการนำไม้มาทำเป็นเพิงหลังคามุงสังกะสี บริเวณลานด้านนอกเป็นแผงขายของที่ปูด้วยผืนพลาสติกบนพื้นดิน มีบางร้านที่กางร่มขนาดใหญ่ไว้บังแสงแดด หญิงชาวสีป่อต่างช่วงวัยออกมาจับจ่ายสินค้าสำหรับบริโภค เพราะมีข้าวของมากมายที่จำเป็นสำหรับแต่ละครัวเรือน เช่น เส้นหมี่ ซอสปรุงรส ข้าวสาร กุนเชียงสีแดงสดขนาดเท่านิ้วชี้ เนื้อสัตว์ทั้งหมู ไก่ และปลา เครื่องเทศหลากสีสันมากชนิด พืชผักผลไม้ขนาดใหญ่ ดอกไม้สวยสดวางขายอยู่อย่างดาษดื่น พร้อมแม่ค้าที่ต่างปะทานาคาไว้บนหน้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีหลายลาย เสียงพูดคุยและไถ่ถามกันสื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดในลักษณะคนพื้นถิ่น การเดินตลาดในต่างถิ่นยังทำให้พบสิ่งแปลกตาสำหรับคนไกลแต่ไม่แปลกใจสำหรับคนเมียนมา นั่นคือ ตาชั่งแขวนโบราณที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ทุกครั้งที่เดินออกจากตลาดสดของแต่ละเมืองมักได้บทเรียน เพราะทำให้เห็นชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ได้พบเห็นคลังอาหารประจำถิ่น และนี่เองที่ทำให้ตลาดสดเต็มไปด้วยเสน่ห์อันดึงดูด เป็นเสมือนเครื่องฉายภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์และปากท้องอย่างชัดแจ้งตามความเป็นจริง 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ข้าวก้นบาตรจากวัดอ่องเจดีย์

บางครั้งการเดินทางตามแผนที่วางไว้ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้เหมือนกัน เช่นวันนี้ จากความตั้งใจแรกที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมหอคำเจ้าฟ้า สถานที่สำคัญของเมือง เพียงแค่หน้าประตูก็ต้องปรับแผนกะทันหัน เพราะคำว่า Close for Today ก่อนลาจากจึงถือโอกาสถ่ายภาพกับหน้าประตู เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวของเจ้าฟ้าจ่าแสง รวมถึงเจ้าฟ้าองค์อื่นๆ ของรัฐฉาน 

ไหนๆ แผนการก็ล่มแล้ว การท่องเที่ยวของวันนี้จึงเป็นแบบฟรีสไตล์ แวะเข้าวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชมสถาปัตยกรรมเพื่อปลอบประโลมใจ ‘วัดอ่องเจดีย์’ อยู่ไม่ไกลจากหอคำเจ้าฟ้า ตั้งอยู่บนเนิน เจดีย์สีทอง จึงตระหง่านแลเห็นมาแต่ไกล บรรยากาศในวัดช่วง 11.00 น. คึกคักด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นสีกาสูงวัยที่ต่างนุ่งขาวห่มขาวมาถวายอาหารเพลแด่พระสงฆ์และสามเณร ฉันจึงถือโอกาสนี้เข้าไปนมัสการพระสงฆ์ในศาลาการเปรียญ

เมื่อกราบไหว้เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ด้วยท่าทางแบบไทยหรือหน้าตาส่อภาษา แต่ก็ทำให้หลวงพี่ท่านหนึ่งที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่เอ่ยถามเป็นภาษาไทยขึ้นว่า 

“นี่มาจากเมืองไทยรึ ไปเที่ยวไหนมาบ้างแล้วที่สีป่อ” 

แม้สำเนียงจะไม่ใช่อย่างไทยแท้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าหลวงพี่รูปนี้พูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำทีเดียว อารามตกใจเมื่อได้ยินภาษาคุ้นหูในต่างถิ่นทำให้ฉันเบิกตาโต ยกมือขึ้นไหว้อย่างอัตโนมัติ พร้อมพูดว่า

“ใช่ค่ะ ไปหอคำเจ้าฟ้ามาแต่ไม่เปิด หลวงพี่พูดภาษาไทยคล่องจังเลยนะคะ”

