ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2547 มีปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในบรรดาคนรักหนัง นั่นคือการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์ House โรงหนังทางเลือกเต็มตัวแห่งแรกในเมืองไทย

จากเดิมที่บรรดาคนรักหนังเล็กๆ เหล่านี้ต้องคอยฟังข่าวเทศกาลหนัง ไปตามสถาบัน สมาคมต่างๆ เพื่อรอชมภาพยนตร์น้ำดีนอกฮอลลีวูด ก็เปลี่ยนมานั่งเบาะนุ่มๆ ดูจอใหญ่ มีเครื่องเสียงดี รับชมอย่างเต็มอรรถรสได้ที่นี่

ถึงวันนี้ House ก้าวสู่ปีที่ 17 มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่ ‘บ้าน’ หลังนี้

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

ทั้งช่วงเวลาที่คนแน่นโรง คนเงียบเหงา ตัวเลขผลประกอบการติดลบ ยุคฟิล์มเปลี่ยนผ่านมาดิจิทัล แต่พวกเขาก็ยังอยู่ โดยย้ายมาบ้านหลังใหม่ที่สามย่านได้เกือบ 2 ปีแล้ว และคงราคาค่าตั๋วที่ไม่แพง มีหนังให้เลือกหลากหลาย ตั้งใจฉายหนังดี สนุกสนาน แปลกใหม่ จากทุกมุมโลกเช่นเคย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากชวนไปคุยกับ 3 ผู้ก่อตั้ง House อุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ, จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และ จ้อย นรา-พรชัย วิริยะประภานนท์ ถึงการเดินทางอันยาวไกลของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงการย้ายบ้านจาก RCA มาสู่สามย่านมิตรทาวน์ และการปรับตัวในยุค COVID-19 ที่ธุรกิจโรงหนังทั่วประเทศแทบร้างไปช่วงหนึ่ง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังเชื่อในการนำเสนอหนังที่หลากหลายเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
01

เรามาทำโรงหนังกันมั้ย

ย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์จากฮอลลีวูด หนังจีนจากฮ่องกง ยังยึดครองโรงภาพยนตร์ไทย นานๆ ทีถึงจะมีหนังเล็กฟอร์มดีจากที่อื่นเข้าฉายบ้าง แต่มักยืนโรงได้ไม่นานเพราะมีคนดูเพียงหยิบมือ พื้นที่ของหนังเล็กๆ จึงไปรวมอยู่ตามเทศกาลหนัง สมาคมหรือสถาบันวิชาการต่างๆ วนเวียนจัดขึ้นในกลุ่มคนดูจำนวนจำกัด หรือไม่ก็ไปอยู่ในวิดีโอใต้ดิน มีคนแปลซับไตเติ้ลทำขายกันเอง

เวลานั้น จ๋อง เป็นโปรดิวเซอร์อยู่ที่ FaT Radio FM104.5 นอกจากนี้เขายังจัดรายการพูดคุยเรื่องหนังกับเพื่อนๆ ชื่อว่า ‘หนังหน้าไมค์’ ทุกคืนวันอาทิตย์ จ๋องมักคิดทำอะไรไปเรื่อย ความคิดหนึ่งที่อยู่ในใจมาตลอดคืออยากทำโรงหนัง

“เราชอบดูหนัง แล้วไอ้หนังที่ชอบดูก็หลากหลาย มันมีหนังประเภทหนึ่งที่ช้าแค่อาทิตย์เดียวมันหายเลย หรือว่าฉายสิบเอ็ดโมงเช้าวันธรรมดา เราก็ไปไม่ทัน เลยอยากมีโรงหนังที่ฉายหนังแบบนั้น” จ๋องกล่าวความตั้งใจ

เขาถึงกับเคยไปมองหาพื้นที่ให้เช่าในย่าน RCA ละแวกที่ทำงาน แถมยังสำรวจราคาเครื่องฉายภาพยนตร์ จอภาพ เครื่องเสียง ก่อนตาลุกวาวมีความหวังเมื่อเห็นว่าไม่แพงมาก ต่อมาคิดถึงขั้นจะไปรีโนเวตโรงหนังเก่าแบบหนังเรื่อง The Majestic แต่แล้วความฝันก็พังพาบลง เมื่อรู้ความจริงว่า โรงหนังต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทจัดจำหน่ายด้วย ซึ่งคำนวณเทียบกับการขายตั๋วแล้วน่าจะไม่คุ้ม 

“เอาแคตตาล็อกหนังมาดูกัน คำนวณค่าใช้จ่าย ก็พบว่า เฮ้ย นี่มันเจ๊ง ไอ้โรงนี่ไม่เท่าไรหรอก แต่การซื้อหนังเรื่องนี้มาในราคาเท่านี้ โห กูต้องมีคนดูเท่านี้เลยหรอ ไม่เวิร์กเว้ย”

