How I Met Your Father (2022)

ประเภท : Sitcom

ประเทศ : United States of America

ผู้สร้าง : Isaac Aptaker และ Elizabeth Berger

โปรดิวเซอร์ : Hilary Duff

นักแสดงนำ : Hilary Duff, Christopher Lowell และ Francia Raisa

ความยาว : ออกอากาศถึงตอนที่ 6

*บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ อาจเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์

หลังอิดออดไม่ยอมดูซีรีส์ How I Met Your Mother (HIMYM) อยู่หลายปี เพราะเป็นแฟนคลับตัวยงของ Friends และคิดว่าจะมีซีรีส์เรื่องไหนเล่าเรื่องกลุ่มเพื่อนวัย 20 ตอนปลายถึง 30 กว่าในกรุงนิวยอร์กได้ดีเท่าเรื่องนี้อีก สุดท้ายตัดสินใจลองดูสักตอนสองตอนแล้วก็ยิงยาวจนจบ เพราะหลงรักเคมีของเพื่อน 5 คนอย่าง Ted Mosby, Marshall Eriksen, Lily Aldrin, Robin Scherbatsky และ Wait for it… Barney Stinson

How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง

ถ้าเล่าแบบคร่าวที่สุด ซีรีส์เรื่องนี้มีตัวละครเอกคือ เท็ด สถาปนิกผู้ตั้งอกตั้งใจเล่าเรื่องการเจอกับแม่ให้ลูก ๆ ฟัง มันคือเรื่องราวแบบ Boy meets Girl ที่มีความยาวถึง 9 ซีซั่น และฉายติดต่อกันถึง 9 ปี 

เท็ด คือคนประเภท Hopeless Romantic ที่ในหนึ่งกลุ่มเพื่อนจะมีอยู่คนหนึ่ง เขาเชื่อในความรัก เชื่อในพรหมลิขิต เชื่อในการเจอกันแบบ Meet Cute และมนต์เสน่ห์ของมหานครนิวยอร์ก เมืองที่เต็มไปด้วยโอกาส เรื่องราวไม่คาดฝัน และคู่แท้

การเดตของหนุ่มสาวในช่วงปี 2005 – 2013 ไม่เริ่มต้นที่คำแนะนำจากเพื่อนสู่เพื่อน ก็บังเอิญเจอกันที่บาร์หรือปาร์ตี้ บางคนอาจใช้บริการเว็บไซต์หาคู่ที่แน่นอนว่าเท็ดต่อต้าน เพราะเชื่อว่ารักแท้ต้องมาพร้อมเหตุการณ์โรแมนติก ไม่ใช่การพยายาม แม้เขาเองก็เคยใช้บริการอยู่ครั้งหนึ่ง

ถ้าเล่าต่อคงจะสปอยล์แล้ว ขอข้ามมาถึงปี 2022 เลยแล้วกัน

How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง

หลัง How I Met Your Mother จบลงอย่างสมบูรณ์ได้ 8 ปี ก็มีเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ ให้ทำเวอร์ชันผู้หญิงบ้าง ซึ่งทีมเขียนบทเดิมเคยลองทำ How I Met Your Dad ตอน Pilot ออกมาแต่ไม่ประสบความสำเร็จในตอนนั้น จนปีที่ผ่านมามีข่าวออกมาอีกครั้งว่าจะมี How I Met Your Father (HIMYF) นำแสดงโดย Hilary Duff รับบทเป็น โซฟี หญิงสาวแสน Hopeless Romantic (จะว่าไปก็คือเท็ดในแบบผู้หญิง) พร้อม Kim Cattral ซาแมนต้าจาก Sex and the City เป็นโซฟีเวอร์ชันปัจจุบันที่กำลังเล่าเรื่องการเจอกับพ่อของลูกให้ลูกชายฟัง

เรื่องราวของโซฟี ช่างภาพวัย 30 ผู้ไม่เคยมีความสัมพันธ์จริงจังแบบที่เรียกแฟนได้เต็มปาก แต่ก็ยังเชื่อหมดหัวใจว่าวันหนึ่งจะเจอชายในฝัน

โซฟีกับเท็ดเหมือนกันที่แนวคิด แต่วิธีการแตกต่างกัน 

How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง

ทั้งคู่ทำให้เราเห็นความพิเศษของนิวยอร์ก (และเห็นความธรรมดาของมันในเวลาเดียวกัน) เมืองที่มักปรากฏบนจอเงินและจอแก้วว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาส เป็นฉากหลังของเรื่องรักโรแมนติก การเจอกันโดยบังเอิญที่เติบโตเป็นความสัมพันธ์ตลอดชีวิต แรงบันดาลใจของภาพยนตร์และหนังสือมากมาย รวมถึงคอลัมน์ Modern Love บอกเล่าเรื่องความรักในหนังสือพิมพ์ The New York Times

สิ่งที่น่าสนใจในซีรีส์นี้ นอกจากจะเป็นการเจอกันแบบ Boy meets Girl ในมุมมองของผู้หญิง คือการเซ็ตฉากเหตุการณ์ในปี 2022 ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟน HIMYM มาก่อน จะเห็นถึงความแตกต่างของวิถีชีวิตหนุ่มสาวในแต่ละตอนได้อย่างชัดเจน