ไม่น่าเชื่อว่า หลวงพี่อินตะการ์ จะเคยมาใช้ชีวิตอยู่ประเทศไทยกว่า 10 ปี ในฐานะพนักงานของโรงงานสับปะรดแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลวงพี่พูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว พร้อมเล่าความประทับใจเมื่อครั้งทำงานในโรงงานให้ฟังว่า 

“ตอนอยู่โรงงานที่ประจวบฯ ไปแบบถูกกฎหมายนะ ได้ไปกรุงเทพฯ ด้วย โอ้โห ที่นั่นเมืองใหญ่ เจริญมาก แต่รถเยอะ หัดพูดภาษาไทยก็จากเพื่อนๆ คนไทยในโรงงาน สมัยนั้นไปทำงานที่เมืองไทยกันเยอะ มีเจ้านายพาไป พอกลับมาที่บ้านก็บวชจนตอนนี้ ฉันชอบเมืองไทย คนใจดี ของกินเยอะ อร่อยด้วย เดี๋ยวลองกินอาหารที่นี่ดูว่าอร่อยเหมือนที่ประเทศไทยมั้ย” 

วันนี้หลวงพี่เมตตาคนไทยที่ไปเที่ยวเมืองสีป่อ เอ่ยปากเชื้อเชิญให้กินอาหารร่วมกัน ฉันยกมือไหว้แทนคำขอบคุณในน้ำใจ และคิดอิจฉาลิ้นตนเองที่ได้ลาภปากชิมรสอาหารไทยใหญ่ขนานแท้จากฝีมือคนพื้นถิ่น ซึ่งจัดหามาถวายพระด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธาในศาสนาพุทธ

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

อาหารจำนวนมากถูกนำมาจัดวางเต็มโต๊ะ อุดมสมบูรณ์แบบที่หากินไม่ได้จากร้านอาหารในเมือง สำหรับมื้อนี้มีผัดผักทั้งจืดและเผ็ด ความเผ็ดของรสอาหารมีไม่มากเท่าอาหารไทย แต่ก็ตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เพราะรสของอาหารทุกชนิดเน้นไปทางรสมัน ส่วนข้าวคล้ายข้าวไร่ คือลักษณะของเมล็ดค่อนข้างอวบ เมื่อเคี้ยวจะมีความหนึบเล็กน้อย 

บรรยากาศของมื้ออาหารในวันที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนต่างวัย ไม่เพียงอร่อยลิ้นและอิ่มท้อง แต่รสชาติของมิตรภาพที่แทรกอยู่ในข้าวทุกคำ และรสอาหารทุกสัมผัส ได้ซึมผ่านสู่จิตใจ จนถ่ายทอดออกมาเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีให้แก่กัน 

หลังกินอาหารอิ่ม เหล่าสีกาต่างช่วยกันยกจานอาหารไปล้างทำความสะอาด ฉันจึงตามไปสมทบและช่วยงานจนแล้วเสร็จ ก่อนเข้าไปกราบลาหลวงพี่และได้รับขนมกับน้ำผลไม้ติดมือมาเป็นเสบียง การได้รับอาหารเช่นนี้นับว่าวิเศษมาก เพราะเมืองสีป่อไม่ว่าจะมีเงินมากมายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะหาซื้ออาหารได้ง่ายดาย เพราะร้านขายขนมและอาหารนั้นหายากเสียเหลือเกิน 

“พรุ่งนี้ถ้าไม่ได้ไปไหน ตอนเพลก็แวะมาที่วัดอีกนะ มากินอาหารที่นี่อีกสักมื้อ” คำทิ้งท้ายจากหลวงพี่

ฉันยิ้มรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณอย่างสำรวม แต่ในใจนั้นแสนจะลิงโลด พร้อมให้คำมั่นกับตัวเองว่า ‘โอกาสทองแบบนี้จะพลาดได้อย่างไรเล่า’ และนี่ก็ทำให้ก่อนเวลา 11 โมงตรงของวันรุ่งขึ้นฉันมาที่วัดอ่องเจดีย์อีกครั้ง