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

เวลาเดียวกันนั้น อุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เจ้าของค่ายหนังชื่อดังคือ สหมงคลฟิล์ม เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจที่บ้านในด้านการจัดซื้อหนัง โดยปกติแล้วไม่ใช่ว่าจะเลือกซื้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ แต่จะต้องซื้อกันเป็นสต็อกใหญ่ๆ กว่าสิบเรื่อง อุ๋ยจึงรับหน้าที่ดูสต็อกหนังเพื่อเลือกหนังมาใช้ หากหนังฟอร์มใหญ่หรือหนังแมสก็จะคัดไปฉายในโรง ทำโปรโมต ส่วนหนังที่เหลือจะผลักไปตลาดวิดีโอ อุ๋ยพบว่ามีหนังอยู่กลุ่มหนึ่งที่เป็นหนังดี แต่เป็นหนังนอกกระแส ซึ่งเธออยากให้มีโอกาสได้ฉายในโรงใหญ่บ้าง

“แต่ก่อนตลาดวิดีโอมันยังดีมากๆ พร้อมที่จะถูกผลักทิ้งไปที่วิดีโอ โดยไม่มีโอกาสฉายในโรง เนื่องจาก หนึ่ง ไม่คุ้ม กับสอง ไม่มีคนดู พยายามจะคุยกับโรง เขาก็บอกว่าไม่ฉายได้มั้ย เขาอยากฉายหนังที่ได้เงินมากกว่า สุดท้ายเราก็เจอความอึดอัดอันนั้น”

ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 อุ๋ยพยายามหาทางออกให้หนังเหล่านี้ ด้วยการทำโครงการ Little Big Films Project คัดเลือกหนังที่มีศักยภาพและจัดเป็นเทศกาลเล็กๆ วนฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ ลิโด้ SF เซ็นทรัลเวิลด์ Major รัชโยธิน โดยหนังที่ได้รับโอกาส ก็อย่างเช่น Xiu Xiu The Sent Down Girl, The Red Violin, Hedwig and the Angry Inch, City of God, Christmas in August โครงการได้ผลตอบรับที่ดี ช่วยตอกย้ำว่ามีตลาดกลุ่มนี้อยู่จริง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ปีหนึ่งทำ Little Big Films Project ได้อย่างมากเพียง 2 ครั้ง 

“มันก็ทำได้แหละ แต่ทำได้สักพักเรายังไม่รู้สึกเต็มอิ่ม ยังมีหนังอีกเยอะที่ฉายไม่ได้ เวลาจะทำทีต้องทำเป็นแคมเปญขึ้นมา ยากจัง แต่ละครั้งก็ได้แค่ห้าเรื่อง มีอีกเต็มไปหมดที่ไม่ได้ฉายแล้วจำเป็นต้องทิ้ง”

ความอึดอัดในใจ ทำให้อุ๋ยคิดอยากทำโรงหนังอาร์ตที่ฉายหนังแนวนี้โดยเฉพาะ นอกจากหนังดีๆ มีโอกาสได้พบกันคนดูในโรงมากขึ้นแล้ว การฉายอย่างสม่ำเสมอ น่าจะทำให้เกิดกลุ่มผู้ชมที่แข็งแรง และขยายไปสู่คนกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น 

“ความคิดแบบเด็กๆ ตอนนั้นคือ ที่บ้านทำโรงภาพยนตร์ ถ้าเราเปลี่ยนสักโรงมาเป็นโรงหนังอาร์ต ปล่อยหนังดีๆ รักษามาตรฐานแบบนี้ ฉายไปเรื่อยๆ จนกว่าคนจะมา มันก็คงจะรอดมั้ง” 

อุ๋ยพยายามมองหาแนวร่วมที่จะมาช่วยกัน จนวันหนึ่งมาคุยงานกับจ๋องที่ออฟฟิศ FaT Radio ขณะที่กำลังแยกย้ายกัน จู่ๆ อุ๋ยก็พูดกับจ๋องที่เดินมาส่งที่รถว่า “พี่ อุ๋ยจะทำโรงหนังอาร์ต ทำด้วยกันมั้ย” ทำให้จ๋องประหลาดใจมาก เพราะไม่คิดว่าวันหนึ่งโอกาสทำโรงหนังก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า

“ตอนนั้นในใจคิดว่า ‘เข้าตีนเว้ย’ แล้วก็ถามว่าจะทำโรงหนังแบบไหน ซึ่งพอฟังคำตอบของอุ๋ยแล้วพอใจ ก็เลยบอกไปว่าห้ามคุยกับใครเรื่องโครงการนี้แล้วนะ” 

จ๋องคิดว่าน่าจะมีแนวร่วมคนอื่นด้วย จึงชวนทีมงานรายการหนังหน้าไมค์ อย่าง จ้อย นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา ‘นรา’ เพราะเล็งเห็นว่าน่าจะนำประสบการณ์ดูหนังมาเติมเต็มด้านการเลือกภาพยนตร์ได้ 

“ตอนนั้นสงสัยว่าชวนเรามาทำไมวะ เราก็ทำไม่เป็น ไม่รู้อะไรเลย แต่ปากน่ะพูดไปแล้วว่าโอเค ในใจคิดว่า เปรมละ เราจะสั่งหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้” จ้อยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อีก 2 คนที่จ๋องชวนมาคือ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม พี่ใหญ่แห่ง FaT Radio ที่เป็นคอหนังเหมือนกัน และ อิ๋ม-อรุณี ศรีสุข ซึ่งมีประสบการณ์จัดเทศกาลหนังใหญ่น้อยมาหลายรายการ กลายมาเป็น 5 คณะผู้ก่อการโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ โดยแบ่งหน้าที่กันคร่าวๆ ตามความถนัด อุ๋ยดูแลเรื่องติดต่อหาหนังมาฉาย กับดูตัวเลขรายได้ค่าใช้จ่าย จ๋องดูแลการจัดการต่างๆ จ้อยดูแลเรื่องหนังที่น่าสนใจ รวมถึงเขียนวิจารณ์แนะนำ เต็ดดูเรื่องครีเอทีฟ ส่วนอิ๋มติดต่อกับสมาคมภาพยนตร์ต่างๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลหนัง 

