10 กันยายน 2564
3 K

บรรยากาศในบัสกา (รถบัส) ไร้แอร์ คึกคักด้วยผู้คนจากเมืองมูเซ (Muse) น้ำคำ (Namhkam) แสนหวี (Hsenwi) และล่าเสี้ยว (Lashio) ที่ต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของตน ข้าวของบรรดามีถูกจัดวางจนแทบไม่มีทางเดิน โชคยังดีที่ที่นั่งริมหน้าต่างยังไม่มีเจ้าของ ฉันนั่งลงประจำที่ก่อนรถแล่นออกจากล่าเสี้ยว ทิ้งร่องรอยของเมืองที่มีสีสันและเศรษฐกิจอันกำลังรุ่งเรืองไว้เบื้องหลัง 

อีก 75 กิโลเมตรต่อจากนี้ ดินแดนจากเรื่องราวในนวนิยาย สิ้นแสงฉาน ที่ถ่ายทอดโดย Inge Sargent ภรรยายอดรักชาวออสเตรียของ เจ้าฟ้าจ่าแสง จะปรากฏตรงหน้า ฝ่าเท้าน้อยๆ ของฉันกำลังจะได้ก้าวเดินไปในเมืองที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐฉาน ลมพัดเย็นสบาย ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สมแล้วที่รัฐฉานคือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของเมียนมา เข้าสู่ย่านชุมชน รถเริ่มจอดส่งผู้โดยสารเป็นระยะ ‘สีป่อ’ คงใกล้เข้ามาแล้ว 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

วิถีแห่งสีป่อ

พลบค่ำ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มทองสะท้อนผืนน้ำ บัสกากำลังข้ามสะพานเข้าสู่เมือง เมื่อก้าวลงจากรถ อากาศเย็นๆ เข้าสัมผัสผิว นี่คงเป็นการต้อนรับก่อนทำความรู้จักกับสีป่ออย่างเป็นทางการ 

แผนที่ถูกกางขึ้น เพื่อเป็นผู้นำทางไปบนถนนลาดยางอันเงียบสงบ สู่ที่พักซึ่งเป็นจุดหมายแรกของค่ำคืนนี้ Lily Guest House อบอุ่นและเข้าใจง่าย เพราะเจ้าของเคยเข้ามาทำงานที่จังหวัดลำพูน จึงรู้สึกผูกพันและต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยด้วยมิตรจิตมิตรใจอย่างเพื่อนแท้ ความรู้สึกปลอดภัยไร้กังวลเข้ามาสร้างความมั่นใจว่าจะนอนหลับฝันดี 

ยามเช้าที่สีป่อ อากาศเย็นสบาย จักรยานจากบริการของเกสต์เฮาส์เข้ามาร่นระยะเวลาในการเดินทาง นอกจากหาของกินรองท้องก่อนตะลุยเที่ยว การไปเดินตลาดสดคือสิ่งสำคัญสำหรับทุกทริป เพราะที่แห่งนี้สะท้อนภาพวิถีไม่ลวงหลอก ไม่ต้องสร้างภาพเพื่อให้ใครหลงรัก หากแต่ดำเนินไปตามปกติชีวิตของผู้คน

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ
จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ร้านรวงต่างๆ สร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยการนำไม้มาทำเป็นเพิงหลังคามุงสังกะสี บริเวณลานด้านนอกเป็นแผงขายของที่ปูด้วยผืนพลาสติกบนพื้นดิน มีบางร้านที่กางร่มขนาดใหญ่ไว้บังแสงแดด หญิงชาวสีป่อต่างช่วงวัยออกมาจับจ่ายสินค้าสำหรับบริโภค เพราะมีข้าวของมากมายที่จำเป็นสำหรับแต่ละครัวเรือน เช่น เส้นหมี่ ซอสปรุงรส ข้าวสาร กุนเชียงสีแดงสดขนาดเท่านิ้วชี้ เนื้อสัตว์ทั้งหมู ไก่ และปลา เครื่องเทศหลากสีสันมากชนิด พืชผักผลไม้ขนาดใหญ่ ดอกไม้สวยสดวางขายอยู่อย่างดาษดื่น พร้อมแม่ค้าที่ต่างปะทานาคาไว้บนหน้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีหลายลาย เสียงพูดคุยและไถ่ถามกันสื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดในลักษณะคนพื้นถิ่น การเดินตลาดในต่างถิ่นยังทำให้พบสิ่งแปลกตาสำหรับคนไกลแต่ไม่แปลกใจสำหรับคนเมียนมา นั่นคือ ตาชั่งแขวนโบราณที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ทุกครั้งที่เดินออกจากตลาดสดของแต่ละเมืองมักได้บทเรียน เพราะทำให้เห็นชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ได้พบเห็นคลังอาหารประจำถิ่น และนี่เองที่ทำให้ตลาดสดเต็มไปด้วยเสน่ห์อันดึงดูด เป็นเสมือนเครื่องฉายภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์และปากท้องอย่างชัดแจ้งตามความเป็นจริง 

