“สมัครเป็นสิบๆ ที่ก็ยังไม่ได้งานสักที”

“ลาออกดีไหม อยู่ไม่ไหวแล้ว”

“เบื่อวันจันทร์ ไม่อยากตื่น ลาป่วยดีไหม ลากิจเยอะไปผิดหรือเปล่า”

ปัญหาวัยทำงานสารพัดที่ต่อให้ถามหมอดูอีกกี่สิบเจ้าก็แก้ไม่ตกแบบนี้ เห็นทีต้องทำอะไรสักอย่าง 

ก็ถ้าถามหมอดูเรื่องการทำงานไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ไปถาม Human Resource ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าฝ่ายบุคคลเสียเลยเล่า จึงเป็นที่มาให้รีบยกหูโทรหา บี-อภิชาติ ขันธวิธิ HR ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเพจ HR – The Next Gen มาช่วยชี้ทางสว่างตอบคำถามรวมฮิตของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

หลังจากวางสาย นัดหมายกันเสร็จสรรพ เราก็นึกสนุก ขอตั้งตนเป็น HR สลับบทบาทสัมภาษณ์เจ้าของเพจเสียเอง มาดูกันว่าหลังจากรู้จักตัวตนของเขา เราจะรับเพจนี้เข้ามาไว้ในอ้อมอก ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า 

ขอเริ่มการสัมภาษณ์ ณ บัดนี้ เชิญนั่งลงได้

01

Resume

ลองอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย 

ผมเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่อยากท้าทายตัวเอง เลยเลือกงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาอย่างงานฝ่ายบุคคล ทำมาสิบกว่าปี จนรู้ว่างาน HR ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานหรือจัดการเอกสารอย่างเดิมซ้ำๆ แต่คืองานที่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเงินเดือน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต

ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

ผมชอบดูซีรีส์ Hormone The Next Gen เลยตั้งชื่อเพจล้อกันเป็น HR – The Next Gen ลงตัวพอดี 

ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับการทำเพจนี้

ช่วงแรกผมเริ่มเห็นความเป็น Routine ซ้ำๆ ของงาน HR เริ่มไม่มีอะไรท้าทายตัวเองให้ตื่นเต้น ผมมีวัตถุดิบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งได้จากทำงานต่างประเทศ พอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วอ่านหนังสือด้านการวางกลยุทธ์หลายเล่มเข้า ก็รู้สึกว่าไหนๆ อ่านมาแล้ว เลยอยากแชร์สักหน่อย

จุดตั้งต้นของเพจคือเอาความรู้นั้นมาแปลงเป็นภาษาเข้าใจง่าย เขียนเป็นทฤษฎีจ๋าๆ บ้าง จนพลิกมาเขียนเรื่อง Work Life Balance กลายเป็นว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้มียอด Reach ขึ้นไปถึงห้าล้าน ยอดติดตามเป็นแสนในเวลาแค่ยี่สิบห้าวัน

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ทำไมเรื่อง Work Life Balance ถึงทำให้เพจคุณประสบความสำเร็จ

จริงๆ เรื่อง Work Life Balance มีความเฉพาะบุคคลมาก แต่คนมักรู้สึกเหมือนกันว่าทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะมันหนักกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้ ผมเลยกระตุกให้คนกลับมาคิดว่า ต้องกลับมาบริหารเวลาชีวิตของตัวเองแล้วนะ

จุดแข็งของเพจคุณคืออะไร

ความเรียล เพราะผมคือ HR จริงๆ คุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกันในวงเหล้า 

ทำไมเราควรอ่านเพจคุณ

เพจ HR – The Next Gen เป็นเหมือน HR ของคนทั้งประเทศ ทุกคนอ่านได้ไม่ใช่แค่ HR หรือผู้บริหาร เป็นเหมือนครูแนะแนวสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เราชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร อยากให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาทั่วไป อยู่องค์กรไหนก็ได้เจอเหมือนกัน แล้วจะไกด์วิธีการแก้ไขปัญหาตามบริบทขององค์กร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีทฤษฎีไหนเป็น One size fits all.

