ราว 10 ปีก่อน ที่พักราคาย่อมเยาอย่างโฮสเทลซึ่งขายที่พักเป็นเตียง ตกแต่งสวยเก๋ตามคอนเซปต์ต่างๆ เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และมีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย คือธุรกิจดาวรุ่งสุกสกาวในวงการท่องเที่ยวไทย ที่พักขนาดเล็กแบบนี้เกิดขึ้นมากมายทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่พักที่คนรุ่นใหม่คุ้นชิน

ค.ศ. 2020 เศรษฐกิจทั่วโลกสาหัสจากโรคระบาด การท่องเที่ยวซบเซา โฮสเทลซึ่งเคยคึกคักก็ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้มีสายป่านยาวหรือเปิดมาเนิ่นนานจนมีทุนสำรองแน่นหนา โดยเฉพาะโฮสเทลในกรุงเทพฯ ที่เน้นรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก การปิดประเทศทำให้ชีพจรของที่พักเล็กๆ สะดุด จนบางที่ต้องเลิกกิจการไปโดยสิ้นเชิง

แล้วอนาคตของโฮสเทลจะไปทางไหน จะเป็นอย่างไรต่อ

เราพกคำถามนี้ไป ‘งานสาร(ะ)ทุกข์สุขดิบ Ep.3 คนทำโฮสเทล’ ซึ่ง The Yard Bangkok ที่พักน่ารักย่านอารีย์จัดขึ้น โดยชักชวนคนทำธุรกิจโฮสเทลมาทานอาหารเย็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงและกำลังใจกัน งานนี้มีชาวธุรกิจที่พักมาร่วม 10 กว่าราย แต่ละฝ่ายแบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยอย่างออกรสชาติ บ้างปิดโรงแรมไปทำธุรกิจอื่น บ้างเปิดบางส่วนและหาธุรกิจเสริม แต่ละที่สรรหาวิธีฝ่าฟันต่อลมหายใจไปตามกำลังและทรัพยากรของตน 

เราคัดเลือกเรื่องราวจากเจ้าของที่พัก 11 ราย มาเล่าสู่กันฟัง

นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหากิจการ แต่เป็นการแบ่งปันแนวทางสู้วิกฤต และส่งต่อพลังงานสร้างสรรค์ให้แก่กัน 

ขอเอาใจช่วยธุรกิจทั้งหลาย ด้วยไอเดียสู้สุดใจ 11 รายการ ดังนี้ 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

1. สร้าง DIY Restaurant ให้เช่าสวนและห้องพักเพื่อจัดกิจกรรมนานาประเภท 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

“อยากทำร้านอาหารเลย เพราะคุยกับกลุ่มร้านอาหาร เขาขาดทุนแค่เดือนเดียว หลังจากนั้นก็ขายของได้ปกติ”

ส้ม-อติพร สังข์เจริญ ผู้ก่อตั้ง The Yard หรือบ้านญาติเปรยเมื่อเปิดงาน เธอเล่าว่าช่วงแรกแก้ปัญหาโฮสเทลด้วยการทำรถพุ่มพวง ขายวัตถุดิบเกษตรออร์แกนิกในย่านอารีย์ ช่วงแรกๆ กระแสตอบรับจากชาวอารีย์ดีมาก แต่พอคลายล็อกดาวน์เข้าสู่สถานการณ์ปกติ คนกลับออกไปใช้จ่ายตามเดิม ดังนั้นต้องหาวิธีทำธุรกิจใหม่ 

เธอยังเปิดโฮสเทลตามปกติทั้งรายวันและรายเดือน แต่มีบริการอื่นๆ เข้ามา ทั้งเปิดร้านอาหารแบบ DIY Restaurant ให้คนมาใช้พื้นที่สวนกว้างๆ ของโฮสเทลเป็นลานบาร์บีคิวหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งปาร์ตี้ แสดงดนตรี จัดเวิร์กช็อป สอนโยคะ จัดประชุม ถ่ายหนังและโฆษณา นอกจากนี้ยังปรับปรุงห้องพักแบบเตียงให้กลายเป็นห้องทำงาน Co-Working Space จะเข้ามานอนพัก กิน ดื่ม เรียน เล่น สังสรรค์ ใช้ชีวิตและพื้นที่ของโฮสเทลได้เต็มที่ตลอดเวลา

Facebook : The Yard Bangkok

2. เปิดเป็นที่พักระยะยาว และทำแซนด์วิชตามสั่งกับคาเฟ่ Slow Bar

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Wander Wonder เป็นโฮสเทลในอาคารพาณิชย์ริมสถานีรถไฟฟ้า BTS อุดมสุข ของ มอส-ปวิตรา จันทร์สุหร่าย ซึ่งเปิดตัวใหม่เอี่ยมอย่างไปได้สวยในช่วงต้นปี แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา สถานการณ์ COVID-19 ก็พรากลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปเกือบทั้งหมด มอสรีบปรับโฮสเทลของเธอเป็นที่พักรายเดือน รวมค่าน้ำ ค่าไฟ และ Netflix พร้อมสรรพในตัว ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทยช่วงแรกๆ และคนไทยที่ทำงานในเมือง ต้องการที่พักสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า 

จุดเด่นของที่พักใหม่เอี่ยมนี้คือเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เธอและแขกสามารถพูดคุยและจองห้องผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น มี Digital Door Lock ไม่ต้องใช้กุญแจห้อง ทำทุกอย่างเป็นดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานต้อนรับประจำการ ลดทั้งเวลาและความเสี่ยงติดเชื้อจากการพบปะ นอกจากนี้เธอยังเปิดคาเฟ่ Slow Bar และรับทำแซนด์วิชแบบเดลิเวอรี่ทั้งขายปลีกและขายส่งร้านกาแฟและออฟฟิศต่างๆ ซึ่งรับทำวันต่อวันแบบพรีออเดอร์เท่านั้น ลูกค้าสามารถเลือกไส้แซนด์วิชได้ตามชอบเพราะเธอมีตัวเลือกให้หลากหลายครบถ้วน

