ราว 10 ปีก่อน ที่พักราคาย่อมเยาอย่างโฮสเทลซึ่งขายที่พักเป็นเตียง ตกแต่งสวยเก๋ตามคอนเซปต์ต่างๆ เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และมีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย คือธุรกิจดาวรุ่งสุกสกาวในวงการท่องเที่ยวไทย ที่พักขนาดเล็กแบบนี้เกิดขึ้นมากมายทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่พักที่คนรุ่นใหม่คุ้นชิน

ค.ศ. 2020 เศรษฐกิจทั่วโลกสาหัสจากโรคระบาด การท่องเที่ยวซบเซา โฮสเทลซึ่งเคยคึกคักก็ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้มีสายป่านยาวหรือเปิดมาเนิ่นนานจนมีทุนสำรองแน่นหนา โดยเฉพาะโฮสเทลในกรุงเทพฯ ที่เน้นรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก การปิดประเทศทำให้ชีพจรของที่พักเล็กๆ สะดุด จนบางที่ต้องเลิกกิจการไปโดยสิ้นเชิง

แล้วอนาคตของโฮสเทลจะไปทางไหน จะเป็นอย่างไรต่อ

เราพกคำถามนี้ไป ‘งานสาร(ะ)ทุกข์สุขดิบ Ep.3 คนทำโฮสเทล’ ซึ่ง The Yard Bangkok ที่พักน่ารักย่านอารีย์จัดขึ้น โดยชักชวนคนทำธุรกิจโฮสเทลมาทานอาหารเย็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงและกำลังใจกัน งานนี้มีชาวธุรกิจที่พักมาร่วม 10 กว่าราย แต่ละฝ่ายแบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยอย่างออกรสชาติ บ้างปิดโรงแรมไปทำธุรกิจอื่น บ้างเปิดบางส่วนและหาธุรกิจเสริม แต่ละที่สรรหาวิธีฝ่าฟันต่อลมหายใจไปตามกำลังและทรัพยากรของตน 

เราคัดเลือกเรื่องราวจากเจ้าของที่พัก 11 ราย มาเล่าสู่กันฟัง

นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหากิจการ แต่เป็นการแบ่งปันแนวทางสู้วิกฤต และส่งต่อพลังงานสร้างสรรค์ให้แก่กัน 

ขอเอาใจช่วยธุรกิจทั้งหลาย ด้วยไอเดียสู้สุดใจ 11 รายการ ดังนี้ 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล
11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

1. สร้าง DIY Restaurant ให้เช่าสวนและห้องพักเพื่อจัดกิจกรรมนานาประเภท 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

“อยากทำร้านอาหารเลย เพราะคุยกับกลุ่มร้านอาหาร เขาขาดทุนแค่เดือนเดียว หลังจากนั้นก็ขายของได้ปกติ”

ส้ม-อติพร สังข์เจริญ ผู้ก่อตั้ง The Yard หรือบ้านญาติเปรยเมื่อเปิดงาน เธอเล่าว่าช่วงแรกแก้ปัญหาโฮสเทลด้วยการทำรถพุ่มพวง ขายวัตถุดิบเกษตรออร์แกนิกในย่านอารีย์ ช่วงแรกๆ กระแสตอบรับจากชาวอารีย์ดีมาก แต่พอคลายล็อกดาวน์เข้าสู่สถานการณ์ปกติ คนกลับออกไปใช้จ่ายตามเดิม ดังนั้นต้องหาวิธีทำธุรกิจใหม่ 

เธอยังเปิดโฮสเทลตามปกติทั้งรายวันและรายเดือน แต่มีบริการอื่นๆ เข้ามา ทั้งเปิดร้านอาหารแบบ DIY Restaurant ให้คนมาใช้พื้นที่สวนกว้างๆ ของโฮสเทลเป็นลานบาร์บีคิวหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งปาร์ตี้ แสดงดนตรี จัดเวิร์กช็อป สอนโยคะ จัดประชุม ถ่ายหนังและโฆษณา นอกจากนี้ยังปรับปรุงห้องพักแบบเตียงให้กลายเป็นห้องทำงาน Co-Working Space จะเข้ามานอนพัก กิน ดื่ม เรียน เล่น สังสรรค์ ใช้ชีวิตและพื้นที่ของโฮสเทลได้เต็มที่ตลอดเวลา