คำถามสำคัญคือ ควรเลือกสถานที่ตั้งโรงที่ไหนดี ตอนแรกมีตัวเลือกที่รามอินทรา ตามแนวสถานีรถไฟฟ้า แต่สุดท้ายมาลงตัวที่โรงหนัง UMG Cineplex ที่ RCA พระราม 9 ของที่บ้านอุ๋ย ซึ่งเป็นย่านที่คนรู้จักอยู่แล้ว และอยู่ใกล้ทางด่วน น่าจะเดินทางได้ไม่ยากจนเกินไป 

“เลือก RCA เพราะเราเองก็มาดูหนังที่นี่บ่อย และรู้สึกว่าโรงสี่ถึงห้าเป็นพื้นที่ที่แยกตัวเองออกไป ทำใหม่ให้เป็นบรรยากาศของอีกโรงได้ โดยที่ไม่ไปรบกวนสามโรงแรก และก็มีอยู่แล้วด้วย ไม่ต้องลงทุนเครื่องฉายใหม่ ไม่ต้องลงทุนเก้าอี้ใหม่ ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างใดๆ มากมาย ทำโรงหนังอาร์ตคงจะใช้ตังค์เยอะมากไม่ได้หรอก รีโนเวตโรงนี้ดีกว่า” ชมศจีอธิบาย 

สำหรับอุ๋ย ขั้นตอนที่กังวลใจมากที่สุดคือการขออนุญาตจากพ่อ เธอจึงเตรียมตัวทำการบ้านอย่างดี คิดเหตุผลเผื่อโต้แย้งหรืออธิบาย แต่พอเข้าไปคุยจริง ปรากฏว่าทุกอย่างจบลงภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

“พ่อก็เป็นคนนักเลงๆ อยู่แล้ว พอพูดไปว่าอยากทำ เราจะเทิร์นสองโรงนี้เป็นอย่างนี้ได้มั้ย เขาก็ตอบว่า ได้เลย โดยที่ไม่ห้าม ไม่มีการโต้แย้ง เราก็ อ้าว ให้ทำ

“คือจริงๆ การปล่อยให้มันลงวิดีโอ ท้ายที่สุดแล้วมันขาดทุนน้อยกว่า แต่ทางจิตใจคือเราเสียดาย ถ้าในมุมพ่อก็อาจคิดว่าปล่อยๆ ลงวิดีโอไปเหอะ แต่พอเราบอกว่าอยากทำ เขาก็ยอมให้ทำ ลึกๆ คงรู้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดกำไร แล้วน่าจะขาดทุนด้วย แต่เขาก็อยากให้เราลอง ได้ลองทำแล้วเดี๋ยวก็รู้ว่ามันไม่ง่าย”

02

โรงหนังที่เป็นเหมือน ‘บ้าน’ 

เมื่อบิ๊กบอสแห่งสหมงคลฟิล์มอนุมัติ ทุกอย่างก็เดินเครื่องไปข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือการคิดชื่อโรงภาพยนตร์ใหม่ ซึ่งจ๋องมีไอเดียบรรเจิด คิดชื่อมาให้เลือกเป็นร้อยชื่อ มีตั้งแต่ชื่ออย่าง ‘สะปาก’ หรือพูดแล้วเต็มปากเต็มเสียงแบบ ซาลาเจโว, วันเดอร์รามา, บาติสตูต้า, เบอรูชาก้า ไปจนชื่อที่ขึ้นชื่อด้วยศาลา ล้อกับชื่อโรงหนังเก่าอย่างศาลาเฉลิมกรุง แม้กระทั่งชื่อแปลกๆ แต่จำง่ายอย่าง ทอยเล็ต ซินีมา ก็มีให้เลือก

แต่สุดท้ายอุ๋ยตัดสินใจเคาะชื่อที่เรียบง่ายแต่อบอุ่น นั่นคือ ‘House’ 

“อุ๋ยอยากทำให้คนที่เข้ามาชม เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในบ้าน”

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

ด้วยความตั้งใจนี้ ทำให้โรงภาพยนตร์ House RCA ออกแบบอย่างเรียบง่าย เน้นบรรยากาศใกล้ชิดกับคนดู ใช้โทนสีขาว น้ำตาล มีกลิ่นอายย้อนยุค เบาะที่นั่งก็นุ่มสบาย รวมถึงการเลือกหนัง ที่ถึงแม้เป็นหนังนอกกระแส แต่อยากให้ผู้ชมชอบมากที่สุด เหมือนเป็นหนังที่เลือกดูเองที่บ้าน

