“สมัครเป็นสิบๆ ที่ก็ยังไม่ได้งานสักที”

“ลาออกดีไหม อยู่ไม่ไหวแล้ว”

“เบื่อวันจันทร์ ไม่อยากตื่น ลาป่วยดีไหม ลากิจเยอะไปผิดหรือเปล่า”

ปัญหาวัยทำงานสารพัดที่ต่อให้ถามหมอดูอีกกี่สิบเจ้าก็แก้ไม่ตกแบบนี้ เห็นทีต้องทำอะไรสักอย่าง 

ก็ถ้าถามหมอดูเรื่องการทำงานไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ไปถาม Human Resource ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าฝ่ายบุคคลเสียเลยเล่า จึงเป็นที่มาให้รีบยกหูโทรหา บี-อภิชาติ ขันธวิธิ HR ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเพจ HR – The Next Gen มาช่วยชี้ทางสว่างตอบคำถามรวมฮิตของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

หลังจากวางสาย นัดหมายกันเสร็จสรรพ เราก็นึกสนุก ขอตั้งตนเป็น HR สลับบทบาทสัมภาษณ์เจ้าของเพจเสียเอง มาดูกันว่าหลังจากรู้จักตัวตนของเขา เราจะรับเพจนี้เข้ามาไว้ในอ้อมอก ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า 

ขอเริ่มการสัมภาษณ์ ณ บัดนี้ เชิญนั่งลงได้

01

Resume

ลองอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย 

ผมเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่อยากท้าทายตัวเอง เลยเลือกงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาอย่างงานฝ่ายบุคคล ทำมาสิบกว่าปี จนรู้ว่างาน HR ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานหรือจัดการเอกสารอย่างเดิมซ้ำๆ แต่คืองานที่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเงินเดือน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต

ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

ผมชอบดูซีรีส์ Hormone The Next Gen เลยตั้งชื่อเพจล้อกันเป็น HR – The Next Gen ลงตัวพอดี 

ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับการทำเพจนี้

ช่วงแรกผมเริ่มเห็นความเป็น Routine ซ้ำๆ ของงาน HR เริ่มไม่มีอะไรท้าทายตัวเองให้ตื่นเต้น ผมมีวัตถุดิบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งได้จากทำงานต่างประเทศ พอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วอ่านหนังสือด้านการวางกลยุทธ์หลายเล่มเข้า ก็รู้สึกว่าไหนๆ อ่านมาแล้ว เลยอยากแชร์สักหน่อย

จุดตั้งต้นของเพจคือเอาความรู้นั้นมาแปลงเป็นภาษาเข้าใจง่าย เขียนเป็นทฤษฎีจ๋าๆ บ้าง จนพลิกมาเขียนเรื่อง Work Life Balance กลายเป็นว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้มียอด Reach ขึ้นไปถึงห้าล้าน ยอดติดตามเป็นแสนในเวลาแค่ยี่สิบห้าวัน

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ทำไมเรื่อง Work Life Balance ถึงทำให้เพจคุณประสบความสำเร็จ

จริงๆ เรื่อง Work Life Balance มีความเฉพาะบุคคลมาก แต่คนมักรู้สึกเหมือนกันว่าทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะมันหนักกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้ ผมเลยกระตุกให้คนกลับมาคิดว่า ต้องกลับมาบริหารเวลาชีวิตของตัวเองแล้วนะ

จุดแข็งของเพจคุณคืออะไร

ความเรียล เพราะผมคือ HR จริงๆ คุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกันในวงเหล้า 

ทำไมเราควรอ่านเพจคุณ

เพจ HR – The Next Gen เป็นเหมือน HR ของคนทั้งประเทศ ทุกคนอ่านได้ไม่ใช่แค่ HR หรือผู้บริหาร เป็นเหมือนครูแนะแนวสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เราชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร อยากให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาทั่วไป อยู่องค์กรไหนก็ได้เจอเหมือนกัน แล้วจะไกด์วิธีการแก้ไขปัญหาตามบริบทขององค์กร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีทฤษฎีไหนเป็น One size fits all.