เช่น 

เรื่องเงินเดือนครับ องค์กรต่างชาติจะเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของทุกคนเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งหลักการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดเผยเงินเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพนักงาน ฉะนั้น ก็แนะนำว่าบอกแค่ช่วงเงินเดือนแต่ละตำแหน่งให้พอรู้ไหม แบบนั้นก็โปร่งใสเพียงพอนะ

02

Job Qualification

ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จะทำอย่างไร

ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่รู้จักตัวเองมากพอ หรือไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้มันเป็น Gap Year เพื่อไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเรื่องรายได้ด้วยนะ หรือถ้าจะทำงาน ก็ต้องลองหาสิ่งที่ตัวเองอิน

อินข้อแรก คือ อินในตัวองค์กร เลือกว่าอยากอยู่ในองค์กรแบบไหน ขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือมี Mission แบบไหน 

ข้อที่สอง ลองดูเนื้องานที่น่าจะชอบ ลองทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เขาทำอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือโทรไปถามให้ชัด วัดผลความเก่งหรือไม่เก่งยังไง

อีกข้อหนึ่ง คือ ผู้บริหาร เราอยากทำงานกับไอดอลคนไหน เพราะอะไร 

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น แล้วช่วยลดความเคว้งคว้างได้ 

จะทำยังไงให้ถูกเลือกไปสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคืออย่าหว่านส่ง Resume เดียว เพราะมันคือใบเบิกทาง ต้องอ่านโจทย์ว่าเขาอยากได้คนแบบไหน ควรเขียนให้ตรงโจทย์นั้นในบรรทัดแรกๆ ว่าผมมีประสบการณ์อะไรตลอดสี่ปีที่เรียน หรือที่เหมาะกับสิ่งที่เขาคาดหวัง 

แล้วสัมภาษณ์ให้ผ่านล่ะ

เป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะท่อง ท่องให้ดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ท่องไปแล้ว พยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ตอบ ควรเรียนรู้ไปก่อนว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน แสดงมันออกมา ถ้ายังไม่มีสิ่งนั้น ก็พยายามอย่าแสดงในสิ่งที่มันตรงข้าม พยายามมีสติทุกครั้ง

คุณมีอะไรจะถามไหม

จริงๆ คำถามนี้ที่ HR ชอบถาม มันเป็นแค่มารยาทว่าจะปิดบทสนทนาแล้วนะ ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะเขาตัดสินได้ตั้งแต่สัมภาษณ์คุณตอนแรกแล้ว 

แต่ที่ไม่อยากให้ถามกลับไปคือ “หนูจะได้งานไหมคะ” เพราะเขาต้องไปพิจารณาก่อน ถ้าถามคำถามนี้มาเขาจะเลิ่กลั่ก แนะนำให้ถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร กับเรื่องที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท น่าจะดีที่สุด

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน
HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ถ้า HR เห็นว่าเปลี่ยนงานบ่อย จะเก็บไว้หรือปัดตก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ปัดทิ้งเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนงานบ่อย แต่เพราะทุกครั้งที่มีการรับสมัครคนเข้ามา มันคือต้นทุนของบริษัท 

แต่ไม่ใช่ว่า HR จะปัดตกทุกคนนะ ถ้าเกิดว่าคนนั้นมีประสบการณ์ที่เข้ากับองค์กรพอดี ผมจะมองข้ามเรื่องนั้นไป แต่ขอคุยก่อนว่าเหตุและผลของการลาออกของคุณมันคืออะไร 

ฝากถึง HR ถ้าอ่านอยู่ ใช้วิธีนี้เหมือนกันเถอะ อย่ารีบร้อนปัดตกไปก่อนเลย เพราะคุณอาจจะเสียเพชรในมือไปเลยก็ได้ ลองคุยกับเขาก่อน

แล้ว HR ส่วนใหญ่เลือกคนจากอะไร

คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้งาน แต่คนที่ใช่ที่สุดต่างหาก ซึ่งมาจากการเก่งระดับมาตรฐานที่เขายอมรับได้ บวกกับทัศนคติว่าจะอยู่กับองค์กรของเขาได้ไหม

03

Job Description

พอได้งานแล้ว ทำยังไงไม่ให้กลัวการทำงาน

อย่างแรกคือต้องตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวในแต่ละช่วง เพราะเป้าหมายจะทำให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ที่เจอ แล้วไปแฮปปี้กับเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เป้าหมายคือเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทภายในหนึ่งปีเพื่อไปเที่ยวรอบโลก ทำ Small Wins ว่าทุกๆ ครึ่งปีจะฉลองให้ตัวเองแบบเต็มแม็กซ์ไปเลย มันจะสุขทั้งระหว่างทางไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ผมพูดเสมอว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ไม่มีจริง” พยายามพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่สบายใจ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราเลือกได้ เลือกองค์กรที่มีความสนุกตรงกับจริตของเรา หรือบางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรที่ไม่ใช่ตัวเองเลยเพื่อ Challenge ก็ได้นะ 