LOVE

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงการหาคู่เดต สถิติพบว่า นิวยอร์กเป็นเมืองอันดับสองที่มีคนเล่น Tinder มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา รองจากลอสแอนเจลิส และถ้าดูสถิติเกี่ยวกับการใช้ Tinder ในปีที่ผ่านมา จะพบว่า

มีผู้เล่น Tinder ทั้งหมด 66 ล้านคนทั่วโลก (กุมภาพันธ์ 2021) 78.1 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย 21.9 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง

คนใช้เวลาโดยเฉลี่ย 90 นาทีต่อวันบน Tinder

ผู้ชายเลือกปัดขวา 46 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้หญิงแค่ 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้นัดเจอกับคู่แมตช์ภายใน 1 สัปดาห์ และ 85 เปอร์เซ็นต์ของคู่ที่เจอกันบน Tinder บอกรักกันภายในปีแรกที่เริ่มเดต

ฟังดูก็เป็นตัวเลขที่ดีไม่น้อย กับพื้นที่ที่เราจะได้เจอคนอีก 66 ล้านคนจากทั่วโลก แต่นั่นก็ไม่การันตีว่าเราจะได้เจอคนที่ใช่ 

How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง

ด้วยบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป วิธีการเสพสื่อ การเจอผู้คน กิจกรรมในชีวิตจริงถูกยกขึ้นออนไลน์แทบทั้งหมด ใน HIMYM การใช้บริการเว็บไซต์หาคู่เป็นเรื่องน่าอาย มายุคโซฟี เธอพูดเต็มปากว่าไปออกเดตกับชายหนุ่มบน Tinder มาถึง 87 คนในปีที่ผ่านมา และการเจอกันในปาร์ตี้โดยบังเอิญแทบจะเป็นปาฏิหาริย์สำหรับเธอเลยด้วยซ้ำ 

WORK

มุมมองเรื่องการงานในปี 2005 กับ 2022 ก็แตกต่าง 

ในเวอร์ชันปี 2005 ตัวละครหลักต่างแสวงหาวิชาชีพที่มั่นคง เท็ดเป็นสถาปนิกที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์ตึกเก่า มาร์แชลล์ฝันอยากเป็นทนายให้กับองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ลิลลี่คือศิลปินวาดภาพในคราบครูโรงเรียนอนุบาล โรบินเป็นนักข่าวที่อยากนำเสนอเรื่องราวที่มีคุณค่าต่อผู้คน ส่วนบาร์นี่… โอเค บาร์นี่ทำงานในธนาคารระดับชาติและไม่ได้มีเป้าหมายลึกซึ้ง

ซีรีส์ภาค Spin-off ของ How I Met Your Mother บอกเล่าความรักและการเจอกับพ่อของลูกในปี 2022

มาถึงภาค Spin-off ปี 2022 ตัวละครเอกใน HIMYF มีอาชีพที่แตกต่างออกไป โซฟีเป็นช่างภาพที่หลงใหลภาพถ่ายสตรีท เจสซี่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักดนตรี แต่ปัจจุบันเขาเป็นครูสอนดนตรีที่ขับ Uber เวลาว่าง วาเลนติน่าเป็นสไตลิสต์ คริสคือทายาทเศรษฐีจากอังกฤษที่ย้ายมานิวยอร์กเพราะผู้หญิง เอลเลนเป็นเจ้าของฟาร์ม ส่วนซิดคืออดีตนักศึกษาแพทย์ที่ตัดสินใจดรอปเรียนเพื่อมาเปิดบาร์ของตัวเอง

ซีรีส์ภาค Spin-off ของ How I Met Your Mother บอกเล่าความรักและการเจอกับพ่อของลูกในปี 2022

อาชีพของตัวละครในภาคใหม่มีอิสระมากกว่า ซึ่งก็เหมือนกับเทรนด์อาชีพของหนุ่มสาวในยุคนี้ที่ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งและวิชาชีพ แต่มองหางานที่ทำให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตไปด้วยในเวลาเดียวกัน

DIVERSITY

นี่น่าจะเป็นจุดเด่นที่ HIMYF กินขาด ทั้งในเรื่องเชื้อชาติและเพศ

ตัวละครหลักในภาคดั้งเดิมเป็นคนขาวทั้งหมด ยกเว้น Ranjit คนขับรถชาวบังคลาเทศที่เข้าฉากเป็นครั้งคราว กับเจมส์ พี่ชายผิวสีต่างพ่อของบาร์นี่ที่มาในตอนท้าย ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีการรณรงค์เรื่องการบุลลี่ เพศสภาพ และการเหยียดเชื้อชาติอย่างกว้างขวาง ในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดียกระจายข่าวแพร่หลาย ทำให้มุกตลกหลายมุกในภาคก่อนเกี่ยวข้องกับการแต่งตัวเลียนแบบคนจีน ผู้ชายแต่งตัวเป็นเลสเบี้ยนเพื่อไปจีบเลสเบี้ยน การล้อคนอ้วน การแซวผู้หญิงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการคุกคามทางเพศ ฯลฯ ซึ่งอาจไม่ตลกแล้วในวันนี้

