ราว 10 ปีก่อน ที่พักราคาย่อมเยาอย่างโฮสเทลซึ่งขายที่พักเป็นเตียง ตกแต่งสวยเก๋ตามคอนเซปต์ต่างๆ เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และมีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย คือธุรกิจดาวรุ่งสุกสกาวในวงการท่องเที่ยวไทย ที่พักขนาดเล็กแบบนี้เกิดขึ้นมากมายทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่พักที่คนรุ่นใหม่คุ้นชิน

ค.ศ. 2020 เศรษฐกิจทั่วโลกสาหัสจากโรคระบาด การท่องเที่ยวซบเซา โฮสเทลซึ่งเคยคึกคักก็ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้มีสายป่านยาวหรือเปิดมาเนิ่นนานจนมีทุนสำรองแน่นหนา โดยเฉพาะโฮสเทลในกรุงเทพฯ ที่เน้นรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก การปิดประเทศทำให้ชีพจรของที่พักเล็กๆ สะดุด จนบางที่ต้องเลิกกิจการไปโดยสิ้นเชิง

แล้วอนาคตของโฮสเทลจะไปทางไหน จะเป็นอย่างไรต่อ

เราพกคำถามนี้ไป ‘งานสาร(ะ)ทุกข์สุขดิบ Ep.3 คนทำโฮสเทล’ ซึ่ง The Yard Bangkok ที่พักน่ารักย่านอารีย์จัดขึ้น โดยชักชวนคนทำธุรกิจโฮสเทลมาทานอาหารเย็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงและกำลังใจกัน งานนี้มีชาวธุรกิจที่พักมาร่วม 10 กว่าราย แต่ละฝ่ายแบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยอย่างออกรสชาติ บ้างปิดโรงแรมไปทำธุรกิจอื่น บ้างเปิดบางส่วนและหาธุรกิจเสริม แต่ละที่สรรหาวิธีฝ่าฟันต่อลมหายใจไปตามกำลังและทรัพยากรของตน 

เราคัดเลือกเรื่องราวจากเจ้าของที่พัก 11 ราย มาเล่าสู่กันฟัง

นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหากิจการ แต่เป็นการแบ่งปันแนวทางสู้วิกฤต และส่งต่อพลังงานสร้างสรรค์ให้แก่กัน 

ขอเอาใจช่วยธุรกิจทั้งหลาย ด้วยไอเดียสู้สุดใจ 11 รายการ ดังนี้ 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

1. สร้าง DIY Restaurant ให้เช่าสวนและห้องพักเพื่อจัดกิจกรรมนานาประเภท 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

“อยากทำร้านอาหารเลย เพราะคุยกับกลุ่มร้านอาหาร เขาขาดทุนแค่เดือนเดียว หลังจากนั้นก็ขายของได้ปกติ”

ส้ม-อติพร สังข์เจริญ ผู้ก่อตั้ง The Yard หรือบ้านญาติเปรยเมื่อเปิดงาน เธอเล่าว่าช่วงแรกแก้ปัญหาโฮสเทลด้วยการทำรถพุ่มพวง ขายวัตถุดิบเกษตรออร์แกนิกในย่านอารีย์ ช่วงแรกๆ กระแสตอบรับจากชาวอารีย์ดีมาก แต่พอคลายล็อกดาวน์เข้าสู่สถานการณ์ปกติ คนกลับออกไปใช้จ่ายตามเดิม ดังนั้นต้องหาวิธีทำธุรกิจใหม่ 

เธอยังเปิดโฮสเทลตามปกติทั้งรายวันและรายเดือน แต่มีบริการอื่นๆ เข้ามา ทั้งเปิดร้านอาหารแบบ DIY Restaurant ให้คนมาใช้พื้นที่สวนกว้างๆ ของโฮสเทลเป็นลานบาร์บีคิวหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งปาร์ตี้ แสดงดนตรี จัดเวิร์กช็อป สอนโยคะ จัดประชุม ถ่ายหนังและโฆษณา นอกจากนี้ยังปรับปรุงห้องพักแบบเตียงให้กลายเป็นห้องทำงาน Co-Working Space จะเข้ามานอนพัก กิน ดื่ม เรียน เล่น สังสรรค์ ใช้ชีวิตและพื้นที่ของโฮสเทลได้เต็มที่ตลอดเวลา

Facebook : The Yard Bangkok

2. เปิดเป็นที่พักระยะยาว และทำแซนด์วิชตามสั่งกับคาเฟ่ Slow Bar

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Wander Wonder เป็นโฮสเทลในอาคารพาณิชย์ริมสถานีรถไฟฟ้า BTS อุดมสุข ของ มอส-ปวิตรา จันทร์สุหร่าย ซึ่งเปิดตัวใหม่เอี่ยมอย่างไปได้สวยในช่วงต้นปี แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา สถานการณ์ COVID-19 ก็พรากลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปเกือบทั้งหมด มอสรีบปรับโฮสเทลของเธอเป็นที่พักรายเดือน รวมค่าน้ำ ค่าไฟ และ Netflix พร้อมสรรพในตัว ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทยช่วงแรกๆ และคนไทยที่ทำงานในเมือง ต้องการที่พักสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า 

จุดเด่นของที่พักใหม่เอี่ยมนี้คือเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เธอและแขกสามารถพูดคุยและจองห้องผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น มี Digital Door Lock ไม่ต้องใช้กุญแจห้อง ทำทุกอย่างเป็นดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานต้อนรับประจำการ ลดทั้งเวลาและความเสี่ยงติดเชื้อจากการพบปะ นอกจากนี้เธอยังเปิดคาเฟ่ Slow Bar และรับทำแซนด์วิชแบบเดลิเวอรี่ทั้งขายปลีกและขายส่งร้านกาแฟและออฟฟิศต่างๆ ซึ่งรับทำวันต่อวันแบบพรีออเดอร์เท่านั้น ลูกค้าสามารถเลือกไส้แซนด์วิชได้ตามชอบเพราะเธอมีตัวเลือกให้หลากหลายครบถ้วน

“หลังจากเจอโควิด เราหันมาเรียน Digital Marketing จริงจัง ยิงโฆษณาทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะหาทางออกไม่ได้ เราก็ต้องมาทางนี้ ได้ลูกค้าจากการยิง Ads พอสมควร ตอนนี้พอเริ่มดีขึ้นก็มีคนถามเรื่องคาเฟ่เยอะ” เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่แบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยของเธอ