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

ข้าวก้นบาตรจากวัดอ่องเจดีย์

บางครั้งการเดินทางตามแผนที่วางไว้ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้เหมือนกัน เช่นวันนี้ จากความตั้งใจแรกที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมหอคำเจ้าฟ้า สถานที่สำคัญของเมือง เพียงแค่หน้าประตูก็ต้องปรับแผนกะทันหัน เพราะคำว่า Close for Today ก่อนลาจากจึงถือโอกาสถ่ายภาพกับหน้าประตู เพื่อรำลึกถึงเรื่องราวของเจ้าฟ้าจ่าแสง รวมถึงเจ้าฟ้าองค์อื่นๆ ของรัฐฉาน 

ไหนๆ แผนการก็ล่มแล้ว การท่องเที่ยวของวันนี้จึงเป็นแบบฟรีสไตล์ แวะเข้าวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชมสถาปัตยกรรมเพื่อปลอบประโลมใจ ‘วัดอ่องเจดีย์’ อยู่ไม่ไกลจากหอคำเจ้าฟ้า ตั้งอยู่บนเนิน เจดีย์สีทอง จึงตระหง่านแลเห็นมาแต่ไกล บรรยากาศในวัดช่วง 11.00 น. คึกคักด้วยผู้คน ส่วนใหญ่เป็นสีกาสูงวัยที่ต่างนุ่งขาวห่มขาวมาถวายอาหารเพลแด่พระสงฆ์และสามเณร ฉันจึงถือโอกาสนี้เข้าไปนมัสการพระสงฆ์ในศาลาการเปรียญ

เมื่อกราบไหว้เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ด้วยท่าทางแบบไทยหรือหน้าตาส่อภาษา แต่ก็ทำให้หลวงพี่ท่านหนึ่งที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่เอ่ยถามเป็นภาษาไทยขึ้นว่า 

“นี่มาจากเมืองไทยรึ ไปเที่ยวไหนมาบ้างแล้วที่สีป่อ” 

แม้สำเนียงจะไม่ใช่อย่างไทยแท้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าหลวงพี่รูปนี้พูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำทีเดียว อารามตกใจเมื่อได้ยินภาษาคุ้นหูในต่างถิ่นทำให้ฉันเบิกตาโต ยกมือขึ้นไหว้อย่างอัตโนมัติ พร้อมพูดว่า

“ใช่ค่ะ ไปหอคำเจ้าฟ้ามาแต่ไม่เปิด หลวงพี่พูดภาษาไทยคล่องจังเลยนะคะ”

ไม่น่าเชื่อว่า หลวงพี่อินตะการ์ จะเคยมาใช้ชีวิตอยู่ประเทศไทยกว่า 10 ปี ในฐานะพนักงานของโรงงานสับปะรดแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลวงพี่พูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว พร้อมเล่าความประทับใจเมื่อครั้งทำงานในโรงงานให้ฟังว่า 

“ตอนอยู่โรงงานที่ประจวบฯ ไปแบบถูกกฎหมายนะ ได้ไปกรุงเทพฯ ด้วย โอ้โห ที่นั่นเมืองใหญ่ เจริญมาก แต่รถเยอะ หัดพูดภาษาไทยก็จากเพื่อนๆ คนไทยในโรงงาน สมัยนั้นไปทำงานที่เมืองไทยกันเยอะ มีเจ้านายพาไป พอกลับมาที่บ้านก็บวชจนตอนนี้ ฉันชอบเมืองไทย คนใจดี ของกินเยอะ อร่อยด้วย เดี๋ยวลองกินอาหารที่นี่ดูว่าอร่อยเหมือนที่ประเทศไทยมั้ย” 

วันนี้หลวงพี่เมตตาคนไทยที่ไปเที่ยวเมืองสีป่อ เอ่ยปากเชื้อเชิญให้กินอาหารร่วมกัน ฉันยกมือไหว้แทนคำขอบคุณในน้ำใจ และคิดอิจฉาลิ้นตนเองที่ได้ลาภปากชิมรสอาหารไทยใหญ่ขนานแท้จากฝีมือคนพื้นถิ่น ซึ่งจัดหามาถวายพระด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธาในศาสนาพุทธ

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

อาหารจำนวนมากถูกนำมาจัดวางเต็มโต๊ะ อุดมสมบูรณ์แบบที่หากินไม่ได้จากร้านอาหารในเมือง สำหรับมื้อนี้มีผัดผักทั้งจืดและเผ็ด ความเผ็ดของรสอาหารมีไม่มากเท่าอาหารไทย แต่ก็ตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เพราะรสของอาหารทุกชนิดเน้นไปทางรสมัน ส่วนข้าวคล้ายข้าวไร่ คือลักษณะของเมล็ดค่อนข้างอวบ เมื่อเคี้ยวจะมีความหนึบเล็กน้อย 

บรรยากาศของมื้ออาหารในวันที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนต่างวัย ไม่เพียงอร่อยลิ้นและอิ่มท้อง แต่รสชาติของมิตรภาพที่แทรกอยู่ในข้าวทุกคำ และรสอาหารทุกสัมผัส ได้ซึมผ่านสู่จิตใจ จนถ่ายทอดออกมาเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีให้แก่กัน 