เช่น 

เรื่องเงินเดือนครับ องค์กรต่างชาติจะเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของทุกคนเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งหลักการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดเผยเงินเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพนักงาน ฉะนั้น ก็แนะนำว่าบอกแค่ช่วงเงินเดือนแต่ละตำแหน่งให้พอรู้ไหม แบบนั้นก็โปร่งใสเพียงพอนะ

02

Job Qualification

ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จะทำอย่างไร

ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่รู้จักตัวเองมากพอ หรือไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้มันเป็น Gap Year เพื่อไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเรื่องรายได้ด้วยนะ หรือถ้าจะทำงาน ก็ต้องลองหาสิ่งที่ตัวเองอิน

อินข้อแรก คือ อินในตัวองค์กร เลือกว่าอยากอยู่ในองค์กรแบบไหน ขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือมี Mission แบบไหน 

ข้อที่สอง ลองดูเนื้องานที่น่าจะชอบ ลองทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เขาทำอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือโทรไปถามให้ชัด วัดผลความเก่งหรือไม่เก่งยังไง

อีกข้อหนึ่ง คือ ผู้บริหาร เราอยากทำงานกับไอดอลคนไหน เพราะอะไร 

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น แล้วช่วยลดความเคว้งคว้างได้ 

จะทำยังไงให้ถูกเลือกไปสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคืออย่าหว่านส่ง Resume เดียว เพราะมันคือใบเบิกทาง ต้องอ่านโจทย์ว่าเขาอยากได้คนแบบไหน ควรเขียนให้ตรงโจทย์นั้นในบรรทัดแรกๆ ว่าผมมีประสบการณ์อะไรตลอดสี่ปีที่เรียน หรือที่เหมาะกับสิ่งที่เขาคาดหวัง 

แล้วสัมภาษณ์ให้ผ่านล่ะ

เป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะท่อง ท่องให้ดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ท่องไปแล้ว พยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ตอบ ควรเรียนรู้ไปก่อนว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน แสดงมันออกมา ถ้ายังไม่มีสิ่งนั้น ก็พยายามอย่าแสดงในสิ่งที่มันตรงข้าม พยายามมีสติทุกครั้ง

คุณมีอะไรจะถามไหม

จริงๆ คำถามนี้ที่ HR ชอบถาม มันเป็นแค่มารยาทว่าจะปิดบทสนทนาแล้วนะ ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะเขาตัดสินได้ตั้งแต่สัมภาษณ์คุณตอนแรกแล้ว 

แต่ที่ไม่อยากให้ถามกลับไปคือ “หนูจะได้งานไหมคะ” เพราะเขาต้องไปพิจารณาก่อน ถ้าถามคำถามนี้มาเขาจะเลิ่กลั่ก แนะนำให้ถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร กับเรื่องที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท น่าจะดีที่สุด

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน
HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ถ้า HR เห็นว่าเปลี่ยนงานบ่อย จะเก็บไว้หรือปัดตก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ปัดทิ้งเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนงานบ่อย แต่เพราะทุกครั้งที่มีการรับสมัครคนเข้ามา มันคือต้นทุนของบริษัท 

แต่ไม่ใช่ว่า HR จะปัดตกทุกคนนะ ถ้าเกิดว่าคนนั้นมีประสบการณ์ที่เข้ากับองค์กรพอดี ผมจะมองข้ามเรื่องนั้นไป แต่ขอคุยก่อนว่าเหตุและผลของการลาออกของคุณมันคืออะไร 

ฝากถึง HR ถ้าอ่านอยู่ ใช้วิธีนี้เหมือนกันเถอะ อย่ารีบร้อนปัดตกไปก่อนเลย เพราะคุณอาจจะเสียเพชรในมือไปเลยก็ได้ ลองคุยกับเขาก่อน

แล้ว HR ส่วนใหญ่เลือกคนจากอะไร

คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้งาน แต่คนที่ใช่ที่สุดต่างหาก ซึ่งมาจากการเก่งระดับมาตรฐานที่เขายอมรับได้ บวกกับทัศนคติว่าจะอยู่กับองค์กรของเขาได้ไหม