อย่างมีแฟนมากกว่าหนึ่งคนก็เป็นทางเลือกครับ ลองดู (หัวเราะ)

คุณแบไต๋ให้มนุษย์เงินเดือนขนาดนี้ เคยมี HR ด้วยกันมาบอกไหมว่าเรื่องนี้อย่าพูดเลย

มีครับ HR บางคนพยายามปิดทุกอย่างเลย แต่ในความเชื่อของผม ถ้าคิดว่าอะไรที่บอกได้ ควรบอกให้หมด เช่น เรื่องเกณฑ์การปรับระดับ แนวทางการเติบโต การขึ้นค่าจ้าง การจ่ายเงินเดือนโบนัส เพราะถ้าผมเริ่มต้นด้วยการปกปิดกันไว้ทั้งหมด เขาจะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง จะยิ่งทำให้ผมกับพนักงานไปด้วยกันไม่ได้สักที

ถ้าวันใดวันหนึ่ง HR มาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรบอก ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่บอกกัน แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจงาน HR ที่แท้จริง

แล้วถ้าคุณต้องบอกน้องใหม่ที่มีเป้าหมายเป็นผู้จัดการ จะบอกยังไง

 สิ่งที่ต้องทำคือสังเกตคนที่เป็นผู้จัดการสิว่าตอนนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาเก่งในเรื่องอะไร ลองเทียบกันเลยว่าน้องต้องเพิ่มตรงไหนให้เหมือนพี่คนนั้น

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

04

Job Expectations

ทำเพจมา 6 ปี มองอนาคตของทั้งเพจและตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ยังไงบ้าง

สำหรับเพจคงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง เพราะโลกของการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อาจไม่สามารถใช้กับปัจจุบัน อยากให้ HR – The Next Gen เป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำให้คนได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าจะทุกข์กับการทำงาน ให้ทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราคิดไปเอง 

ส่วนตัวผมเองก็คงอยู่ในโลกของการทำงานนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากการเป็น HR ก็สนุกกับการเป็นผู้บริหารด้วย คิดว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกการทำงานให้เจออยู่ตลอด

แสดงว่าวันนี้ยังไม่หมดมุก

(หัวเราะ) คิดว่ายังนะ

คำถามสุดท้าย คุณมีอะไรอยากบอกไหม

ทุกองค์กรมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ลองหาโอกาสในการแก้ปัญหาดูก่อน แต่ถ้าหลังชนฝาจริงๆ ก็ปล่อยวางแล้วอยู่กับมันให้ได้ และต้องคอยรีวิวตัวเองเป็นระยะนะว่าตอนนี้เจอกับอะไร อย่ารอปัญหาเข้ามาใกล้ตัว แล้วค่อยคว้ามีดออกมาไปสู้ ถึงตอนนั้นมันอาจจะขึ้นสนิมแล้ว ฉะนั้น คอยลับมีดให้คมอยู่เสมอ

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

วันสดใสวันหนึ่งในปี 2016 ที่เมืองพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ชายหนุ่มจากไต้หวันเดินทางท่องเที่ยวในเมืองกาแฟแห่งนี้ ฉับพลันก็คิดอะไรบางอย่างออกระหว่างนั่งดื่มด่ำบรรยากาศในคาเฟ่

ชายคนนั้นคือ Ming Liu กราฟิกและเว็บไซต์ดีไซเนอร์ ผู้ออกเดินทางไปยังที่นั่น เพื่อตามหาเส้นทางแห่งกาแฟที่เขาหลงใหล ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งมีเคาน์เตอร์บาริสต้าและผู้คนหนาแน่น เขาสังเกตเห็นว่า ถึงแม้จะสั่งนั่งดื่มกับร้านก็จริง แต่แก้วกาแฟที่ได้รับมากลับเป็นแก้วกระดาษสำหรับสั่งกลับบ้าน