หลังกินอาหารอิ่ม เหล่าสีกาต่างช่วยกันยกจานอาหารไปล้างทำความสะอาด ฉันจึงตามไปสมทบและช่วยงานจนแล้วเสร็จ ก่อนเข้าไปกราบลาหลวงพี่และได้รับขนมกับน้ำผลไม้ติดมือมาเป็นเสบียง การได้รับอาหารเช่นนี้นับว่าวิเศษมาก เพราะเมืองสีป่อไม่ว่าจะมีเงินมากมายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะหาซื้ออาหารได้ง่ายดาย เพราะร้านขายขนมและอาหารนั้นหายากเสียเหลือเกิน 

“พรุ่งนี้ถ้าไม่ได้ไปไหน ตอนเพลก็แวะมาที่วัดอีกนะ มากินอาหารที่นี่อีกสักมื้อ” คำทิ้งท้ายจากหลวงพี่

ฉันยิ้มรับพร้อมกล่าวคำขอบคุณอย่างสำรวม แต่ในใจนั้นแสนจะลิงโลด พร้อมให้คำมั่นกับตัวเองว่า ‘โอกาสทองแบบนี้จะพลาดได้อย่างไรเล่า’ และนี่ก็ทำให้ก่อนเวลา 11 โมงตรงของวันรุ่งขึ้นฉันมาที่วัดอ่องเจดีย์อีกครั้ง

ณ ริมน้ำดุทวดี

จากนิยายสิ้นแสงฉาน สัมผัสวิถีสีป่อแห่งเมียนมา เดินตลาด กินข้าวก้นบาตร ปิกนิกริมน้ำ

แม่น้ำดุทวดีอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์ที่พักมากนัก อย่างน้อยก็ในระยะทางที่เดินได้สบาย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดร่มลมตกเช่นตอนนี้ สีป่อเป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างเงียบเหงาเร็ว ร้านรวงต่างๆ ทยอยปิดตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น แต่ช่วงเวลานี้กลับทำให้สีป่อทรงเสน่ห์ในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นเป็นเพราะลูกจ้างแรงงานที่ต่างกำลังเดินทางกลับบ้าน บ้างขึ้นรถ บ้างเดิน ต่างโบกมือโบกไม้ให้กัน เหมือนเป็นสัญญาว่าพรุ่งนี้เราจะมาพบกันอีกครั้ง ฉันชอบมองและเดินเคียงข้างไปกับพวกเขาเหล่านั้นจนถึงทางแยกจึงเลี้ยวออกมาบนถนนที่นำไปสู่ริมน้ำดุทวดี หวังนั่งรับลมเย็นๆ มองสายน้ำไหล

บริเวณรอบๆ สันเขื่อนริมน้ำเต็มไปด้วยผู้คน เด็กชายชาวเมียนมารวมกลุ่มกันมาอาบน้ำยามเย็น เสียงหัวเราะครื้นเครงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ไกลกันมีหญิงวัยกลางคนนำเสื้อผ้าและผงซักฟอกมาซักล้างทำความสะอาด เธอมีสมาธิง่วนอยู่กับงานที่กำลังทำ แต่เมื่อมองขึ้นมาสบสายตากันก็กลับยิ้มให้อย่างใจดี ใจหนึ่งก็อยากจะลงไปพูดคุยกับเธอ แต่อีกใจก็ยั้งไว้ เพื่อให้พื้นที่แก่สายตาได้สังเกตชีวิตอื่นๆ ริมน้ำแห่งนี้

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ไกลออกไปทางฟากเดียวกัน บ้านเรือนจำนวนไม่น้อยปลูกสร้างกระจายอยู่ทั่วไป ราวตากผ้าทำจากไม้แบบง่ายๆ ตั้งอยู่ริมตลิ่ง เสื้อผ้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถูกนำมาตากรอแสงแดด ทำให้แห้งสำหรับพร้อมนำไปสวมใส่ ผู้คนมากมายทั้งชายหญิงออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันริมฝั่ง กลุ่มผู้หญิงนุ่งกระโจมอกมาอาบน้ำ กลุ่มผู้ชายจับกลุ่มพูดคุย เด็กๆ ต่างวิ่งเล่น ในขณะที่บางคนกำลังนำเรือขนาดเล็กเข้าจอดเทียบท่าก่อนกลับบ้าน กิจกรรมยามเย็นของชาวสีป่อ ณ ริมฝั่งน้ำดุทวดี สะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนในชนบทได้เป็นอย่างดี และภาพชีวิตเหล่านี้ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน

ขณะเพลิดเพลินกับบรรยากาศโดยรอบ หนูน้อยวัย 2 ขวบผมสั้น สวมชุดกระโปรงสีฟ้า ปะทานาคาไว้บนหน้า ใส่รองเท้าแตะเอกลักษณ์อย่างเมียนมา วิ่งเข้ามาทักทายโดยมีแม่คอยเดินตามอยู่ด้านหลัง เรา 3 คนต่างภาษาแต่ว่าแสดงออกถึงความพร้อมที่จะพูดคุยกัน คุณแม่ยังสาวจึงเชื้อเชิญให้ฉันไปนั่งตรงเสื่อที่ปูอยู่ริมเขื่อน 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ปิกนิกเล็กๆ ของสองแม่ลูกมีทั้งขนมและของเล่น จากการสนทนาภาษาอังกฤษปนเมียนมาเจือไทย ทำให้ได้ความว่า ทุกเย็นเธอจะพาลูกมาวิ่งเล่นบริเวณนี้ เพราะว่าอากาศเย็น เห็นเรือแล่นไปมาในน้ำ และนอกจากนี้ ยังมีเด็กๆ มาวิ่งเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอได้ทักทายและพูดคุยเช่นที่เกิดกับฉันอยู่ตอนนี้ ความเย็นเริ่มก่อตัวเป็นสัญญาณว่าฉันควรกลับที่พัก 