“หลังจากเจอโควิด เราหันมาเรียน Digital Marketing จริงจัง ยิงโฆษณาทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะหาทางออกไม่ได้ เราก็ต้องมาทางนี้ ได้ลูกค้าจากการยิง Ads พอสมควร ตอนนี้พอเริ่มดีขึ้นก็มีคนถามเรื่องคาเฟ่เยอะ” เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่แบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยของเธอ

Facebook : Wander Wonder 八WW

3. เปิดร้านขนมปังยีสต์ธรรมชาติ ปิดโฮสเทล และเปลี่ยนบ้านตัวเองเป็นห้องพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

แน็ก-ปริวัฒน์ วิเชียรโชติ เจ้าของ If you want hostel ที่พักน่ารักขนาด 40 เตียงในสุโขทัย ซึ่งมีจุดเด่นที่การรับอาสาสมัครชาวต่างชาติมาทำงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตัดสินใจปิดธุรกิจเดิมลง และกำลังจะเปลี่ยนบ้านของตัวเองที่อยู่ห่างจากที่เดิมไป 700 เมตร ให้กลายเป็นที่พักขนาดเล็กไม่เกิน 4 เตียงแทน 

“จุดเด่นของโฮสเทลเราคือการรับอาสาสมัครมาเป็นพนักงาน แขกเดินเข้ามาเป็นลูกค้า เดินออกไปเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม และเราใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ แต่เราเป็นเพื่อนกับคนสี่สิบคนไม่ไหว ต้องจ้างพนักงานเยอะมาก วิธีปรับคือทำให้มันเล็กลง เพื่อให้คุณค่าที่เราต้องการไปถึงทุกคน”

แน็กเล่าว่าแม้ปิดธุรกิจห้องพัก แต่ Rush lush cafe (รัตน์ รัตน์ คราฟต์คาเฟ่) คาเฟ่ขนมปังยีสต์ธรรมชาติซึ่งเปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ ยังคงอยู่ ก่อนหน้านี้เขาเคยรับอาสาสมัครเชฟชาวต่างชาติมากินอยู่ที่สุโขทัย มาสอนทำขนมและกาแฟจนคาเฟ่แข็งแรง คาเฟ่จึงยังอยู่ได้ด้วยองค์ความรู้ที่ได้มาจากเพื่อนๆ ส่วนเวลาที่เหลืออีก 4 วันต่อสัปดาห์ ชาวสุโขทัยรุ่นใหม่ทุ่มเวลาให้กับการทำโปรเจกต์เพื่อสังคมต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดบ้านเกิด 

เป้าหมายของเขาไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ให้ผลกำไรสูงสุด เมื่อรูปแบบเดิมไปต่อไม่ไหว จึงปรับตัวลดต้นทุนเหลือแค่สิ่งจำเป็น พร้อมผันตัวไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ยังสอดคล้องกับความเชื่อและความชอบของตนเอง

Facebook : If you want hostel Sukhothai – อีฟ ยู วอนท์ โฮสเทลสุโขทัย

4. เปิดครัวให้เช่าเป็น Cloud Kitchen และเปิดเป็นที่พักพร้อมอาหารเสร็จสรรพ

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Hom Hostel & Cloud Kitchen ธุรกิจที่พักบริเวณสุขุมวิท 3 นานาสแควร์ ของ ตูน-ภาวลิน มาสะกี มีจุดเด่นเรื่องอาหาร โมเดลธุรกิจเธอโดดเด่นมาก ตูนเล่าว่าช่วงวิกฤต COVID-19 ใหม่ๆ เธอระดมทุนบริจาคเงินทำข้าวให้คนเร่ร่อนและคนที่ลำบาก 100 วัน ประคองธุรกิจให้อยู่รอดไปได้ 3 เดือน 

หลังจากนั้นเธอเปิดพื้นที่ห้องครัวให้เช่าถึง 10 ห้อง ให้ร้านอาหารมาเช่าพื้นที่ Cloud Kitchen ทำอาหารแยกกัน แขกมาที่เดียวได้กินหลายร้าน หรือถ้าสั่งอาหารส่งจากที่เดียวก็ส่งฟรีระยะ 0 – 3 กิโลเมตร เมื่อสั่งครบ 300 บาท นอกจากนี้ยังเปิดให้คนมาเช่ารายวันเพื่อทำครัว เช่น ทำ Live Cooking ถ่ายรายการ มาทดลองเมนูก่อนไปสอบเป็นเชฟ รวมถึงจัด Chef’s Table ได้อีกด้วย ที่พักก็สามารถจองเตียงเป็นที่พักสำหรับเชฟได้โดยเฉพาะ

“ธีมของเราตั้งแต่ก่อนปิดตัว คือเป็นที่อยู่ของคนชอบทำอาหาร เป็นครัวใหญ่ๆ ที่ทุกคนมาทำอาหารและกินข้าวกันได้ แล้วก็มีสวนผักใหญ่ ให้ทุกคนได้เชื่อมต่อกันผ่านอาหารอยู่แล้ว ยังมีลูกค้ากลับมาหาเราทุกปีเพราะคอนเซปต์นี้ เราชอบเรื่องอาหาร รู้สึกว่าไอ้พวกนี้ยังอยากเก็บ ยังไม่เลิก”