Facebook : Wander Wonder 八WW

3. เปิดร้านขนมปังยีสต์ธรรมชาติ ปิดโฮสเทล และเปลี่ยนบ้านตัวเองเป็นห้องพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

แน็ก-ปริวัฒน์ วิเชียรโชติ เจ้าของ If you want hostel ที่พักน่ารักขนาด 40 เตียงในสุโขทัย ซึ่งมีจุดเด่นที่การรับอาสาสมัครชาวต่างชาติมาทำงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตัดสินใจปิดธุรกิจเดิมลง และกำลังจะเปลี่ยนบ้านของตัวเองที่อยู่ห่างจากที่เดิมไป 700 เมตร ให้กลายเป็นที่พักขนาดเล็กไม่เกิน 4 เตียงแทน 

“จุดเด่นของโฮสเทลเราคือการรับอาสาสมัครมาเป็นพนักงาน แขกเดินเข้ามาเป็นลูกค้า เดินออกไปเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม และเราใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ แต่เราเป็นเพื่อนกับคนสี่สิบคนไม่ไหว ต้องจ้างพนักงานเยอะมาก วิธีปรับคือทำให้มันเล็กลง เพื่อให้คุณค่าที่เราต้องการไปถึงทุกคน”

แน็กเล่าว่าแม้ปิดธุรกิจห้องพัก แต่ Rush lush cafe (รัตน์ รัตน์ คราฟต์คาเฟ่) คาเฟ่ขนมปังยีสต์ธรรมชาติซึ่งเปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ ยังคงอยู่ ก่อนหน้านี้เขาเคยรับอาสาสมัครเชฟชาวต่างชาติมากินอยู่ที่สุโขทัย มาสอนทำขนมและกาแฟจนคาเฟ่แข็งแรง คาเฟ่จึงยังอยู่ได้ด้วยองค์ความรู้ที่ได้มาจากเพื่อนๆ ส่วนเวลาที่เหลืออีก 4 วันต่อสัปดาห์ ชาวสุโขทัยรุ่นใหม่ทุ่มเวลาให้กับการทำโปรเจกต์เพื่อสังคมต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดบ้านเกิด 

เป้าหมายของเขาไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ให้ผลกำไรสูงสุด เมื่อรูปแบบเดิมไปต่อไม่ไหว จึงปรับตัวลดต้นทุนเหลือแค่สิ่งจำเป็น พร้อมผันตัวไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ยังสอดคล้องกับความเชื่อและความชอบของตนเอง

Facebook : If you want hostel Sukhothai – อีฟ ยู วอนท์ โฮสเทลสุโขทัย

4. เปิดครัวให้เช่าเป็น Cloud Kitchen และเปิดเป็นที่พักพร้อมอาหารเสร็จสรรพ

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Hom Hostel & Cloud Kitchen ธุรกิจที่พักบริเวณสุขุมวิท 3 นานาสแควร์ ของ ตูน-ภาวลิน มาสะกี มีจุดเด่นเรื่องอาหาร โมเดลธุรกิจเธอโดดเด่นมาก ตูนเล่าว่าช่วงวิกฤต COVID-19 ใหม่ๆ เธอระดมทุนบริจาคเงินทำข้าวให้คนเร่ร่อนและคนที่ลำบาก 100 วัน ประคองธุรกิจให้อยู่รอดไปได้ 3 เดือน 

หลังจากนั้นเธอเปิดพื้นที่ห้องครัวให้เช่าถึง 10 ห้อง ให้ร้านอาหารมาเช่าพื้นที่ Cloud Kitchen ทำอาหารแยกกัน แขกมาที่เดียวได้กินหลายร้าน หรือถ้าสั่งอาหารส่งจากที่เดียวก็ส่งฟรีระยะ 0 – 3 กิโลเมตร เมื่อสั่งครบ 300 บาท นอกจากนี้ยังเปิดให้คนมาเช่ารายวันเพื่อทำครัว เช่น ทำ Live Cooking ถ่ายรายการ มาทดลองเมนูก่อนไปสอบเป็นเชฟ รวมถึงจัด Chef’s Table ได้อีกด้วย ที่พักก็สามารถจองเตียงเป็นที่พักสำหรับเชฟได้โดยเฉพาะ

“ธีมของเราตั้งแต่ก่อนปิดตัว คือเป็นที่อยู่ของคนชอบทำอาหาร เป็นครัวใหญ่ๆ ที่ทุกคนมาทำอาหารและกินข้าวกันได้ แล้วก็มีสวนผักใหญ่ ให้ทุกคนได้เชื่อมต่อกันผ่านอาหารอยู่แล้ว ยังมีลูกค้ากลับมาหาเราทุกปีเพราะคอนเซปต์นี้ เราชอบเรื่องอาหาร รู้สึกว่าไอ้พวกนี้ยังอยากเก็บ ยังไม่เลิก”

ตูนตั้งใจทำห้องรายเดือน ปิดโฮสเทลไปเลย และจะเปิดใหม่เมื่อนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ เป็นโฮสเทลที่มีแค่ 8 เตียง แขกที่พักจะได้ Voucher ราคา 50 บาท สำหรับกินมื้อเช้าหรือมื้อเย็นฟรี เน้นอาหารเป็นหลัก ไม่เล่น Price War แข่งลดราคาห้องกับที่พักอื่นๆ เพราะตูนรู้สึกว่าสงครามนี้เธอไม่มีวันสู้ได้ จึงต้องหาทางอยู่กับสถานการณ์

“เราเชื่อว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังพักโฮสเทลใกล้รถไฟฟ้า แต่มีอายุแล้ว แต่ไม่อยากกินเหล้า ไม่ปาร์ตี้โหวกเหวก ต้องการที่ที่มีความเป็นส่วนตัว เราเลยตัดใจไม่ขาด จะปล่อยตรงนี้ก็ไม่คุ้ม เพราะสุดท้ายวันหนึ่งคนจะกลับมา ก็เลยคิดว่าทำ Cloud Kitchen ไปก่อน ซึ่งได้ผลตอบรับดี”