ก่อนโบกมือร่ำลา กลุ่มเด็กชายเดินลงมาจากบ้านหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงจากสันเขื่อนเข้ามาทักทาย มีบางคนพอพูดภาษาไทยได้ พวกเราจึงร่วมสนทนากันจนรู้ว่า ที่พวกเขามารวมตัวกันอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่นั้นก็เพื่อมาเรียนพิเศษ ทุกคนมีความฝันจากบ้านเพื่อมาเก็บความรู้เอาไปใช้ศึกษาต่อ หลายคนอยากไปเรียนที่ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ แต่มีคนหนึ่งในกลุ่มอยากมาเมืองไทย เพราะคิดถึงพี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ พร้อมโชว์รูปพี่สาวและเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเป็นคนใจดีและส่งเงินมาให้ที่บ้านใช้ไม่ขาดมือ และเขาดีใจมากที่พี่สาวได้ทำงานแต่งตัวสวยๆ อยู่เมืองไทย 

ก่อนแยกย้าย เขาพูดทิ้งท้ายว่าถ้าเจอพี่สาว ฝากบอกด้วยนะว่า “ผมและพ่อแม่คิดถึงเขามาก”

มูซาเอ้ หนูน้อยคนเก่ง

แม้ในเดือนมีนาคม อากาศที่สีป่อจะยังเย็นสบายในตอนเช้าและยามค่ำคืน แต่ตอนกลางวันแสงอาทิตย์แรงกล้าก็ทำให้อยากหาเครื่องดื่มอร่อยๆ ดื่มดับกระหายสร้างความสดชื่น และแน่นอน แหล่งรวบรวมของกินที่มากที่สุดก็หนีไม่พ้นตลาดแห่งเมืองสีป่อ 

ร้านรถเข็นริมทางเตะตาเข้าอย่างจัง เพราะมีคนรุมล้อมอยู่มากมาย นั่งเก้าอี้พลาสติกหลากสีดูดเครื่องดื่มเย็นๆ ฉันลองเข้าไปสอดส่องพบแม่ค้าหน้าตาใจดียิ้มต้อนรับ เท่าที่สังเกตร้านนี้มีเครื่องดื่มยอดนิยม 2 ชนิด วิธีการปรุงก็แสนเรียบง่าย เพียงนำน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ (เหมือนน้ำแข็งกั๊กสมัยก่อนของชนบทในประเทศไทย) ใส่เข้าไปในถุงไนลอน จากนั้นจึงใช้ไม้ทุบให้แตกเป็นก้อนขนาดเล็ก นำไปใส่ในแก้วที่ผสมนมสดกับน้ำสตรอว์เบอร์รี่และนมข้นคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมผลสตรอว์เบอร์รี่เชื่อม บีบน้ำมะนาวสดและโรยมะพร้าวอ่อนไว้ด้านบน ส่วนอีกชนิดใส่แป้งเส้นยาวสีเขียว (ลักษณะคล้ายลอดช่องสิงคโปร์) เติมน้ำกะทิและน้ำแข็งลงไป โรยด้านบนด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆ และมะพร้าวอ่อน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

หลังจากรอจนได้คิวก็มีหนูน้อยน่ารักเหมือนมารูโกะจัง การ์ตูนยอดฮิตยุค 90 เดินเข้ามาถามเพื่อรับออเดอร์ ฉันสั่งมาลองทั้ง 2 แบบ เมื่อลองลิ้มก็รู้สึกว่าอร่อยแบบแตกต่าง จนเลือกยากว่าควรเทใจไปทางไหน ชนิดแรกก็รสชาติเปรี้ยวหวานคล้ายโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รี่ กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ส่วนอีกชนิดเหมือนกินลอดช่องสิงคโปร์ลาดน้ำกะทิ ท็อปด้วยมะพร้าวอ่อนรสชาติหอมหวานละมุน กว่าจะรู้ตัวก็กินไปจนหมดทั้ง 2 แก้ว ฟังดูอาจรู้สึกว่าเครื่องดื่มนี้แสนธรรมดา แต่สำหรับในสีป่อแล้ว เครื่องดื่มนี้พิเศษมาก เพราะหาร้านแบบนี้ไม่ได้เลย 

