ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2547 มีปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในบรรดาคนรักหนัง นั่นคือการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์ House โรงหนังทางเลือกเต็มตัวแห่งแรกในเมืองไทย

จากเดิมที่บรรดาคนรักหนังเล็กๆ เหล่านี้ต้องคอยฟังข่าวเทศกาลหนัง ไปตามสถาบัน สมาคมต่างๆ เพื่อรอชมภาพยนตร์น้ำดีนอกฮอลลีวูด ก็เปลี่ยนมานั่งเบาะนุ่มๆ ดูจอใหญ่ มีเครื่องเสียงดี รับชมอย่างเต็มอรรถรสได้ที่นี่

ถึงวันนี้ House ก้าวสู่ปีที่ 17 มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่ ‘บ้าน’ หลังนี้

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

ทั้งช่วงเวลาที่คนแน่นโรง คนเงียบเหงา ตัวเลขผลประกอบการติดลบ ยุคฟิล์มเปลี่ยนผ่านมาดิจิทัล แต่พวกเขาก็ยังอยู่ โดยย้ายมาบ้านหลังใหม่ที่สามย่านได้เกือบ 2 ปีแล้ว และคงราคาค่าตั๋วที่ไม่แพง มีหนังให้เลือกหลากหลาย ตั้งใจฉายหนังดี สนุกสนาน แปลกใหม่ จากทุกมุมโลกเช่นเคย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา อยากชวนไปคุยกับ 3 ผู้ก่อตั้ง House อุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ, จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ และ จ้อย นรา-พรชัย วิริยะประภานนท์ ถึงการเดินทางอันยาวไกลของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงการย้ายบ้านจาก RCA มาสู่สามย่านมิตรทาวน์ และการปรับตัวในยุค COVID-19 ที่ธุรกิจโรงหนังทั่วประเทศแทบร้างไปช่วงหนึ่ง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังเชื่อในการนำเสนอหนังที่หลากหลายเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
01

เรามาทำโรงหนังกันมั้ย

ย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ยุคที่หนังบล็อกบัสเตอร์จากฮอลลีวูด หนังจีนจากฮ่องกง ยังยึดครองโรงภาพยนตร์ไทย นานๆ ทีถึงจะมีหนังเล็กฟอร์มดีจากที่อื่นเข้าฉายบ้าง แต่มักยืนโรงได้ไม่นานเพราะมีคนดูเพียงหยิบมือ พื้นที่ของหนังเล็กๆ จึงไปรวมอยู่ตามเทศกาลหนัง สมาคมหรือสถาบันวิชาการต่างๆ วนเวียนจัดขึ้นในกลุ่มคนดูจำนวนจำกัด หรือไม่ก็ไปอยู่ในวิดีโอใต้ดิน มีคนแปลซับไตเติ้ลทำขายกันเอง

เวลานั้น จ๋อง เป็นโปรดิวเซอร์อยู่ที่ FaT Radio FM104.5 นอกจากนี้เขายังจัดรายการพูดคุยเรื่องหนังกับเพื่อนๆ ชื่อว่า ‘หนังหน้าไมค์’ ทุกคืนวันอาทิตย์ จ๋องมักคิดทำอะไรไปเรื่อย ความคิดหนึ่งที่อยู่ในใจมาตลอดคืออยากทำโรงหนัง

“เราชอบดูหนัง แล้วไอ้หนังที่ชอบดูก็หลากหลาย มันมีหนังประเภทหนึ่งที่ช้าแค่อาทิตย์เดียวมันหายเลย หรือว่าฉายสิบเอ็ดโมงเช้าวันธรรมดา เราก็ไปไม่ทัน เลยอยากมีโรงหนังที่ฉายหนังแบบนั้น” จ๋องกล่าวความตั้งใจ

เขาถึงกับเคยไปมองหาพื้นที่ให้เช่าในย่าน RCA ละแวกที่ทำงาน แถมยังสำรวจราคาเครื่องฉายภาพยนตร์ จอภาพ เครื่องเสียง ก่อนตาลุกวาวมีความหวังเมื่อเห็นว่าไม่แพงมาก ต่อมาคิดถึงขั้นจะไปรีโนเวตโรงหนังเก่าแบบหนังเรื่อง The Majestic แต่แล้วความฝันก็พังพาบลง เมื่อรู้ความจริงว่า โรงหนังต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทจัดจำหน่ายด้วย ซึ่งคำนวณเทียบกับการขายตั๋วแล้วน่าจะไม่คุ้ม 

“เอาแคตตาล็อกหนังมาดูกัน คำนวณค่าใช้จ่าย ก็พบว่า เฮ้ย นี่มันเจ๊ง ไอ้โรงนี่ไม่เท่าไรหรอก แต่การซื้อหนังเรื่องนี้มาในราคาเท่านี้ โห กูต้องมีคนดูเท่านี้เลยหรอ ไม่เวิร์กเว้ย”

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

เวลาเดียวกันนั้น อุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เจ้าของค่ายหนังชื่อดังคือ สหมงคลฟิล์ม เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจที่บ้านในด้านการจัดซื้อหนัง โดยปกติแล้วไม่ใช่ว่าจะเลือกซื้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ แต่จะต้องซื้อกันเป็นสต็อกใหญ่ๆ กว่าสิบเรื่อง อุ๋ยจึงรับหน้าที่ดูสต็อกหนังเพื่อเลือกหนังมาใช้ หากหนังฟอร์มใหญ่หรือหนังแมสก็จะคัดไปฉายในโรง ทำโปรโมต ส่วนหนังที่เหลือจะผลักไปตลาดวิดีโอ อุ๋ยพบว่ามีหนังอยู่กลุ่มหนึ่งที่เป็นหนังดี แต่เป็นหนังนอกกระแส ซึ่งเธออยากให้มีโอกาสได้ฉายในโรงใหญ่บ้าง

“แต่ก่อนตลาดวิดีโอมันยังดีมากๆ พร้อมที่จะถูกผลักทิ้งไปที่วิดีโอ โดยไม่มีโอกาสฉายในโรง เนื่องจาก หนึ่ง ไม่คุ้ม กับสอง ไม่มีคนดู พยายามจะคุยกับโรง เขาก็บอกว่าไม่ฉายได้มั้ย เขาอยากฉายหนังที่ได้เงินมากกว่า สุดท้ายเราก็เจอความอึดอัดอันนั้น”

ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 อุ๋ยพยายามหาทางออกให้หนังเหล่านี้ ด้วยการทำโครงการ Little Big Films Project คัดเลือกหนังที่มีศักยภาพและจัดเป็นเทศกาลเล็กๆ วนฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ ลิโด้ SF เซ็นทรัลเวิลด์ Major รัชโยธิน โดยหนังที่ได้รับโอกาส ก็อย่างเช่น Xiu Xiu The Sent Down Girl, The Red Violin, Hedwig and the Angry Inch, City of God, Christmas in August โครงการได้ผลตอบรับที่ดี ช่วยตอกย้ำว่ามีตลาดกลุ่มนี้อยู่จริง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ปีหนึ่งทำ Little Big Films Project ได้อย่างมากเพียง 2 ครั้ง 

“มันก็ทำได้แหละ แต่ทำได้สักพักเรายังไม่รู้สึกเต็มอิ่ม ยังมีหนังอีกเยอะที่ฉายไม่ได้ เวลาจะทำทีต้องทำเป็นแคมเปญขึ้นมา ยากจัง แต่ละครั้งก็ได้แค่ห้าเรื่อง มีอีกเต็มไปหมดที่ไม่ได้ฉายแล้วจำเป็นต้องทิ้ง”

ความอึดอัดในใจ ทำให้อุ๋ยคิดอยากทำโรงหนังอาร์ตที่ฉายหนังแนวนี้โดยเฉพาะ นอกจากหนังดีๆ มีโอกาสได้พบกันคนดูในโรงมากขึ้นแล้ว การฉายอย่างสม่ำเสมอ น่าจะทำให้เกิดกลุ่มผู้ชมที่แข็งแรง และขยายไปสู่คนกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น 

“ความคิดแบบเด็กๆ ตอนนั้นคือ ที่บ้านทำโรงภาพยนตร์ ถ้าเราเปลี่ยนสักโรงมาเป็นโรงหนังอาร์ต ปล่อยหนังดีๆ รักษามาตรฐานแบบนี้ ฉายไปเรื่อยๆ จนกว่าคนจะมา มันก็คงจะรอดมั้ง” 

อุ๋ยพยายามมองหาแนวร่วมที่จะมาช่วยกัน จนวันหนึ่งมาคุยงานกับจ๋องที่ออฟฟิศ FaT Radio ขณะที่กำลังแยกย้ายกัน จู่ๆ อุ๋ยก็พูดกับจ๋องที่เดินมาส่งที่รถว่า “พี่ อุ๋ยจะทำโรงหนังอาร์ต ทำด้วยกันมั้ย” ทำให้จ๋องประหลาดใจมาก เพราะไม่คิดว่าวันหนึ่งโอกาสทำโรงหนังก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า

“ตอนนั้นในใจคิดว่า ‘เข้าตีนเว้ย’ แล้วก็ถามว่าจะทำโรงหนังแบบไหน ซึ่งพอฟังคำตอบของอุ๋ยแล้วพอใจ ก็เลยบอกไปว่าห้ามคุยกับใครเรื่องโครงการนี้แล้วนะ” 

จ๋องคิดว่าน่าจะมีแนวร่วมคนอื่นด้วย จึงชวนทีมงานรายการหนังหน้าไมค์ อย่าง จ้อย นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา ‘นรา’ เพราะเล็งเห็นว่าน่าจะนำประสบการณ์ดูหนังมาเติมเต็มด้านการเลือกภาพยนตร์ได้ 

“ตอนนั้นสงสัยว่าชวนเรามาทำไมวะ เราก็ทำไม่เป็น ไม่รู้อะไรเลย แต่ปากน่ะพูดไปแล้วว่าโอเค ในใจคิดว่า เปรมละ เราจะสั่งหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้” จ้อยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อีก 2 คนที่จ๋องชวนมาคือ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม พี่ใหญ่แห่ง FaT Radio ที่เป็นคอหนังเหมือนกัน และ อิ๋ม-อรุณี ศรีสุข ซึ่งมีประสบการณ์จัดเทศกาลหนังใหญ่น้อยมาหลายรายการ กลายมาเป็น 5 คณะผู้ก่อการโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ โดยแบ่งหน้าที่กันคร่าวๆ ตามความถนัด อุ๋ยดูแลเรื่องติดต่อหาหนังมาฉาย กับดูตัวเลขรายได้ค่าใช้จ่าย จ๋องดูแลการจัดการต่างๆ จ้อยดูแลเรื่องหนังที่น่าสนใจ รวมถึงเขียนวิจารณ์แนะนำ เต็ดดูเรื่องครีเอทีฟ ส่วนอิ๋มติดต่อกับสมาคมภาพยนตร์ต่างๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลหนัง 