Facebook : Hom Hostel & Cloud Kitchen

5. เปลี่ยนโฮสเทลเป็นจุดแวะพัก อาบน้ำ ชาร์จแบต ระหว่างรอรถบัส

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

TALES Khaosan โฮสเทลของสองพี่น้อง วิวรรณ และ แวววรรณ สิริวเสรี ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในถนนข้าวสาร โชคดีที่เจ้าของที่ช่วยลดค่าเช่าให้ พวกเธอเปิดทั้งโฮสเทล คาเฟ่ และพื้นที่ให้เช่า ด้วยทำเลใกล้จุดขึ้นรถบัสไปเกาะสมุยและเกาะพงัน บริเวณหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ทำให้มีนักท่องเที่ยวไทยที่ชอบไปเที่ยวดำน้ำมาผ่านหน้าที่พักพวกเธอเป็นประจำ วิวและแววจึงเปิดที่พักให้เป็นที่อำนวยความสะดวกชั่วคราว ทั้งให้อาบน้ำ ชาร์จแบตมือถือและกล้อง นอกจากนี้แขกยังจองที่พักแบบเป็นเตียงเดี่ยว หรือปิดห้องเหมาทั้งชั้นได้อีกด้วย

Facebook : TALES Khaosan

6. เปิดคลินิกเพื่อสุขภาพ ทำร้านอาหารโฮมเมด และให้คนเช่าพื้นที่เป็นส่งไปรษณีย์

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ผึ้ง-ผานิต อร่ามกุล และ เต็ม-โชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์ เจ้าของ Yim Bangkok โรงแรมหน้าตาสวยเก๋ย่านห้วยขวาง ผันตัวไปทำ Thrive Clinic คลินิกเพื่อสุขภาพอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารโฮมเมดแนวครอบครัว ใช้ผักออร์แกนิก วัตถุดิบคัดสรร และไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ตัวที่พักเปิดเป็นห้องพักรายเดือนเช่นเดียวกับโรงแรมอื่นๆ พวกเขาตั้งใจเปิดพื้นที่บางส่วนให้คนเช่าสำหรับส่งไปรษณีย์ ในอนาคตครอบครัวนี้ยังตั้งใจเปิดคลินิกสาขาย่อยในตัวโรงแรม เรียกได้ว่าเน้นไปจับกลุ่มคนรักสุขภาพแบบเต็มตัว

Facebook : Yim Bangkok

7. เปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์ และขาย Voucher โรงแรม 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“คนมักคิดว่าแถวรัชดาจะมีแต่คนจีน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่พักโฮสเทลเราคือชาวยุโรปและอเมริกัน คนเอเชียไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ พวกยุโรปเขามองหาโฮสเทลเพราะถูกจริตกับเขา คนไทยก็ไม่ค่อยพักโฮสเทลมาก ยังห่วงเรื่อง Privacy เยอะ เราก็พยายามปรับมาหาลูกค้าคนไทยทั้งรายวันและรายเดือน”

บอย-ปิยะ เทพสุธา และ ปุ้ย-วิภาพร เทพสุธา เจ้าของ Siamaze Hostel ย่านรัชดาภิเษก 17 เล่าเรื่องกลุ่มลูกค้าก่อนช่วง COVID-19 เมื่อโรคระบาดเข้ามา พวกเขาหันไปทำเบเกอรี่ Black magic snacks อย่างต่อเนื่องจริงจัง ซึ่งขายได้เรื่อยๆ (เราชิมแล้ว อร่อยมาก) นอกจากนี้ยังเปิดที่พักรับกลุ่มคนไทย โดยขาย Voucher เป็นแพ็กเกจสุดคุ้มให้ได้เงินสดเข้ามาหมุนในธุรกิจก่อน ยิ่งเป็นลูกค้าเก่าก็จะยิ่งได้ราคาพิเศษเข้าไปอีก

Facebook : Siamaze Hostel Bangkok

8. เปิด Healthy Smoothie Bar และเปิดโรงแรมให้เป็นพื้นที่ขายของชุมชน

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ณัฏ-ณัฏฐิมา วิชยภิญโญ เป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่ง ทั้ง The Quarter Bangkok ที่ราชเทวี The Quarter Residence ที่พญาไท ทั้งยังมี Bed&Breakfast ที่เขาหลัก พังงา เป็นโรงแรมแบบ Pay as you wish แถมโฮมสเตย์บ้านนาฮอมฮักที่น่าน 

“มีคนสอนว่าอย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว นี่ก็ว่าแยกแล้วนะ (หัวเราะ) เขาหลักปิดเป็นที่แรกเพราะต่างชาติเข้ามาไม่ได้ ที่น่านเป็นที่พักแนวเพื่อสังคม ก็ปิดไปเหมือนกัน ที่กรุงเทพฯ เราไม่ได้ปิดเพราะพนักงานยังอยู่ มีสองตึกใกล้ๆ กัน ตอนแรกเราจะปิดตึกหนึ่ง โยกมาที่เดียวเพื่อให้ค่าใช้จ่ายเหลือน้อยที่สุด รีบยอมแพ้ตัดแขนตัดขาเพื่อรักษาชีวิต เราอยากคืนตึก แต่พนักงานไม่ยอม บอกว่านี่ก็บ้านเขาเหมือนกัน”

พนักงานของ The Quarter ช่วยกันหาธุรกิจเพื่อมารองรับค่าเช่าตึก เริ่มทำอาหารมาขาย รับข้าวกล่อง ขนม และของท้องถิ่นจากเพื่อนบ้านมาวางขายหน้าร้านติดถนนใหญ่ เป็นเหมือนซูเปอร์มาเก็ตชุมชนเล็กๆ ต่อมาเมื่อเมืองเริ่มกลับมาเปิด เลยปรับล็อบบี้เป็นร้านน้ำผลไม้ Juice Mood ที่ใช้ผลไม้แท้และน้ำผึ้งคุณภาพ ทั้งยังทำผลไม้แพ็กแช่แข็ง Ready to blend 11 เมนู สำหรับส่งให้ร้านอาหารและคนชอบกินน้ำปั่นซื้อกลับไปทำกินเองที่บ้าน ช่วยลดเวลาการซื้อและสต็อกกักตุนผลไม้ และลด Food Waste อย่างได้ผล 

The Quarter เป็นโฮสเทลแรกๆ ที่เปิดให้บุคลากรทางการแพทย์พักเป็นรายเดือน จึงชิงปรับตัวเป็นที่พักระยะยาวก่อนใครเพื่อน และยังหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มาต่อสู้ให้กิจการยังก้าวต่อไปได้