หนูน้อยคนเดิมเดินมาเก็บเงินจากลูกค้าในร้านด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ฉันจึงลองชวนเธอสนทนาจนทราบว่า เธอชื่อมูซาเอ้ อายุ 6 ปี พูดภาษาอังกฤษตอบโต้ได้อย่างดีมาก เมื่อลูกค้าเริ่มซาจึงถือโอกาสคุยกับผู้เป็นแม่ ที่ชื่นชมลูกสาวอยู่ตลอดเวลา เพราะมูซาเอ้จะมาช่วยแม่ทำงานทุกวันหยุดเรียน คอยดูแลลูกค้า เก็บเงิน เก็บแก้วพร้อมทั้งล้างทำความสะอาด เมื่อได้ฟังคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยกนิ้วโป้งด้วยความชื่นชมว่า “เธอช่างเก่งจริงๆ แม่หนูน้อยมูซาเอ้”  

สุดยอดพาหนะ มิตรภาพจากใจพี่ประเสริฐ

บนถนนในสีป่อมีเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับผู้คนแตกต่างกันออกไป เช่นถนนสายนี้อันเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนเรียงรายลักษณะคล้ายอาคารพานิชย์ 2 ชั้น ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนพบร้านขายทองรูปพรรณจึงลองเข้าไปชื่นชม ต่างหู สร้อยคอ สร้อยแขน แหวน กำไล วางขายในตู้กระจกโครงไม้ และด้วยความนิยม มีชาวเมียนมาจำนวนมากกำลังเลือกซื้อหาทองคำเหล่านี้ 

ไม่นานนักเจ้าของร้านเดินเข้ามาทักทายด้วยภาษาไทย พร้อมแนะนำว่าชื่อ ประเสริฐ และเอ่ยปากเชื้อเชิญให้เข้าไปดูวิธีการทำ ภายในร้านพบโต๊ะพร้อมอุปกรณ์สำหรับทำทองวางอยู่ เหล่าช่างทั้งหลายทำหน้าที่อย่างตั้งใจ มีทั้งกำลังขึ้นรูปทอง เกลากลึงให้เรียบร้อย ในขณะที่บางคนกำลังสร้างลวดลายให้เกิดขึ้น ผลงานทุกชิ้นล้วนมีความสวยงามและรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ 

กลิ่นหอมของชาโชยมาตามลม พร้อมเสียงเรียกให้ไปนั่งดื่มร่วมกันที่โต๊ะไม้หน้าร้าน การสนทนาเริ่มต้นจากการแนะนำตัวเอง ก่อนเล่าเรื่องสถานที่เที่ยวต่างๆ ที่ไปมาบ้างแล้วในสีป่อ ระหว่างนั้นขนมหวานหน้าตาคล้ายข้าวซอยตัดทางภาคเหนือของไทยก็ถูกยกมาวางตรงหน้า เมื่อได้ลองชิม พบว่ารสชาติคล้ายคลึงกันต่าง เพียงแต่ขนมที่นี่มีสีขาวนวล การกินขนมหวานเสมือนการเปลี่ยนฝั่งแลกเปลี่ยนเรื่องราวของอีกฝ่าย และพี่ประเสริฐได้เริ่มเล่าถึงเมืองไทยว่า

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

“ทุกๆ ปีพี่และครอบครัวจะไปเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ เพราะชอบเมืองไทยที่มีข้าวของให้ซื้อหาจำนวนมาก แล้วของกินก็มากมาย ขายกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนใหญ่เวลาไปก็จะเที่ยวในกรุงเทพฯ เพราะลูกและภรรยาชอบซื้อเสื้อผ้าและขนมกลับมา และอีกสาเหตุหลักสำคัญที่ต้องไปที่นั่น เป็นเพราะว่าต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือบางปีถ้ามีอาการเจ็บป่วยก็จะบินไปรักษา ต้องยอมรับเลยว่าหมอและโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ดีมาก” 

สำหรับฉัน ข้อมูลที่ได้รับสร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ การที่พี่ประเสริฐเอื้อเฟื้อให้หยิบยืมมอเตอร์ไซค์สำหรับใช้ท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ในเมืองสีป่อโดยไม่คิดมูลค่า จึงถือเป็นสุดยอดพาหนะจากน้ำใจชาวพื้นถิ่น ก่อนออกเดินทาง พี่ประเสริฐช่วยเช็กปริมาณน้ำมันและบอกเทคนิคเล็กน้อยในการขับขี่ เมื่อกุญแจอยู่ในมือ สภาพรถก็พร้อมแล้ว คงไม่ต้องรออะไร ติดเครื่องสตาร์ทรถเดินหน้าตะลุยสีป่อให้ไกลออกไปกว่าเท้าเดินและแรงถีบจากจักรยานจะพาไปถึง

เที่ยวบ้านฉาน

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

เมื่อแรงทะยานมีมากเท่าแรงรถ วันนี้จึงเป็นวันแห่งการตะลุยให้ทั่วสีป่อ เริ่มต้นฉลองมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยการขี่ขึ้นเขา แม้ระยะทางค่อนข้างยากลำบาก และต้องคอยลุ้นกับเส้นทางคดเคี้ยว แต่ในที่สุดก็มาถึง บนเนินเขาแห่งนี้มีวัดขนาดเล็กตั้งอยู่ ฉันลองเดินโดยรอบไม่พบพระสงฆ์ แต่พบหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งพูดคุยกันอย่างกระหนุงกระหนิงบนแคร่ไม้ ฉันจึงเดินต่อไปเพื่อเก็บภาพถ่ายจากมุมสูง ยามมองลงมา พบว่าสีป่อเป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ และบ้านเรือนที่ปลูกสร้างเกาะกลุ่มกัน ถัดออกมาจึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักและสตรอว์เบอร์รี่ 