ณ ริมน้ำดุทวดี

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

แม่น้ำดุทวดีอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์ที่พักมากนัก อย่างน้อยก็ในระยะทางที่เดินได้สบาย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดร่มลมตกเช่นตอนนี้ สีป่อเป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างเงียบเหงาเร็ว ร้านรวงต่างๆ ทยอยปิดตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น แต่ช่วงเวลานี้กลับทำให้สีป่อทรงเสน่ห์ในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นเป็นเพราะลูกจ้างแรงงานที่ต่างกำลังเดินทางกลับบ้าน บ้างขึ้นรถ บ้างเดิน ต่างโบกมือโบกไม้ให้กัน เหมือนเป็นสัญญาว่าพรุ่งนี้เราจะมาพบกันอีกครั้ง ฉันชอบมองและเดินเคียงข้างไปกับพวกเขาเหล่านั้นจนถึงทางแยกจึงเลี้ยวออกมาบนถนนที่นำไปสู่ริมน้ำดุทวดี หวังนั่งรับลมเย็นๆ มองสายน้ำไหล

บริเวณรอบๆ สันเขื่อนริมน้ำเต็มไปด้วยผู้คน เด็กชายชาวเมียนมารวมกลุ่มกันมาอาบน้ำยามเย็น เสียงหัวเราะครื้นเครงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ไกลกันมีหญิงวัยกลางคนนำเสื้อผ้าและผงซักฟอกมาซักล้างทำความสะอาด เธอมีสมาธิง่วนอยู่กับงานที่กำลังทำ แต่เมื่อมองขึ้นมาสบสายตากันก็กลับยิ้มให้อย่างใจดี ใจหนึ่งก็อยากจะลงไปพูดคุยกับเธอ แต่อีกใจก็ยั้งไว้ เพื่อให้พื้นที่แก่สายตาได้สังเกตชีวิตอื่นๆ ริมน้ำแห่งนี้

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ไกลออกไปทางฟากเดียวกัน บ้านเรือนจำนวนไม่น้อยปลูกสร้างกระจายอยู่ทั่วไป ราวตากผ้าทำจากไม้แบบง่ายๆ ตั้งอยู่ริมตลิ่ง เสื้อผ้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกนำมาตากรอแสงแดด ทำให้แห้งสำหรับพร้อมนำไปสวมใส่ ผู้คนมากมายทั้งชายหญิงออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันริมฝั่ง กลุ่มผู้หญิงนุ่งกระโจมอกมาอาบน้ำ กลุ่มผู้ชายจับกลุ่มพูดคุย เด็กๆ ต่างวิ่งเล่น ในขณะที่บางคนกำลังนำเรือขนาดเล็กเข้าจอดเทียบท่าก่อนกลับบ้าน กิจกรรมยามเย็นของชาวสีป่อ ณ ริมฝั่งน้ำดุทวดี สะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนในชนบทได้เป็นอย่างดี และภาพชีวิตเหล่านี้ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน

ขณะเพลิดเพลินกับบรรยากาศโดยรอบ หนูน้อยวัย 2 ขวบผมสั้น สวมชุดกระโปรงสีฟ้า ปะทานาคาไว้บนหน้า ใส่รองเท้าแตะเอกลักษณ์อย่างเมียนมา วิ่งเข้ามาทักทายโดยมีแม่คอยเดินตามอยู่ด้านหลัง เรา 3 คนต่างภาษาแต่ว่าแสดงออกถึงความพร้อมที่จะพูดคุยกัน คุณแม่ยังสาวจึงเชื้อเชิญให้ฉันไปนั่งตรงเสื่อที่ปูอยู่ริมเขื่อน 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ปิกนิกเล็กๆ ของสองแม่ลูกมีทั้งขนมและของเล่น จากการสนทนาภาษาอังกฤษปนเมียนมาเจือไทย ทำให้ได้ความว่า ทุกเย็นเธอจะพาลูกมาวิ่งเล่นบริเวณนี้ เพราะว่าอากาศเย็น เห็นเรือแล่นไปมาในน้ำ และนอกจากนี้ ยังมีเด็กๆ มาวิ่งเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอได้ทักทายและพูดคุยเช่นที่เกิดกับฉันอยู่ตอนนี้ ความเย็นเริ่มก่อตัวเป็นสัญญาณว่าฉันควรกลับที่พัก 