9. ปรับใช้โฮสเทล 3 สาขาตามลักษณะการเข้าใช้งานของลูกค้า

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

เพน-จารุภา สุนทรปกาสิต เป็นเจ้าของโฮสเทล 3 สาขาที่ถนนข้าวสารและราชเทวี เธอเปิดสาขาแรกใน ค.ศ. 2014 และขยายสาขาทุกสองปีจนถึง ค.ศ. 2018 โดยเน้นรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาตลอด เมื่อเจอวิกฤตปิดประเทศ เพนใช้วิธีแก้ไขปัญหาในแต่ละจุดต่างกันไป 

Bed Station ข้าวสาร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจำเป็นต้องปิดตัวลงก่อนเพื่อคุมต้นทุน แต่ใช้เป็นสถานที่รับจัดอีเวนต์ Private Pool Party และขายเป็นห้องเดี่ยว ขณะที่ Bed one block ราชเทวี ใกล้รถไฟฟ้า ทั้งสะดวกสบายและสะอาด เน้นขายผู้เข้าพักชาวไทยในราคาย่อมเยา ส่วน Bed Station ราชเทวี รีโนเวตเป็นคาเฟ่ ตอบรับนักศึกษาและการทำกิจกรรมพบปะเป็นกลุ่ม ชนิดจบมีตติ้งแล้วจองห้องนอนรวมกันให้สุขอุราได้ไปเลย

Facebook : Bed Station Hostel

10. เปิดคาเฟ่ในที่พักข้างโรงพยาบาล เน้นบริการผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

สองพี่น้อง นิว-ปิติ และ นิก-ปิยะ ถาวรวงษ์ เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องนอน ราว 4 ปีที่แล้ว ทั้งคู่ขอนำตึกบริเวณสี่แยกอรุณอัมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช มาทำเป็นโฮสเทลชื่อยักษ์เฮาส์

“ตอนเริ่มเราคิดว่าถ้าทำโฮสเทลแข่งกับข้าวสาร เราสู้ Red Ocean นั้นไม่ได้แน่ๆ เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนเป้าหมาย ข้าวสารเขาเน้น Solo Traveller เน้นคนอายุประมาณสิบแปดถึงยี่สิบห้าที่พักเป็นเตียง งั้นเรามีห้องเดี่ยว แต่แชร์ส่วนกลางและห้องน้ำรวม เพิ่มเงินนิดเดียวก็ได้ความเป็นส่วนตัวขึ้น ก็ยังอยู่ใน Red Ocean เหมือนกัน แต่ทุกคนจับปลาหมึก เราขอจับกุ้งที่เป็น Group Traveller แทน” นิกเท้าความหลังของโฮสเทล ซึ่งมีจุดขายเป็นยักษ์ผู้พิทักษ์แบบไทยๆ ที่จะเสกให้ทุกคนหลับสบาย

โดยปกติยักษ์เฮาส์รับแขกที่พักระยะยาวอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล นอกจากนักท่องเที่ยวที่อยากได้ที่พักใกล้เกาะรัตนโกสินทร์ ยังมีลูกค้าที่เป็นผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยจากต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน นักศึกษาแพทย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ธุรกิจห้องพักจึงยังพอไปได้แม้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยักษ์เฮาส์ยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่สั่งเดลิเวอรี่ได้ 

“ช่วงตอนโควิดใหม่ๆ ผมเรียกพนักงานมาคุย กางตัวเลขกันว่าเรามีเท่านี้ แล้วคาดว่ารายได้คงไม่เกินเท่านี้ ซึ่งขอความร่วมมือจากทุกคน พนักงานไม่ใช้ลิฟต์ ยินดีที่จะเก็บผ้ามารีดพร้อมกันทีเดียว เขารักงานของเขา เราก็ไม่อยากทอดทิ้งเขา ซึ่งมันก็ขาดทุนในเดือนมีนา เมษา แต่ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นตลอด เรื่องนี้ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเลยครับ” นิกกล่าวอย่างมีความหวัง

Facebook : Yaks House Hostel

11. สร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อแก้ปัญหากิจการท้องถิ่น ทั้ง Locall และ mutual +

ปิดท้ายด้วย Once Again Hostel ที่พักสุดสร้างสรรค์ย่านป้อมมหากาฬที่ก่อตั้งโดย ศานนท์ หวังสร้างบุญ โดยสร้าง Locall แพลตฟอร์มส่งอาหารเดลิเวอรี่ช่วยร้านค้าในชุมชนและวินมอเตอร์ไซค์ท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ทางโฮสเทลเคยช่วยทำเมนูภาษาอังกฤษและโปรโมตร้านอาหารรอบๆ อยู่แล้ว ทีมงานที่สนใจช่วยเหลือเจือจุนคนท้องที่เลยปิดโรงแรมชั่วคราว และรวบรวมสรรพกำลังมาช่วยเหลือร้านค้าและวินมอเตอร์ไซค์ที่ขาดรายได้ จากย่านประตูผีก็ขยับขยายไปหลายที่จนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลครอบคลุมถึง 12 ย่านใน 5 จังหวัดประเทศไทย

ล่าสุดเขายังอยู่เบื้องหลังการผลักดันแพลตฟอร์มใหม่ mutual+ ร่วมกับสองวิศวกรหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นพื้นที่ Co-Living ที่พักแห่งอนาคต รวมโฮสเทลและโรงแรมขนาดเล็กแบบเปิดเป็น ‘บ้าน’ ที่มีกว่า 4 หมื่นเตียง เหมาะกับกลุ่ม Digital Nomad และคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน และอยากได้พื้นที่ใช้ชีวิตสร้างสรรค์ร่วมกัน มีทั้งบริการแบบขายห้องเดี่ยวและห้องรวมตามงบประมาณและจุดประสงค์ของผู้เข้าพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“หลักๆ mutual+ เห็นว่าโฮสเทลนิยมรับคนต่างชาติ พอมีโควิดรายได้จึงแทบเป็นศูนย์ แต่เรามองว่าโฮสเทลมีสถานที่และบริการต่างๆ ที่ดีมากอยู่แล้ว น่าจะหาคนไทยมาพักได้โดยผลักดันเป็นที่พักรายเดือน โดยเราดูแลทั้งให้คำแนะนำพาร์ตเนอร์ที่พักว่าควรปรับปรุงอะไรบ้างที่จำเป็น โดยปรับให้น้อยที่สุดแต่ทำให้คนไทยรู้สึกอุ่นใจที่จะเข้าพัก มั่นใจเรื่องความปลอดภัย และเราก็พยายามสร้างตลาดใหม่โดยผลักดันให้คนไทยหันมาพักโฮสเทล ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่เราก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ และยังได้ผลแม้ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแล้ว” 