คำถามสำคัญคือ ควรเลือกสถานที่ตั้งโรงที่ไหนดี ตอนแรกมีตัวเลือกที่รามอินทรา ตามแนวสถานีรถไฟฟ้า แต่สุดท้ายมาลงตัวที่โรงหนัง UMG Cineplex ที่ RCA พระราม 9 ของที่บ้านอุ๋ย ซึ่งเป็นย่านที่คนรู้จักอยู่แล้ว และอยู่ใกล้ทางด่วน น่าจะเดินทางได้ไม่ยากจนเกินไป 

“เลือก RCA เพราะเราเองก็มาดูหนังที่นี่บ่อย และรู้สึกว่าโรงสี่ถึงห้าเป็นพื้นที่ที่แยกตัวเองออกไป ทำใหม่ให้เป็นบรรยากาศของอีกโรงได้ โดยที่ไม่ไปรบกวนสามโรงแรก และก็มีอยู่แล้วด้วย ไม่ต้องลงทุนเครื่องฉายใหม่ ไม่ต้องลงทุนเก้าอี้ใหม่ ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างใดๆ มากมาย ทำโรงหนังอาร์ตคงจะใช้ตังค์เยอะมากไม่ได้หรอก รีโนเวตโรงนี้ดีกว่า” ชมศจีอธิบาย 

สำหรับอุ๋ย ขั้นตอนที่กังวลใจมากที่สุดคือการขออนุญาตจากพ่อ เธอจึงเตรียมตัวทำการบ้านอย่างดี คิดเหตุผลเผื่อโต้แย้งหรืออธิบาย แต่พอเข้าไปคุยจริง ปรากฏว่าทุกอย่างจบลงภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

“พ่อก็เป็นคนนักเลงๆ อยู่แล้ว พอพูดไปว่าอยากทำ เราจะเทิร์นสองโรงนี้เป็นอย่างนี้ได้มั้ย เขาก็ตอบว่า ได้เลย โดยที่ไม่ห้าม ไม่มีการโต้แย้ง เราก็ อ้าว ให้ทำ

“คือจริงๆ การปล่อยให้มันลงวิดีโอ ท้ายที่สุดแล้วมันขาดทุนน้อยกว่า แต่ทางจิตใจคือเราเสียดาย ถ้าในมุมพ่อก็อาจคิดว่าปล่อยๆ ลงวิดีโอไปเหอะ แต่พอเราบอกว่าอยากทำ เขาก็ยอมให้ทำ ลึกๆ คงรู้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดกำไร แล้วน่าจะขาดทุนด้วย แต่เขาก็อยากให้เราลอง ได้ลองทำแล้วเดี๋ยวก็รู้ว่ามันไม่ง่าย”

02

โรงหนังที่เป็นเหมือน ‘บ้าน’ 

เมื่อบิ๊กบอสแห่งสหมงคลฟิล์มอนุมัติ ทุกอย่างก็เดินเครื่องไปข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือการคิดชื่อโรงภาพยนตร์ใหม่ ซึ่งจ๋องมีไอเดียบรรเจิด คิดชื่อมาให้เลือกเป็นร้อยชื่อ มีตั้งแต่ชื่ออย่าง ‘สะปาก’ หรือพูดแล้วเต็มปากเต็มเสียงแบบ ซาลาเจโว, วันเดอร์รามา, บาติสตูต้า, เบอรูชาก้า ไปจนชื่อที่ขึ้นชื่อด้วยศาลา ล้อกับชื่อโรงหนังเก่าอย่างศาลาเฉลิมกรุง แม้กระทั่งชื่อแปลกๆ แต่จำง่ายอย่าง ทอยเล็ต ซินีมา ก็มีให้เลือก

แต่สุดท้ายอุ๋ยตัดสินใจเคาะชื่อที่เรียบง่ายแต่อบอุ่น นั่นคือ ‘House’ 

“อุ๋ยอยากทำให้คนที่เข้ามาชม เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในบ้าน”

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

ด้วยความตั้งใจนี้ ทำให้โรงภาพยนตร์ House RCA ออกแบบอย่างเรียบง่าย เน้นบรรยากาศใกล้ชิดกับคนดู ใช้โทนสีขาว น้ำตาล มีกลิ่นอายย้อนยุค เบาะที่นั่งก็นุ่มสบาย รวมถึงการเลือกหนัง ที่ถึงแม้เป็นหนังนอกกระแส แต่อยากให้ผู้ชมชอบมากที่สุด เหมือนเป็นหนังที่เลือกดูเองที่บ้าน

“เมื่อก่อนสังคมถูกสร้างการรับรู้ว่า ถ้าหนังแบบนี้ ไม่สนุกแน่นอน ยาก ปีนกระได อย่าดู แต่จริงๆ แล้วมีทุกอย่างที่หนังแมสมีนะ แค่แต่งตัวแล้วไม่สวย ไม่ใช่สิ่งที่คุณคุ้นเคย ไม่ใช่ภาษาที่คุณเคยฟัง แต่จริงๆ แล้วสนุก” อุ๋ยกล่าว 

จ๋องเคยอธิบายว่า หนังที่ House เลือกแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ประเภทแรกคือ ‘หนังเล็ก’ ผู้ผลิต ผู้กำกับ ดารา ไม่เป็นที่รู้จัก หรือมาจากประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมหนังขนาดใหญ่ เช่น หนังไอซ์แลนด์ หนังเปรู แต่มีคุณค่าบางอย่างน่าสนใจ ประเภทที่ 2 คือหนังจากสตูดิโอใหญ่ๆ แต่ทำหนังเล็ก เพราะอยากทำหนังได้รางวัลบ้าง หลายเรื่องมีดาราที่มีชื่อเสียง เพียงแต่อาจดูยากสักหน่อย 

แบบที่ 3 คือหนังใหญ่ในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ มักเป็นหนังยอดนิยม คนดูรัก ได้เงิน แต่พอเข้าเมืองไทยก็กลายเป็นหนังเล็กเพราะคนไม่รู้จัก ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นหนังญี่ปุ่น ประเภทที่ 4 คือหนังไทยสเกลเล็ก แต่ได้รางวัล 

ทั้งหมดไม่ได้ตายตัวเสียทีเดียว เพราะถ้าเป็นหนังที่ทีมงานชอบ ต่อให้เล็กใหญ่หรือแปลกแค่ไหนก็มีโอกาสมาปรากฏตัวที่ House ได้เหมือนกัน ที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะแค่หนังของสหมงคลฟิล์มเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับหนังทุกค่าย

ถามว่า ทำไมคนดูควรจะรู้จักหนังเหล่านี้ ทั้งที่แค่หนังในโรงทั่วไปก็มีเยอะดูจนไม่หมดแล้ว 

“ถ้าเปรียบเหมือนอาหาร มันก็เป็นเมนูอีกรสหนึ่ง ไม่ได้เป็นเมนูหลักๆ ที่เราคุ้น ไม่ใช่ข้าวกะเพราไก่ แล้วมันเป็นเมนูที่ปลีกย่อยไปได้กว้างมาก ที่สำคัญคือทำให้คนดูรู้สึกว่า โลกของหนังมีอะไรอีกเยอะ คนมาดูเหมือนได้มาค้นพบว่ามีหนังแบบนี้อยู่ด้วย” จ้อยอธิบายในฐานะนักดูหนัง

“เราอยู่ในสังคมที่มักจะให้คุณค่ากับอะไรแค่บางอย่าง แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมีคุณค่าของมัน เราไม่ปฏิเสธหนังประเภทฟ้าถล่ม มนุษย์ต่างดาวบุก เราเป็นคนแรกที่สนุกสนานด้วยซ้ำ และไอ้หนังที่ House ก็เป็นหนังที่เราชอบเหมือนกัน แค่อยากให้ได้ครบทุกรส คนเรากินอาหารให้ครบทุกหมู่ สุขภาพดีกว่าไง” จ๋องเสริม 

กลุ่มเป้าหมายหลักที่พวกเขาเล็งไว้ไม่ใช่คอหนังตัวยง แต่คือคนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังค้นหาตนเอง กล้าทดลอง และพร้อมเปิดใจมาสัมผัสกับอรรถรสของหนังที่แปลกใหม่ ซึ่งจะทำให้ฐานคนดูหนังประเภทนี้ขยายออกไปมากขึ้น รองลงไปถึงจะเป็นกลุ่มคอหนัง เพราะถ้าพึ่งพากลุ่มนี้อย่างเดียวโรงอาจอยู่ไม่รอด 

House RCA มีกำหนดเปิดโรงในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

ก่อนถึงวันนั้น ทีมงานระดมสมองคิดกลยุทธ์เพื่อประชาสัมพันธ์ ในที่สุดก็มาลงตัวที่โปรโมชันสุดคุ้มอย่าง Film Buffet จ่ายเงินสมัครสมาชิกแค่ 100 บาท แต่รับชมภาพยนตร์ได้ถึง 150 เรื่อง ตลอด 3 สัปดาห์ 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“คิดกันว่าทำยังไงดีจะให้คนรู้จัก แล้วตอนนั้นหนังในสต็อกเยอะ เราก็ไปรื้อสต็อกมาทำบุฟเฟต์กันเลยดีกว่า ขอความช่วยเหลือจากค่ายอื่นที่ยังมีฟิล์มอยู่ด้วย หนังทุกเรื่องให้เป็นคาแรกเตอร์ House คนจะได้รู้ว่า หนังแบบนี้แหละที่เราอยากให้ดูในอนาคต” อุ๋ยอธิบาย 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทีมงานกังวลใจมากคือ โรงหนังจะเสร็จทันตามกำหนดหรือไม่ เพราะการปรับปรุงโรงเก่าเพิ่งจะเริ่มต้นในช่วง 30 วันสุดท้าย จริงอยู่ที่มีอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ฉายหนังจากโรง UMG เดิม แต่อะไรก็ดูชักช้าไปเสียหมด 

คืนก่อนเปิดโรง ทุกคนต้องลุ้นระทึก เพราะติดตั้งเก้าอี้โรงหนังผิดจนต้องรื้อเรียงใหม่ ทำให้การเทพื้นโรงด้วยอีพ็อกซี ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายเริ่มตอนตี 4 เสี่ยงว่าพื้นจะแห้งไม่ทันฉายหนังรอบแรกตอน 11 โมง 

“พอสิบเอ็ดโมง มันก็ยังหยุ่นๆ อยู่ พี่วิโรจน์ คนฉายหนังก็เช็ก บอกว่าตรงนี้เราอย่าเหยียบเลยนะครับ ตรงนี้เดินไม่ได้ แต่ยังไงคนก็ต้องเข้า ผมเลยประกาศให้คนดูถอดรองเท้า แล้วเดินตามผมมาเพื่อให้ไม่โดนอีพ็อกซีมากที่สุด และยังเข้าทางประตูไม่ได้ ดังนั้นคนที่ดูรอบแรก ที่โรงหนึ่งได้สิทธิ์ในการลอดจอเข้าไป และต้องถอดรองเท้าถือกันทุกคน” จ๋องเล่า