อยู่รับลมเย็นจนหนำใจก็คว้ามอเตอร์ไซค์ขี่ลงมา ท่องไปเรื่อยๆ จนมาต้องใจกับควายน้อยที่เล็มหญ้าอยู่หน้าเรือน เคียงข้างมาด้วยกลุ่มหญิงชาวไร่แบกจอบ ถือกระติกน้ำเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่ง ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปอย่างช้าๆ และจอดรถลองเข้าไปพูดคุยได้ความแบบคร่าวๆ ว่า พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าไร่ 

หญิงชาวไร่เดินแถวเรียงหนึ่งโดยมีฉันรั้งท้าย เมื่อถึงแปลงข้าวโพด ทุกคนพร้อมใจใช้จอบถางหญ้า ฉันเองก็คอยเก็บเศษหญ้าอยู่ข้างๆ คอยส่งยิ้มให้กันเป็นระยะ บรรยากาศการทำไร่ร่วมกับเพื่อนต่างแดนถึงแม้จะร้อนและเหนื่อย แต่นับว่าเป็นกิจกรรมสร้างมิตรภาพ ละลายเส้นแบ่งระหว่างเราและเขาให้เลือนหายไปได้ไม่มากก็น้อย

ตะวันคล้อยต่ำเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเวลาอาหารเย็นมาถึงแล้ว หญิงชาวไร่ทำท่าทางให้ฉันหยุดทำงาน และเดินร่วมกันกลับไปยังบ้านหลังเดิม ปิ่นโตอาหารถูกเปิดออกฉันจึงลากลับ เพราะคิดว่าถึงเวลาที่มอเตอร์ไซค์จะได้กลับคืนสู่มือเจ้าของแล้ว 

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

นั่งรถไฟไปปยินอูลวิน (Pyin Oo Lwin)

สถานีรถไฟสีป่อยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งคนพื้นถิ่นและนักท่องเที่ยวหลากชาติ หลายภาษา ที่ต่างมารอขึ้นรถไฟไปยังเมืองต่างๆ โดยมีมัณฑะเลย์เป็นสถานีปลายทาง แต่สำหรับฉัน เป้าหมายอยู่ที่เมืองรถม้าหรือปยินอูลวิน 

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสีป่ออย่างช้าๆ ที่นั่งริมหน้าต่างยังคงเป็นของฉัน ทิวทัศน์ข้างทาง บ้านเรือนที่คุ้นตา เด็กน้อยริมทางนั่งโบกมือให้กับผู้โดยสารบนรถไฟ จนเข้าสู่เขตเทือกเขา สีป่อค่อยๆ ห่างออกไปมากขึ้น ผิดกับความรู้สึกที่ยังคงชิดใกล้ด้วยความคิดถึงเหมือนเช่นทุกวันนี้ 

หลายๆ ครั้งเมื่อพูดว่า “คิดถึงสีป่อ” คำพูดที่ถ่ายทอดออกมาไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่คือความรู้สึกที่แฝงฝังถึงผู้คนที่นั่น ทั้งข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ ที่ยังคงหวังให้สีป่อและผู้คนที่นั่นสุขสบายดี

หญิงสาวริมหน้าต่างฝากคิดถึงสีป่อ (Hsipaw) เมียนมา ข้าวก้นบาตร รอยยิ้ม และสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพของคนใจดี

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 กันยายน 2564
1 K

3 SEP 2019

ตอนนี้เป็นเวลา 20.45 น .ของเฮลซิงกิ (Helsinki)                                                                                                                และเป็นเวลา 00.45 น. ของประเทศไทย                                                                                                          

ฉันอยู่บนเครื่องบินและกำลังเดินทางกลับจากประเทศโปแลนด์                                                                                                       

นี่เป็นครั้งแรกของ 2 สาวพี่น้องกับประเทศที่ไม่คุ้นเคย ถึงแม้น้องชายของฉันจะไม่ได้มาด้วย แต่ฉันก็อยากขอบคุณเขาที่อยู่เป็นเพื่อนคุณย่า ทำให้พวกเราพอจะคลายกังวลได้บ้างระหว่างเดินทางไกลบ้านครั้งนี้

เราใช้เวลาเดินทางมาโปแลนด์ 4 วันกับ 3 คืน เราเที่ยวกันเต็มที่ 2 วัน เพราะอีก 1 วัน ต้องไปร่วมงานประชุมวิชาการที่ IEC เพราะน้องสาวคนเก่งส่งงานวิจัยทางการแพทย์เข้ามา และได้รับเลือกให้มาแสดงในการประชุมครั้งนี้ ฉันภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้อย่างมากมาโดยตลอด และเธอเลือกฉันเป็นเพื่อนเดินทาง ทำให้ฉันได้เที่ยวสมใจ