แสตมป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์นอนโฮสเทลเป็นรายปีตลอดชีวิตมหาวิทยาลัยขยายความไอเดีย “ที่พักรายเดือนแบบโฮสเทลยืดหยุ่นเรื่องการเข้าพัก จ่ายเงินเดือนต่อเดือน ไม่ต้องทำสัญญายาวๆ หลายเดือนหรือเป็นปีอย่างหอพัก และยังรวมค่าน้ำค่าไฟและการทำความสะอาดให้ด้วย ถึงการอยู่แบบแชร์กันจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าห้องเดี่ยว แต่มีบริการสะดวกสบายหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาทดแทน ทำให้เราได้ใช้ชีวิตในทำเลดี เดินทางได้สะดวกขึ้น และค่าใช้จ่ายถูกลง ยิ่งคนที่ชอบคุยกับคนใหม่ๆ ก็ได้เข้าสังคมเจอเพื่อนใหม่ด้วย” 

ด้าน Once Again Hostel ที่เปิดมาหลายปี ศานนท์แอบบอกว่าเขาจะรีโนเวตใหม่ จากโฮสเทลขนาดเล็กให้มีลักษณะเป็นโรงแรม จับกลุ่มคนที่โตขึ้น และเพิ่มมูลค่าด้วยบริการและกิจกรรมมอบประสบการณ์ต่างๆ ที่ทางที่พักยินดีจัดสรรให้

Facebook : Locall Thailand

Facebook : mutual+

Facebook : Once Again Hostel

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

‘การได้เห็นเรือนร่างของตัวเองผ่านฝีแปรงของศิลปินนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าแปลกประหลาด’

ผมคิดเช่นนี้ขณะที่เพ่งพินิจรูปของตัวเองที่แขวนไว้บนผนังในนิทรรศการ JUST HUMAN ของ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ (Myrtill Tibayrenc) Mini Xspace Gallery ย่านพระโขนง 

มิร์ทิลล์เติบโตในโบลิเวีย สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส จบการศึกษาจากสถาบัน École des Beaux-Arts ในดังเคิร์ก และเข้าศึกษาต่อที่สถาบัน École des Beaux-Arts ในมาร์แซย์ ก่อนจะย้ายมาพำนักที่ประเทศไทยในปี 2006 ผมรู้จักกับเธอในฐานะเพื่อนมาหลายปี และเคยเป็นแบบให้เธอมาหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นภาพที่เธอวาดผมกับตาตัวเอง 

ในงานนี้มิร์ทิลล์เลือกวาดแค่ช่วงลำตัวของผม ประกอบกับมือปริศนาที่กำลังแหย่นิ้วเข้าไปใต้ราวอกด้านซ้าย หากคุณคุ้นเคยกับสัญศาสตร์ของประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ก็คงจะถึงบางอ้อทันทีว่า เธอได้วาดผมเป็นพระเยซูคริสต์ ผู้กำลังถูกโธมัสพิสูจน์การกลับคืนชีพโดยการแยงนิ้วเข้าไปในแผลของพระองค์ 

โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN
โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN
ภาพ : Xspace 

ผมใช้เวลายืนดูรูปภาพนั้นอยู่พักใหญ่ ไม่ใช่เพราะว่าตัวเองหุ่นดี น่าพิศมัย แต่ภาพนั้นเผยอารมณ์ที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน จะว่าเป็นเกียรติก็ไม่ใช่ ขยะแขยงก็ไม่เชิง มันไม่เหมือนการถ่ายเซลฟี่หรือแม้แต่ตอนส่งกระจก เพราะบนผ้าใบนั้น ร่างกายของผมถูกทำให้เป็นของคนอื่นผ่านมุมมองของศิลปิน โชคดีที่ผมได้รับเชิญไปในวันเปิดงาน เมื่อได้โอกาส ผมจึงขออนุญาตลักพาตัวมิร์ทิลล์จากกลุ่มผู้คนที่หนาแน่น เข้าไปพูดคุยกันในห้องส่วนตัวเล็ก ๆ เธอเทเครื่องดื่มสีอำพันให้ผมในแก้วพลาสติก และแล้วบทสนทนาที่พาเราดำดิ่งลงไปในโลกของเธอจึงเริ่มขึ้น

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีด้วยกับโชว์นี้ วันเปิดมีคนมาเยอะมาก คุณรู้สึกยังไงบ้าง

บรรยากาศนี้ทำให้ฉันตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมทุกอย่างของโชว์นั้นสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจัดแสดง หรือการที่ผู้คนเข้ามาล้อมรอบงานศิลปะ มันเหมือนพิธีกรรมที่พวกเรายกระดับจิตวิญญาณขึ้นไปสู่อีกสภาวะหรือภวังค์ที่เราเสพศิลปะตรงหน้าด้วยกัน อย่างงานชุดนี้ ฉันนึกภาพว่ามันจัดแสดงในห้องเก็บไวน์ หรือในโบสถ์มืด ๆ แถวฝรั่งเศสตอนใต้ได้ พอ ๆ กับในพื้นที่ร่วมสมัยแบบนี้

น่าสนใจดีนะที่งานของคุณทำให้กำแพงสีขาวจั๊วะ รู้สึกเหมือนวิหารแห่งจิตวิญญาณได้อย่างอัศจรรย์ แล้วโชว์นี้รวบรวมผลงานของคุณไว้มากกว่า 113 ชิ้น คุณรู้สึกยังไงเมื่อได้มองพวกมันรวม ๆ กัน