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

โรงหนังแห่งใหม่ได้เสียงตอบรับล้นหลาม ช่วงเดือนแรกมีคนมาต่อแถวซื้อตั๋วยาวเหยียดลงไปถึงชั้นล่าง จำนวนสมาชิกพุ่งขึ้นเกือบ 5,000 คน ทำให้ทีมงานยิ้มแก้มปริ ใจชื้นขึ้นมา

“ตอนนั้นคิดว่าสามถึงห้าปีก็คืนทุนแล้ว รู้สึกว่าคอนเซปต์ใช่ หนังมันใช่ ทุกคนช่วยกัน มันต้องได้สิ แต่ตอนที่เปิดโรงมีพี่คนหนึ่งเดินมาบอกเราว่า อุ๋ยต้องให้เวลามันสักสิบปีนะ เราก็อึ้ง เหรอพี่ นานอย่างนั้นเลยหรอ ไม่หรอก” อุ๋ยเล่า

หลังจากจบโปรแกรมบุฟเฟต์ ทุกคนก็เริ่มเห็นความจริงอันโหดร้าย เพราะคนที่มาชม The Barbarian Invasions กับ The Ladykillers หนังสองเรื่องแรกในโปรแกรมปกตินั้นบางตาลงไปมาก 

“เหงาเนอะ ความอบอุ่นที่ได้รับมาในช่วงหนึ่งเดือนนั้น หายไปไหนนะ” จ๋องรำพึงรำพัน

03

พื้นที่ของคนรักหนัง

15 ปีของ House RCA มีทั้งช่วงที่คึกคักและเงียบเหงา บางเวลาคนทะลักโรงจนไม่มีที่นั่งว่าง แต่บางรอบก็เคยมีคนดูเพียงคนเดียว ในขณะที่ทีมผู้บริหารหลักเหลือเพียง อุ๋ย จ๋อง และจ้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็ยังคงทำหน้าที่บ้านของหนังทางเลือกโดยไม่เปลี่ยนแปลง

มีหนังหลายเรื่องที่เป็นความสนใจเฉพาะกลุ่ม แต่ House พิจารณาแล้วว่าน่าสนใจ จึงทดลองนำมาฉาย อย่าง Formular 17 หนังเกย์สไตล์น่ารักจากไต้หวัน เคยเกือบถูกตัดทิ้งเพราะไม่ค่อยตรงสูตรหนังดี-หนังสนุก-หนังที่ทีมงานชอบ แต่ในต่างประเทศพูดถึงกันอย่างมาก ในที่สุดหนังเรื่องนี้กลายเป็นม้ามืดที่สร้างปรากฏการณ์คนเต็มโรงอีกครั้งถึง 3 รอบติด เมื่อ พ.ศ. 2547 และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มเกย์ในไทยสร้างหนังเกย์ Rainbow Boys ซึ่งได้มาฉายที่นี่เช่นกัน

อีกตัวอย่างที่เข้าข่ายนี้ คือภาพยนตร์เรื่อง 36 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากเดิมที่หนังเวียนฉายตามเทศกาล มีแฟนคลับชื่นชอบในวงจำกัด แต่เมื่อ House ชวนมาฉาย ก็ทำให้ความนิยมแพร่กระจายไปวงกว้าง คนสนใจเพิ่มขึ้น จากตอนแรกวางแผนว่าจะฉายแค่ 8 รอบ ทำให้ต้องขยายและยืนโรงได้นานนับเดือน เช่นเดียวกับ Mary is Happy, Mary is Happy หนังเรื่องถัดมาของนวพล ซึ่งเกิดกระแส ‘ฟีเวอร์’ จนมีคนมายืนต่อแถวรอดูหนังและซื้อเสื้อยืดกันยาวเหยียดจนล้นไปถึงบันไดชั้นล่าง

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เต๋อมีแฟนคลับของเขาอยู่แล้ว ตัวหนังเรื่อง 36 เอง ระหว่างที่ไปฉายไม่กี่รอบก็ได้สร้างกระแสปากต่อปากเป็นที่โจษจันอยู่ พอมาฉายก็เลยเป็นปรากฏการณ์ เหมือนเต๋อเป็นสินค้ายอดนิยมที่ไม่เคยปรากฏบนท้องตลาดมาก่อน มันมีคนพร้อมจะชอบ ซึ่งค่ายใหญ่อาจไม่ได้กลิ่นอะไรแบบนี้” จ้อยอธิบาย 

หลายเรื่องที่เข้าสูตรหนังน้ำดี ผู้ชมรัก แต่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตที่ผู้ชมคุ้นเคย จึงถูกหมางเมินจากโรงใหญ่ เมื่อเข้ามาฉายที่ House ก็ได้รับเสียงชื่นชมมาก ตัวอย่างเช่น Be with You หนังรักปาฏิหาริย์ในฤดูฝนที่คนดูน้ำตาท่วมจอ Always: Sunset on the Third Street หนังสุดอบอุ่นหัวใจจากญี่ปุ่น The Lunchbox หนังที่ว่าด้วยอุตสาหกรรมการส่งข้าวกล่องของอินเดีย Call Me by Your Name หนังรักก้าวผ่านวัยของเด็กหนุ่มอายุ 17 รวมถึงหนังสารคดี Jiro Dreams of Sushi ที่เล่าเรื่องเทพเจ้าซูชิ ขณะช่วงนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ คนยังมาชมกันแน่น 

ด้วยความเป็นโรงขนาดเล็ก House จึงมีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ภาพยนตร์ที่มีความพิเศษ เช่น เคยฉายหนังฟิลิปปินส์เรื่อง From What Is Before ที่ยาวถึง 5 ชั่วโมง 38 นาที มาแล้ว หรือหนังที่มีฉากวาบหวิวโจ๋งครึ่มอย่าง Lust, Caution ของผู้กำกับอั้งลี่ ทางโรงก็ตัดสินใจฉายโดยไม่ตัดฉาก เพียงแต่ใช้วิธีตรวจบัตรประชาชน ให้ดูเฉพาะผู้ชมที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นโรงหนังแห่งแรกที่ทำ ก่อนกฎหมายจะบังคับเสียอีก 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

หนังบางเรื่องเคยฉายในโรงทั่วไปแล้ว แต่เมื่อมีเวอร์ชันพิเศษ House ก็นำมาให้คอหนังรับชม เช่น Parasite ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ ฉบับขาวดำ ชั่วฟ้าดินสลาย Director’s Cut รวมถึง รักแห่งสยาม Director’s Cut ที่ยาวถึง 3 ชั่วโมงกว่า แต่กลับมีผู้ชมต้อนรับอย่างล้นหลาม จนเป็นหนึ่งในหนังที่ทำรายได้สูงสุดของ House RCA 

รักแห่งสยาม เวอร์ชันปกติสองชั่วโมงกว่า แต่ Director’s Cut จากที่ยาวไปแล้วก็ยาวไปอีก มันไม่มีที่ไหนเหมาะสมจะฉายหนังเรื่องนี้เท่า House อีกแล้ว” จ้อยกล่าว

นอกจากนี้ยังจัดเทศกาลหนังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่โรงจัดเองและมีเจ้าภาพร่วม เช่น Bangkok Film Festival เทศกาลหนัง Retro to Kitano เทศกาล From Hong Kong with Love รวมถึงนำหนังคลาสสิกที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนกลับมาฉาย เช่น ผีเสื้อและดอกไม้, เถียนมีมี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงตัวเลข House ติดลบมาโดยตลอด ยิ่งช่วงปีแรกๆ นั้นขาดทุนเป็นประจำทุกปี 

“นึกถึงเมื่อสิบหกถึงสิบเจ็ดปีที่แล้ว เรามาทำโรงหนังแบบนี้มันคือเรื่องใหม่มาก ยากที่จะบอกให้สังคมรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ยิ่งไม่ใช่จานที่ทุกคนจะอร่อยได้แน่ บางคนอาจไม่ถูกปาก เลยเป็นความยากที่ต่อเนื่อง แล้วไม่ใช่ว่าคนดูจะดูทุกเรื่อง คือหนังมันเลือกคน แฟนหนังญี่ปุ่นก็ดูหนังญี่ปุ่น แฟนหนังเกย์ก็ดูหนังเกย์ ถามว่ามีคนดูทุกเรื่องมั้ย มี แต่คนพวกนั้นน้อย และคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าหนังเรื่องนี้คนดูเยอะแน่ ถ้ารู้ก่อนเราคงรวย” จ๋องอธิบายถึงความท้าทาย

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อยๆ คือเรื่องที่ตั้งที่ RCA ซึ่งเดินทางไปไม่สะดวก เนื่องจากไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน ต้องใช้บริการรถเมล์ แท็กซี่ หรือขับรถไปเอง ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า ค่าเดินทางแพงกว่าตั๋วหนัง 

ประเด็นนี้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงการขึ้นราคาค่าตั๋ว ทีมงานคิดอยู่นานกว่าจะขอขึ้นราคาจาก 100 เป็น 120 บาท ทั้งที่โรงหนังเครือใหญ่ขยับราคาไปที่ 200 บาทกันแล้ว 

“คือเรารู้สึกว่าจะไปขึ้นค่าตั๋วอีกหรอ เฮ้ย จ่ายค่ารถมาที่แพงกว่าค่าตั๋วอีกนะพี่” อุ๋ยเล่าบ้าง 

“สุดท้ายก็ขึ้น เขียนแถลงการณ์น้ำตาตกเลย จำเป็นจริงๆ แต่ไม่เห็นมีใครเขาด่าเลย เขาบอกว่ามึงน่าจะขึ้นตั้งนานแล้ว กลัวโรงอยู่ไม่ได้ เออ บุญของเราที่เขาคิดแบบนี้” จ๋องกล่าวติดตลก

จากผลขาดทุนสะสม รวมทั้งมีโรงอื่นที่เริ่มฉายหนังลักษณะเดียวกันมากขึ้น เคยมีช่วงหนึ่งที่ทุกคนมองหน้ากันเหมือนมีคำถามในใจว่า เลิกทำ House ดีมั้ย อุ๋ยเองก็รู้สึกผิด จนได้คุยกับคุณพ่อ แต่ท่านกลับถามว่า จะเลิกทำไม

จุดเปลี่ยนจริงๆ ที่ทำให้ House หายใจคล่องขึ้น คือเทคโนโลยีการฉายหนังที่เปลี่ยนไป

จากเดิมที่หนังจะฉายด้วยฟิล์ม 35 มม. เวลาไปฉายโรงอื่นต้องทำสำเนาฟิล์ม ค่าทำชุดหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ แถมต้องทำซับไตเติ้ล โฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้บรรดาค่ายหนังคิดถึงความคุ้มค่าก่อนมาฉายที่ House ซึ่งมีคนดูจำกัด หนังช่วงแรกจึงมาจากสหมงคลฟิล์มเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล 

“วันที่เครื่องฉายดิจิทัลเข้ามา ต้นทุนลดไปเยอะมาก เราคุยกับเจ้าของหนังได้ง่ายขึ้น เรามีโอกาสที่จะได้ฉายหนังที่เราอยากฉาย พอคอนเทนต์เราดีขึ้น มันก็สะท้อนมาในตัวเลขของคนดูที่ RCA ด้วย” อุ๋ยอธิบาย 

ตั้งแต่ปีที่ 12 เป็นต้นมา House เริ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่แล้วทีมผู้บริหารก็ต้องกลับมาคิดหนักกันอีกครั้ง เมื่อมีคนยื่นข้อเสนอหนึ่งเข้ามา นั่นคือชวนย้ายบ้าน!