ก่อนโบกมือร่ำลา กลุ่มเด็กชายเดินลงมาจากบ้านหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงจากสันเขื่อนเข้ามาทักทาย มีบางคนพอพูดภาษาไทยได้ พวกเราจึงร่วมสนทนากันจนรู้ว่า ที่พวกเขามารวมตัวกันอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่นั้นก็เพื่อมาเรียนพิเศษ ทุกคนมีความฝันจากบ้านเพื่อมาเก็บความรู้เอาไปใช้ศึกษาต่อ หลายคนอยากไปเรียนที่ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ แต่มีคนหนึ่งในกลุ่มอยากมาเมืองไทย เพราะคิดถึงพี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ พร้อมโชว์รูปพี่สาวและเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเป็นคนใจดีและส่งเงินมาให้ที่บ้านใช้ไม่ขาดมือ และเขาดีใจมากที่พี่สาวได้ทำงานแต่งตัวสวยๆ อยู่เมืองไทย 

ก่อนแยกย้าย เขาพูดทิ้งท้ายว่าถ้าเจอพี่สาว ฝากบอกด้วยนะว่า “ผมและพ่อแม่คิดถึงเขามาก”

มูซาเอ้ หนูน้อยคนเก่ง

แม้ในเดือนมีนาคม อากาศที่สีป่อจะยังเย็นสบายในตอนเช้าและยามค่ำคืน แต่ตอนกลางวันแสงอาทิตย์แรงกล้าก็ทำให้อยากหาเครื่องดื่มอร่อยๆ ดื่มดับกระหายสร้างความสดชื่น และแน่นอน แหล่งรวบรวมของกินที่มากที่สุดก็หนีไม่พ้นตลาดแห่งเมืองสีป่อ 

ร้านรถเข็นริมทางเตะตาเข้าอย่างจัง เพราะมีคนรุมล้อมอยู่มากมาย นั่งเก้าอี้พลาสติกหลากสีดูดเครื่องดื่มเย็นๆ ฉันลองเข้าไปสอดส่องพบแม่ค้าหน้าตาใจดียิ้มต้อนรับ เท่าที่สังเกตร้านนี้มีเครื่องดื่มยอดนิยม 2 ชนิด วิธีการปรุงก็แสนเรียบง่าย เพียงนำน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ (เหมือนน้ำแข็งกั๊กสมัยก่อนของชนบทในประเทศไทย) ใส่เข้าไปในถุงไนลอน จากนั้นจึงใช้ไม้ทุบให้แตกเป็นก้อนขนาดเล็ก นำไปใส่ในแก้วที่ผสมนมสดกับน้ำสตรอว์เบอร์รี่และนมข้นคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมผลสตรอว์เบอร์รี่เชื่อม บีบน้ำมะนาวสดและโรยมะพร้าวอ่อนไว้ด้านบน ส่วนอีกชนิดใส่แป้งเส้นยาวสีเขียว (ลักษณะคล้ายลอดช่องสิงคโปร์) เติมน้ำกะทิและน้ำแข็งลงไป โรยด้านบนด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆ และมะพร้าวอ่อน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

หลังจากรอจนได้คิวก็มีหนูน้อยน่ารักเหมือนมารูโกะจัง การ์ตูนยอดฮิตยุค 90 เดินเข้ามาถามเพื่อรับออเดอร์ ฉันสั่งมาลองทั้ง 2 แบบ เมื่อลองลิ้มก็รู้สึกว่าอร่อยแบบแตกต่าง จนเลือกยากว่าควรเทใจไปทางไหน ชนิดแรกก็รสชาติเปรี้ยวหวานคล้ายโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รี่ กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ส่วนอีกชนิดเหมือนกินลอดช่องสิงคโปร์ลาดน้ำกะทิ ท็อปด้วยมะพร้าวอ่อนรสชาติหอมหวานละมุน กว่าจะรู้ตัวก็กินไปจนหมดทั้ง 2 แก้ว ฟังดูอาจรู้สึกว่าเครื่องดื่มนี้แสนธรรมดา แต่สำหรับในสีป่อแล้ว เครื่องดื่มนี้พิเศษมาก เพราะหาร้านแบบนี้ไม่ได้เลย 