03

Job Description

พอได้งานแล้ว ทำยังไงไม่ให้กลัวการทำงาน

อย่างแรกคือต้องตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวในแต่ละช่วง เพราะเป้าหมายจะทำให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ที่เจอ แล้วไปแฮปปี้กับเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เป้าหมายคือเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทภายในหนึ่งปีเพื่อไปเที่ยวรอบโลก ทำ Small Wins ว่าทุกๆ ครึ่งปีจะฉลองให้ตัวเองแบบเต็มแม็กซ์ไปเลย มันจะสุขทั้งระหว่างทางไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ผมพูดเสมอว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ไม่มีจริง” พยายามพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่สบายใจ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราเลือกได้ เลือกองค์กรที่มีความสนุกตรงกับจริตของเรา หรือบางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรที่ไม่ใช่ตัวเองเลยเพื่อ Challenge ก็ได้นะ 

อย่างมีแฟนมากกว่าหนึ่งคนก็เป็นทางเลือกครับ ลองดู (หัวเราะ)

คุณแบไต๋ให้มนุษย์เงินเดือนขนาดนี้ เคยมี HR ด้วยกันมาบอกไหมว่าเรื่องนี้อย่าพูดเลย

มีครับ HR บางคนพยายามปิดทุกอย่างเลย แต่ในความเชื่อของผม ถ้าคิดว่าอะไรที่บอกได้ ควรบอกให้หมด เช่น เรื่องเกณฑ์การปรับระดับ แนวทางการเติบโต การขึ้นค่าจ้าง การจ่ายเงินเดือนโบนัส เพราะถ้าผมเริ่มต้นด้วยการปกปิดกันไว้ทั้งหมด เขาจะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง จะยิ่งทำให้ผมกับพนักงานไปด้วยกันไม่ได้สักที

ถ้าวันใดวันหนึ่ง HR มาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรบอก ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่บอกกัน แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจงาน HR ที่แท้จริง

แล้วถ้าคุณต้องบอกน้องใหม่ที่มีเป้าหมายเป็นผู้จัดการ จะบอกยังไง

 สิ่งที่ต้องทำคือสังเกตคนที่เป็นผู้จัดการสิว่าตอนนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาเก่งในเรื่องอะไร ลองเทียบกันเลยว่าน้องต้องเพิ่มตรงไหนให้เหมือนพี่คนนั้น

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

04

Job Expectations

ทำเพจมา 6 ปี มองอนาคตของทั้งเพจและตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ยังไงบ้าง

สำหรับเพจคงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง เพราะโลกของการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อาจไม่สามารถใช้กับปัจจุบัน อยากให้ HR – The Next Gen เป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำให้คนได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าจะทุกข์กับการทำงาน ให้ทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราคิดไปเอง 

ส่วนตัวผมเองก็คงอยู่ในโลกของการทำงานนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากการเป็น HR ก็สนุกกับการเป็นผู้บริหารด้วย คิดว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกการทำงานให้เจออยู่ตลอด

แสดงว่าวันนี้ยังไม่หมดมุก

(หัวเราะ) คิดว่ายังนะ

คำถามสุดท้าย คุณมีอะไรอยากบอกไหม

ทุกองค์กรมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ลองหาโอกาสในการแก้ปัญหาดูก่อน แต่ถ้าหลังชนฝาจริงๆ ก็ปล่อยวางแล้วอยู่กับมันให้ได้ และต้องคอยรีวิวตัวเองเป็นระยะนะว่าตอนนี้เจอกับอะไร อย่ารอปัญหาเข้ามาใกล้ตัว แล้วค่อยคว้ามีดออกมาไปสู้ ถึงตอนนั้นมันอาจจะขึ้นสนิมแล้ว ฉะนั้น คอยลับมีดให้คมอยู่เสมอ

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมลืมสังเกตไปว่าในชื่อเพจ Sundae Kids มีตัวอักษร ‘s’ ต่อท้าย ซ้ำร้ายยังลืมสังเกตว่าในโลโก้แสนน่ารัก มีเด็กหญิงและเด็กชายอยู่ในนั้น