04

House ย้ายบ้านสู่สามย่าน

ราว พ.ศ. 2560 – 2561 มีเพื่อนคนหนึ่งของ โอ๋-จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ พี่สาวของอุ๋ย และหนึ่งในหุ้นส่วนของ House ติดต่อเข้ามา เพื่อนคนนี้ทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังพัฒนาสามย่านมิตรทาวน์ โครงการใหม่แห่งนี้เน้นคอนเซปต์ด้าน Art-Eat-Education ทำให้เขานึกถึงโรงหนัง House เพราะเป็นแฟนประจำของที่นี่อยู่แล้ว จึงอยากชวนทีมผู้บริหารไปคุยกัน

ก่อนหน้านี้ ทุกคนไม่เคยคิดว่าอยากย้ายไปไหน แต่พอได้ยินว่า สามย่านก็เริ่มสนใจ เพราะปัญหาทำเลโรงหนังที่เป็นปมในใจมานานจะได้จบเสียที ทว่าอีกใจยังเสียดายโรงที่ RCA เสี่ยเจียงบอกอุ๋ยว่า เปิดไปเลยทั้งสองที่ แต่เมื่อคุยกัน คิดคำนวณค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจย้ายบ้าน 

“เราคุยกันจนท้ายที่สุดสรุปว่า ถ้าจะมาอยู่ตรงนี้ มันดีสำหรับ House มันดีสำหรับคนดู เขาเดินทางง่ายขึ้น หนังกับคนดูมีโอกาสเจอกันมากขึ้น” จ๋องบอกเหตุผล

House RCA เปิดให้บริการวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ท่ามกลางบรรยากาศร่ำลาโรงเก่าอย่างอบอุ่น มีแฟนหนังมาร่วมงานคับคั่ง ก่อนจะกลับมาเปิดโรงอย่างเป็นทางการบนชั้น 5 ของสามย่านมิตรทาวน์ในวันที่ 26 กันยายน ปีเดียวกัน พร้อมกับโปรโมชันตั๋วบุฟเฟต์อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมยาวไป 3 สัปดาห์ 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

House Samyan ออกแบบให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย โอ่โถงแต่ยังอบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มจำนวนจาก 2 เป็น 3 โรง ยกเครื่องฉาย ยกเก้าอี้มาจาก RCA ทำให้ลดค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง รวมทั้งชวน วิโรจน์ สุนทรศิริมั่นคง พนักงานฉีกตั๋วและคนคุมเครื่องฉายวัยเก๋าตั้งแต่สมัยโรง UMG ให้ตามมาทำงานต่อที่นี่ด้วย

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

นอกจากนี้ เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มทำระบบซื้อตั๋วและเช็กรอบหนังผ่านแอปพลิเคชันที่ House ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนค่าตั๋ว ทีมผู้บริหารขอปรับราคาขึ้นแค่ 20 บาท เป็น 140 บาทสำหรับสมาชิก และ 160 บาทสำหรับคนทั่วไป ซึ่งยังคงถูกกว่าโรงหนังเครือใหญ่เจ้าอื่น

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก
House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

การย้ายบ้านครั้งนี้ แม้เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ แต่ทุกคนในทีมอยากให้ผู้ชมมีความสุขกับหนังมากขึ้น จึงตั้งใจให้เนื้อหาของภาพยนตร์เข้มข้นและหลากหลายกว่าเดิม การเพิ่มเป็น 3 โรง ยิ่งทำให้ฉายหนังได้วันหนึ่งเกิน 10 เรื่อง นอกจากนี้ยังพยายามเพิ่มหนังคลาสสิกให้มีทุกเดือน ที่เคยฉายผ่านมาแล้วเช่น Forrest Gump, Tokyo Story, โหด เลว ดี และ Pulp Fiction 

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เอาจริงเราก็ฉายหนังแบบเดิม ทำแบบเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นโลเคชันที่เปลี่ยนไป แต่ก็ทำให้แนวโน้มของคนดูดีขึ้น แต่วันที่เปิดวันแรก คนสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่รู้จักเรา คนที่เดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์นึกว่าเราขายบ้าน ขายคอนโดฯ หรือเปล่า เราก็ต้องแนะนำตัวเองใหม่ว่า เราคือใคร เราทำอะไร” อุ๋ยเล่าแล้วขำ

เปิดโรงได้ไม่ถึงปี House Samyan ต้องเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้จะเอาจริงเอาจังถึงขั้นถอดเก้าอี้บางส่วนออกเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และลงทุนซื้อเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมาฉีดทุกรอบ แต่ไม่วายต้องปิดโรงไปช่วงหนึ่งเช่นเดียวกับโรงหนังทั่วประเทศ พอกลับมาเปิดใหม่ คนดูเริ่มกลับมาก็ต้องเจอกับ COVID-19 ระลอกใหม่ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

“หนักเลยค่ะ อุ๋ยว่ารอบนี้เหนื่อยกว่ารอบที่แล้ว โรงหนังทุกคนก็พูดได้คำเดียวว่า ยืนขาแข็ง คือทำอะไรไม่ได้จนกว่าวัคซีนจะมา โควิดจะจบ เราก็ต้องยืนนิ่งเข้าไว้” ชมศจีอธิบายถึงการต่อสู้ของ House 

ในวันที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้อายุใกล้ครบ 17 ปี สถานการณ์โดยรอบยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะโรคระบาดหรือมีสื่อและกิจกรรมใหม่ๆ เข้ามาแย่งเวลาของผู้ชม แต่พวกเขาก็ตั้งใจให้ House ยืนหยัดเคียงข้างคนดูหนังต่อไป

House โรงหนังทางเลือกที่ยืนหยัดมาถึง 17 ปี เพื่อให้คุณรู้จักหนังดีรสชาติใหม่ๆ จากทุกมุมโลก

“เราทำ House กันเพราะอยากบอกสังคมว่ามันมีหนังอีกเยอะ อยากให้คนได้ดูหนังที่หลากหลาย ถึงวันนี้เราก็ยังพูดเหมือนเดิม ถามว่าให้อะไรสังคม เราไม่รู้ มันอาจมีส่วนสร้างพฤติกรรมของคนดูให้เขารู้จักหนังแบบนี้มากขึ้น และพอเขารู้จักมากขึ้น มันก็จะเกิดผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมอยู่แล้ว มีผู้สร้างหรือนำหนังอีกแบบเข้ามามากขึ้น แต่คงไม่ใช่เพราะเราคนเดียว เราเป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้น” จ๋องพูดถึงโรงหนังที่เขามีส่วนสร้างขึ้นมา

 “เวลาเห็นฟีดแบ็กของลูกค้าในโซเชียลมีเดีย อุ๋ยรู้สึกว่าเขารักเรา มีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ๆ ที่รัก House และเราดีใจที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ จุดประสงค์ในการทำแรกๆ คือแพสชันส่วนตัว จนวันนี้มันได้มาเป็นโรงหนังที่สมบูรณ์ สำหรับเราตอนนี้ก็เหลือแค่ให้ House ได้ทำหน้าที่ในการแนะนำหนังใหม่ๆ หนังคาแรกเตอร์แปลกๆ ให้คนได้รู้จัก คนมาค้นพบตัวเองได้ที่นี่ ถ้าชอบ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะชอบหนังแบบนี้เพิ่มไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็ Fullfill แล้ว” อุ๋ยพูดความในใจบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าโรงภาพยนตร์แห่งนี้จะยืนระยะไปได้อีกยาวนานเพียงใด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมาของ House คือกำไรของคนดูหนังอย่างแท้จริง เพราะมีหนังให้เลือกดูเพิ่มขึ้นมากมาย ใครที่รักหนังก็คงต้องเอาใจช่วยให้ ‘บ้าน’ หลังนี้ สร้างความสุขความทรงจำดีๆ กับทุกคนต่อไปอีกนานๆ

ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook : House Samyan

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

สัมภาษณ์ คุณชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ, คุณพงศ์นรินทร์ อุลิศ และคุณพรชัย วิริยะประภานนท์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564

นิตยสาร Pulp ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 เดือนมิถุนายน 2547 

นิตยสาร happening ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 เดือนตุลาคม 2557 

นิตยสาร happening ปีที่ 10 ฉบับที่ 106 เดือนกรกฎาคม 2559

หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2562

เว็บไซต์ MGR Online วันที่ 1 กรกฎาคม 2547

เว็บไซต์ The Standard วันที่ 26 กรกฎาคม 2562

Facebook : House Samyan

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ผมไม่เคยตกหลุมรักอาชีพนี้ และไม่มีอะไรทำให้เป็น ถึงวันนี้ก็ไม่เป็น ไม่เคยมีภาพอย่างนั้นในชีวิตเลย” คือความในใจของ ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ที่มีต่องานพิธีกรซึ่งทำมานานเกือบ 40 ปี

หลายคนฟังแล้วคงรู้สึกแปลกใจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชายคนนี้คือสุดยอดพิธีกรแห่งยุคที่สร้างปรากฏการณ์บนจอแก้วจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ฝันที่เป็นจริง รายการพูดคุยผสมละครที่บอกเล่าชีวิตและการต่อสู้ของคนดีที่ขาดโอกาส

ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่นักร้อง นักแสดง ต่างใฝ่ฝันจะไปออกสักครั้งหนึ่งในชีวิต

เกมเศรษฐี ควิซโชว์ 16 คำถามที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ครัวคุณต๋อย รายการทำครัวที่ช่วยให้ร้านอาหารฝีมือเยี่ยมเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง

แน่นอนทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกความคิด และกลั่นกรองออกเป็นงานสร้างสรรค์ได้อย่างไม่รู้จบ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ได้รับโอกาสดีจากพิธีกรมือเก๋า ให้มาร่วมพูดถึงเส้นทางการทำงานอันยาวนาน ตั้งแต่ก้าวแรกถึงปัจจุบัน ท่ามกลางโลกที่วงการโทรทัศน์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ย้อนความจำ ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ทนายผู้กลายเป็นตำนานพิธีกร ครองจอแก้วเกือบ 4 ทศวรรษ
01

พิธีกรราชรถมาเกย

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2525 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ยังเป็นทนายความอยู่ที่สำนักกฎหมาย มณี เทพภักดี