หนูน้อยคนเดิมเดินมาเก็บเงินจากลูกค้าในร้านด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ฉันจึงลองชวนเธอสนทนาจนทราบว่า เธอชื่อมูซาเอ้ อายุ 6 ปี พูดภาษาอังกฤษตอบโต้ได้อย่างดีมาก เมื่อลูกค้าเริ่มซาจึงถือโอกาสคุยกับผู้เป็นแม่ ที่ชื่นชมลูกสาวอยู่ตลอดเวลา เพราะมูซาเอ้จะมาช่วยแม่ทำงานทุกวันหยุดเรียน คอยดูแลลูกค้า เก็บเงิน เก็บแก้วพร้อมทั้งล้างทำความสะอาด เมื่อได้ฟังคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยกนิ้วโป้งด้วยความชื่นชมว่า “เธอช่างเก่งจริงๆ แม่หนูน้อยมูซาเอ้”  

สุดยอดพาหนะ มิตรภาพจากใจพี่ประเสริฐ

บนถนนในสีป่อมีเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับผู้คนแตกต่างกันออกไป เช่นถนนสายนี้อันเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนเรียงรายลักษณะคล้ายอาคารพานิชย์ 2 ชั้น ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนพบร้านขายทองรูปพรรณจึงลองเข้าไปชื่นชม ต่างหู สร้อยคอ สร้อยแขน แหวน กำไล วางขายในตู้กระจกโครงไม้ และด้วยความนิยม มีชาวเมียนมาจำนวนมากกำลังเลือกซื้อหาทองคำเหล่านี้ 

ไม่นานนักเจ้าของร้านเดินเข้ามาทักทายด้วยภาษาไทย พร้อมแนะนำว่าชื่อ ประเสริฐ และเอ่ยปากเชื้อเชิญให้เข้าไปดูวิธีการทำ ภายในร้านพบโต๊ะพร้อมอุปกรณ์สำหรับทำทองวางอยู่ เหล่าช่างทั้งหลายทำหน้าที่อย่างตั้งใจ มีทั้งกำลังขึ้นรูปทอง เกลากลึงให้เรียบร้อย ในขณะที่บางคนกำลังสร้างลวดลายให้เกิดขึ้น ผลงานทุกชิ้นล้วนมีความสวยงามและรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ 

กลิ่นหอมของชาโชยมาตามลม พร้อมเสียงเรียกให้ไปนั่งดื่มร่วมกันที่โต๊ะไม้หน้าร้าน การสนทนาเริ่มต้นจากการแนะนำตัวเอง ก่อนเล่าเรื่องสถานที่เที่ยวต่างๆ ที่ไปมาบ้างแล้วในสีป่อ ระหว่างนั้นขนมหวานหน้าตาคล้ายข้าวซอยตัดทางภาคเหนือของไทยก็ถูกยกมาวางตรงหน้า เมื่อได้ลองชิม พบว่ารสชาติคล้ายคลึงกันต่าง เพียงแต่ขนมที่นี่มีสีขาวนวล การกินขนมหวานเสมือนการเปลี่ยนฝั่งแลกเปลี่ยนเรื่องราวของอีกฝ่าย และพี่ประเสริฐได้เริ่มเล่าถึงเมืองไทยว่า

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

“ทุกๆ ปีพี่และครอบครัวจะไปเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ เพราะชอบเมืองไทยที่มีข้าวของให้ซื้อหาจำนวนมาก แล้วของกินก็มากมาย ขายกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนใหญ่เวลาไปก็จะเที่ยวในกรุงเทพฯ เพราะลูกและภรรยาชอบซื้อเสื้อผ้าและขนมกลับมา และอีกสาเหตุหลักสำคัญที่ต้องไปที่นั่น เป็นเพราะว่าต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือบางปีถ้ามีอาการเจ็บป่วยก็จะบินไปรักษา ต้องยอมรับเลยว่าหมอและโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ดีมาก” 

สำหรับฉัน ข้อมูลที่ได้รับสร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ การที่พี่ประเสริฐเอื้อเฟื้อให้หยิบยืมมอเตอร์ไซค์สำหรับใช้ท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ในเมืองสีป่อโดยไม่คิดมูลค่า จึงถือเป็นสุดยอดพาหนะจากน้ำใจชาวพื้นถิ่น ก่อนออกเดินทาง พี่ประเสริฐช่วยเช็กปริมาณน้ำมันและบอกเทคนิคเล็กน้อยในการขับขี่ เมื่อกุญแจอยู่ในมือ สภาพรถก็พร้อมแล้ว คงไม่ต้องรออะไร ติดเครื่องสตาร์ทรถเดินหน้าตะลุยสีป่อให้ไกลออกไปกว่าเท้าเดินและแรงถีบจากจักรยานจะพาไปถึง