Sundae Kids

ผมจึงแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อนัดพบเจอกันแล้วเจอหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว ด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพจที่ปัจจุบันมียอดคนไลก์กว่า 7 แสนนั้นสร้างโดยคนสองคน

โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย คือคนทั้งสองที่ว่า

หากเรามองว่างานที่ออกสู่สายตาสาธารณะสะท้อนตัวตนคนทำคนวาด เท่าที่ติดตามเพจคอมิกไม่กี่ช่องจบทำให้ผมเดาล่วงหน้าว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ Sundae Kids น่าจะเป็นคนขี้เล่นและมีอารมณ์ขันแบบเด็กๆ ทั้งยังเป็นคนสนใจและใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์

ช่่วงหนึ่งของการพูดคุยโป๊ยเซียนบอกว่า เธอเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ ผมจึงอยากลองวาดภาพชีวิตเธอด้วยตัวอักษรบ้าง  และหวังว่าคนอ่านคงเพลิดเพลินกับความ kid ของเขาและเธอ

Sundae Kids

ช่องที่ 1

“เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ”

หากมองชีวิตของโป๊ยเซียนเป็นคอมิก ช่องแรกๆ ที่บอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาน่าจะเป็นรูปเธอกำลังนอนอ่านการ์ตูนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ เราย่อมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่เธออ่านที่ผ่านมามีส่วนหล่อหลอมเธอไม่น้อย

“สำหรับเราการ์ตูนไม่ได้ไร้สาระนะ” เธอเล่าเมื่อชวนเธอย้อนมองสื่อที่เรียกว่าการ์ตูน “จริงๆ เราเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ต่อให้อ่านหนังสือสอบหรืออะไรก็ตาม เราเป็นคนจำอะไรด้วยภาพ เราจะชอบดูภาพมากกว่าอ่านตัวหนังสือ การ์ตูนเราอ่านมาหมดเลยนะ ตั้งแต่การ์ตูนตาหวาน Slam Dunk ก็อ่าน หรือหลายๆ เรื่องของ ไอ ยาซาว่า หนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบ เพราะว่ามันไม่ได้หวานใส เขาจะมีความดาร์ค มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้สวยหรูนี่หว่าผ่านการ์ตูน

“เราชอบคิดว่าเขาทำได้ยังไงที่ให้มันสามารถเล่าอารมณ์ได้เยอะมากทั้งที่มันเป็นแค่ภาพ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ แล้วอีกอย่างคือ มันได้ความรู้สึก ได้อารมณ์ ได้เห็นบรรยากาศ คือการ์ตูนมันไม่ใช่สำหรับเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เราเชื่อว่าอย่างนั้น” หญิงสาวย้ำหนักแน่นถึงการ์ตูนบนโลก ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเพียงคอนเทนต์ในเพจของเธอ

ตอนนั้นมีความฝันอยากเป็นนักวาดเลยไหม” ผมสงสัย

“เรายังไม่ได้มีความฝันจะเป็นคนวาดการ์ตูน แค่ชอบอ่าน ชอบวาดรูป แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าวันหนึ่งฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน เราแค่ชอบวาดรูป รูปไหนสวยก็ลองวาดตาม เราแค่รู้สึกสนุก”

‘แค่รู้สึกสนุก’ ผมได้ยินคำนี้มาบ่อยครั้ง และพบว่ามันคือสิ่งสำคัญของการเริ่มต้นบางอย่าง

เมื่อชีวิตเคลื่อนมาถึงทางแยกหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เชื้อความชอบการ์ตูนและทักษะในการวาดภาพประกอบในคอมพิวเตอร์ของเธอก็ได้ใช้งาน โดยกวินเป็นผู้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเธอนั้นน่าสร้างบางสิ่งบางอย่างที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้โดยไม่ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบงานประจำ จึงแนะนำว่าให้สร้างเพจ โดยชายหนุ่มจะทำหน้าที่คล้ายบรรณาธิการ คอยช่วยคิดเนื้อหาและแนะนำเรื่องลายเส้น ส่วนหญิงสาว นอกจากคิดแล้วเธอยังเป็นคนวาดภาพทุกภาพที่เราเห็น