Facebook : The Yard Bangkok

2. เปิดเป็นที่พักระยะยาว และทำแซนด์วิชตามสั่งกับคาเฟ่ Slow Bar

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Wander Wonder เป็นโฮสเทลในอาคารพาณิชย์ริมสถานีรถไฟฟ้า BTS อุดมสุข ของ มอส-ปวิตรา จันทร์สุหร่าย ซึ่งเปิดตัวใหม่เอี่ยมอย่างไปได้สวยในช่วงต้นปี แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา สถานการณ์ COVID-19 ก็พรากลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปเกือบทั้งหมด มอสรีบปรับโฮสเทลของเธอเป็นที่พักรายเดือน รวมค่าน้ำ ค่าไฟ และ Netflix พร้อมสรรพในตัว ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทยช่วงแรกๆ และคนไทยที่ทำงานในเมือง ต้องการที่พักสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า 

จุดเด่นของที่พักใหม่เอี่ยมนี้คือเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เธอและแขกสามารถพูดคุยและจองห้องผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น มี Digital Door Lock ไม่ต้องใช้กุญแจห้อง ทำทุกอย่างเป็นดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานต้อนรับประจำการ ลดทั้งเวลาและความเสี่ยงติดเชื้อจากการพบปะ นอกจากนี้เธอยังเปิดคาเฟ่ Slow Bar และรับทำแซนด์วิชแบบเดลิเวอรี่ทั้งขายปลีกและขายส่งร้านกาแฟและออฟฟิศต่างๆ ซึ่งรับทำวันต่อวันแบบพรีออเดอร์เท่านั้น ลูกค้าสามารถเลือกไส้แซนด์วิชได้ตามชอบเพราะเธอมีตัวเลือกให้หลากหลายครบถ้วน

“หลังจากเจอโควิด เราหันมาเรียน Digital Marketing จริงจัง ยิงโฆษณาทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะหาทางออกไม่ได้ เราก็ต้องมาทางนี้ ได้ลูกค้าจากการยิง Ads พอสมควร ตอนนี้พอเริ่มดีขึ้นก็มีคนถามเรื่องคาเฟ่เยอะ” เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่แบ่งปันเรื่องราวการสู้ไม่ถอยของเธอ

Facebook : Wander Wonder 八WW

3. เปิดร้านขนมปังยีสต์ธรรมชาติ ปิดโฮสเทล และเปลี่ยนบ้านตัวเองเป็นห้องพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

แน็ก-ปริวัฒน์ วิเชียรโชติ เจ้าของ If you want hostel ที่พักน่ารักขนาด 40 เตียงในสุโขทัย ซึ่งมีจุดเด่นที่การรับอาสาสมัครชาวต่างชาติมาทำงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตัดสินใจปิดธุรกิจเดิมลง และกำลังจะเปลี่ยนบ้านของตัวเองที่อยู่ห่างจากที่เดิมไป 700 เมตร ให้กลายเป็นที่พักขนาดเล็กไม่เกิน 4 เตียงแทน 

“จุดเด่นของโฮสเทลเราคือการรับอาสาสมัครมาเป็นพนักงาน แขกเดินเข้ามาเป็นลูกค้า เดินออกไปเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม และเราใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ แต่เราเป็นเพื่อนกับคนสี่สิบคนไม่ไหว ต้องจ้างพนักงานเยอะมาก วิธีปรับคือทำให้มันเล็กลง เพื่อให้คุณค่าที่เราต้องการไปถึงทุกคน”

แน็กเล่าว่าแม้ปิดธุรกิจห้องพัก แต่ Rush lush cafe (รัตน์ รัตน์ คราฟต์คาเฟ่) คาเฟ่ขนมปังยีสต์ธรรมชาติซึ่งเปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ ยังคงอยู่ ก่อนหน้านี้เขาเคยรับอาสาสมัครเชฟชาวต่างชาติมากินอยู่ที่สุโขทัย มาสอนทำขนมและกาแฟจนคาเฟ่แข็งแรง คาเฟ่จึงยังอยู่ได้ด้วยองค์ความรู้ที่ได้มาจากเพื่อนๆ ส่วนเวลาที่เหลืออีก 4 วันต่อสัปดาห์ ชาวสุโขทัยรุ่นใหม่ทุ่มเวลาให้กับการทำโปรเจกต์เพื่อสังคมต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดบ้านเกิด 