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“พอผมรับแก้วนั้นมา ผมก็คิดว่าโมเมนต์นี้มันดีมากเลย อยากจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ ก็เลยหยิบปากกาออกมา แล้วคิดว่าอยากจะฝากอะไรไว้ให้สักหน่อย แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเขียนหรือจะวาดอะไรดี มองไปเห็นบาริสต้ามีหนวดเคราที่เท่มาก เพราะในเอเชียหรือไต้หวันเองไม่ค่อยเจอสไตล์แบบนี้เท่าไหร่ เลยคิดว่าจะวาดคนนี้แหละลงบนแก้วกาแฟ”

เป็นครั้งแรกที่ Ming วาดรูปบนแก้วกาแฟแบบไม่ได้วางแผนอะไรไว้ก่อน 

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

แก้วกาแฟ ปากกา และอินสตาแกรม

จากแก้วแรกที่ร้านแรกกับทริปกาแฟครั้งแรก ในที่สุดทริปอเมริกาก็จบด้วยแก้วจากพอร์ตแลนด์ 6 ภาพ ต่อด้วยซีแอตเทิล สิริรวมราว 10 ภาพ แล้วเขาหอบเอาไอเดียนี้กลับไต้หวันมาด้วย

ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนออกแบบ เขาไม่เคยดื่มกาแฟเลยสักครั้งเดียว และไม่ได้คิดว่าจะลองด้วย จนมาเข้าทำงานในออฟฟิศดีไซน์ ที่แน่นอนว่าต้องมีเครื่องกาแฟเอสเปรสโซ่เป็นอุปกรณ์คู่ใจนักออกแบบไม่น้อยหน้าเครื่องมืออื่นใด เป็นที่มาของความคิดที่ว่า คงถึงเวลาต้องลองดื่มกาแฟดูแล้วล่ะ

 “ความคิดแรกที่อยากลองดื่มกาแฟ เพราะว่าอยากลองเรียนลาเต้อาร์ต คิดว่านั่นเป็นศิลปะที่น่าทึ่งมาก ตอนนั้นผมเลยลองถามคนที่ทำเป็นให้สอนทำ สอนเทคนิค” Ming ย้อนความหลังที่พร่ำฝึกฝนกว่า 4 – 5 ปี

“ผมทำลาเต้อาร์ตที่สวยมาก ๆ ด้วยตัวเองได้ ตอนนั้นแหละที่เริ่มชอบกาแฟ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

เขาชอบไปร้านกาแฟ ทั้งร้านที่ตกแต่งภายในสวยงาม ร้านดัง ร้านบรรยากาศดี หรือแม้แต่ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ต้องหาร้านกาแฟไปนั่งจิบกาแฟและดื่มด่ำไปกับเวลาที่นั่น

ทริปกาแฟจึงเริ่มจริงจังขึ้นพร้อมกับชื่อ WHOSMiNG จากคาเฟ่ในไทเป ไทชง เกาชง ออกไปสู่คาเฟ่ในต่างประเทศอย่างโซล โตเกียว หรือแคนาดา จากเดิมที่เป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา ๆ ที่ออกเดินทางระหว่างพักจากการทำงาน การวาดภาพบนแก้วกาแฟกลายเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ดื่มกาแฟแล้ววาดรูป พร้อมกับใช้สัญชาตญาณของดีไซเนอร์สัมผัสกับงานออกแบบภายใน งานออกแบบแบรนดิ้ง และโลโก้ไปในตัว

และเมื่อกาแฟกับดีไซเนอร์มาเจอกัน จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความคิดสร้างสรรค์

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“เอาจริง สิ่งที่เกิดขึ้นพวกนี้ไม่ได้วางแผนอะไรเป็นพิเศษ พอผมวาด โพสต์บนอินสตาแกรม แล้วก็แท็กแต่ละร้านที่วาดไปด้วย พอเขาเห็นก็แชร์ต่อ คนในไอจีก็เห็นว่า WHOSMiNG เป็นคนวาดนะ เหมือนได้สื่อสารผ่านแก้วกาแฟ ซึ่งพอ WHOSMiNG ทำแบบนี้บ่อย ๆ กับทุกร้าน ทุกประเทศที่ไป ผู้คนสังเกตเห็นบางอย่างที่พิเศษ เขาก็จะเริ่มติดตามผม ไม่ว่าจะเป็นคนจากญี่ปุ่น อเมริกา หรือแม้แต่ในไต้หวันเอง