ซีรีส์ภาค Spin-off ของ How I Met Your Mother บอกเล่าความรักและการเจอกับพ่อของลูกในปี 2022

HIMYF จึงพยายามเข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น ด้วยทีมตัวละครหลักที่ประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ หลายแบกกราวด์ มีทั้งซิดที่รับบทโดยนักแสดงเชื้อสายอินเดีย วาเลนติน่ามีเชื้อสายเม็กซิกัน ส่วนเอลเลนมาจากเวียดนามและเป็นเลสเบี้ยนที่เพิ่งหย่ามา พอต้องระแวดระวังกับประเด็นสังคมที่จะเกิดขึ้น ทำให้ไดอะล็อกต่าง ๆ ไม่เฉียบคมเท่าภาคก่อน บทพูดบางบทมีมากเกินความจำเป็น น่าจะเพราะตั้งใจนำเสนอจุดยืนบางอย่าง เช่น ในตอนแรก เอลเลนย้ำว่าตัวเองเป็นเลสเบี้ยนกับทุกคนที่เจอ ซึ่งขัดกับสิ่งที่เราจะทำในชีวิตจริง

CONNECTION

ในฐานะที่เป็นแฟนตัวยงของภาคแรก เราคาดหวังจุดเชื่อมโยงระหว่าง HIMYM กับ HIMYF ซึ่งใน Episode แรกก็มีแง้ม ๆ ออกมาแล้วว่า ตัวละครชายทั้งสองได้อพาร์ตเมนต์มาจากสองสามีภรรยาในกรุ๊ปศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย Wesleyan แถมยังทิ้งดาบที่แขวนเหนือเตาผิงไว้ให้ หลายทฤษฎีวิเคราะห์ว่า กลุ่มใหม่นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตัวละครเก่า อาจเป็นหลานหรือญาติ 

อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกัน คือการเล่าเรื่องให้ลูกฟัง ต่างกันที่ภาคก่อน เราเห็นหน้าลูกชายลูกสาว และเท็ดเป็น Voice Over มารอบนี้โซฟีเป็นคนเล่าออกหน้ากล้อง ส่วนลูกชายเป็น Voice Over แทน ซึ่งคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาที่เจอก่อนหน้า คือตลอด 9 ปี นักแสดงเด็กค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนสุดท้ายเป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว ทำให้ทีมงานต้องถ่ายทำซีนของเด็ก ๆ ไว้ล่วงหน้า โดยให้เซ็นสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะพวกเขาคือไม่กี่คนที่ได้รู้ตอนจบของซีรีส์ก่อนคนอื่นเกือบ 10 ปี

ซีรีส์ภาค Spin-off ของ How I Met Your Mother บอกเล่าความรักและการเจอกับพ่อของลูกในปี 2022
How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง
How I Met Your Father ซีรีส์ Spin-off เล่าเรื่องการหารักแท้ในปี 2022 ว่าแม่เจอพ่อได้ยังไง

หลังจาก 6 ตอนแรกฉายไปบน Disney+ ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะจากแฟนเก่า ๆ ของ HIMYM ที่เราเห็นเคมีระหว่าง 5 ตัวละครตั้งแต่ Episode แรก ถ้าเทียบกันแล้วการดำเนินเรื่องของภาค Spin-off นี้ไม่หลักแหลมเท่า มุกตลกไม่ขำแบบจะขาดใจ การต่อมุกต่อกรและเคมีระหว่างตัวละครก็ยังไม่ลงตัวนัก ที่สำคัญ ยังขาดกิมมิกในแต่ละตอนที่ HIMYM ใช้การตัดต่อช่วยอยู่หลายครั้ง

แต่นี่คือซีรีส์แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Comfort TV ที่ยุคหนึ่งฉายพร้อม ๆ กันหลายเรื่อง ตั้งแต่ Friends, The Office และ How I Met Your Mother จนปีหลัง ๆ เรามักเจอแต่ซีรีส์โปรดักชันใหญ่ ๆ เนื้อเรื่องแน่น ๆ ไม่ค่อยเห็นซีรีส์ซิทคอมแบบที่ถ่ายในสตูดิโอเท่าไหร่แล้ว

6 ตอนแรกอาจยังสรุปไม่ได้ว่านี่คือซีรีส์ที่จะขึ้นหิ้งในใจหรือเปล่า แต่อย่างน้อยมันสามารถเป็นหลุมหลบภัยในวันที่งานหนัก วันที่กลับบ้านมาแค่อยากดูซีรีส์เบา ๆ ระหว่างกินข้าว ถ้าไม่อยากดู Friends หรือ HIMYM (รอบที่ 388) ใครจะไปรู้ เรื่องราวการตามหารักแท้ครั้งนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตให้เรา

เพราะขณะที่เท็ดเฝ้ารอพรหมลิขิตให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน โซฟีปัดขวาและ Hopes for the best

ซีรีส์ภาค Spin-off ของ How I Met Your Mother บอกเล่าความรักและการเจอกับพ่อของลูกในปี 2022

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load