เป้าหมายของเขาไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ให้ผลกำไรสูงสุด เมื่อรูปแบบเดิมไปต่อไม่ไหว จึงปรับตัวลดต้นทุนเหลือแค่สิ่งจำเป็น พร้อมผันตัวไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ยังสอดคล้องกับความเชื่อและความชอบของตนเอง

Facebook : If you want hostel Sukhothai – อีฟ ยู วอนท์ โฮสเทลสุโขทัย

4. เปิดครัวให้เช่าเป็น Cloud Kitchen และเปิดเป็นที่พักพร้อมอาหารเสร็จสรรพ

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

Hom Hostel & Cloud Kitchen ธุรกิจที่พักบริเวณสุขุมวิท 3 นานาสแควร์ ของ ตูน-ภาวลิน มาสะกี มีจุดเด่นเรื่องอาหาร โมเดลธุรกิจเธอโดดเด่นมาก ตูนเล่าว่าช่วงวิกฤต COVID-19 ใหม่ๆ เธอระดมทุนบริจาคเงินทำข้าวให้คนเร่ร่อนและคนที่ลำบาก 100 วัน ประคองธุรกิจให้อยู่รอดไปได้ 3 เดือน 

หลังจากนั้นเธอเปิดพื้นที่ห้องครัวให้เช่าถึง 10 ห้อง ให้ร้านอาหารมาเช่าพื้นที่ Cloud Kitchen ทำอาหารแยกกัน แขกมาที่เดียวได้กินหลายร้าน หรือถ้าสั่งอาหารส่งจากที่เดียวก็ส่งฟรีระยะ 0 – 3 กิโลเมตร เมื่อสั่งครบ 300 บาท นอกจากนี้ยังเปิดให้คนมาเช่ารายวันเพื่อทำครัว เช่น ทำ Live Cooking ถ่ายรายการ มาทดลองเมนูก่อนไปสอบเป็นเชฟ รวมถึงจัด Chef’s Table ได้อีกด้วย ที่พักก็สามารถจองเตียงเป็นที่พักสำหรับเชฟได้โดยเฉพาะ

“ธีมของเราตั้งแต่ก่อนปิดตัว คือเป็นที่อยู่ของคนชอบทำอาหาร เป็นครัวใหญ่ๆ ที่ทุกคนมาทำอาหารและกินข้าวกันได้ แล้วก็มีสวนผักใหญ่ ให้ทุกคนได้เชื่อมต่อกันผ่านอาหารอยู่แล้ว ยังมีลูกค้ากลับมาหาเราทุกปีเพราะคอนเซปต์นี้ เราชอบเรื่องอาหาร รู้สึกว่าไอ้พวกนี้ยังอยากเก็บ ยังไม่เลิก”

ตูนตั้งใจทำห้องรายเดือน ปิดโฮสเทลไปเลย และจะเปิดใหม่เมื่อนักท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศ เป็นโฮสเทลที่มีแค่ 8 เตียง แขกที่พักจะได้ Voucher ราคา 50 บาท สำหรับกินมื้อเช้าหรือมื้อเย็นฟรี เน้นอาหารเป็นหลัก ไม่เล่น Price War แข่งลดราคาห้องกับที่พักอื่นๆ เพราะตูนรู้สึกว่าสงครามนี้เธอไม่มีวันสู้ได้ จึงต้องหาทางอยู่กับสถานการณ์

“เราเชื่อว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังพักโฮสเทลใกล้รถไฟฟ้า แต่มีอายุแล้ว แต่ไม่อยากกินเหล้า ไม่ปาร์ตี้โหวกเหวก ต้องการที่ที่มีความเป็นส่วนตัว เราเลยตัดใจไม่ขาด จะปล่อยตรงนี้ก็ไม่คุ้ม เพราะสุดท้ายวันหนึ่งคนจะกลับมา ก็เลยคิดว่าทำ Cloud Kitchen ไปก่อน ซึ่งได้ผลตอบรับดี”

Facebook : Hom Hostel & Cloud Kitchen

5. เปลี่ยนโฮสเทลเป็นจุดแวะพัก อาบน้ำ ชาร์จแบต ระหว่างรอรถบัส

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel, ธุรกิจโฮสเทล

TALES Khaosan โฮสเทลของสองพี่น้อง วิวรรณ และ แวววรรณ สิริวเสรี ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในถนนข้าวสาร โชคดีที่เจ้าของที่ช่วยลดค่าเช่าให้ พวกเธอเปิดทั้งโฮสเทล คาเฟ่ และพื้นที่ให้เช่า ด้วยทำเลใกล้จุดขึ้นรถบัสไปเกาะสมุยและเกาะพงัน บริเวณหน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ทำให้มีนักท่องเที่ยวไทยที่ชอบไปเที่ยวดำน้ำมาผ่านหน้าที่พักพวกเธอเป็นประจำ วิวและแววจึงเปิดที่พักให้เป็นที่อำนวยความสะดวกชั่วคราว ทั้งให้อาบน้ำ ชาร์จแบตมือถือและกล้อง นอกจากนี้แขกยังจองที่พักแบบเป็นเตียงเดี่ยว หรือปิดห้องเหมาทั้งชั้นได้อีกด้วย