และนั่นคือที่มาของเพจที่ใครหลายคนกดไลก์อยู่แล้ว-บางคนอาจกด See First ด้วยซ้ำ

เพจนั้นชื่อ Sundae Kids

Sundae Kids Sundae Kids

ช่องที่ 2

“มันเกี่ยวกับความรัก”

นับตั้งแต่วันแรกที่มีคนตามหลักหน่วยจนถึงวันนี้ที่มีคนตามหลักแสน เนื้อหาในเพจของเธอเล่าหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องที่ผ่านตาผมบ่อย ผ่านเพื่อนๆ สาวๆ ที่แชร์มาในไทม์ไลน์มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์

เธอและเขาสนใจอะไรในสิ่งนั้น ผมก็สงสัย

“ตอนแรกไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ” กวินออกตัวก่อนที่โป๊ยเซียนจะเสริม “ไม่หรอก เหมือนเราอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ เราเจอทุกวัน ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง แม้เราไม่ได้ตั้งใจหรือวางไว้ว่าเราจะเน้นเล่าแต่เรื่องนี้ก็ตาม เราแค่คิดว่าเจอเรื่องราวที่เราชอบเราก็จะเขียน แต่พอวาดออกมามันดันเป็นความสัมพันธ์เยอะ ความจริงก็คิดนะว่าอยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราเจอเรื่องถูกใจอื่นๆ เราก็อาจจะเขียนแหละ”

Sundae Kids Sundae Kids

เขาและเธอบอกว่าถ้าให้ย้อนวิเคราะห์ อีกสาเหตุหนึ่งที่เรื่องความสัมพันธ์กินพื้นที่ในไทม์ไลน์มากกว่าเรื่องอื่นเป็นเพราะสิ่งที่ทั้งสองเสพ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ดู เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน

“ส่วนใหญ่ทั้งหนัง เพลง หนังสือ หลายๆ อย่างที่เราเสพมันพูดถึงความรัก เราคงเสพอะไรแบบนี้เยอะในชีวิตประจำวัน มันเลยมีส่วน เพราะมันมีอัตราส่วนเยอะกว่าในชีวิต”

หากเจาะลึกลงไปในคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เราจะพบว่ามันถูกแบ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งหากเราเชื่อว่าตัวเลขบ่งบอกความจริงบางอย่างได้ เราจะพบว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง เมื่อยอดไลก์ของคอนเทนต์เหล่านั้นมันมักพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ

Sundae Kids Sundae Kids

“จริงๆ เราไม่ใช่คนฟูมฟาย ไม่ใช่คนตั้งสเตตัสเวลาผิดหวังอะไรเลย แต่เราก็คิดว่าการที่โพสต์ซึ่งเกี่ยวกับความเศร้ามีคนชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เป็นคนแบบเรา เขาอาจจะไม่ฟูมฟายในเฟซบุ๊กของตัวเอง แต่พอเขาเห็นเมสเสจที่เขาชอบ เขาก็เลยไลก์และแชร์โดยที่เขาไม่ต้องพูดด้วยตัวเอง

“อาจจะเป็นแบบนั้น เพราะเราก็เป็นแบบนั้นโป๊ยเซียนลองวิเคระห์

“แล้วต้องคำนึงถึงความจริงไหมในโลกของการ์ตูน” ผมสงสัย เพราะบางเหตุการณ์ในคอมิกของเธอก็ทำเอาคนสงสัยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ

“ไม่ เราไม่ได้คาดหวังให้คนอ่านเชื่อ เราอยากให้คนอ่านรู้สึกมากกว่า สำหรับคนที่รู้สึกนะ อย่างตอนที่วิ่งสะดุดหินล้ม ถ้าคนที่ไม่อินเขาก็จะรู้สึกว่า อะไรเนี่ย คนเขาทำอย่างนี้กันด้วยเหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนที่เขาไม่เข้าใจเขาจะต้องมาเชื่อว่ามันมีอย่างนี้จริงๆ แต่เราชอบที่จะให้คนรู้สึกไปด้วย คนที่อินเขาก็จะคิดว่ามีโมเมนต์แบบนี้ด้วย