“เมื่อก่อนสังคมถูกสร้างการรับรู้ว่า ถ้าหนังแบบนี้ ไม่สนุกแน่นอน ยาก ปีนกระได อย่าดู แต่จริงๆ แล้วมีทุกอย่างที่หนังแมสมีนะ แค่แต่งตัวแล้วไม่สวย ไม่ใช่สิ่งที่คุณคุ้นเคย ไม่ใช่ภาษาที่คุณเคยฟัง แต่จริงๆ แล้วสนุก” อุ๋ยกล่าว 

จ๋องเคยอธิบายว่า หนังที่ House เลือกแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ประเภทแรกคือ ‘หนังเล็ก’ ผู้ผลิต ผู้กำกับ ดารา ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมาจากประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมหนังขนาดใหญ่ เช่น หนังไอซ์แลนด์ หนังเปรู แต่มีคุณค่าบางอย่างน่าสนใจ ประเภทที่ 2 คือหนังจากสตูดิโอใหญ่ๆ แต่ทำหนังเล็ก เพราะอยากทำหนังได้รางวัลบ้าง หลายเรื่องมีดาราที่มีชื่อเสียง เพียงแต่อาจดูยากสักหน่อย 

แบบที่ 3 คือหนังใหญ่ในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ มักเป็นหนังยอดนิยม คนดูรัก ได้เงิน แต่พอเข้าเมืองไทยก็กลายเป็นหนังเล็กเพราะคนไม่รู้จัก ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นหนังญี่ปุ่น ประเภทที่ 4 คือหนังไทยสเกลเล็ก แต่ได้รางวัล 

ทั้งหมดไม่ได้ตายตัวเสียทีเดียว เพราะถ้าเป็นหนังที่ทีมงานชอบ ต่อให้เล็กใหญ่หรือแปลกแค่ไหนก็มีโอกาสมาปรากฏตัวที่ House ได้เหมือนกัน ที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะแค่หนังของสหมงคลฟิล์มเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับหนังทุกค่าย

ถามว่า ทำไมคนดูควรจะรู้จักหนังเหล่านี้ ทั้งที่แค่หนังในโรงทั่วไปก็มีเยอะดูจนไม่หมดแล้ว 

“ถ้าเปรียบเหมือนอาหาร มันก็เป็นเมนูอีกรสหนึ่ง ไม่ได้เป็นเมนูหลักๆ ที่เราคุ้น ไม่ใช่ข้าวกะเพราไก่ แล้วมันเป็นเมนูที่ปลีกย่อยไปได้กว้างมาก ที่สำคัญคือทำให้คนดูรู้สึกว่า โลกของหนังมีอะไรอีกเยอะ คนมาดูเหมือนได้มาค้นพบว่ามีหนังแบบนี้อยู่ด้วย” จ้อยอธิบายในฐานะนักดูหนัง

“เราอยู่ในสังคมที่มักจะให้คุณค่ากับอะไรแค่บางอย่าง แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมีคุณค่าของมัน เราไม่ปฏิเสธหนังประเภทฟ้าถล่ม มนุษย์ต่างดาวบุก เราเป็นคนแรกที่สนุกสนานด้วยซ้ำ และไอ้หนังที่ House ก็เป็นหนังที่เราชอบเหมือนกัน แค่อยากให้ได้ครบทุกรส คนเรากินอาหารให้ครบทุกหมู่ สุขภาพดีกว่าไง” จ๋องเสริม 

กลุ่มเป้าหมายหลักที่พวกเขาเล็งไว้ไม่ใช่คอหนังตัวยง แต่คือคนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตนเอง กล้าทดลอง และพร้อมเปิดใจมาสัมผัสกับอรรถรสของหนังที่แปลกใหม่ ซึ่งจะทำให้ฐานคนดูหนังประเภทนี้ขยายออกไปมากขึ้น รองลงไปถึงจะเป็นกลุ่มคอหนัง เพราะถ้าพึ่งพากลุ่มนี้อย่างเดียวโรงอาจอยู่ไม่รอด 

House RCA มีกำหนดเปิดโรงในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

ก่อนถึงวันนั้น ทีมงานระดมสมองคิดกลยุทธ์เพื่อประชาสัมพันธ์ ในที่สุดก็มาลงตัวที่โปรโมชันสุดคุ้มอย่าง Film Buffet จ่ายเงินสมัครสมาชิกแค่ 100 บาท แต่รับชมภาพยนตร์ได้ถึง 150 เรื่อง ตลอด 3 สัปดาห์ 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“คิดกันว่าทำยังไงดีจะให้คนรู้จัก แล้วตอนนั้นหนังในสต็อกเยอะ เราก็ไปรื้อสต็อกมาทำบุฟเฟต์กันเลยดีกว่า ขอความช่วยเหลือจากค่ายอื่นที่ยังมีฟิล์มอยู่ด้วย หนังทุกเรื่องให้เป็นคาแรกเตอร์ House คนจะได้รู้ว่า หนังแบบนี้แหละที่เราอยากให้ดูในอนาคต” อุ๋ยอธิบาย 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทีมงานกังวลใจมากคือ โรงหนังจะเสร็จทันตามกำหนดหรือไม่ เพราะการปรับปรุงโรงเก่าเพิ่งจะเริ่มต้นในช่วง 30 วันสุดท้าย จริงอยู่ที่มีอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ฉายหนังจากโรง UMG เดิม แต่อะไรก็ดูชักช้าไปเสียหมด 