ตลอดชีวิตเขาไม่เคยคิดที่จะเข้าสู่ถนนสายบันเทิงเลย แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน หลังตกกะไดพลอยโจน รับปากลูกพี่ลูกน้องว่าจะมาร่วมออกรายการโทรทัศน์

“น้องสาวคนนี้เป็นลูกของป้า เรียนเก่งเป็นพิเศษ พอจบ มศ.5 ก็สอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เป็นที่ 1 ผมก็ถามเขาว่าอยากได้ของขวัญอะไร เดี๋ยวซื้อให้ เขาก็บอกจริงนะ ไม่โกหก แล้วเขาก็บอกให้ไปเล่นเกมกับเขา ชื่อ เกมล้มเค้า ทางช่อง 5 เป็นเกมที่เอาสองครอบครัวมาแข่งกัน ผมก็บอกว่าไม่เอา เล่นไม่เป็น เขาก็บอกสัญญาแล้วไง ก็เลยต้องไป”

สมัยนั้นการออกหน้าจอสำหรับคนทั่วไปเป็นเรื่องใหญ่มาก หลายคนกลัวกล้อง ไม่กล้าพูดหรือแสดงออกมากเกินไป แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ทำงานอยู่หน้าบัลลังก์ศาลมาตลอด เพราะเขาพูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ กล้าสื่อสาร กล้าตอบโต้ แถมก่อนจบรายการ ยังถามพิธีกรด้วยว่า ถ้าอยากพูดกับผู้ชมต้องพูดกับกล้องไหน พอพิธีกรบอกว่า ถ้าเห็นกล้องไหนที่มีไฟแดงขึ้นให้พูดกับกล้องนั้น เขาก็พูดประโยคสั้นๆ ว่า “สวัสดีคุณยาย ต๋อยออกทีวีแล้วนะ” 

หลังถ่ายเสร็จ ไตรภพกลับมาเป็นทนายความตามเดิม แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะลีลาอันโดดเด่นดันไปเข้าตา ต้น-ลาวัลย์ ชูพินิจ ผู้บริหาร JSL เจ้าของรายการ จึงเชิญมาพูดคุยด้วย แวบแรกเขาคิดว่าบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่อยากปรึกษาเรื่องกฎหมาย แต่ปรากฏว่าลาวัลย์ยื่นข้อเสนอให้เขามาเป็นพิธีกรในรายการใหม่ของ JSL แทน

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอพี่ต้นถามว่ามาเป็นพิธีกรไหม ผมก็บอกว่าไม่เป็น ไม่เอา พอกลับมาบ้านเล่าให้ภรรยาฟัง ดูสิเรื่องนี้ตลกมาก อยู่ดีๆ เรียกฉันให้เป็นพิธีกร ภรรยาผมตอบกลับมาว่า ไม่เห็นตลกเลย และบอกว่า เธอรู้ไหม คนบางคนเขาหาโอกาสอย่างนี้มาชั่วชีวิต เธอนี่ราชรถมาเกย แต่ไม่เอา เราก็แปลกใจ งงมากกว่า ตามหลักผู้หญิงไม่ควรจะอยากให้สามีมาอยู่ในวงการบันเทิง แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“พอหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน พี่ต้นก็โทรมาอีก พูดเหมือนเดิม แต่ว่าหนักแน่นขึ้น แล้วก็พูดว่าเวลาของเราไม่เสียนะ เพราะเดือนหนึ่งจะอัดแค่สองวันเท่านั้นเอง วันอะไรก็ได้กำหนดมาเลย ขอให้กรุณาไปตัดสินใจใหม่อีกที ผมก็เลยคิดถึงคำพูดของภรรยาขึ้นมา จึงบอกเขาว่า ลองดูก็ได้”

รายการแรกที่ไตรภพเป็นพิธีกร คือ พลิกล็อค มีกติกาง่ายๆ ให้ผู้เข้าแข่งขันทายว่าตัวเลขต่อไปนั้น มากกว่าหรือน้อยกว่า โดยครั้งนั้นมีพิธีกรร่วมอีก 2 คน คือ วาสนา สิทธิเวช นางเอกสาวคนดังของยุค และ ดี๋ ดอกมะดัน ตลกแถวหน้าของเมืองไทย

ความยากของบทบาทใหม่ ไม่ใช่การทำหน้าที่ แต่คือการเอาชนะความตื่นเต้นของตัวเอง

ไตรภพเล่าว่า ตอนถ่ายทำเทปแรก เขาแทบเอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เพราะถ้าจับแล้วโพเดียมจะสั่นทันที แต่บุคคลที่เข้ามาช่วยให้คลายกังวล คือ ตุลชัย ธรรมดุษฎี พิธีกรมือเก๋าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับเวที

“ตอนนั้นคุณตุลชัยเดินมาพูดว่า คุณไตรภพเก่งมาก ทำงานครั้งแรกไม่สั่นเลย ผมทำงานมาเจ็ดแปดเดือน ถึงจะเริ่มจับทางตัวเองได้ว่าเป็นยังไง และต้องใช้เวลาอีกเป็นปีถึงไม่รู้สึกกังวล ผมก็เลยบอก ผมเองก็ตื่นเต้น เอามือจับโพเดียมไม่ได้เลย เขาก็บอกว่าไม่จริง ดูยังไงก็ไม่เห็นเป็นแบบนั้น เราก็ไม่ได้ตอบเขา แต่นึกในใจว่าคุณดูไม่เห็นหรอก เพราะผมเป็นทนาย ถ้าคุณเห็นอะไรจากข้างนอกแล้วรู้ไปถึงข้างใน ผมคงมีอาชีพแบบนี้ไม่ได้

“ก่อนกลับเข้าฉาก คุณตุลชัยก็พูดขึ้นมาว่า ถึงอย่างไรคุณไตรภพช่วยจำไว้นิดหนึ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนนั้น มีคนคนหนึ่งที่อยู่หลังม่าน หลังเวทีตรงนี้เป็นกำลังใจให้คุณตลอดเวลา ผมมองหน้าเขาแล้วมันก็ยูเรก้าเดี๋ยวนั้น มีคนแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ ทำไมดีอย่างนี้ แล้วตั้งแต่วันแรกที่ผมทำงานจนถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยตื่นเต้นเลยแม้แต่หนเดียวในชีวิต เพราะไม่ว่าจะขึ้นเวทีที่ไหน ผมก็มีคุณตุลชัยอยู่ในใจเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นบทบาทเบื้องต้นที่สำคัญของชีวิตผมเรื่อยมา”

แม้จะไม่ได้รู้สึกรัก แต่ไตรภพก็เชื่อว่าการทุ่มเทอย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานใดๆ ก็ตาม

เขาสังเกตและศึกษากระบวนการผลิต เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ บนเวที ตำแหน่งกล้อง ตำแหน่งไฟ ตำแหน่งการยืนที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการพูด การเว้นวรรค รวมถึงปรับพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่อาจไม่เหมาะสมกับหน้าจอโทรทัศน์ เช่น การพยักหน้าตอบผู้ร่วมรายการ ซึ่งช่วงแรกเขาทำเยอะเกินไป ถึงขั้นที่ลาวัลย์เคยทักว่า “ต๋อยเหมือนนกกระเด้าลมเลย”

“พี่ต้นพูดแค่นี้ แต่ทำให้เราเข้าใจเลยว่า บางทีจะใช้ Respond ปกติของมนุษย์ไม่ได้ มันต้องสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไป เหมือนอยู่ในศาล ก็จะมีกระบวนการในการพูด การจัดการ การเรียงลำดับ การวรรค การผ่อนคลาย การมองผู้พิพากษาว่าสนใจไหม คู่ต่อสู้ คู่ความรู้สึกยังไง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นฟังสักสิบคำถึงพยักหน้าสักที หรือเรายิ้มแทนได้ เพราะการยิ้มก็เป็น Respond ที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ไตรภพใช้เวลาอยู่นานร่วมปี ทุกอย่างจึงเข้าที่เข้าทาง สำหรับเขาแล้ว งานพิธีกรโดยเฉพาะเกมโชว์ ไม่ใช่เรื่องยาก หากจับทางถูก เพราะสิ่งที่เกมโชว์ต้องการจากผู้ดำเนินรายการ คือทักษะในการควบคุมเกมนั่นเอง

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“เกมโชว์กับทนายเหมาะกันที่สุด เพราะเกมโชว์ไม่ได้ต้องการอะไรจากพิธีกรมาก แค่ความเฉียบคม แล้วก็จังหวะของการเป็นตัวไกด์และสร้างแรงกระตุ้น สมมติเขาทายถูกต้อง เราก็ไล่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ถูก เราก็เสียใจกับเขา เช่น เล่นมาถึงตัวสุดท้าย ถ้าถูกจะได้หนึ่งแสน ปรากฏว่าทายผิด เราก็อาจบอกว่า ‘เสียใจด้วยจริงๆ ครับ ถ้าผมเป็นคุณนะ ป่านนี้ผมตายไปแล้ว แต่เห็นคุณยังยืนอยู่ได้ คุณยอดคนจริงๆ’ แล้วก็ปรบมือให้ เขาต้องการแค่นั้น ไม่ได้ต้องการมากกว่านั้น

“แต่การจะพูดอะไรได้นั้น มาจากการเห็นจากเขา ถ้าเขานิ่ง ก็พูดอย่างเมื่อกี้ แต่ถ้าไม่นิ่ง แล้วเขารู้สึกเสียอกเสียใจ ก็บอกไปว่า ‘ช่างมันเถอะครับ นี่เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเรา’ เพราะฉะนั้น มันไม่ยากหรอก เขาไม่ได้ต้องการคุณมาก ผมเป็นแค่ MC เป็นแค่คนคุมเกม คอยสร้างความตื่นเต้น เมื่อถึงจังหวะที่ควรตื่นเต้น และสร้างความน่าเสียใจ เมื่อถึงจังหวะที่ควรเสียใจ”

หลังทำรายการ พลิกล็อค ทาง JSL ก็ได้เปลี่ยนพิธีกรเป็น ปัญญา นิรันดร์กุล ส่วนไตรภพก็ไปช่วยบุกเบิกรายการใหม่ๆ อย่างเช่น ลาภติดเลข และ ชิงหลัก เขาทำผลงานโดดเด่นถึงขั้นคว้ารางวัลเมขลา ประจำ พ.ศ. 2526 สาขาพิธีกรบันเทิงชายดีเด่นมาครอบครอง

แต่แล้วใน พ.ศ. 2527 ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ตัดสินใจลาออก และหันกลับไปเป็นทนายความอย่างเดียว