ตูนตั้งใจทำห้องรายเดือน ปิดโฮสเทลไปเลย และจะเปิดใหม่เมื่อนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ เป็นโฮสเทลที่มีแค่ 8 เตียง แขกที่พักจะได้ Voucher ราคา 50 บาท สำหรับกินมื้อเช้าหรือมื้อเย็นฟรี เน้นอาหารเป็นหลัก ไม่เล่น Price War แข่งลดราคาห้องกับที่พักอื่นๆ เพราะตูนรู้สึกว่าสงครามนี้เธอไม่มีวันสู้ได้ จึงต้องหาทางอยู่กับสถานการณ์

“เราเชื่อว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังพักโฮสเทลใกล้รถไฟฟ้า แต่มีอายุแล้ว แต่ไม่อยากกินเหล้า ไม่ปาร์ตี้โหวกเหวก ต้องการที่ที่มีความเป็นส่วนตัว เราเลยตัดใจไม่ขาด จะปล่อยตรงนี้ก็ไม่คุ้ม เพราะสุดท้ายวันหนึ่งคนจะกลับมา ก็เลยคิดว่าทำ Cloud Kitchen ไปก่อน ซึ่งได้ผลตอบรับดี”

Facebook : Hom Hostel & Cloud Kitchen

5. เปลี่ยนโฮสเทลเป็นจุดแวะพัก อาบน้ำ ชาร์จแบต ระหว่างรอรถบัส

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

TALES Khaosan โฮสเทลของสองพี่น้อง วิวรรณ และ แวววรรณ สิริวเสรี ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในถนนข้าวสาร โชคดีที่เจ้าของที่ช่วยลดค่าเช่าให้ พวกเธอเปิดทั้งโฮสเทล คาเฟ่ และพื้นที่ให้เช่า ด้วยทำเลใกล้จุดขึ้นรถบัสไปเกาะสมุยและเกาะพงัน บริเวณหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ทำให้มีนักท่องเที่ยวไทยที่ชอบไปเที่ยวดำน้ำมาผ่านหน้าที่พักพวกเธอเป็นประจำ วิวและแววจึงเปิดที่พักให้เป็นที่อำนวยความสะดวกชั่วคราว ทั้งให้อาบน้ำ ชาร์จแบตมือถือและกล้อง นอกจากนี้แขกยังจองที่พักแบบเป็นเตียงเดี่ยว หรือปิดห้องเหมาทั้งชั้นได้อีกด้วย

Facebook : TALES Khaosan

6. เปิดคลินิกเพื่อสุขภาพ ทำร้านอาหารโฮมเมด และให้คนเช่าพื้นที่เป็นส่งไปรษณีย์

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ผึ้ง-ผานิต อร่ามกุล และ เต็ม-โชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์ เจ้าของ Yim Bangkok โรงแรมหน้าตาสวยเก๋ย่านห้วยขวาง ผันตัวไปทำ Thrive Clinic คลินิกเพื่อสุขภาพอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารโฮมเมดแนวครอบครัว ใช้ผักออร์แกนิก วัตถุดิบคัดสรร และไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ตัวที่พักเปิดเป็นห้องพักรายเดือนเช่นเดียวกับโรงแรมอื่นๆ พวกเขาตั้งใจเปิดพื้นที่บางส่วนให้คนเช่าสำหรับส่งไปรษณีย์ ในอนาคตครอบครัวนี้ยังตั้งใจเปิดคลินิกสาขาย่อยในตัวโรงแรม เรียกได้ว่าเน้นไปจับกลุ่มคนรักสุขภาพแบบเต็มตัว

Facebook : Yim Bangkok

7. เปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์ และขาย Voucher โรงแรม 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“คนมักคิดว่าแถวรัชดาจะมีแต่คนจีน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่พักโฮสเทลเราคือชาวยุโรปและอเมริกัน คนเอเชียไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ พวกยุโรปเขามองหาโฮสเทลเพราะถูกจริตกับเขา คนไทยก็ไม่ค่อยพักโฮสเทลมาก ยังห่วงเรื่อง Privacy เยอะ เราก็พยายามปรับมาหาลูกค้าคนไทยทั้งรายวันและรายเดือน”

บอย-ปิยะ เทพสุธา และ ปุ้ย-วิภาพร เทพสุธา เจ้าของ Siamaze Hostel ย่านรัชดาภิเษก 17 เล่าเรื่องกลุ่มลูกค้าก่อนช่วง COVID-19 เมื่อโรคระบาดเข้ามา พวกเขาหันไปทำเบเกอรี่ Black magic snacks อย่างต่อเนื่องจริงจัง ซึ่งขายได้เรื่อยๆ (เราชิมแล้ว อร่อยมาก) นอกจากนี้ยังเปิดที่พักรับกลุ่มคนไทย โดยขาย Voucher เป็นแพ็กเกจสุดคุ้มให้ได้เงินสดเข้ามาหมุนในธุรกิจก่อน ยิ่งเป็นลูกค้าเก่าก็จะยิ่งได้ราคาพิเศษเข้าไปอีก

Facebook : Siamaze Hostel Bangkok

8. เปิด Healthy Smoothie Bar และเปิดโรงแรมให้เป็นพื้นที่ขายของชุมชน

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ณัฏ-ณัฏฐิมา วิชยภิญโญ เป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่ง ทั้ง The Quarter Bangkok ที่ราชเทวี The Quarter Residence ที่พญาไท ทั้งยังมี Bed&Breakfast ที่เขาหลัก พังงา เป็นโรงแรมแบบ Pay as you wish แถมโฮมสเตย์บ้านนาฮอมฮักที่น่าน 