เที่ยววันสบายๆ แวะปราสาท ดูงานศิลปะ จนหลงรัก Krakow เมืองเก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์
เที่ยววันสบายๆ แวะปราสาท ดูงานศิลปะ จนหลงรัก Krakow เมืองเก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์

ดังนั้น หน้าที่การหาที่เที่ยวทั้งหมดจึงตกเป็นของฉัน ฉันตัดสินใจจะให้เวลาและทำความรู้จักกับเมืองเพียงหนึ่งเมืองแทนการวางแผนที่จะไปเที่ยวกันหลายๆ เมือง ฉันก็รู้สึกว่าคิดถูก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองนี้ ให้ความรู้สึกแตกต่างอยู่เสมอ ความคุ้นเคยและความเข้าใจสิ่งที่เมืองนี้เป็นทำให้เราตกหลุมรักเมืองนี้อย่างจริงจัง 

เมืองนี่คือ Krakow เมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศโปแลนด์ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ

เที่ยววันสบายๆ แวะปราสาท ดูงานศิลปะ จนหลงรัก Krakow เมืองเก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์

31 AUG 2019

เราปักหมุดบน Google Maps มีสถานที่แนะนำหลากหลาย แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แม้เราจะวางแผนอย่างไร แต่เสน่ห์ของการท่องเที่ยวคือการได้พบเจอสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากนั้น และอาหารเช้ามื้อแรกของเราก็ได้รับการแนะนำจาก Trip Advisor ซึ่งอยู่ในระยะทางใกล้พอจะเดินจากที่พักมาถึง ด้วยเวลาที่ต่างจากประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง พวกเราต้องตื่นเช้ามาก และร้านนี้เป็นเพียงไม่กี่ร้านที่เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า ร้าน Charlotte คือที่ปักหมุดแรกของเรา

ระหว่างทางที่เดินเพื่อหาร้านนี้ แทบจะไม่มีคนด้วยซ้ำ เมืองเงียบเหมือนไม่มีใครตื่น ถึงแม้ถนนโล่งจะเหมาะกับการถ่ายรูปแบบไม่ติดผู้คนรอบข้าง แต่แสงก็ยังไม่พร้อมให้เราสวยผ่านเลนส์ขนาดนั้น เรามุ่งหน้าสู่ร้านอาหารเช้า และต้องแปลกใจที่ตั้งแต่หน้าร้านยันในร้านมีผู้คนเต็มไปหมด พนักงานหน้าร้านยิ้มแย้ม ทักทายและเชื้อเชิญ แล้วเราก็ไม่ผิดหวังกับมื้อเช้าแสนอร่อย บรรยากาศอบอุ่น พนักงานในร้านดูแลอย่างเป็นกันเองและบริการดีมาก

เที่ยววันสบายๆ แวะปราสาท ดูงานศิลปะ จนหลงรัก Krakow เมืองเก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์

สิ่งที่ฉันประทับใจคือ ตระกร้าขนมปังกับแยมกระปุกใหญ่หลากหลายรส มีที่ตักแยมแต่ละกระปุกให้เลือกทาขนมปังอย่างเต็มที่ กระปุกแยมเหล่านี้จะเปลี่ยนไปโต๊ะนั้น โต๊ะนี้ ไม่ต่างจากเครื่องปรุงร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา

หลังจากอิ่มท้อง เราก็ตั้งใจไปเที่ยวสถานที่ใกล้ๆ กันก่อน โดยมีระยะทางเดินทางเท้าประมาณ 1 กิโลเมตรจากร้านอาหารเช้า เรากำลังไปที่ Wawel Royal Castle ระหว่างรอตั๋วเข้าชมปราสาทแถวยาวเป็นหางว่าว เนื่องจากช่องขายตั๋วมีแค่ 1 ช่อง และมีตัวเลือกสถานที่ภายในปราสาทให้เข้าชมเยอะมาก จำนวนสถานที่ก็แปรผันตามราคาค่าตั๋ว 

เที่ยววันสบายๆ แวะปราสาท ดูงานศิลปะ จนหลงรัก Krakow เมืองเก่าแก่ที่สุดของโปแลนด์

ระหว่างที่เรายืนรอประมาณ 1 ชั่วโมง ก็หาข้อมูลห้องที่เราอยากเข้าชมจากอินเทอร์เน็ต ทำความเข้าใจราคาและห้องต่างๆ จากการพูดคุยของคนที่ยืนอยู่หน้าเรากับคนขายตั๋ว เราเลือกแค่ State Room ห้องเดียว พอถึงคิว ใช้เวลาซื้อตั๋วเร็วมาก แม้จะเลือกแค่ห้องนี้ แต่ก็ดูห้องอื่นๆ ได้ด้วยประมาณ 20 ห้องและเข้าไปดูโบสถ์อันสวยงาม

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

หลังจากเข้าชมปราสาท เราเดินกลับมาที่จัตุรัส Rynek Glowny และเลือกเดินผ่านถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้า นั่นยิ่งทำให้ความตั้งใจในการพิชิตภารกิจหาของฝากก็เพิ่มขึ้น ผู้คนที่เราคิดถึงจนอยากซื้อของกลับไปฝากก็มากขึ้นด้วย เลือกไปก็กดดันไปว่ายังขาดใครอยู่หรือเปล่า ซึ่งบริเวณจัตุรัสล้อมรอบด้วยร้านอาหารและร้านขายของ มี Cloth Hall ตรงกลาง ภายในมีร้านขายของฝากเต็มไปหมด ขอเตือนว่าอย่าเพิ่งรีบซื้อ แม้ของจะเหมือนกันแต่ราคาไม่เท่ากัน