“ผมลาออกด้วยเหตุหลายประการ หนึ่งด้วยความเหมาะสม เนื่องจากมีรายการบางรายการที่ผมอยากทำ และคิดว่าทำแล้วดี ทำแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ความเห็นไม่ตรงกัน อีกส่วนคืองานของเขาต้องการคนแบบหนึ่ง แต่ผมเป็นคนอีกแบบ ก็เลยไม่เหมาะ คือไม่ได้ทะเลาะกัน ทุกวันนี้เจอพี่ต้น พี่หน่อย (จำนรรค์ ศิริตัน) ก็ยังกราบ เจอ พี่สมพงษ์ (สมพงษ์ วรรณภิญโญ) ก็ยังกราบ แต่เมื่อมันไม่เหมาะสมก็ออกแค่นั้นเอง แล้วตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะเลิกเลย ไม่ได้คิดว่าจะทำกับที่อื่น เพราะผมไม่ได้อินเลิฟกับอาชีพนี้อยู่แล้ว”

02

หนทางสู่ตำนาน

แม้ไม่คิดหวนกลับมาสู่วงการบันเทิง แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะลิขิตไว้แล้วให้เขาต้องเลือกเส้นทางสายนี้

เพราะช่วงปลายปีเดียวกัน สองผู้บริหารจากค่ายกันตนา คือ กิตติ โรจน์ชลาสิทธิ์ และ จาฤก กัลย์จาฤก เชิญไตรภพไปพูดคุย ด้วยหวังจะชักชวนให้มาทำงานร่วมกัน เขาจึงเล่าไอเดียที่คั่งค้างตั้งแต่สมัยอยู่ที่ JSL ให้ทั้งคู่ฟัง

 “ผมบอกเขาว่ามีรายการที่อยู่ในใจ คิดไว้ตั้งนานแล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ เขาก็บอกว่าช่อง 3 ยังไม่เคยมีเกมโชว์เลย ถ้าเอาไปเสนอก็น่าจะได้ แต่ถ้าเสนอได้คุณไตรภพต้องทำนะ ผมก็พูดว่าไม่เป็นไร คุณเอาไปก็ได้ ผมไม่ว่า เพราะผมคิดว่ารายการแบบนี้ดี เขาบอกไม่ได้ เราต้องทำด้วยกัน แล้วก็มาเป็นหุ้นส่วนกัน เปิดเป็นบริษัทบอร์นฯ ขึ้นมา”

รายการแรกที่ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผลิตเอง ชื่อ เอาไปเลย เป็นเกมโชว์ทายราคาข้าวของ 

“สมัยก่อนมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไม่กี่ห้าง หนึ่งในนั้นก็มีเซ็นทรัล เราก็เลยทำ เอาไปเลย บาย เซ็นทรัล เอาของในห้างเซ็นทรัล เช่น สเกตบอร์ด เสื้อ น้ำหอม มาทายราคา ถ้าคุณทายถูกก็จะได้เล่นแจ็กพอต แล้วเวลาเล่น คือไปเข้าตู้ ก็จะมีตู้ให้เลือก ถ้าคุณเข้าตู้ถูก ดึงแล้วไม่โดนน้ำ ไม่โดนแป้ง ก็รอดตัวได้รางวัล เราเป็นเจ้าแรกของประเทศ ไม่เคยมีใครทำ”

แล้วความเชื่อของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ เอาไปเลย ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้ชม ส่งผลให้ไตรภพได้เวลาจากช่อง 3 เพิ่มขึ้น เกิดรายการเกมโชว์ใหม่ๆ ตามมาอีกเพียบ ตั้งแต่ เกมละครปริศนา, อะไรเล่า, 50/50, รวยอุตลุด, คุณขอมา ฯลฯ จนเขาต้องหยุดอาชีพทนายความ เพื่อทุ่มเวลากับงานบันเทิงเต็มตัว

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนาน ‘ไตรภพ ลิมปพัทธ์’ ผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

หากแต่รายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด และกลายเป็นภาพจำติดตัวผู้ชายที่ชื่อไตรภพเรื่อยมา คงต้องยกให้ ฝันที่เป็นจริง ซึ่งเริ่มออกอากาศเทปแรกเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2531

คอนเซปต์ของ ฝันที่เป็นจริง คือทุกคนมีความฝัน แต่การจะทำฝันให้เป็นจริงได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีโอกาสด้วย

โดยไอเดียนี้เริ่มมาจากบทสนทนาในออฟฟิศเกี่ยวกับความฝันว่า บางครั้งคนเราก็แยกไม่ออกระหว่างความฝันกับฝันที่เป็นจริง เพราะหากเราแยกออก ชีวิตก็จะมีความสุข

“อย่างผมฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ฝันของผมเป็นเรื่องที่ Impossible หมดเลย สำหรับผม มนุษย์ควรฝันแบบนั้น เพราะฝันแล้วมีความสุข แต่ถ้าอยู่ในชีวิตจริงๆ ฝันนั้นต้องเป็นจริงได้ ต้องเกิดจากกระบวนการที่ทำได้จริง อย่างผมอยากเป็นซูเปอร์แมน แต่ไปหัดเหาะทุกวัน หัดจนตายก็เหาะไม่ได้ แต่ถ้าผมอยากจะผัดกับข้าวเก่ง อยากเป็นเชฟที่เก่ง ผมก็หัดผัดกับข้าวทุกวัน เดี๋ยวสักวันผมก็จะมีฝันที่เป็นจริง

“พอได้ไอเดีย ผมก็เล่าให้หุ้นส่วนฟัง เขาก็บอกว่าคอนเซปต์นี้นำไปเสนอได้ เพราะเราเอาฝันของคนที่ทำมาหากิน คนรากหญ้าที่เขาอยากมีฝันที่เป็นจริง แต่ไม่มีทางมีได้เพราะขาดโอกาส สำหรับผมแล้ว โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เขาผัดกับข้าวเป็น อร่อยเลย แต่ให้ไปทำค้าขายไม่มีทาง เพราะต้องมีทุนเริ่มต้นสี่หมื่นบาท ต่อให้เก่งขนาดนั้น ถ้าจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องมีทุน ถึงจะมีฝันที่เป็นจริงได้”

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

จุดเด่นของ ฝันที่เป็นจริง อยู่ที่บุคคลต้นเรื่อง ซึ่งเป็นคนดีที่น่ายกย่อง ดังคำพูดปิดท้ายรายการที่เขามักกล่าวเสมอว่า เหตุผลที่แต่ละคนได้มานั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ ‘เพราะคุณเป็นคนดี’

“ตอนแรกเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ แต่พอเราคุยไป ก็นึกในใจว่า ดีจริงๆ ทำไมเขาถึงดีได้ขนาดนี้ ถ้าเขาเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมสักนิด ไม่มีทางที่เขาจะคิดหรือทำแบบนี้ได้ เช่น เขาควรจะมีชีวิตที่ดีของตัวเองคนเดียว แต่เขาทำไม่ได้ เพราะต้องเอาเงินมาให้แม่ที่ยังอยู่ด้วยกัน ต้องแอบเอาเงินให้พ่อที่แยกออกไป ต้องดูแลลูกเองเพราะผัวทิ้งไปแล้ว ทั้งหมดนี้มันเกิดจากเขา คอนเซปต์ของผมคือให้โอกาส ให้เขาไปทำฝันให้เป็นจริง แต่คุณรู้ไหม คุณได้เพราะอะไร เพราะคุณเป็นคนดี หลังเทปแรกออกไป ผมเรียกประชุมลูกน้องเลย แล้วบอกว่า ถ้าไม่ใช่คนดี ต่อให้เรื่องสวยหรูขนาดไหน ไม่ต้องทำ อย่าฆ่าตัวตาย นี่เลยกลายเป็นคอนเซปต์ของเราเรื่อยมา”

นอกจากคนต้นเรื่องแล้ว รูปแบบการนำเสนอก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก โดยตัวรายการจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก คือ สารคดี ละคร และสัมภาษณ์ แต่ช่วงที่โดดเด่นสุดคือละคร เพราะเป็นช่วงที่ทำให้ผู้ชมเห็นภาพและเข้าใจชีวิตของผู้ร่วมรายการได้ชัดเจนที่สุด

ว่ากันว่ากว่าจะได้มาแต่ละเรื่อง ทีมงานต้องลงพื้นที่อย่างหนัก คลุกคลีอยู่ในสลัมนานร่วมเดือน จากนั้นจึงค่อยๆ กลั่นกรองฉากที่น่าสนใจออกมาเป็นบทที่สั้นแต่ทรงพลัง ซึ่งคนเขียนหลัก คือ ปริ้นซ์-มรุธา รัตนสัมพันธ์ มือเบสวง วงตาวัน และเมื่อบทเสร็จเรียบร้อยก็จะถูกส่งต่อให้ ฉลวย ศรีรัตนา ผู้กำกับภาพยนตร์คนดัง

“บทของเขาแค่อ่านอย่างเดียวก็ร้องแล้ว ยิ่งมีอาหลวยเป็นคนกำกับ ถ้าเป็นคนเก่าๆ จะรู้ว่าอาหลวยเก่งแค่ไหน เพราะอาถ่ายละครเหมือนถ่ายหนัง ก็เลยได้ภาพที่คุณต้องการออกมาตลอดเวลา อีกอย่างคือ นักแสดงที่เล่นนั้นเก่งโคตรๆ ถ้าย้อนดูมีไม่กี่คนหรอกที่เล่นประจำ อย่างบทไอ้เมาคือ โกวิท วัฒนกุล พวกนี้เก่งมาก เพราะโดนอาหลวยตบ ตี ผลัก ด่า จนกลายเป็นมืออาชีพ

“พอดูเสร็จ ละครก็จะมาจบที่ว่า แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลูก คือจบแบบชีวิตแบบหม่นเลยนะ จากนั้นก็จะโยนกลับมาที่ผม พบกับตัวจริง ป้าสำรวย จิตมั่น ป้าสำรวยก็ออกมา แล้วผมก็บอก ‘ป้าเห็นภาพนั้นแล้ว ยังจำได้ใช่ไหม’ เท่านี้แกก็ร้อง เดี๋ยวนั้นเลย เราไม่ต้องไปสร้างอารมณ์ให้เขา แล้วแกก็เล่าของแกไป จากนั้นเราก็เสริม ‘รู้ไหม ป้าเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขาเลิกไปแล้ว ทำไมป้ายังรับไหว’ เราถามคำถามง่ายๆ แบบนี้ แกก็บอก ‘เพื่อลูกไงคะ’ จากนั้นเราก็เชิญลูกสาวออกมา พอลูกออกมาก็ร้องอีก แค่นั้นแหละ มันก็ประสบความสำเร็จ 

“เพราะการทำทีวี มันต้องมีลีลาและความหมาย บังเอิญผมโชคดีที่ได้ทำงานที่มีลีลาและความหมายที่เป็นเรื่องจริง ไม่ต้องแต่งเติมหรือเสริมสร้าง ซึ่งทีมงานของผมทุกคนก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะมาเรียกอารมณ์ผู้ชม แต่เราทำสิ่งที่เป็นจริง”

ในยุคนั้น ฝันที่เป็นจริง ถือเป็นรายการที่โด่งดังมาก กวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มานับไม่ถ้วน จนช่อง 3 ต้องขยายเวลาออกอากาศจากครึ่งชั่วโมงเป็น 1 ชั่วโมง และเพิ่มวันฉายจากวันอาทิตย์ เป็นทุกวันเสาร์-อาทิตย์