Sundae Kids

“บางคนก็อินบ็อกซ์มาบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขามากเลยก็มี เราก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่ามันไม่มีจริงๆ คนก็เจอกันเยอะเหมือนกัน การที่คนมาไลก์เพจเราอาจจะเป็นเพราะว่าเขาก็เจอเรื่องราวคล้ายๆ กับเรามาเยอะเหมือนกัน”

ช่องที่ 3

“โรแมนติกยุคใหม่”

แม้ด้วยสถานะเขาและเธอจะเป็นคนไทย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แค่คนไทยอ่าน

ทั้งสองบอกว่าเพจ Sundae Kids ทำเพื่อนำเสนอสู่สายตาคนอีกโลก ซึ่งโลกนั้นในความหมายของเขาและเธอคือโลกออนไลน์ ซึ่งไร้เส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ นักอ่านในต่างประเทศอาจจะเห็นคอมิกของเธอพร้อมๆ (หรือก่อน) เพื่อนเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยซ้ำ

Sundae Kids

“เราคิดว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีพลังเยอะมากในปัจจุบัน อย่างเราเขียนการ์ตูนเราก็ไม่ได้เขียนให้เฉพาะคนไทยอ่าน” กวินตอบเมื่อผมชวนคุยถึงเครื่องมือในโลกออนไลน์ “เราว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไมได้แบ่งว่าคนไหนอยู่ประเทศไหนแล้ว มันกลายเป็นแค่โลกในอินเทอร์เน็ตกับโลกนอกอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแหละ ซึ่งเราทำให้คนในโลกอินเทอร์เน็ตอ่าน โดยไม่จำกัดว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน”

“ทั้งในโลกจริงและในคอมิกของคุณก็มีการสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ คุณมองการสื่อสารแบบนี้ยังไง คิดว่ามันฉาบฉวยไหม” ผมชวนเขาคิด

“เรามองว่าจริงๆ มันก็โรแมนติก” กวินตอบหลังจากนิ่งคิดไม่นาน “การที่เราคุย Skype กันมันก็เป็นโรแมนติกยุคใหม่ คือเราไม่ได้มองว่าการเขียนจดหมายจะโรแมนติกกว่าการคุยสไกป์ แค่มันคนละยุคกัน ถ้าต่อไปมีเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่านี้ คนรุ่นหน้าก็อาจจะมองว่าการคุยสไกป์โรแมนติกจังเลยก็ได้ เหมือนที่เรามองว่าจดหมายโรแมนติก หรือการที่เรากลับไปนึกถึงเวลาที่เราแชท MSN แล้วบอกว่าเราอยากมีเวลาโมเมนต์นั้นจังเลย ที่การรอคนออนไลน์เราก็คิดว่ามันก็โรแมนติก

“คือสุดท้ายมันก็แค่คนยุคต่างกันไม่เข้าใจกันแหละ คนที่เป็นพ่อแม่เราเขาไม่เคยเล่น MSN ไง ก็เลยบอกว่ามันไม่โรแมนติกเหมือนจดหมายหรอก แต่เราถือว่าทุกอย่างมันก็มีเสน่ห์ในยุคของมัน”

ช่องที่ 4

“มันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต”

ล่าสุด-หลังจากวาดคอมิกไม่กี่ช่องจบลงเพจมา 3 ปี เต็ม-เขาและเธอก็ลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ readsundaekids.com เพื่อวาดเรื่องยาวลงในนั้น

Graphic Novel เรื่องแรกที่ออกสู่สายตาแฟนๆ ในโลกออนไลน์ชื่อว่า CLOSE TO YOU

CLOSE TO YOU

“อย่าง CLOSE TO YOU ตอนแรกเราแค่เล่าเรื่องถึงโมเมนต์นั้นของชีวิต มันเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของคนนั้น ตัวละครเอกมันผิดหวัง ซึ่งเราคิดว่าทุกคนมันเคยผิดหวัง ทุกคนก็น่าจะเคยมีจุดต่ำสุดของชีวิตแน่นอน ไม่ว่าเรื่องการงาน ความรัก หรืออะไร มันต้องเคยผ่าน ณ โมเมนต์นั้น