เที่ยวบ้านฉาน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

เมื่อแรงทะยานมีมากเท่าแรงรถ วันนี้จึงเป็นวันแห่งการตะลุยให้ทั่วสีป่อ เริ่มต้นฉลองมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยการขี่ขึ้นเขา แม้ระยะทางค่อนข้างยากลำบาก และต้องคอยลุ้นกับเส้นทางคดเคี้ยว แต่ในที่สุดก็มาถึง บนเนินเขาแห่งนี้มีวัดขนาดเล็กตั้งอยู่ ฉันลองเดินโดยรอบไม่พบพระสงฆ์ แต่พบหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งพูดคุยกันอย่างกระหนุงกระหนิงบนแคร่ไม้ ฉันจึงเดินต่อไปเพื่อเก็บภาพถ่ายจากมุมสูง ยามมองลงมา พบว่าสีป่อเป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ และบ้านเรือนที่ปลูกสร้างเกาะกลุ่มกัน ถัดออกมาจึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักและสตรอว์เบอร์รี่ 

อยู่รับลมเย็นจนหนำใจก็คว้ามอเตอร์ไซค์ขี่ลงมา ท่องไปเรื่อยๆ จนมาต้องใจกับควายน้อยที่เล็มหญ้าอยู่หน้าเรือน เคียงข้างมาด้วยกลุ่มหญิงชาวไร่แบกจอบ ถือกระติกน้ำเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่ง ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปอย่างช้าๆ และจอดรถลองเข้าไปพูดคุยได้ความแบบคร่าวๆ ว่า พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าไร่ 

หญิงชาวไร่เดินแถวเรียงหนึ่งโดยมีฉันรั้งท้าย เมื่อถึงแปลงข้าวโพด ทุกคนพร้อมใจใช้จอบถางหญ้า ฉันเองก็คอยเก็บเศษหญ้าอยู่ข้างๆ คอยส่งยิ้มให้กันเป็นระยะ บรรยากาศการทำไร่ร่วมกับเพื่อนต่างแดนถึงแม้จะร้อนและเหนื่อย แต่นับว่าเป็นกิจกรรมสร้างมิตรภาพ ละลายเส้นแบ่งระหว่างเราและเขาให้เลือนหายไปได้ไม่มากก็น้อย

ตะวันคล้อยต่ำเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเวลาอาหารเย็นมาถึงแล้ว หญิงชาวไร่ทำท่าทางให้ฉันหยุดทำงาน และเดินร่วมกันกลับไปยังบ้านหลังเดิม ปิ่นโตอาหารถูกเปิดออกฉันจึงลากลับ เพราะคิดว่าถึงเวลาที่มอเตอร์ไซค์จะได้กลับคืนสู่มือเจ้าของแล้ว 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

นั่งรถไฟไปปยินอูลวิน (Pyin Oo Lwin)

สถานีรถไฟสีป่อยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งคนพื้นถิ่นและนักท่องเที่ยวหลากชาติ หลายภาษา ที่ต่างมารอขึ้นรถไฟไปยังเมืองต่างๆ โดยมีมัณฑะเลย์เป็นสถานีปลายทาง แต่สำหรับฉัน เป้าหมายอยู่ที่เมืองรถม้าหรือปยินอูลวิน 

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสีป่ออย่างช้าๆ ที่นั่งริมหน้าต่างยังคงเป็นของฉัน ทิวทัศน์ข้างทาง บ้านเรือนที่คุ้นตา เด็กน้อยริมทางนั่งโบกมือให้กับผู้โดยสารบนรถไฟ จนเข้าสู่เขตเทือกเขา สีป่อค่อยๆ ห่างออกไปมากขึ้น ผิดกับความรู้สึกที่ยังคงชิดใกล้ด้วยความคิดถึงเหมือนเช่นทุกวันนี้ 

หลายๆ ครั้งเมื่อพูดว่า “คิดถึงสีป่อ” คำพูดที่ถ่ายทอดออกมาไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่คือความรู้สึกที่แฝงฝังถึงผู้คนที่นั่น ทั้งข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ ที่ยังคงหวังให้สีป่อและผู้คนที่นั่นสุขสบายดี

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load