“มีคนสอนว่าอย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว นี่ก็ว่าแยกแล้วนะ (หัวเราะ) เขาหลักปิดเป็นที่แรกเพราะต่างชาติเข้ามาไม่ได้ ที่น่านเป็นที่พักแนวเพื่อสังคม ก็ปิดไปเหมือนกัน ที่กรุงเทพฯ เราไม่ได้ปิดเพราะพนักงานยังอยู่ มีสองตึกใกล้ๆ กัน ตอนแรกเราจะปิดตึกหนึ่ง โยกมาที่เดียวเพื่อให้ค่าใช้จ่ายเหลือน้อยที่สุด รีบยอมแพ้ตัดแขนตัดขาเพื่อรักษาชีวิต เราอยากคืนตึก แต่พนักงานไม่ยอม บอกว่านี่ก็บ้านเขาเหมือนกัน”

พนักงานของ The Quarter ช่วยกันหาธุรกิจเพื่อมารองรับค่าเช่าตึก เริ่มทำอาหารมาขาย รับข้าวกล่อง ขนม และของท้องถิ่นจากเพื่อนบ้านมาวางขายหน้าร้านติดถนนใหญ่ เป็นเหมือนซูเปอร์มาเก็ตชุมชนเล็กๆ ต่อมาเมื่อเมืองเริ่มกลับมาเปิด เลยปรับล็อบบี้เป็นร้านน้ำผลไม้ Juice Mood ที่ใช้ผลไม้แท้และน้ำผึ้งคุณภาพ ทั้งยังทำผลไม้แพ็กแช่แข็ง Ready to blend 11 เมนู สำหรับส่งให้ร้านอาหารและคนชอบกินน้ำปั่นซื้อกลับไปทำกินเองที่บ้าน ช่วยลดเวลาการซื้อและสต็อกกักตุนผลไม้ และลด Food Waste อย่างได้ผล 

The Quarter เป็นโฮสเทลแรกๆ ที่เปิดให้บุคลากรทางการแพทย์พักเป็นรายเดือน จึงชิงปรับตัวเป็นที่พักระยะยาวก่อนใครเพื่อน และยังหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มาต่อสู้ให้กิจการยังก้าวต่อไปได้

9. ปรับใช้โฮสเทล 3 สาขาตามลักษณะการเข้าใช้งานของลูกค้า

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

เพน-จารุภา สุนทรปกาสิต เป็นเจ้าของโฮสเทล 3 สาขาที่ถนนข้าวสารและราชเทวี เธอเปิดสาขาแรกใน ค.ศ. 2014 และขยายสาขาทุกสองปีจนถึง ค.ศ. 2018 โดยเน้นรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาตลอด เมื่อเจอวิกฤตปิดประเทศ เพนใช้วิธีแก้ไขปัญหาในแต่ละจุดต่างกันไป 

Bed Station ข้าวสาร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจำเป็นต้องปิดตัวลงก่อนเพื่อคุมต้นทุน แต่ใช้เป็นสถานที่รับจัดอีเวนต์ Private Pool Party และขายเป็นห้องเดี่ยว ขณะที่ Bed one block ราชเทวี ใกล้รถไฟฟ้า ทั้งสะดวกสบายและสะอาด เน้นขายผู้เข้าพักชาวไทยในราคาย่อมเยา ส่วน Bed Station ราชเทวี รีโนเวตเป็นคาเฟ่ ตอบรับนักศึกษาและการทำกิจกรรมพบปะเป็นกลุ่ม ชนิดจบมีตติ้งแล้วจองห้องนอนรวมกันให้สุขอุราได้ไปเลย

Facebook : Bed Station Hostel

10. เปิดคาเฟ่ในที่พักข้างโรงพยาบาล เน้นบริการผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

สองพี่น้อง นิว-ปิติ และ นิก-ปิยะ ถาวรวงษ์ เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องนอน ราว 4 ปีที่แล้ว ทั้งคู่ขอนำตึกบริเวณสี่แยกอรุณอัมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช มาทำเป็นโฮสเทลชื่อยักษ์เฮาส์

“ตอนเริ่มเราคิดว่าถ้าทำโฮสเทลแข่งกับข้าวสาร เราสู้ Red Ocean นั้นไม่ได้แน่ๆ เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนเป้าหมาย ข้าวสารเขาเน้น Solo Traveller เน้นคนอายุประมาณสิบแปดถึงยี่สิบห้าที่พักเป็นเตียง งั้นเรามีห้องเดี่ยว แต่แชร์ส่วนกลางและห้องน้ำรวม เพิ่มเงินนิดเดียวก็ได้ความเป็นส่วนตัวขึ้น ก็ยังอยู่ใน Red Ocean เหมือนกัน แต่ทุกคนจับปลาหมึก เราขอจับกุ้งที่เป็น Group Traveller แทน” นิกเท้าความหลังของโฮสเทล ซึ่งมีจุดขายเป็นยักษ์ผู้พิทักษ์แบบไทยๆ ที่จะเสกให้ทุกคนหลับสบาย

โดยปกติยักษ์เฮาส์รับแขกที่พักระยะยาวอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล นอกจากนักท่องเที่ยวที่อยากได้ที่พักใกล้เกาะรัตนโกสินทร์ ยังมีลูกค้าที่เป็นผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยจากต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน นักศึกษาแพทย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ธุรกิจห้องพักจึงยังพอไปได้แม้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยักษ์เฮาส์ยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่สั่งเดลิเวอรี่ได้ 

“ช่วงตอนโควิดใหม่ๆ ผมเรียกพนักงานมาคุย กางตัวเลขกันว่าเรามีเท่านี้ แล้วคาดว่ารายได้คงไม่เกินเท่านี้ ซึ่งขอความร่วมมือจากทุกคน พนักงานไม่ใช้ลิฟต์ ยินดีที่จะเก็บผ้ามารีดพร้อมกันทีเดียว เขารักงานของเขา เราก็ไม่อยากทอดทิ้งเขา ซึ่งมันก็ขาดทุนในเดือนมีนา เมษา แต่ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นตลอด เรื่องนี้ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเลยครับ” นิกกล่าวอย่างมีความหวัง