พูดตรง ๆ นะ ฉันเพิ่งสร้างงานทั้งหมดไม่นานมานี้ ยังไม่มีเวลาตกตะกอนความรู้สึกเกี่ยวกับมันสักเท่าไร วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันได้ดูมันบนกำแพงขาวพร้อมกับเธอ ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาพวกมันยังกองพะเนินอยู่บนโต๊ะทำงานของฉันอยู่เลย ตอนนี้มันถูกใส่กรอบแขวนแบบเรียบร้อยมาก ฉันยังรู้สึกช็อกอยู่พอสมควร

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกตอนได้เห็นงานคุณคือ โอ้พระเจ้า นี่คือวินัย นี่คือการทำงานอย่างสม่ำเสมอ มันดูเป็นกิจวัตร 

ใช่เลย ฉันมีวินัยอย่างสุดโต่ง เหมือนกับพระสงฆ์ ฉันมีบุคคลต้นแบบในฐานะจิตรกรคือ ฟราอันเจลีโก (Fra Angelico) (ค.ศ. 1395 – 1455) เป็นนักบวชที่วาดภาพทางศาสนาในต้นยุคเรเนสซองส์ ฉันอยากเป็นแบบเขามาก คือ สนใจ ‘ข้างใน’ ของมนุษย์ เพื่อถ่ายทอดออกมาสู่สายตาของคนข้างนอก เขาเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน จำได้ว่ารู้จักงานเขาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น อายุ 16 – 17 ได้มั้ง ฉันเคยไปคอนแวนต์ของเขาที่อิตาลีด้วยนะ

โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN

แต่ละภาพของคุณให้ความรู้สึกเหมือนบทสวด มันสร้างความสะเทือนใจ (Moving) ซึ่งฟังดูตลก เพราะในเชิงกายภาพแล้วมันเป็นเพียงเม็ดสีบนไม้ที่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้มีการเคลื่อน (Move) ไปไหน 

นั่นคือสิ่งที่ฉันรักมากในภาพเพนต์ วัสดุของมันช่างเบสิกเรียบง่าย ไม่ได้มีราคาแพงอะไรเลย โดยเฉพาะศิลปะแบบรูปลักษณ์ (Figurative) อาจจะเป็นความกบฏของฉันเองด้วย เพราะตอนฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปะที่ฝรั่งเศส พวกเขาไม่มีที่ทางให้ศิลปะแบบนี้เลย 

ครูของฉันเป็นรุ่นบุกเบิกพวก Conceptual Art, Performance Art แล้วพวกเขาก็อยากให้เราเดินตามรอยเท้าของเขา ฉันเลยเป็นขบถในแบบของฉัน คือหันไปสนใจภาพวาดและเทคนิคแบบคลาสสิกซะเลย เอาจริง ๆ ฉันอยู่ในกระแสมาตลอดนะ แต่พวกครูของฉันตามฉันไม่ทัน (หัวเราะ)

อยากให้คุณอธิบายเรื่องการวาดสรีระ เรือนร่างมนุษย์เพิ่มเติมสักหน่อย คุณเห็นด้วยไหมว่า มันเป็นสัญชาตญาณดิบในตัวเราที่พยายามมองหาภาพสะท้อนความเป็นมนุษย์ของพวกเราเอง

ในอดีต ภาพวาดสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปจับใจผู้คน มันต้องสะเทือนใจ และในขณะเดียวกันก็สื่อสารและเล่าเรื่องแบบเข้าถึงง่าย เหมือนโฆษณาชวนเชื่อ แต่ฉันชอบนะ น่าสนใจที่เราโยงมันมาเปรียบเทียบกับการทำงานของรูปภาพโฆษณาในปัจจุบันได้ มันมีจุดประสงค์ที่จะล้างสมองเรา ขายสินค้าให้เรา ซึ่งสมัยก่อนสินค้านั้นคือศาสนา ส่วนตอนนี้เป็นไอโฟน

การวาดรูปคนอาจจะดูเชยในยุคนี้ ที่ความเป็นไปได้ของศิลปะนั้นกว้างมาก ขณะเดียวกันมันก็เป็นความท้าทายที่จะนำเสนอสิ่งที่ดูล้าสมัย แต่บิดให้โมเดิร์นสุด ๆ ให้ได้ ฉันรักความท้าทายนี้ งานของฉันอยู่กึ่งกลางระหว่างความเฉิ่ม Kitsch (ศิลปะที่ดูไร้ค่าหรือมีค่าต่ำ) กับสุดขอบของความร่วมสมัย

คุณนิยามความสัมพันธ์ของคุณกับ Kitsch อย่างไร

ฉันรัก Kitsch! (หัวเราะ) เป็นสิ่งที่ฉันรักมากเกี่ยวกับประเทศนี้! ชาวต่างชาติหลายคนบอกกับฉันว่า โอ้ย คิดถึงยุโรป คิดถึงวัฒนธรรม คิดถึงพิพิธภัณฑ์โน่นนี่ ฉันบอกพวกเขาว่า ไปเดินตลาดนัดสิ มันยิ่งกว่า The Palais de Tokyo ที่ปารีสอีกนะ แม่ค้าที่นี่แต่งตัวแบบ Vivienne Westwood เลยนะ ทั้งรองเท้ายางสีจี๊ด เสื้อลายใบกัญชา หมวกสานด้วยมือ มันโคตรจะร็อกแอนด์โรลเลย 

ชีวิตที่เชียงใหม่เป็นยังไงบ้าง คุณย้ายไปที่นั้นเกือบ 5 ปีแล้วสินะ

ฉันชอบมาก เหมือนได้กลับไปที่บ้านในชนบทตอนเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ และฉันกำลังได้ใช้ชีวิตตามความฝันของเด็กหญิงคนนั้น มันเป็นความงดงามที่สุดของชีวิตตอนนี้ ตอนเด็ก ๆ พ่อของฉันเป็นนักธรรมชาติวิทยา เขามักจะพาลูก ๆ ไปทำงานด้วย ตอนนั้นเขาศึกษาเรื่องแมลง เราก็ขึ้นเขาลงห้วยกับเขาด้วย ตามหาแมลงสายพันธุ์ต่าง ๆ เขาเป็นนักชีววิทยาที่เก่งกาจ มักจะอธิบายให้เราฟังเกี่ยวกับแมลงแต่ละชนิด แถมฉันโตมากับหนังสือวิทยาศาสตร์ในบ้าน ภาพเหล่านั้นทั้งให้แรงบันดาลใจและสะเทือนขวัญ

โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN
โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN
โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN

พูดถึงสะเทือนขวัญ งานของคุณทั้งที่ผ่านมาและบางส่วนของโชว์นี้ บางชิ้นว่าด้วยเรื่องที่คนทั่วไปอาจจะขยะแขยง เช่น โรคร้ายหรือความเจ็บป่วยพิการ

ใช่เลย มันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์นะ อันที่จริงมันเป็นส่วนหนึ่งของตัวฉันด้วยแหละ ทั้งพ่อที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และความหลงใหลที่ฉันมีต่อ ‘ความผิดปกติ’ เช่น เนื้อหนังที่เน่าหรือแผลเหวอะวะบนร่างกาย การวาดมันออกมาเป็นจิตรกรรม คือกระบวนการที่หาความงดงาม แม้ในสิ่งที่น่ากลัว ซึ่งนั่นเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของฉันตอนเรียนเลยละ

คุณรู้สึกว่าผู้ชมในไทยตอบรับงานคุณอย่างไร คิดว่าคนไทยเข้าใจเนื้อหาของงานคุณไหม

ฉันรู้สึกว่าได้เจอกลุ่มคนดูของฉันในประเทศไทยนี่แหละ มันเป็นเหมือนพรหมลิขิตนะ ในฝรั่งเศสคนจะตั้งคำถามกับงานของฉัน แต่ที่นี่ทุกคนโอบรับมัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันเป็นชาวต่างชาติ หรือเป็นเพราะพวกเขาอาจไม่คุ้นเคยกับภาพแนวนี้ แต่พวกเขาดูจะหลงใหลงานของฉันมาก

สิ่งที่วิเศษคือ ศิลปะนั้นมีหลายเลเยอร์ แต่ละคนเข้าถึงศิลปะได้ในขั้นที่เขาสนใจหรือเข้าใจ มันเหมือนขนมชั้น คุณอาจจะได้กินสีเขียว ฉันกินสีขาว ไม่มีใครผิด

อันที่จริงวันนี้มีหลายคนมาคุยกับฉันเกี่ยวกับหลาย ๆ แง่มุมที่พวกเขารับรู้จากภาพเขียนของฉัน ที่ขนาดฉันเองยังนึกไม่ถึง มันว้าวมาก บางชิ้นฉันเฉย ๆ แต่คนดูชอบมาก บางชิ้นที่ฉันรักมาก คนดูกลับมองข้ามไป

อย่างชิ้นที่เป็นเด็กสาวอุ้มหมู (ภาพชื่อ The Offering) ถ้าฉันเป็นคนดูฉันจะซื้อชิ้นนี้เลย อวัยวะเพศของเธอสวยมาก 

จะบอกว่ามันอื้อฉาวก็ได้ ฉันชอบเล่นกับความย้อนแย้งนี้นะ อย่างการแขวนภาพที่เป็นแถวตรงเผง เทคนิคที่ดั้งเดิมมาก ๆ ฉันเลือกชุดสีที่จำกัดมาก ๆ ฉันชอบที่สิ่งเหล่านี้ช่วยซ่อนเนื้อหาที่รุนแรงในงานไปในตัว

โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN

เวลาผมดูนิทรรศการคุณ ผมรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังอาร์ตฝรั่งเศส ทุกอณูปกคลุมด้วยความละเอียดอารมณ์ ความเหงา เซ็กส์ รวมถึงสัญลักษณ์ทางศาสนา การตั้งคำถามเชิงปรัชญา ฯลฯ

(หัวเราะ) ใช่เลย บางภาพฉันเอามาจากฉากของภาพยนตร์ฝรั่งเศส คนเราหนีจากสิ่งที่เราเป็นไม่ได้สินะ ฉันก็ยังเป็นคนฝรั่งเศสวันยังค่ำ

ไม่รู้ว่าคุณจงใจรึเปล่า แต่ชุดรูปบนแต่ละผนัง เหมือนจะร้อยเรียงกันเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ยิ่งผนังที่มีรูป มาริลิน มอนโร ชุดภาพนั้นเหมือนเป็นบทกวีเลย

ฉันดีใจมากที่คุณสังเกตเห็น! ผนังที่มีรูปมาริลินนั้นตั้งคำถามว่า “What it is to be a woman?” อีกผนังที่คนชอบกันมาก คือชุดภาพที่ฉันวาดประติมากรรมกรีกโบราณ ซึ่งฉันได้แรงบันดาลใจมาด้วยความบังเอิญ เพราะวันหนึ่งฉันไปเดินตลาดนัดที่เชียงใหม่ มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังขายหน้ากระดาษที่เขาฉีกออกมาจากหนังสือ พอฉันก้มลงไปดูเลยเห็นว่าเป็นรูปที่สวยมาก ๆ มาจากแคตตาล็อกคอลเลกชันรูปปั้นกรีกในพิพิธภัณฑ์ Met Museum ที่นิวยอร์ก เขาขายให้ฉันแผ่นละไม่กี่บาท ฉันเลยเหมามาปึกหนึ่ง แล้วมาเลือกเอารูปที่โดนใจไปวาดต่อเป็นภาพวาด มันเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการของฉัน ก่อนอื่นเลยฉันต้องหลงรักรูปลักษณ์ของมัน แต่ละวันฉันตกหลุมรักรูปภาพเยอะแยะมาก (หัวเราะ) 

แปลว่าคุณโอเคที่จะสร้างงานจากรูปถ่ายหรือรูปภาพที่คุณ ‘ตกหลุมรัก’ จากที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ หนังสือ หรืออินเทอร์เน็ต 

เป็นเพราะฉันชอบทำงานคนเดียว ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย แม้จะมาเป็นแบบให้ฉัน ฉันก็จะถ่ายรูปไว้แล้ววาดทีหลัง กระบวนการของฉันคือการดำดิ่งเข้าไปข้างในตัวเองอย่างสมบูรณ์ 

เวลาคุณพูดถึงการ ‘เข้าไปข้างใน’ ผมรู้สึกถึงร่างกายในฐานะเปลือก โดยเฉพาะกับชุดภาพประติมากรรมของคุณ เห็นได้ชัดว่าคุณแยกวิญญาณกับร่างกายออกจากกัน 