คืนก่อนเปิดโรง ทุกคนต้องลุ้นระทึก เพราะติดตั้งเก้าอี้โรงหนังผิดจนต้องรื้อเรียงใหม่ ทำให้การเทพื้นโรงด้วยอีพ็อกซี ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายเริ่มตอนตี 4 เสี่ยงว่าพื้นจะแห้งไม่ทันฉายหนังรอบแรกตอน 11 โมง 

“พอสิบเอ็ดโมง มันก็ยังหยุ่นๆ อยู่ พี่วิโรจน์ คนฉายหนังก็เช็ก บอกว่าตรงนี้เราอย่าเหยียบเลยนะครับ ตรงนี้เดินไม่ได้ แต่ยังไงคนก็ต้องเข้า ผมเลยประกาศให้คนดูถอดรองเท้า แล้วเดินตามผมมาเพื่อให้ไม่โดนอีพ็อกซีมากที่สุด และยังเข้าทางประตูไม่ได้ ดังนั้นคนที่ดูรอบแรก ที่โรงหนึ่งได้สิทธิ์ในการลอดจอเข้าไป และต้องถอดรองเท้าถือกันทุกคน” จ๋องเล่า

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

โรงหนังแห่งใหม่ได้เสียงตอบรับล้นหลาม ช่วงเดือนแรกมีคนมาต่อแถวซื้อตั๋วยาวเหยียดลงไปถึงชั้นล่าง จำนวนสมาชิกพุ่งขึ้นเกือบ 5,000 คน ทำให้ทีมงานยิ้มแก้มปริ ใจชื้นขึ้นมา

“ตอนนั้นคิดว่าสามถึงห้าปีก็คืนทุนแล้ว รู้สึกว่าคอนเซปต์ใช่ หนังมันใช่ ทุกคนช่วยกัน มันต้องได้สิ แต่ตอนที่เปิดโรงมีพี่คนหนึ่งเดินมาบอกเราว่า อุ๋ยต้องให้เวลามันสักสิบปีนะ เราก็อึ้ง เหรอพี่ นานอย่างนั้นเลยหรอ ไม่หรอก” อุ๋ยเล่า

หลังจากจบโปรแกรมบุฟเฟต์ ทุกคนก็เริ่มเห็นความจริงอันโหดร้าย เพราะคนที่มาชม The Barbarian Invasions กับ The Ladykillers หนังสองเรื่องแรกในโปรแกรมปกตินั้นบางตาลงไปมาก 

“เหงาเนอะ ความอบอุ่นที่ได้รับมาในช่วงหนึ่งเดือนนั้น หายไปไหนนะ” จ๋องรำพึงรำพัน

03

พื้นที่ของคนรักหนัง

15 ปีของ House RCA มีทั้งช่วงที่คึกคักและเงียบเหงา บางเวลาคนทะลักโรงจนไม่มีที่นั่งว่าง แต่บางรอบก็เคยมีคนดูเพียงคนเดียว ในขณะที่ทีมผู้บริหารหลักเหลือเพียง อุ๋ย จ๋อง และจ้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็ยังคงทำหน้าที่บ้านของหนังทางเลือกโดยไม่เปลี่ยนแปลง

มีหนังหลายเรื่องที่เป็นความสนใจเฉพาะกลุ่ม แต่ House พิจารณาแล้วว่าน่าสนใจ จึงทดลองนำมาฉาย อย่าง Formular 17 หนังเกย์สไตล์น่ารักจากไต้หวัน เคยเกือบถูกตัดทิ้งเพราะไม่ค่อยตรงสูตรหนังดี-หนังสนุก-หนังที่ทีมงานชอบ แต่ในต่างประเทศพูดถึงกันอย่างมาก ในที่สุดหนังเรื่องนี้กลายเป็นม้ามืดที่สร้างปรากฏการณ์คนเต็มโรงอีกครั้งถึง 3 รอบติด เมื่อ พ.ศ. 2547 และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มเกย์ในไทยสร้างหนังเกย์ Rainbow Boys ซึ่งได้มาฉายที่นี่เช่นกัน

อีกตัวอย่างที่เข้าข่ายนี้ คือภาพยนตร์เรื่อง 36 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากเดิมที่หนังเวียนฉายตามเทศกาล มีแฟนคลับชื่นชอบในวงจำกัด แต่เมื่อ House ชวนมาฉาย ก็ทำให้ความนิยมแพร่กระจายไปวงกว้าง คนสนใจเพิ่มขึ้น จากตอนแรกวางแผนว่าจะฉายแค่ 8 รอบ ทำให้ต้องขยายและยืนโรงได้นานนับเดือน เช่นเดียวกับ Mary is Happy, Mary is Happy หนังเรื่องถัดมาของนวพล ซึ่งเกิดกระแส ‘ฟีเวอร์’ จนมีคนมายืนต่อแถวรอดูหนังและซื้อเสื้อยืดกันยาวเหยียดจนล้นไปถึงบันไดชั้นล่าง

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เต๋อมีแฟนคลับของเขาอยู่แล้ว ตัวหนังเรื่อง 36 เอง ระหว่างที่ไปฉายไม่กี่รอบก็ได้สร้างกระแสปากต่อปากเป็นที่โจษจันอยู่ พอมาฉายก็เลยเป็นปรากฏการณ์ เหมือนเต๋อเป็นสินค้ายอดนิยมที่ไม่เคยปรากฏบนท้องตลาดมาก่อน มันมีคนพร้อมจะชอบ ซึ่งค่ายใหญ่อาจไม่ได้กลิ่นอะไรแบบนี้” จ้อยอธิบาย 