“เราเชื่อว่าคนเขาน่าจะเข้าใจตัวละคร ที่บอกว่าความสุขอาจจะขายไม่ดีเท่าความเจ็บปวด เราว่าบางทีคนเราตีความคำว่าความสุขไม่เหมือนกัน การที่พูดเรื่องความสุขออกมา บางคนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่คือความสุขก็ได้ สมมติคนเขียนเรื่องความสุขมาอย่างหนึ่ง เราอ่านเราอาจจะคิดว่ามันไม่ใช่นี่นา แต่เรื่องความผิดหวังเราว่าทุกคนคล้ายๆ กัน เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน เรารู้สึกเข้าใจกัน จะอกหักหรือตกงาน มันคือความผิดหวัง” เขาและเธอช่วยกันเล่า

หากนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ คงไม่เกินเลยไปถ้าจะบอกว่าพวกเขาและเธอมาไกลกว่าที่คิด จากที่อาศัยแรงเพื่อนๆ ช่วยแชร์กัน ปัจจุบัน แต่ละภาพของพวกเขามีคนเต็มใจแชร์และเชียร์ให้เขาทำต่อไปวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าสามารถเลี้ยงปากท้องด้วยอาชีพนี้ได้แล้ว

“ต้องบอกว่าอาชีพวาดภาพประกอบมันแทบจะไม่มีอยู่จริงในไทย เพราะถ้าไปถามนักวาดภาพประกอบส่วนใหญ่เขาต้องมีอาชีพอื่น แล้วเขาจะได้รายได้หลักจากอาชีพนั้น เพราะฉะนั้น อาชีพนักวาดภาพประกอบก็จะเหมือนเป็นอาชีพเสริม เพราะว่าเมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นค่าสิ่งนี้เท่าไหร่ แต่พอเราทำเพจแล้วมีการติดต่องานเข้ามา อาจจะไม่ได้เงินเยอะอะไรนะ แต่มันทำให้เราอยู่ได้ และเป็นอาชีพหลัก ซึ่งเท่านี้เราก็แฮปปี้แล้ว คือเราสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเราเป็นนักวาดภาพประกอบ” กวินพูดด้วยรอยยิ้ม

CLOSE TO YOU

“จริงๆ เพจมันเป็นเหมือนสถานที่ที่เราเติบโต เป็นที่ทำงานแรกของเรา” โป๊ยเซียนเปรียบเปรย “ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่เด็กๆ จะเห็นว่าเราพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ พอมาดู CLOSE TO YOU ก็อีกลายเส้นหนึ่งแล้ว อีกอย่างมันก็คือความภูมิใจ ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ามันจะมาถึงตรงนี้ได้ เราไม่เคยคิดเลยนะว่าทำสิ่งนี้แล้วคนจะมาชื่นชม จะได้เงิน คิดแค่ว่าอยากทำมั้ย อยากทำก็ทำ คือทำ CLOSE TO YOU มันไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้เงิน แต่ถามว่าทำทำไม คือคุณค่าของเพจเราก็คือมันเติมเต็มฝัน เติมเต็มความต้องการของเรา แล้วได้ทำทุกอย่างที่เราอยากทำในนามปากกา Sundae Kids เราไม่ได้อยากจำกัดตัวเองด้วยว่ามันจะกลายเป็นอะไรแล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนในวันข้างหน้า”

“แต่ถึงยังไงโตไปก็ยังเป็น kid อยู่” ผมแซวเขาและเธอ

“ใช่ ยังเป็นเด็กอยู่ในร่างผู้หญิงแก่ๆ” ว่าถึงตรงนี้ หญิงสาววัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ตรงหน้าก็หัวเราะแบบเด็กๆ

ภาพ : Sundae Kids

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load