คุณเลือกคำว่า ‘เปลือก’ ได้ถูกต้องมาก โดยเฉพาะกับงานชุดนั้น มันสื่อถึงความสำคัญของรูปทรงในวัฒนธรรมเรา รูปปั้นเหล่านั้นเคยเป็นนิยามของความงาม รูปทรงของเทพเจ้า เป็นรูปทรงที่หล่อหลอมและส่งต่อค่านิยมและตัวตนของเราในปัจจุบันด้วย อย่าลืมว่ารูปปั้นแรก ๆ ของพระพุทธเจ้าก็ได้รับอิทธิพลมาจากรูปปั้นเทพเจ้าแบบกรีก

ฉันรู้สึกว่ารูปทรงกับคุณค่าที่เราให้กับพวกมัน มีประวัติยาวนานพอ ๆ กับการดำรงอยู่ของมนุษย์โลก ทำไมเราถึงหลงใหลทรวดทรงของดาราอย่าง คิม คาร์ดาเชียน มันย้อนไปได้ถึงยุคหิน Neolithic โน่น และยังโยงใยมาถึงทุกวันนี้อย่างไม่จบไม่สิ้น

ในขณะที่สังคมเรามักจะบอกว่า การมีอยู่ของ เรือนร่าง (Body) กับ วิญญาณ (Soul) นั้นแยกกัน แต่จากแนวคิดของคุณ มันอาจจะหล่อหลอมกันและกันมากกว่าที่เราคิด 

เป็นคำถามทางปรัชญาเหมือนกันนะ ว่ามาตรฐานความงามของมนุษย์ถูกกำกับโดยกายภาพหรือจิตวิญญาณ ซึ่งสำหรับฉันทั้งสองสิ่งอาจเป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกันด้วยซ้ำ สังคมปัจจุบันหลอกให้เรารู้สึกว่า ถ้าคุณไปวัด ทำพิธีทางศาสนา หรือถ้าคุณจ่ายเงินซื้อของบางอย่าง คุณจะเข้าใกล้มิติทางจิตวิญญาณมากขึ้น แต่เอาจริง ๆ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ (Spitritual Being) อยู่แล้วตั้งแต่ต้น มันดำรงอยู่ควบคู่ในแต่ละเซลล์ของร่างกายเราอยู่แล้ว แต่สังคมเราพยายามแยกเราออกจากมิตินี้ พยายามหักเหเราไปจากความจริงที่ว่า ทุกคนเป็นอิสระทางวิญญาณได้ด้วยตัวเอง 

บทสนทนาระหว่างแบบกับศิลปิน เมื่อ โอ๊ต มณเฑียร เห็นภาพตัวเองวาดเป็นพระเยซู โดยศิลปินฝรั่งเศส มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ ในนิทรรศการ JUST HUMAN
โอ๊ต มณเฑียร สัมภาษณ์ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ หลังเป็นแบบให้เธอวาดในนิทรรศการ JUST HUMAN

คุณคิดว่าภาพวาดมีวิญญาณไหม

แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ฉันรักจิตรกรรมเพราะมันมีร่องรอยของวิญญาณ ฉันจะไม่มีวันให้ผู้ช่วยหรือใครก็ตามสร้างงานแทนฉัน อย่างเวลาฉันไปดูงานระดับมาสเตอร์ในพิพิธภัณฑ์ มันน่าอัศจรรย์ที่ฉันยังรู้สึกถึงพวกเขาผ่านฝีแปรงตรงหน้าของฉัน แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วเป็นร้อย ๆ ปี มันอยู่ในสสาร ในกายภาพของศิลปะ ประเด็นนี้ละมั้งทำให้ฉันไปทำงานดิจิทัลไม่ได้ 

แปลว่าคุณไม่สนใจทำศิลปะ NFT

ไม่ล่ะ กายภาพของศิลปะเป็นแก่นสำคัญสำหรับฉัน 

คุณกำลังพูดถึงร่องรอยวิญญาณของตัวคุณเองในผลงาน

สำหรับฉัน วิญญาณ หรือ Soul เป็นสิ่งที่เราแชร์กันนะ เราทุกคนล้วนมีวิญญาณเดียวกัน แต่เราแค่สะท้อนคนละแง่มุม ฉันกำลังจะบอกว่าวิญญาณในที่นี้ไม่ใช่ปัจเจก ยกตัวอย่างว่า หลาย ๆ ครั้งฉันไปเอาภาพถ่ายของใครก็ไม่รู้มาจากอินเทอร์เน็ต จาก Getty Images พวกมันเป็นรูปพลาสติกที่ตื้นเขินมาก ๆ ไร้อารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วฉันก็เลือกภาพที่จืดชืดที่สุดมาเป็นแบบในงานเพนต์ ซึ่งพอถูกแปรให้เป็นงานจิตรกรรม พวกมันกลับแสดงอารมณ์ที่โรแมนติก ลึกซึ้ง ประหนึ่งภาพทางศาสนา ฉันโคตรชอบวินาทีนั้นนะ วินาทีที่ ‘วิญญาณ’ ปรากฏขึ้นในภาพวาดของฉัน นั่นคือจุดที่ฉันจะวางแปรงของฉันและถือว่างานของฉันเสร็จ จุดที่ภาพจิตรกรรมนั้นมีชีวิตของมันเอง 

ก่อนกลับผมเดินขึ้นไปดูภาพวาดของตัวเองอีกครั้ง ครั้งนี้ผมมองเห็นจิตวิญญาณในภาพที่มิร์ทิลล์พูดถึง มันโยงกลับไปถึงชื่อนิทรรศการ JUST HUMAN ที่ชวนเราครุ่นคิดถึงและตั้งคำถามว่า ความเป็นมนุษย์ของเรานั้นกอปรขึ้นจากสิ่งใด คำถามที่ทั้งเรียบง่ายและยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกัน 

จะมีสิ่งใดอีกหนอที่ชวนให้เราครุ่นคิดถึงปรัชญานี้ หากไม่ใช่จิตรกรรม 

บทสนทนาระหว่างแบบกับศิลปิน เมื่อ โอ๊ต มณเฑียร เห็นภาพตัวเองวาดเป็นพระเยซู โดยศิลปินฝรั่งเศส มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ ในนิทรรศการ JUST HUMAN

JUST HUMAN

นิทรรศการแสดงเดี่ยวโดย มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

6 สิงหาคม – 30 กันยายน 2022

Mini Xspace gallery, กรุงเทพฯ

เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Xspace

 

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load