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

และมื้อเที่ยงที่ค่อนไปทางบ่ายก็มาถึง เราตั้งใจตามหาอาหาร Polish แบบดั้งเดิม จากการเดินเลือกร้านจนเข่าอ่อน ก็มาหยุดที่ร้าน Hawelka สั่งเกี๊ยวสอดไส้และพอร์คชอปที่คล้ายกับหมูชุบแป้งทอด รสชาติดีทีเดียว 

เมื่อท้องอิ่มก็ขอจบทริปวันนี้ กลับที่พักไปยืดแข้งยืดขาให้สบายใจ

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

1 SEP 2019

วันนี้เราตั้งใจเปลี่ยนร้านอาหารเช้า มาที่ Cafe Stare Miasto บรรยากาศแปลกตา อบอุ่น อาหารอร่อย แต่ดูเหมือนว่ากาแฟเย็นจะเป็นปัญหาในการสั่งเครื่องดื่มของเราเสียแล้ว นอกจาก Starbucks ก็ไม่มีที่ไหนเข้าใจการดื่มกาแฟเย็นของคนไทยเลย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะการผจญภัยที่ไกลกว่าเดิมรอเราอยู่ ซึ่งครั้งนี้ไม่อาจเดินไปถึง

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

เราพึ่งพารถเมล์และรถราง ด้วยการซื้อตั๋วแบบ 24 ชั่วโมง ราคา 15 PLN (ประมาณ 127 บาท) ที่เครื่องขายตั๋วบนรถ เราจ่ายด้วยบัตรเครดิตเพราะเหรียญไม่พอ คุณตาที่นั่งบนรถก็ยิ้มเอาใจช่วยด้วยความเอ็นดูว่าจะรอดมั้ย และปลายทางของเราอยู่ที่ภูเขา Manmade เป็นภูเขาที่มนุษย์สร้างขึ้น สมัยก่อนใช้สำหรับการรบ มีพิพิธภัณฑ์อยู่ภายใน อากาศวันนี้แดดแรง อุณหภูมิประมาณ 31 องศาเซลเซียส แต่รู้สึกดีมากที่ได้ใช้เรี่ยวแรงเดินขึ้นภูเขาลูกเล็กๆ ลูกนี้

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์
เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

เราเดินทางกันต่อที่ MOCAK Museum of Contemporary Art in Krakow แต่รถเมล์พาเรามาไม่ถึง อาจเป็นเพราะเราเลือกสายรถเมล์ผิด ทำให้ต้องเดินผ่านตึกร้างด้วยความกังวล และคอยเตือนกันว่าอย่าเดินชิดตัวตึกนะ เพราะกลัวว่าจะมีคนกระชากเข้าไป หลังจากผ่านความตื่นเต้นระทึกใจกับตึกร้างไร้ผู้คน ก็ถึงจุดหมายและพบกับความประทับใจอย่างยากจะบรรยาย ความรู้สึกของเราคือ ศิลปะไม่แบ่งแยกภาษา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ แนะนำที่นี่มากๆ เลยล่ะ

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์
เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่ Krakow อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

จบทริปชมนิทรรศการศิลปะ เราก็กลับมาที่ Rynek Growny อีกครั้ง และแวะคาเฟ่ที่พวกเราขอแนะนำมากๆ ชื่อ Café Camelot ถ้ามาช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดินยิ่งโรแมนติก เพราะเขาจุดเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศ นอกจากนี้ ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่ไม่ได้อยู่ในการวางแผนของเรา ซึ่งหลายสถานที่ก็จัดอยู่ในสถานที่แนะนำของเมืองเช่นกัน 

เดินทางไกลบ้านไปชมประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมฉบับคน Polish ที่ Krakow อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของโปแลนด์

วันที่ 2 SEP 2019 เราอยู่ในงานประชุมวิชาการทั้งวัน

และวันที่ 3 SEP 2019 ก็เป็นวันที่เราเดินทางกลับประเทศไทย 

สำหรับเรา การเดินทางเป็นอะไรที่แสนพิเศษ ทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเราทำในสิ่งที่เราเคยกลัวให้เกิดขึ้นจริงได้ และมีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ความตื่นเต้น ประหม่า กังวล หงุดหงิด สบายใจ มีความสุข และคนที่เดินทางไปกับเราก็สำคัญมาก ไม่ว่าเขาคือใคร ขอให้เป็นคนที่เรารักก็พอ 

ความรักมีให้ได้กับทุกสิ่งเสมอ และความรักจะมอบของขวัญตอบแทนเป็นความสงบสุขสู่ใจเรา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ลลิดา ธีระโกเมน

นักจิตวิทยา รักในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ความสุข คือ หนังสือ เทียนหอม ดนตรีและเวลา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load