“ก็จริงว่ามีคนเคยทำแบบนี้มาบ้าง แต่สำหรับผม ผมทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็อยากทำมันต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการฝึกฝน นั่นก็อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดว่า หมิงนี่ทำได้ดีนะ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

พื้นผิวแก้วกระดาษ ลึกลงไปถึงความรู้สึก

“ถึงผมจะวาดแก้วมาแล้วเป็นร้อยร้าน ผมก็ยังคิดว่ามันไม่ได้ง่ายอยู่ดี”

จากแก้วเริ่มต้น ผ่านเวลาไปเพียงครึ่งปี WHOSMiNG เป็นที่รู้จักในฐานะนักวาดแก้วกาแฟ ด้วยลายเส้นเรียบง่าย ปากกามาร์กเกอร์สีดำบนแก้วสีขาวแบบไร้เส้นสเก็ตช์ “เพราะฉะนั้น ทุกเส้นสำคัญทั้งหมด” เขาย้ำ

ความทรงจำบนผิวแก้วกระดาษ แต่รายละเอียดลึกลงถึงจิตใจ หลังอัปรูปลงไอจีเสร็จ เขามักทิ้งแก้วใบนั้นไว้บนโต๊ะ เหมือนเป็นของขวัญให้กับพนักงาน ราวกับเป็นบทสนทนาที่เขาต้องการบอกผ่านสายตาของผู้มาเยือน

“โมเมนต์ที่ผมจำได้แม่นเกิดขึ้นที่ร้านกาแฟในบรูคลิน ช่วงปี 2018” เขาเล่า “บาริสต้าที่นั่นพูดคุยกับผมแบบเป็นกันเอง บทสนทนาวันนั้นของพวกเรายอดเยี่ยมมาก แล้วเขาก็เอาคุกกี้ให้ผม ถึงแม้ว่าผมจะสั่งกาแฟแค่แก้วเดียว ผมก็คิดว่า เออ บรรยากาศมันดีมากเลย ผมก็เลยวาดเขาลงบนแก้วกาแฟ แล้วมอบให้ เขาก็มีความสุขมาก

“เขาเล่าให้ผมฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เรื่องราวก่อนมาเป็นบาริสต้า ผมคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นเฉพาะมาก เพราะถ้าผมเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา ผมอาจไม่ได้รู้เรื่องราวลึกมากขนาดนี้ก็ได้ แต่พอเราแลกเปลี่ยนแก้วกาแฟกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา เขาเริ่มถามว่า ‘ทำไมถึงวาดรูปล่ะ มาจากไหน’ ผมว่ามากกว่าเป็นแค่ลูกค้ากับบาริสต้า ผมเลยคิดว่านี่มันลึกซึ้งยิ่งกว่าบทสนทนาธรรมดา

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“ผมเอาแก้วกาแฟที่วาดให้เขา เขาก็ให้เมล็ดกาแฟกับผม ผมก็คิดว่านั่นเป็นเหมือนกับเป็นประสบการณ์นัดบอด สุดท้ายก็ได้แลกอินสตาแกรมกัน แล้วก็ได้คุยทางออนไลน์บ้าง กลายเป็นว่าผมได้เพื่อนใหม่ผ่านทางแก้วกาแฟ นั่นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก”

“สำหรับผม การได้วาดแก้วกาแฟเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับความสัมพันธ์อย่างมีความสุขจากผู้คน ผมว่านี่เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้น”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

โอกาสนอกจากเรื่องความสัมพันธ์ ยังเป็นโอกาสในการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่กว้างขวางกว่าเดิม ปี 2019 เขาพกพาที่รองแก้วกระดาษติดตัวเพื่อเริ่มทำโปรเจกต์ Travel with Coffee สำหรับบันทึกเรื่องราวนอกเหนือจากร้านกาแฟ แต่ยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์แสนอร่อย วัดที่สวยงาม หรือแม้แต่แมวจรน่ารัก ๆ เขาว่า “อาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่เชื่อมโยงกันได้ผ่านแก้วกาแฟ”

ดีไซเนอร์นักวาด

ลายเส้นที่ฝึกฝนบนแก้วกาแฟ มาพร้อมกับพัฒนาการด้านการพบปะผู้คนที่หลากหลายขึ้น ยิ่งกับแบรนด์ใหญ่ขึ้นอย่าง New Balance, UNIQLO หรือ BEAMS