Facebook : Yaks House Hostel

11. สร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อแก้ปัญหากิจการท้องถิ่น ทั้ง Locall และ mutual +

ปิดท้ายด้วย Once Again Hostel ที่พักสุดสร้างสรรค์ย่านป้อมมหากาฬที่ก่อตั้งโดย ศานนท์ หวังสร้างบุญ โดยสร้าง Locall แพลตฟอร์มส่งอาหารเดลิเวอรี่ช่วยร้านค้าในชุมชนและวินมอเตอร์ไซค์ท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ทางโฮสเทลเคยช่วยทำเมนูภาษาอังกฤษและโปรโมตร้านอาหารรอบๆ อยู่แล้ว ทีมงานที่สนใจช่วยเหลือเจือจุนคนท้องที่เลยปิดโรงแรมชั่วคราว และรวบรวมสรรพกำลังมาช่วยเหลือร้านค้าและวินมอเตอร์ไซค์ที่ขาดรายได้ จากย่านประตูผีก็ขยับขยายไปหลายที่จนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลครอบคลุมถึง 12 ย่านใน 5 จังหวัดประเทศไทย

ล่าสุดเขายังอยู่เบื้องหลังการผลักดันแพลตฟอร์มใหม่ mutual+ ร่วมกับสองวิศวกรหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นพื้นที่ Co-Living ที่พักแห่งอนาคต รวมโฮสเทลและโรงแรมขนาดเล็กแบบเปิดเป็น ‘บ้าน’ ที่มีกว่า 4 หมื่นเตียง เหมาะกับกลุ่ม Digital Nomad และคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน และอยากได้พื้นที่ใช้ชีวิตสร้างสรรค์ร่วมกัน มีทั้งบริการแบบขายห้องเดี่ยวและห้องรวมตามงบประมาณและจุดประสงค์ของผู้เข้าพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“หลักๆ mutual+ เห็นว่าโฮสเทลนิยมรับคนต่างชาติ พอมีโควิดรายได้จึงแทบเป็นศูนย์ แต่เรามองว่าโฮสเทลมีสถานที่และบริการต่างๆ ที่ดีมากอยู่แล้ว น่าจะหาคนไทยมาพักได้โดยผลักดันเป็นที่พักรายเดือน โดยเราดูแลทั้งให้คำแนะนำพาร์ตเนอร์ที่พักว่าควรปรับปรุงอะไรบ้างที่จำเป็น โดยปรับให้น้อยที่สุดแต่ทำให้คนไทยรู้สึกอุ่นใจที่จะเข้าพัก มั่นใจเรื่องความปลอดภัย และเราก็พยายามสร้างตลาดใหม่โดยผลักดันให้คนไทยหันมาพักโฮสเทล ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่เราก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ และยังได้ผลแม้ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแล้ว” 

แสตมป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์นอนโฮสเทลเป็นรายปีตลอดชีวิตมหาวิทยาลัยขยายความไอเดีย “ที่พักรายเดือนแบบโฮสเทลยืดหยุ่นเรื่องการเข้าพัก จ่ายเงินเดือนต่อเดือน ไม่ต้องทำสัญญายาวๆ หลายเดือนหรือเป็นปีอย่างหอพัก และยังรวมค่าน้ำค่าไฟและการทำความสะอาดให้ด้วย ถึงการอยู่แบบแชร์กันจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าห้องเดี่ยว แต่มีบริการสะดวกสบายหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาทดแทน ทำให้เราได้ใช้ชีวิตในทำเลดี เดินทางได้สะดวกขึ้น และค่าใช้จ่ายถูกลง ยิ่งคนที่ชอบคุยกับคนใหม่ๆ ก็ได้เข้าสังคมเจอเพื่อนใหม่ด้วย” 

ด้าน Once Again Hostel ที่เปิดมาหลายปี ศานนท์แอบบอกว่าเขาจะรีโนเวตใหม่ จากโฮสเทลขนาดเล็กให้มีลักษณะเป็นโรงแรม จับกลุ่มคนที่โตขึ้น และเพิ่มมูลค่าด้วยบริการและกิจกรรมมอบประสบการณ์ต่างๆ ที่ทางที่พักยินดีจัดสรรให้

Facebook : Locall Thailand

Facebook : mutual+

Facebook : Once Again Hostel

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

หลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่าโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ Climate Change ลอยวนอยู่บนสนามสื่อ ที่หยิบยกประเด็นเหล่านี้มาชวนฉุกคิดให้มนุษย์ตระหนักถึงปัญหา ว่าหากเราไม่รักษ์โลกวันนี้ โลกก็จะไม่รักเราเหมือนกันในอนาคต เราเห็นความพยายามของหลายคน หลายแบรนด์ หลายองค์กร ที่โปรโมตแนวคิดการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมกันอยู่มาก 

ถ้านี่คือการออกรบ พูดอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้เพื่อชุบชีวิตโลกให้หายร้อนหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในวงกว้างนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนธานอสดีดนิ้ว แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงผลักดันการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทิ้งมันไว้กลางทาง 

‘มูลนิธิใบไม้ปันสุข’ เป็นหนึ่งในมูลนิธิที่กำลังสร้างความต่อเนื่องนั้นให้เห็น และเชื่อว่าแม้โลกจะมีเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น แต่เราจะไปไหนไม่ได้ไกล หากโลกที่อาศัยยังเกิดวิกฤต