หลายเรื่องที่เข้าสูตรหนังน้ำดี ผู้ชมรัก แต่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตที่ผู้ชมคุ้นเคย จึงถูกหมางเมินจากโรงใหญ่ เมื่อเข้ามาฉายที่ House ก็ได้รับเสียงชื่นชมมาก ตัวอย่างเช่น Be with You หนังรักปาฏิหาริย์ในฤดูฝนที่คนดูน้ำตาท่วมจอ Always: Sunset on the Third Street หนังสุดอบอุ่นหัวใจจากญี่ปุ่น The Lunchbox หนังที่ว่าด้วยอุตสาหกรรมการส่งข้าวกล่องของอินเดีย Call Me by Your Name หนังรักก้าวผ่านวัยของเด็กหนุ่มอายุ 17 รวมถึงหนังสารคดี Jiro Dreams of Sushi ที่เล่าเรื่องเทพเจ้าซูชิ ขณะช่วงนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ คนยังมาชมกันแน่น 

ด้วยความเป็นโรงขนาดเล็ก House จึงมีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ภาพยนตร์ที่มีความพิเศษ เช่น เคยฉายหนังฟิลิปปินส์เรื่อง From What Is Before ที่ยาวถึง 5 ชั่วโมง 38 นาที มาแล้ว หรือหนังที่มีฉากวาบหวิวโจ๋งครึ่มอย่าง Lust, Caution ของผู้กำกับอั้งลี่ ทางโรงก็ตัดสินใจฉายโดยไม่ตัดฉาก เพียงแต่ใช้วิธีตรวจบัตรประชาชน ให้ดูเฉพาะผู้ชมที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นโรงหนังแห่งแรกที่ทำ ก่อนกฎหมายจะบังคับเสียอีก 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

หนังบางเรื่องเคยฉายในโรงทั่วไปแล้ว แต่เมื่อมีเวอร์ชันพิเศษ House ก็นำมาให้คอหนังรับชม เช่น Parasite ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ ฉบับขาวดำ ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s Cut รวมถึง รักแห่งสยาม Director’s Cut ที่ยาวถึง 3 ชั่วโมงกว่า แต่กลับมีผู้ชมต้อนรับอย่างล้นหลาม จนเป็นหนึ่งในหนังที่ทำรายได้สูงสุดของ House RCA 

รักแห่งสยาม เวอร์ชันปกติสองชั่วโมงกว่า แต่ Director’s Cut จากที่ยาวไปแล้วก็ยาวไปอีก มันไม่มีที่ไหนเหมาะสมจะฉายหนังเรื่องนี้เท่า House อีกแล้ว” จ้อยกล่าว

นอกจากนี้ยังจัดเทศกาลหนังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่โรงจัดเองและมีเจ้าภาพร่วม เช่น Bangkok Film Festival เทศกาลหนัง Retro to Kitano เทศกาล From Hong Kong with Love รวมถึงนำหนังคลาสสิกที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนกลับมาฉาย เช่น ผีเสื้อและดอกไม้, เถียนมีมี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงตัวเลข House ติดลบมาโดยตลอด ยิ่งช่วงปีแรกๆ นั้นขาดทุนเป็นประจำทุกปี 

“นึกถึงเมื่อสิบหกถึงสิบเจ็ดปีที่แล้ว เรามาทำโรงหนังแบบนี้มันคือเรื่องใหม่มาก ยากที่จะบอกให้สังคมรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ยิ่งไม่ใช่จานที่ทุกคนจะอร่อยได้แน่ บางคนอาจไม่ถูกปาก เลยเป็นความยากที่ต่อเนื่อง แล้วไม่ใช่ว่าคนดูจะดูทุกเรื่อง คือหนังมันเลือกคน แฟนหนังญี่ปุ่นก็ดูหนังญี่ปุ่น แฟนหนังเกย์ก็ดูหนังเกย์ ถามว่ามีคนดูทุกเรื่องมั้ย มี แต่คนพวกนั้นน้อย และคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าหนังเรื่องนี้คนดูเยอะแน่ ถ้ารู้ก่อนเราคงรวย” จ๋องอธิบายถึงความท้าทาย

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อยๆ คือเรื่องที่ตั้งที่ RCA ซึ่งเดินทางไปไม่สะดวก เนื่องจากไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน ต้องใช้บริการรถเมล์ แท็กซี่ หรือขับรถไปเอง ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า ค่าเดินทางแพงกว่าตั๋วหนัง 

ประเด็นนี้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงการขึ้นราคาค่าตั๋ว ทีมงานคิดอยู่นานกว่าจะขอขึ้นราคาจาก 100 เป็น 120 บาท ทั้งที่โรงหนังเครือใหญ่ขยับราคาไปที่ 200 บาทกันแล้ว 

“คือเรารู้สึกว่าจะไปขึ้นค่าตั๋วอีกหรอ เฮ้ย จ่ายค่ารถมาที่แพงกว่าค่าตั๋วอีกนะพี่” อุ๋ยเล่าบ้าง 