สำหรับไตรภพแล้ว รายการนี้เป็นเสมือนบทเรียนที่ช่วยตักเตือนว่า อย่าหลงลืมเรื่องดีๆ ของมนุษย์ เขาได้เห็นแง่มุมมากมาย ทั้งเรื่องเศร้า เรื่องประทับใจ ตลอดจนต้องพึงระลึกว่า การทำอะไรก็ตามจำเป็นต้องรอบคอบ 

เรื่องหนึ่งที่พิธีกรคนดังจำได้ไม่ลืมคือ ก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์ น้องชายของเขาไปถ่ายงานในสลัม แล้วก็ดื่มน้ำอัดลมไปด้วย พอดีลูกชายของเจ้าของเรื่องนั่งอยู่ด้วย แล้วก็มองที่น้ำขวดนั้น เขาก็เลยยกให้เด็ก ปรากฏว่าพอแม่เด็กเดินเข้ามาเห็นก็ปัดขวดทิ้งทันที แล้วก็ตีลูก ก่อเกียรติจึงรีบบอกว่า เด็กไม่ได้ขอ เขาให้เอง แม่เด็กหันกลับมาตวาดทันทีว่า “เวลาคุณไม่อยู่แล้วใครจะเป็นคนให้” ซึ่งเป็นแง่มุมที่พวกเขาไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลย

แม้แต่การมอบรถเข็นช่วงท้ายรายการ ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า นี่เป็นเสี้ยวเดียวของการช่วยเหลือเท่านั้น

“การจะช่วยคนรากหญ้า คุณจะเอาหม้อ เอาไห แล้วไม่มีที่ขายได้ยังไง ความจริงเราไปติดต่อหาพื้นที่ขายให้ด้วย บางคนไปตั้งหน้าโรงงาน ผู้จัดการฝ่ายโรงอาหาร ให้วางตรงนี้ แต่พอเจ้าของโรงงานรู้ บอกไม่ต้องเข็นแล้ว ไม่ต้องขายแล้ว ต่อไปเธอรับผิดชอบคนงานพันคนไปเลย.. คุณเชื่อไหม คนพวกนี้ที่ผมให้เงินไปสี่ห้าหมื่นบาท เขาได้รับเงินช่วยเหลืออีกเท่าไหร่ บางคนได้เป็นล้าน บางคนตอนนี้เป็นเศรษฐีของประเทศ เป็นเจ้าของโรงงานก็มี”

และนี่คือปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ผ่านรายการเล็กๆ ที่ไตรภพสร้างสรรค์ขึ้นสู่ผู้ชมทั่วเมืองไทย

03

รายการแห่งความทรงจำ

ทไวไลท์โชว์, คู่รัก, ลับเฉพาะคนรู้ใจ, เฉียด, ใครผิดใครถูก, จู๊คบ็อกซ์เกม, เกมเศรษฐี คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของรายการที่ผู้ชายคนนี้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหลายรายการได้กลายเป็นหมุดหมายและตำนานของวงการโทรทัศน์เมืองไทย

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

ไตรภพเล่าว่า หลักคิดสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาเข้าไปอยู่ในใจผู้ชมคือ “คนดูก็เหมือนผม เขาต้องการอย่างเดียวกับที่ผมต้องการ” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วย

“เวลาเป็นเรื่องสำคัญ สมมติต่อไปในอนาคตข้างหน้าผู้ชายจะไม่ใส่ขายาวอีกเลย จะใส่แต่ขาสั้น แต่คุณใส่เลยปีนี้ คุณอาจจะดับ ดังนั้นต้องดูให้เป็นว่ามันจะ Beyond ไหม คุณอาจได้เป็นประวัติศาสตร์ที่เขาพูดแค่ว่า มีคนเคยทำแล้วนะ เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่เขาไม่ได้จำคุณหรอก เพราะตอนนั้นมันยังไม่ถึงเวลา แต่คุณดันทำ”

ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก คือ ทไวไลท์โชว์ วาไรตี้ทอล์กโชว์ซึ่งเคยครองอันดับ 1 มานานหลายสิบปี

ความจริงหุ้นส่วนของเขา อยากให้ทำรายการประเภทนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เปิดบริษัท แต่ไตรภพรู้สึกว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงชะลอความคิดนี้ไว้นานถึง 5 ปีเต็ม

“เขาถามตลอดว่าทำไมไม่ทำ แต่ผมก็ตอบว่า หนึ่ง คนจะทำทอล์กโชว์ ต้องถึงที่ที่จะทำได้ ถึงที่ของการยอมรับ สอง เมื่อจะทำคุณมีความสามารถแค่ไหน มีความรู้กว้างขวางเพียงใด ผมคิดว่าตัวเองไม่ถึง จึงยังไม่ทำ จนถึงอายุสามสิบห้า ผมถึงคิดว่าทำได้แล้ว ก็เลยทำ แล้วก็บอกสถานีว่า ขอเป็นตอนเย็นวันอาทิตย์ ถ้าไม่ได้เวลานี้ผมก็ไม่ทำ โชคดีที่ผมมีนายที่ดีมาก นายผมชื่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ เวลาพูดอะไรแกก็จะหมั่นไส้ผมมาก แต่แกเชื่อในผม Believe in me”

ความน่าสนใจของ ทไวไลท์โชว์ คือความหลากหลาย ครบรส และเต็มอิ่ม

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างช่วงทอล์กโชว์ ถือเป็นช่วงที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะนอกจากจะมีดารา นักแสดง คนดังมาพูดคุยแล้ว บางครั้งก็มีแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ไม่เคยยอมออกทีวีมาก่อน แต่กลับเลือกมาสนทนากับไตรภพเป็นที่แรก

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คำถามที่ป้อนให้ผู้ร่วมรายการนั้น เจาะลึกไปถึงเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงการต่อสู้ การฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนมีวันนี้ ซึ่งหลายอย่างก็นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้

ที่สำคัญ แม้ในรายการไตรภพจะถามตรงไปตรงมาเพียงใด แต่เขาก็ยังคงยึดหลักที่ว่า ไม่ฆ่าใครออกจอ และถ้าเป็นไปได้ก็จะพยายามยกเรื่องดีๆ ของแขกรับเชิญมาคุยให้มากที่สุด จนใครหลายคนยกให้เขาเป็น จอมอวย หรือ ป๋าดัน

“เป็นความตั้งใจ เพราะงานทุกอย่างที่ผมทำเกิดจากการศึกษาพระธรรมทั้งสิ้น แล้วสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ เวลาจะพูดถึงใคร ให้พูดถึงความดีของเขา ถ้ามีสิ่งไม่ดี ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ อีกอย่างมาจากสิ่งที่คุณตุลชัยเคยพูดกับผม ผมคิดว่า การให้สิ่งดีๆ นั้นมีค่าและมีประโยชน์มาก แล้วการที่คุณบอกเขาว่า คุณเป็นคนดีและกตัญญู คุณก็จะถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นคนกตัญญู ซึ่งคงยากมากที่คุณจะออกจากรายการแล้วไปตบแม่ แต่ผมไม่ได้หมายความว่า คนนี้จะดีทุกเรื่อง เพราะมนุษย์ก็ดีคนละแบบ เช่นกันมนุษย์ก็เลวคนละแบบ แต่รายการผมไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตีแผ่ความเลวของคน ผมทำรายการเพื่อส่งเสริมสังคม”

นอกจากช่วงทอล์กโชว์ที่โดดเด่น ทไวไลท์โชว์ ยังเป็นรายการแรกที่เปิดเวทีให้ตลกคาเฟ่บนจอแก้ว ผ่านช่วง ไลฟ์โชว์ จนหลายคณะโด่งดังกลายเป็นตลกระดับประเทศ

ในมุมของไตรภพ ตลกคือความบันเทิงที่เสพง่ายที่สุด เรียกรอยยิ้ม เรียกความสุขได้มหาศาล

แต่กว่าที่รายการจะเข้ารูปเข้ารอยได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย โชคดีที่เขามีตัวช่วยสำคัญอย่าง ดี๋ ดอกมะดัน และ จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก แห่งคณะซุปเปอร์โจ๊ก คอยเป็นสื่อกลางประสานตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมรายการ

“ผมกับพี่ดี๋รู้จักกันมาตลอดอยู่แล้ว พอบอกว่าจะทำ แกก็พูดเลยว่า มึงทำอะไร กูเอาด้วย ส่วนพี่จุ๋มจิ๋ม แกรักผมมาก จำทุกซีนในรายการผมได้ พอบอกว่าจะทำช่วงตลก แกก็ช่วยเต็มที่ อย่างข้อแม้ที่ว่า ตลกทุกคนต้องใส่สูทเข้ารายการ ก็จะมีตลกบางคนบอกว่า ทำไมต้องใส่ด้วย เพราะยุคนั้นไม่มีใครใส่เลย แต่พี่จิ๋มพูดง่ายๆ คำเดียวว่า เขาบอกให้ทำก็ทำ มึงไม่ทำมึงมาเจอกับกู ก็จบเลย” อาต๋อยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกไฮไลต์หนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง เพราะก่อนหน้านั้นตลาดเพลงลูกทุ่งเมืองไทยซบเซาสุดขีด ศิลปินหลายคนเลิกวง หันไปประกอบอาชีพอื่น ไตรภพจึงพูดคุยกับ ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ ให้ช่วยเอาวงมาออกรายการ จนเกิดกระแสตื่นตัวไปทั่ว หลังจากนั้นก็ควานหาลูกทุ่งเก่าๆ มานำเสนอ บางคนเขาต้องบุกไปเชิญตัวถึงต่างจังหวัด จนในที่สุดเพลงลูกทุ่งก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ ทไวไลท์โชว์ อยู่คู่จอโทรทัศน์ ถือเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จนไม่มีช่องไหนอยากทำรายการแข่งในช่วงเวลาเดียวกัน แถมช่อง 3 ยังขยายเวลาออกอากาศจากชั่วโมงเดียวกลายเป็น 3 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรายการประเภทนี้

เช่นเดียวกับศิลปินที่เชิญมาออกรายการก็เกิดแทบทุกราย เช่น โลโซ หรือ โมเดิร์นด็อก ซึ่งเดิมทีรู้จักแค่ในกลุ่มวัยรุ่น แต่พอออก ทไวไลท์โชว์ ผู้ใหญ่ เด็ก หรือชาวบ้านทั่วไปก็เริ่มรู้จัก เนื่องจากสมัยนั้นโทรทัศน์เป็นสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลกับผู้ชมมากเป็นลำดับต้นๆ

หาก ทไวไลท์โชว์ คือตำนานทอล์กโชว์ คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า เกมเศรษฐี เมื่อ พ.ศ. 2543 คือสุดยอดควิซโชว์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองไทย

รูปแบบของ เกมเศรษฐี คือการตอบคำถามประเภทความรู้รอบตัวจำนวน 16 ข้อ โดยผู้ร่วมรายการก็คือ บุคคลทั่วไปนั่นเอง แต่สิ่งที่กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดคือ เงินรางวัล 1,000,000 บาท สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ตอบคำถามถูกทุกข้อ โดยระหว่างนั้นรายการจะมีตัวช่วย 3 ข้อ คือ เปลี่ยนคำถาม โทรศัพท์ถามใครก็ได้ และตอบได้ 2 ครั้ง

ไตรภพบอกว่า แก่นคิดของรายการนั้นง่ายมาก เพราะความจริงแล้วก็ไม่ต่างกับรายการ ตอบปัญหาภาษาอังกฤษกับเชลล์ ในอดีตเลย แต่สิ่งที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จคือ จังหวะเวลา รูปแบบ และรางวัลที่จูงใจ

“ถ้าได้ถ้วยอย่างเดียวไม่พอหรอก ต้องมีเงินด้วย สมัยนั้นถ้าจุใจก็ต้องล้านหนึ่ง แล้วก็มีตัวช่วยอีกสามตัว แต่จริงๆ ยังมีตัวช่วยอีกตัวที่แฝงอยู่ ก็คือ น้ำใจ เช่น เขาจะตอบแล้ว สมมติตอบข้อสอง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผิด ถ้าเขาพูดว่า ‘เป็นคำตอบสุดท้าย’ คือจบเลยนะ แต่ถ้ายังไม่พูด ผมก็จะบอกคุณยังมีตัวช่วยนะ นี่คือตัวช่วยตัวที่สี่ คือน้ำใจ มึงใช้เถอะ มึงผิดแน่ๆ แต่มีเหมือนกันที่มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วสุดท้ายก็ผิด ต้องออกจากรายการไป”

ในยุคนั้น เกมเศรษฐี ฮอตฮิตมากถึงขั้นทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ บนถนนแทบไม่มีรถวิ่ง เช่นเดียวกับเรตติ้งของรายการ ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์คือ 30 มากกว่าละครดังๆ ร่วมยุคเกือบเท่าตัว

และเมื่อจัดสัญจรในต่างจังหวัด ก็ยังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เช่น ตอนไปเชียงใหม่ มีคนมาต่อคิวสมัครร่วมเล่นเกมถึง 20,000 คน นับเป็นปรากฏการณ์ที่น้อยคนนักจะทำได้

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อีกรายการที่ฉายภาพของนักสร้างสรรค์อย่างชัดเจน คือ ครัวคุณต๋อย เพราะเป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารทั่วประเทศยอมออกทีวีมาสอนสูตรเด็ดต่อหน้าผู้ชมทั่วประเทศ

ไตรภพเล่าว่า ไอเดียเกิดจากข้อสังเกตที่ว่า ทำไมรายการครัวในบ้านเราถึงมีพ่อครัวเป็นผู้ดำเนินรายการ ไม่มีพิธีกร และต่อให้พ่อครัวคนนั้นจะเก่ง แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า คนๆ เดียวจะทำอาหารทุกอย่างอร่อยหมด เพราะฉะนั้น แทนที่จะใช้เชฟคนเดียวมาทำ ก็ไปตามหาสุดยอดฝีมือของอาหารแต่ละชนิดมาสอนดีกว่า ซึ่งก็คือบรรดาร้านอาหารต่างๆ นั่นเอง

แต่แน่นอน สมัยนั้นสูตรอาหารถือเป็นความลับที่ไม่มีใครยอมเปิดเผย ไตรภพจึงไปเกลี้ยกล่อม ณชนก แซ่อึ้ง แห่งครัวเจ๊ง้อ ซึ่งมีจานเด็ดคือผัดผักบุ้ง มาเป็นตัวเปิดรายการ

“ปกติผักบุ้ง ผัดแล้วต้องไม่กรอบ แต่เจ๊ง้อผัดยังไงไม่รู้ถึงยังกรอบอยู่ ก็ไปหาแก ขอให้มาออกรายการสอนทำอาหาร เจ๊ง้อบอกสอนไม่ได้ เป็นความลับ เลยบอกแกว่า ถ้าคนที่ดูเจ๊ง้อ บางคนมาทานที่ร้านไม่ได้ เพราะอยู่ต่างจังหวัด อีกส่วนมาไม่ได้ เพราะว่าจน เขาควรได้กินสิ่งดีๆ บ้าง และอีกส่วนเขาจะไม่มีวันทำเองเลย เขาจะมาที่ร้านเจ๊ง้อ แล้วต่อให้ใครทำเหมือน เขาก็จะไปโฆษณาต่อว่าเหมือนเจ๊ง้อ ยิ่งส่งเสริมขึ้นไปอีก อีกอย่างเจ๊ง้อก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ควรสร้างอนุสาวรีย์แห่งการให้ ทำให้วงการอาหารมีค่า พอพูดเสร็จ เจ๊ก็บอกว่า ลื้อพูดเยอะ อั๊วตามไม่ทัน ทำให้ก็ได้ 

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

“พอเทปเจ๊ง้อออกอากาศวันนั้น ผักบุ้งทั้งตลาดทุกตลาดหมดเลย เพราะคนมาลองผัดแบบเจ๊ง้อ แล้วพอดีช่วงนั้นโซเชียลมันเริ่มมาแล้ว คนก็ลงกันว่า อร่อยจริงๆ มันก็ดังไปทั่วประเทศ หลังเจ๊ง้อมาออก เยาวราชจะไม่มาได้ยังไง แล้วถ้าเยาวราชมาแล้ว ในประเทศนี้จะเหลือที่ไหนจะไม่มา”

ตลอด 8 ปี มีร้านอาหารมาร่วม ครัวคุณต๋อย นับพันร้าน เขาได้พบเพชรเม็ดงามของวงการนับไม่ถ้วน อาทิ เจ๊เตี้ยขนมหวานเมืองเพชร โชติมา เจ๊ดำคลองสิบ เกิดการต่อยอดไปสู่การทำนิตยสาร แอปพลิเคชัน รวมถึงเทศกาลอาหาร ครัวคุณต๋อย Expo และครัวคุณต๋อยยกทัพ ซึ่งงานหลังนี้ได้บุตรชายคนโตเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

อย่างไรก็ดี การสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องเดียวที่คนผลิตรายการโทรทัศน์ต้องคำนึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบและยุติรายการให้เป็นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ที่ผ่านมา ไตรภพเลิกรายการมาแล้วมากมาย แม้จะยังได้รับความนิยมอยู่ 

“รายการไหนที่ขี้เกียจทำ เราก็พอ คนเราควรจะอยู่แค่พอ เหมือนอัศวินม้าขาวไม่ควรอยู่จนแก่ตายที่หมู่บ้านนั้น ควรออกไปแล้วตายที่ไหนก็ไปเถอะ อย่างน้อยคุณจะยังเป็นอัศวินไปตลอด เชื่อไหม เกมเศรษฐี มีคนมาขอให้ทำทุกวันเลย แต่เราไม่ทำแล้ว หรือ ฝันที่เป็นจริง ยุคนี้คนขอกันบ้าคลั่งเลย เพราะทำยังไงก็ประสบความสำเร็จ”

04

ชีวิตที่เพียงพอ

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของไตรภพ แน่นอนว่าความสามารถคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่อีกส่วนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากอิทธิพลของโทรทัศน์ที่มีต่อสังคมไทย หากแต่หลายปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาดึงความสนใจของผู้คนออกจากหน้าจอ ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์

เส้นทางเกือบ 40 ปีของพิธีกรระดับตำนานพิธีกรผู้ทำให้รายการโทรทัศน์มีเรตติ้งเหนือละคร และสร้างปรากฏการณ์สู่หน้าจอมาแล้วนับไม่ถ้วน

อย่างไตรภพเองก็เช่นกัน ทุกวันนี้เขาเหลือรายการบนหน้าจอเพียง 2 รายการคือ ทูเดย์โชว์ กับ ครัวคุณต๋อย ซึ่งอาจเทียบไม่ได้เลยกับยุครุ่งเรืองที่เคยมีถึง 28 รายการ แต่เขาก็พอใจและไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา เพราะสุดท้ายแล้ว นี่ก็คือสัจธรรมของชีวิตมนุษย์

“ผมเป็นคนช่างคิด สมองผมใช้ไปแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ผมยังทำได้อีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แต่ผมไม่ทำเอง ทำแค่นี้ ถามว่าอะไรเป็นแรงผลักดัน ไม่มีหรอก เหมือนกับพอถึงจุดจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าปีนี้บริษัทต้องใช้เงินเท่านี้ เลี้ยงลูกน้องเท่านี้ เราก็ทำเท่านี้ หรืออย่างตอนนี้เกิด COVID-19 ขึ้นมา แล้วจะเอาเงินตรงไหนมาเลี้ยง ผมถึงจะคิดงานใหม่ แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติ ผมไม่ทำหรอก ไม่ทำจริงๆ”

เช่นเดียวกับงานพิธีกร ซึ่งไตรภพก็ยังคงทุ่มเท และมุ่งมั่นผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมาเหมือนเช่นเคย แม้ไม่ได้รัก หรือสนุกที่จะทำก็ตาม เพราะสำหรับเขาแล้วหน้าที่และความรับผิดชอบคือ สิ่งที่สำคัญที่สุด

“มันก็เหมือนคนกวาดถนน ผมถามคำเดียวว่า มีใครบ้างที่รักและอยากเกิดเป็นคนกวาดถนน แต่ทำไมถนนถึงสะอาดแบบนี้ เพราะเขารู้จักหน้าที่ ผมทำงานเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความรัก ผมเริ่มงานในชีวิตมาด้วยกลไกนี้ ดังนั้นผมจะไม่เปลี่ยนแปลงหน้าที่เป็นความรักเด็ดขาด เพราะเท่าที่ผมเห็นคนในอาชีพนี้หรือธุรกิจอื่น คนที่ใช้ความรักเป็นที่ตั้งมักพบกับความปวดร้าว พบกับความผิดหวังเมื่อไม่ได้อย่างใจ แต่ผมไม่เป็น เพราะผมไม่ได้รักมัน 

“อธิบายง่ายๆ ก็คงเหมือนคุณเป็นช่างปั้น ซึ่งทำงานออกมาสวยมากเลย หากคุณรักมันมาก แล้วมีคนเดินมา แล้วบอกไม่สวย ไม่เห็นดีเลย ถ้าคุณรักก็คงต้องเป็นบ้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ปั้น เมื่อปั้นออกมาแล้ว ต่อให้คุณจะชอบมันมาก แต่อย่างน้อย คุณก็ยังเข้าใจว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะชอบเหมือนกันหมด”

และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไม ไตรภพ ลิมปพัทธ์ จึงหยัดยืนบนเส้นทางจอแก้วได้อย่างมั่นคงมานานเกือบ 4 ทศวรรษ และยังกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้คนอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load