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ถ้าวาดเล่นเอง ผมอยากวาดอะไรก็ได้ เป็นนายตัวเองทำอะไรก็ได้ แต่สำหรับผม ผมเอ็นจอยในการทำงานกับผู้คนมาก ๆ ผมคิดว่านั่นทำให้ผมเลเวลอัป เพราะว่าเจ้าของงานหรือลูกค้าก็มีไอเดียเป็นของตัวเอง ผมต้องสร้างความเชื่อมโยงกับโปรดักต์ให้ได้ ความคิดเลยไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าต้องสวย แต่ต้องการการสื่อสาร เพราะผมเป็นดีไซเนอร์ด้วย ผมอยากช่วยลูกค้าเพิ่มคุณค่าของโปรดักต์หรืองานดีไซน์นั้น ๆ”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

หมิงเล่าถึงความท้าทายที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นเรื่องความน่าสนใจและการสื่อสารที่ไปพร้อมกับความสวยงาม ซึ่งนั่นทำให้เขาสนุกไปกับมัน

สำหรับงาน Thailand Coffee Fest 2021 คือครั้งแรกที่เขาได้ร่วมงานกับประเทศไทย และเขาก็ตื่นเต้นสุด ๆ เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกของที่นี่แล้ว เมืองไทยก็เป็นหนึ่งในเมืองแห่งกาแฟที่แสนคิดถึง

“ผมเคยไปเมืองไทยบ่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนปี 2016 ผมเลยยังไม่เคยวาดแก้วกาแฟในกรุงเทพฯ แต่ปี 2019 ผมไปเชียงใหม่ ผมวาดไปสิบหรือสิบสองร้านกาแฟนี่แหละ และผมก็มีความสุขมาก ผมชอบบรรยากาศของเมืองไทย มันมีสไตล์ที่แตกต่างกันมากระหว่างเมืองไทย ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน และผมก็รู้มาว่าเมืองไทยมีกาแฟที่ดีมาก ๆ มีแชมป์ห้าดาวระดับโลกอยู่ที่นั่น ผมเลยตื่นเต้นกับงานนี้มาก”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

เขาหยิบแนวคิด ‘Coffee People คนกาแฟ’ ดีไซน์ออกมาเป็นลายเส้นวาดลงบน Resip Cup แก้วมัคกาแฟไซส์เล็ก ที่ออกแบบขนาดหูจับมาให้พอดีถือ และปรับ Curve ขอบปากแก้วให้รับกับริมฝีปาก ไว้จิบกาแฟรสหอมกรุ่น ถ้าใครเห็นภาพแล้วอยากได้ รอตามไปจับจองใน งาน Thailand Coffee Fest 2021

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ผมว่าร้านกาแฟแต่ละที่ต่างกัน และต่างก็ให้ความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย” เขาทิ้งท้าย “ผมหวังว่าเราจะกลับไปท่องเที่ยว และดื่มด่ำกับกาแฟในวัฒนธรรมที่แตกต่างได้อีกครั้ง”

ใครจะคิดว่า แก้วกระดาษใบเดียว จะพาชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาสู่ออฟฟิศในชื่อของตัวเอง WHOSMiNG

หลังออกจากที่ทำงานเก่าซึ่งทำมาเกือบสิบปี เส้นสายบนแก้วกระดาษและประสบการณ์ด้านงานดีไซน์ที่เคี่ยวกรำ ทำให้เขาตัดสินใจทำสตูดิโอดีไซน์เป็นของตัวเองอย่างเต็มตัวได้เกือบ 2 ปีแล้ว

และแพลนต่อไปสำหรับสตูดิโอของเขาในตอนนี้ คือการซื้อเครื่องเอสเปรสโซ่ใหม่ นอกจากจะใช้เติมพลังงานระหว่างวัน เขาก็ยังหวังว่าจะได้กลับมาฝึกลาเต้อาร์ตอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

ภาพ : whosming

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกาแฟแบบไหน เราขอชวนมาพบกันที่งาน ‘Thailand Coffee Fest 2021 : Coffee People คนกาแฟ’ พร้อมให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักและหลงรักกาแฟยิ่งกว่าเดิม พบกันวันที่ 23 – 26 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ IMPACT EXHIBITION HALL 5 – 7 เมืองทองธานี

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load