“สุดท้ายก็ขึ้น เขียนแถลงการณ์น้ำตาตกเลย จำเป็นจริงๆ แต่ไม่เห็นมีใครเขาด่าเลย เขาบอกว่ามึงน่าจะขึ้นตั้งนานแล้ว กลัวโรงอยู่ไม่ได้ เออ บุญของเราที่เขาคิดแบบนี้” จ๋องกล่าวติดตลก

จากผลขาดทุนสะสม รวมทั้งมีโรงอื่นที่เริ่มฉายหนังลักษณะเดียวกันมากขึ้น เคยมีช่วงหนึ่งที่ทุกคนมองหน้ากันเหมือนมีคำถามในใจว่า เลิกทำ House ดีมั้ย อุ๋ยเองก็รู้สึกผิด จนได้คุยกับคุณพ่อ แต่ท่านกลับถามว่า จะเลิกทำไม

จุดเปลี่ยนจริงๆ ที่ทำให้ House หายใจคล่องขึ้น คือเทคโนโลยีการฉายหนังที่เปลี่ยนไป

จากเดิมที่หนังจะฉายด้วยฟิล์ม 35 มม. เวลาไปฉายโรงอื่นต้องทำสำเนาฟิล์ม ค่าทำชุดหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ แถมต้องทำซับไตเติ้ล โฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้บรรดาค่ายหนังคิดถึงความคุ้มค่าก่อนมาฉายที่ House ซึ่งมีคนดูจำกัด หนังช่วงแรกจึงมาจากสหมงคลฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล 

“วันที่เครื่องฉายดิจิทัลเข้ามา ต้นทุนลดไปเยอะมาก เราคุยกับเจ้าของหนังได้ง่ายขึ้น เรามีโอกาสที่จะได้ฉายหนังที่เราอยากฉาย พอคอนเทนต์เราดีขึ้น มันก็สะท้อนมาในตัวเลขของคนดูที่ RCA ด้วย” อุ๋ยอธิบาย 

ตั้งแต่ปีที่ 12 เป็นต้นมา House เริ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่แล้วทีมผู้บริหารก็ต้องกลับมาคิดหนักกันอีกครั้ง เมื่อมีคนยื่นข้อเสนอหนึ่งเข้ามา นั่นคือชวนย้ายบ้าน!

04

House ย้ายบ้านสู่สามย่าน

ราว พ.ศ. 2560 – 2561 มีเพื่อนคนหนึ่งของ โอ๋-จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ พี่สาวของอุ๋ย และหนึ่งในหุ้นส่วนของ House ติดต่อเข้ามา เพื่อนคนนี้ทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังพัฒนาสามย่านมิตรทาวน์ โครงการใหม่แห่งนี้เน้นคอนเซปต์ด้าน Art-Eat-Education ทำให้เขานึกถึงโรงหนัง House เพราะเป็นแฟนประจำของที่นี่อยู่แล้ว จึงอยากชวนทีมผู้บริหารไปคุยกัน

ก่อนหน้านี้ ทุกคนไม่เคยคิดว่าอยากย้ายไปไหน แต่พอได้ยินว่า สามย่านก็เริ่มสนใจ เพราะปัญหาทำเลโรงหนังที่เป็นปมในใจมานานจะได้จบเสียที ทว่าอีกใจยังเสียดายโรงที่ RCA เสี่ยเจียงบอกอุ๋ยว่า เปิดไปเลยทั้งสองที่ แต่เมื่อคุยกัน คิดคำนวณค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจย้ายบ้าน 

“เราคุยกันจนท้ายที่สุดสรุปว่า ถ้าจะมาอยู่ตรงนี้ มันดีสำหรับ House มันดีสำหรับคนดู เขาเดินทางง่ายขึ้น หนังกับคนดูมีโอกาสเจอกันมากขึ้น” จ๋องบอกเหตุผล

House RCA เปิดให้บริการวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ท่ามกลางบรรยากาศร่ำลาโรงเก่าอย่างอบอุ่น มีแฟนหนังมาร่วมงานคับคั่ง ก่อนจะกลับมาเปิดโรงอย่างเป็นทางการบนชั้น 5 ของสามย่านมิตรทาวน์ในวันที่ 26 กันยายน ปีเดียวกัน พร้อมกับโปรโมชันตั๋วบุฟเฟต์อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมยาวไป 3 สัปดาห์ 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

House Samyan ออกแบบให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย โอ่โถงแต่ยังอบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มจำนวนจาก 2 เป็น 3 โรง ยกเครื่องฉาย ยกเก้าอี้มาจาก RCA ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง รวมทั้งชวน วิโรจน์ สุนทรศิริมั่นคง พนักงานฉีกตั๋วและคนคุมเครื่องฉายวัยเก๋าตั้งแต่สมัยโรง UMG ให้ตามมาทำงานต่อที่นี่ด้วย

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

นอกจากนี้ เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มทำระบบซื้อตั๋วและเช็กรอบหนังผ่านแอปพลิเคชันที่ House ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนค่าตั๋ว ทีมผู้บริหารขอปรับราคาขึ้นแค่ 20 บาท เป็น 140 บาทสำหรับสมาชิก และ 160 บาทสำหรับคนทั่วไป ซึ่งยังคงถูกกว่าโรงหนังเครือใหญ่เจ้าอื่น