มูลนิธิใบไม้ปันสุข ก่อตั้งมาแล้ว 5 ปี แต่เพิ่งจะมาเปิดตัวให้ผู้คนรู้จักในขวบปีที่ 5 เพราะพวกเขาเชื่อว่าการลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเสียก่อน ย่อมดีกว่าการเปิดตัวแรง แต่ทำแค่ฉาบฉวย 

มูลนิธิใบไม้ปันสุข โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สนใจการเติบโตเคียงข้างชุมชนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งการคัดแยกขยะมาเพิ่มมูลค่า หรือการรับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด และล่าสุดกำลังอยู่ในกระบวนการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาแปรรูปเป็นน้ำมันเครื่องบินไบโอเจ็ต นั่นหมายความว่าแม้จะก่อตั้งมา 5 ปี แต่หัวใจการสร้างความยั่งยืนนั้นฟูมฟักมานานกว่านั้น

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม มองเห็นว่าพลังของเยาวชนมีส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดี จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะนำพาให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ โดยมุ่งเน้น 3 โครงการ ได้แก่ 

1. โครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรม และติดตามผลคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ อ่านออกเขียนได้ 

2. โครงการรักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ปลูกจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน 

และ 3. โครงการโซลาร์ปันสุข ที่สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก พร้อมถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ให้กับเยาวชนในสถานศึกษา

และความเข้มแข็งทางวิสัยทัศน์ว่า คุณภาพชีวิตของเยาวชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ คือหัวใจสำคัญที่พาเรามาคุยกับมูลนิธิใบไม้ปันสุขวันนี้

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิที่มีดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาร์ท-ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร ประธานมูลนิธิใบไม้ปันสุข และ ก้อย-กลอยตา ณ กลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อความยั่งยืน สองตัวแทนจากมูลนิธิใบไม้ปันสุข พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ในมูลนิธินั้นสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Sustainable Development Goals หรือ UNSDGs โดยเริ่มจากเป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง Quality Education ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่จะนำพาประเทศขับเคลื่อนต่อไปที่เป้าหมาย 13 เรื่อง Climate Action เนื่องจากความรู้ทางการศึกษาจะปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อให้เกิดพฤติกรรมอยากดูแลสิ่งแวดล้อมของคนในประเทศได้

“โลโก้มูลนิธิของเราเป็นรูปผีเสื้อ มีความหมายเรื่องของการปรับเปลี่ยนและปรับตัว หากเราย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทางของผีเสื้อ มันเคยเป็นดักแด้มาก่อน เหมือนเยาวชนที่สุดท้ายพวกเขาจะเริ่มเติบโต และเริ่มบินได้อย่างแข็งแรงถ้าได้รับการศึกษาที่ดี”

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

คุณก้อยจริงจังกับสิ่งที่เธอพูด เธอบอกว่าไม่ว่ามนุษย์เราจะเดินไปทางไหน การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก และน่าตกใจที่มูลนิธิพบว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งเด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กยากไร้ เด็กที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เอง จากการสำรวจ พบว่าวัยรุ่นในเขตพระโขนงอายุ 15 – 17 ปี อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม

“จะ Deep Learning ปัญญาประดิษฐ์ AI หรือเทคโนโลยีทั้งหลาย เราจะไปไม่ถึงมันเลย ถ้ารากฐานไม่แข็งแรง ซึ่งรากฐานที่สำคัญที่สุดคือการศึกษา และถึงแม้วันนี้คุณจะตั้งเป้าว่าเราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือต้องเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 หากการศึกษายังเข้าไม่ถึงเด็กไทย มันก็จะไปไม่ถึงเป้า จะไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะไม่มีความยั่งยืนอะไรทั้งนั้น” คุณก้อยกล่าว

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ จึงเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่ยังเป็นปัญหา และคำว่าใกล้ที่ว่าก็รวมถึงปัญหาที่อยู่ใกล้โรงกลั่นของบางจาก ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 64 เนื่องจากทางทีมได้สำรวจโรงเรียนใกล้โรงกลั่น แล้วพบว่ามีเด็กหลายคนที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ลำพังบางจากไม่ได้เป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เลยคิดว่าจะทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดี 

นั่นทำให้พวกเขาเฟ้นหาพันธมิตรเฉพาะทางเข้ามาร่วมด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาใน พ.ศ.​ 2560 พร้อมริเริ่มโครงการแรก อ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว และโครงการอื่น ๆ ตามมาที่มีพันธมิตรที่แตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการศึกษา เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจพลังงาน แต่เราสนใจเรื่องพวกนี้ เป็นที่มาว่าเวลาเราคิดจะทำอะไร เรามีความตั้งใจอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีผู้มีองค์ความรู้มาช่วยและทำให้มันเกิดขึ้นจริง” คุณมาร์ทบอกเรา ก่อนจะเริ่มชวนเราคุยถึงรายละเอียดความดีงามของแต่ละโครงการ

'ใบไม้ปันสุข' มูลนิธิที่ติดอาวุธการศึกษาให้เยาวชน เพื่อลงสนามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ติดปีกเยาวชนด้วยการศึกษาที่ดี

15,000 คน จาก 200 สถานศึกษา ใน 52 จังหวัด คือตัวเลขเยาวชนที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้มอบโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตไปแล้ว สำหรับโปรเจกต์แรกอย่างโครงการอ่านเขียนเรียนสนุก ปั้นเด็กจิ๋ว เป็นเด็กแจ๋ว มูลนิธิได้จับมือกับพันธมิตรร่วมทางกลุ่มแรกอย่างศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม ที่สนับสนุนสื่อการสอนอบรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนอ่านออกเขียนได้ มุ่งเน้นการติดตามผลจากคุณครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ และคุณครูมีทักษะในการสอนที่ทำให้เด็กเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน เพราะสุดท้ายเด็กจะรู้วิชาในห้องเรียนได้ ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญ

อาจารย์ในดวงตา ปทุมสูติ จากทุ่งสักอาศรม สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กและสังคมว่า การอ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น แต่การที่เด็กคนหนึ่งอ่านออกเขียนได้นั้นเปรียบเหมือนสะพานที่พาเด็ก ๆ ออกไปสำรวจโลกกว้าง และเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาให้ค้นพบศักยภาพ และตัวตนที่อยู่ข้างในได้อย่างชัดเจน

อย่างที่เราบอกว่า เมื่อมูลนิธิใบไม้ปันสุขมีแกนหลักขององค์กรว่าจะไม่ทำอะไรที่ฉาบฉวย แต่ต้องการทำอะไรที่ยั่งยืนและยาวนาน ทุ่งสักอาศรมจึงเห็นพ้องต้องกัน เริ่มจากการติดอาวุธให้ครูผู้สอน ด้านการสื่อสารกับเด็กอย่างไรจะทำให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น ช่วยกันกับคุณครูหาต้นตอว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือบางคนอ่านได้ แต่เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นเส้นผมบังภูเขาที่ครูหลายคนเคยมองข้ามไป หากเด็กคนนั้นทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้น อาวุธครูที่ทุ่งสักอาศรมเข้าไปติด จึงเป็น ‘ทักษะการแก้ไขสถานการณ์’ ที่ครูทุกคนควรเรียนรู้ที่จะเข้าหาเด็กในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลาย เด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ภาษามลายูก็แบบหนึ่ง เด็กชนเผ่าม้งก็แบบหนึ่ง หรือเด็กปกาเกอะญอก็อีกแบบ และในความแตกต่างทางภาษายังมีความแตกต่างทางบุคลิกของเด็กที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งครูที่ดีก็ควรทำความเข้าใจ

ผลลัพธ์โครงการหลังจากที่ลงไปติดตามผลเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี และน่ายิ้มตามกับความสำเร็จเล็ก ๆ ของเยาวชน ยกตัวอย่างแบบทดสอบเขียนตามคำบอก 50 คำในวิชาภาษาไทย ที่ก่อนเข้าอบรมเด็กชั้น ป.1 ได้ราว 0 – 4 คะแนนจาก 50 ข้อ แต่เมื่อได้ทำการอบรม เด็ก ๆ คะแนนพุ่งขึ้นมาถึง 37 – 50 คะแนน

มองเรื่องกู้โลกให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว

เมื่อผ่านการบ่มเพาะนักเรียนด้านวิชาการมาแล้ว มูลนิธิใบไม้ปันสุข ขยับขยายโครงการที่สอง ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนจะมีใจรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ผ่านการจัดตั้ง 8 สถานีการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ สถานีธนาคารขยะ สถานีกล่องนม-ถุงนมกู้โลก สถานีน้ำมันพืชใช้แล้ว สถานีใบไม้ปันสุข สถานีเรือนวัสดุ สถานีพอ พัก ผัก สถานีน้ำหมักชีวภาพ และสถานีน้ำหมักรักษ์โลก โดยมีเป้าหมายอยากให้เด็ก ๆ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากสิ่งรอบตัว และมองว่าการจะรักษ์โลกนั้น บางครั้งก็เริ่มได้เลยจากเรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ

ช่วง 5 เดือนแรก ทางมูลนิธิและ SCGC ได้คัดเลือกขยะเพื่อไปรีไซเคิลแล้วกว่า 4,100 กิโลกรัม ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 14,300 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นั่นทำให้นักเรียนเห็นว่า การเก็บขยะที่ใครมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ หากมองให้มันใหญ่ขึ้น มันอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ถัดมาคือการเอาถุงนมโรงเรียนมาทำเป็นเก้าอี้ที่นั่งได้จริงและมีคุณภาพ เพื่อยืดอายุการใช้งาน เด็ก ๆ จะได้เริ่มเข้าใจด้านวัสดุศาสตร์ว่าพลาสติกที่คนมองว่าเป็นตัวร้าย บางครั้งหากเราทำเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็กลายเป็นพระเอกที่นำกลับมาใช้หมุนเวียนใหม่ได้ ยังมีเรื่องของการนำเศษอาหารมาทำน้ำหมักชีวภาพ สอนด้านการประหยัดน้ำ และปลูกฝังการทำปุ๋ยจากเศษอาหารที่เหลือจากมื้อต่าง ๆ ที่กินกันในโรงเรียน

นอกจากนี้เด็ก ๆ ยังสามารถนำไปขยายผลต่อที่บ้าน ในแง่การช่วยคุณพ่อคุณแม่แยกขยะ ซึ่งผลลัพธ์ของโครงการ ณ ปัจจุบันขยายไปมากกว่า 18 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการหลักหมื่น และตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดของเสียหรือวัสดุที่นำกลับไปหมุนวนได้มากกว่า 6,000 กิโลกรัม ซึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ ที่เราคิดว่า หากเด็กเข้าใจแก่นหลักของการรักธรรมชาติแล้วว่า มันสามารถขยายต่อไปถึงการลดก๊าซเรือนกระจก หรือพูดง่าย ๆ อากาศร้อน ๆ ที่เราเจออยู่ทุกวันก็เกิดจากก๊าซเรือนกระจก เด็ก ๆ น่าจะมีแรงกระตุ้นในการทำเรื่องง่าย ๆ ในชีวิต ซึ่งในภายภาคหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อยที่จะรอติดตามผล

พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยลดค่าไฟ

เดินทางมาถึงโครงการล่าสุดของมูลนิธิที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์ผ่านโครงการโซลาร์ปันสุข ร่วมกับ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเฟ้นหาโรงเรียนที่มีผลงานด้านการเกษตรและพัฒนาชุมชนรอบข้าง ด้วยการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก และถ่ายทอดความรู้พร้อมเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ซึ่งคุณก้อยและคุณมาร์ทบอกกับเราว่า จริง ๆ โครงการที่สามนี้ เป็นการต่อยอดจากสองโครงการแรก และเติมเต็มแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลมกล่อมมากขึ้น

“เนื่องจากเราทำงานกับโรงเรียนมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เห็นความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ว่านอกจากด้านวิชาการที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีก็มีส่วนสำคัญ เรามีโอกาสได้ทำงานกับมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เห็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจเกษตรในโรงเรียน ที่ทำให้ทั้งคนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและต่อยอดด้วยการบริหารกองทุนอาชีพของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางอาหารและมีรายได้ นั่นเป็นสิ่งที่เราประทับใจและอยากร่วมงานด้วย เพราะมันต่อยอดจากสิ่งที่เรามีได้เหมือนกัน”

คุณมาร์ทเล่าให้ฟัง ซึ่งนั่นหมายถึง มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มมูลนิธิปันสุขได้

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

“ในโครงการ รักษ์ ปัน สุข จูเนียร์ เรามีกิจกรรมปลูกผักชื่อว่าสถานีพอ พัก ผัก อยู่แล้ว เพราะเราพยายามรณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนมีอาหารที่ทำกินเองโดยไร้สารพิษ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาทำอยู่แล้วเช่นกัน ทีนี้เราก็มาร่วมกันคิดว่า ฟันเฟืองหนึ่งที่จะใช้ในการปลูกผักสวนครัวได้ คือน้ำที่ต้องใช้เยอะมาก โรงเรียนหลายแห่งต้องขุดบ่อเพื่อเอาน้ำขึ้นมาใช้ บ้างก็ใช้ปั๊ม ทีนี้พอใช้ปั๊ม ก็ต้องใช้ไฟ ค่าน้ำประปาก็แพง 

“สิ่งที่เราช่วยแก้ไขได้ตอนนี้ คือการที่เรามองว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นต้นแบบของการทำโครงการโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงเป็นที่มาของโครงการโซลาร์ ปันสุข ที่เราเอาแผงโซลาร์เพื่อมาช่วยเรื่องค่าไฟให้กับโรงเรียนท้องถิ่น ตอบโจทย์ UNSDGs ทั้งเป้าหมายที่ 13 Climate Action และ เป้าหมายที่ 7 Affordable and Clean Energy และยังเพิ่มทักษะความรู้สำหรับน้อง ๆ ให้เขาได้เข้าใจการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นแสงอาทิตย์” คุณก้อยกล่าว

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ซึ่งความรู้ที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขได้เข้าไปร่วมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนาก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ น้อง ๆ จากโรงเรียนมีชัยพัฒนาได้เข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโซลาร์เซลล์ที่ Barefoot College ประเทศอินเดีย ที่ช่วยตบความรู้ที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมให้แข็งแกร่งและพร้อมพัฒนา

โครงการโซลาร์ปันสุขจะคัดเลือกจาก 141 โรงเรียนที่เหมาะจะทำระบบโซลาร์เซลล์ และส่งไปอบรมกับโรงเรียนมีชัยพัฒนา เพื่อออกแบบโซลาร์เซลล์ประจำโรงเรียน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ ทั้งนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ จะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดและช่วยรักษ์โลกไปพร้อมกัน

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ก้าวที่ 5 และก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

สิ่งที่มูลนิธิใบไม้ปันสุขทำมาตลอด 5 ปี นับเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่หากก้าวไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ และข้อชวนคิดที่ได้จากมูลนิธิใบไม้ปันสุข คือการเริ่มมองปัญหาตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทางและไม่ทอดทิ้งใครไว้ด้านหลัง ทั้งเยาวชนและธรรมชาติ จะต้องก้าวต่อไปด้วยกันอย่างสง่างาม

“เราไม่อยากจัดอีเวนต์แล้วจบไป เราอยากให้มันจับต้องได้ วัดผลได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เกิดผลสำเร็จในระยะยาว” คุณมาร์ทว่า

“เราให้ความสำคัญกับการประเมินและติดตาม เราต้องรอให้เห็นผลก่อนจึงจะมั่นใจว่ามันเวิร์ก อาจเป็นสาเหตุที่บอกว่าทำไมเราเพิ่งแถลงข่าวทั้งที่เปิดมาแล้ว 5 ปี เพราะเราอยากมั่นใจว่า โครงการที่เราทำมันต่อเนื่องและยั่งยืน เห็นผลจริง และจริงจัง” คุณก้อยทิ้งท้าย

จากบริษัทพลังงานที่ชื่อว่า บางจากฯ สู่การส่งต่อดีเอ็นเอรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดตั้งมูลนิธิใบไม้ปันสุข ที่มีเลนส์การมองปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการปลูกฝังความรู้ให้เยาวชนที่เป็นอนาคตใหม่ของประเทศ หลายคนอาจคิดว่าทำแค่เรื่องเล็ก ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่มูลนิธิใบไม้ปันสุขเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นด้วยเรื่องเล็ก ๆ เมื่อได้ผลสัมฤทธิ์ที่เห็นผล สามารถขยายต่อเนื่องได้ นั่นคือการส่งต่อกำลังใจเพื่อที่จะร่วมแก้ไขปัญหาของพวกเขา เพื่อสร้างโลกยั่งยืนต่อไป

5 ปีของมูลนิธิที่ติดปีกเยาวชนให้ได้รับการศึกษาดีขึ้น และค้นหาการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load