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

การย้ายบ้านครั้งนี้ แม้เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ แต่ทุกคนในทีมอยากให้ผู้ชมมีความสุขกับหนังมากขึ้น จึงตั้งใจให้เนื้อหาของภาพยนตร์เข้มข้นและหลากหลายกว่าเดิม การเพิ่มเป็น 3 โรง ยิ่งทำให้ฉายหนังได้วันหนึ่งเกิน 10 เรื่อง นอกจากนี้ยังพยายามเพิ่มหนังคลาสสิกให้มีทุกเดือน ที่เคยฉายผ่านมาแล้วเช่น Forrest Gump, Tokyo Story, โหด เลว ดี และ Pulp Fiction 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เอาจริงเราก็ฉายหนังแบบเดิม ทำแบบเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นโลเคชันที่เปลี่ยนไป แต่ก็ทำให้แนวโน้มของคนดูดีขึ้น แต่วันที่เปิดวันแรก คนสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่รู้จักเรา คนที่เดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์นึกว่าเราขายบ้าน ขายคอนโดฯ หรือเปล่า เราก็ต้องแนะนำตัวเองใหม่ว่า เราคือใคร เราทำอะไร” อุ๋ยเล่าแล้วขำ

เปิดโรงได้ไม่ถึงปี House Samyan ต้องเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้จะเอาจริงเอาจังถึงขั้นถอดเก้าอี้บางส่วนออกเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และลงทุนซื้อเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมาฉีดทุกรอบ แต่ไม่วายต้องปิดโรงไปช่วงหนึ่งเช่นเดียวกับโรงหนังทั่วประเทศ พอกลับมาเปิดใหม่ คนดูเริ่มกลับมาก็ต้องเจอกับ COVID-19 ระลอกใหม่ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

“หนักเลยค่ะ อุ๋ยว่ารอบนี้เหนื่อยกว่ารอบที่แล้ว โรงหนังทุกคนก็พูดได้คำเดียวว่า ยืนขาแข็ง คือทำอะไรไม่ได้จนกว่าวัคซีนจะมา โควิดจะจบ เราก็ต้องยืนนิ่งเข้าไว้” ชมศจีอธิบายถึงการต่อสู้ของ House 

ในวันที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้อายุใกล้ครบ 17 ปี สถานการณ์โดยรอบยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะโรคระบาดหรือมีสื่อและกิจกรรมใหม่ๆ เข้ามาแย่งเวลาของผู้ชม แต่พวกเขาก็ตั้งใจให้ House ยืนหยัดเคียงข้างคนดูหนังต่อไป

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เราทำ House กันเพราะอยากบอกสังคมว่ามันมีหนังอีกเยอะ อยากให้คนได้ดูหนังที่หลากหลาย ถึงวันนี้เราก็ยังพูดเหมือนเดิม ถามว่าให้อะไรสังคม เราไม่รู้ มันอาจมีส่วนสร้างพฤติกรรมของคนดูให้เขารู้จักหนังแบบนี้มากขึ้น และพอเขารู้จักมากขึ้น มันก็จะเกิดผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมอยู่แล้ว มีผู้สร้างหรือนำหนังอีกแบบเข้ามามากขึ้น แต่คงไม่ใช่เพราะเราคนเดียว เราเป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้น” จ๋องพูดถึงโรงหนังที่เขามีส่วนสร้างขึ้นมา

 “เวลาเห็นฟีดแบ็กของลูกค้าในโซเชียลมีเดีย อุ๋ยรู้สึกว่าเขารักเรา มีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ๆ ที่รัก House และเราดีใจที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ จุดประสงค์ในการทำแรกๆ คือแพสชันส่วนตัว จนวันนี้มันได้มาเป็นโรงหนังที่สมบูรณ์ สำหรับเราตอนนี้ก็เหลือแค่ให้ House ได้ทำหน้าที่ในการแนะนำหนังใหม่ๆ หนังคาแรกเตอร์แปลกๆ ให้คนได้รู้จัก คนมาค้นพบตัวเองได้ที่นี่ ถ้าชอบ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะชอบหนังแบบนี้เพิ่มไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็ Fullfill แล้ว” อุ๋ยพูดความในใจบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าโรงภาพยนตร์แห่งนี้จะยืนระยะไปได้อีกยาวนานเพียงใด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมาของ House คือกำไรของคนดูหนังอย่างแท้จริง เพราะมีหนังให้เลือกดูเพิ่มขึ้นมากมาย ใครที่รักหนังก็คงต้องเอาใจช่วยให้ ‘บ้าน’ หลังนี้ สร้างความสุขความทรงจำดีๆ กับทุกคนต่อไปอีกนานๆ

ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook : House Samyan

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

สัมภาษณ์ คุณชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ, คุณพงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณพรชัย วิริยะประภานนท์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564

นิตยสาร Pulp ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 เดือนมิถุนายน 2547 

นิตยสาร happening ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 เดือนตุลาคม 2557 

นิตยสาร happening ปีที่ 10 ฉบับที่ 106 เดือนกรกฎาคม 2559

หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2562

เว็บไซต์ MGR Online วันที่ 1 กรกฎาคม 2547

เว็บไซต์ The Standard วันที่ 26 กรกฎาคม 2562

Facebook : House Samyan

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load