Facebook : TALES Khaosan

6. เปิดคลินิกเพื่อสุขภาพ ทำร้านอาหารโฮมเมด และให้คนเช่าพื้นที่เป็นส่งไปรษณีย์

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ผึ้ง-ผานิต อร่ามกุล และ เต็ม-โชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์ เจ้าของ Yim Bangkok โรงแรมหน้าตาสวยเก๋ย่านห้วยขวาง ผันตัวไปทำ Thrive Clinic คลินิกเพื่อสุขภาพอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารโฮมเมดแนวครอบครัว ใช้ผักออร์แกนิก วัตถุดิบคัดสรร และไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ตัวที่พักเปิดเป็นห้องพักรายเดือนเช่นเดียวกับโรงแรมอื่นๆ พวกเขาตั้งใจเปิดพื้นที่บางส่วนให้คนเช่าสำหรับส่งไปรษณีย์ ในอนาคตครอบครัวนี้ยังตั้งใจเปิดคลินิกสาขาย่อยในตัวโรงแรม เรียกได้ว่าเน้นไปจับกลุ่มคนรักสุขภาพแบบเต็มตัว

Facebook : Yim Bangkok

7. เปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์ และขาย Voucher โรงแรม 

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“คนมักคิดว่าแถวรัชดาจะมีแต่คนจีน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่พักโฮสเทลเราคือชาวยุโรปและอเมริกัน คนเอเชียไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ พวกยุโรปเขามองหาโฮสเทลเพราะถูกจริตกับเขา คนไทยก็ไม่ค่อยพักโฮสเทลมาก ยังห่วงเรื่อง Privacy เยอะ เราก็พยายามปรับมาหาลูกค้าคนไทยทั้งรายวันและรายเดือน”

บอย-ปิยะ เทพสุธา และ ปุ้ย-วิภาพร เทพสุธา เจ้าของ Siamaze Hostel ย่านรัชดาภิเษก 17 เล่าเรื่องกลุ่มลูกค้าก่อนช่วง COVID-19 เมื่อโรคระบาดเข้ามา พวกเขาหันไปทำเบเกอรี่ Black magic snacks อย่างต่อเนื่องจริงจัง ซึ่งขายได้เรื่อยๆ (เราชิมแล้ว อร่อยมาก) นอกจากนี้ยังเปิดที่พักรับกลุ่มคนไทย โดยขาย Voucher เป็นแพ็กเกจสุดคุ้มให้ได้เงินสดเข้ามาหมุนในธุรกิจก่อน ยิ่งเป็นลูกค้าเก่าก็จะยิ่งได้ราคาพิเศษเข้าไปอีก

Facebook : Siamaze Hostel Bangkok

8. เปิด Healthy Smoothie Bar และเปิดโรงแรมให้เป็นพื้นที่ขายของชุมชน

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

ณัฏ-ณัฏฐิมา วิชยภิญโญ เป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่ง ทั้ง The Quarter Bangkok ที่ราชเทวี The Quarter Residence ที่พญาไท ทั้งยังมี Bed&Breakfast ที่เขาหลัก พังงา เป็นโรงแรมแบบ Pay as you wish แถมโฮมสเตย์บ้านนาฮอมฮักที่น่าน 

“มีคนสอนว่าอย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว นี่ก็ว่าแยกแล้วนะ (หัวเราะ) เขาหลักปิดเป็นที่แรกเพราะต่างชาติเข้ามาไม่ได้ ที่น่านเป็นที่พักแนวเพื่อสังคม ก็ปิดไปเหมือนกัน ที่กรุงเทพฯ เราไม่ได้ปิดเพราะพนักงานยังอยู่ มีสองตึกใกล้ๆ กัน ตอนแรกเราจะปิดตึกหนึ่ง โยกมาที่เดียวเพื่อให้ค่าใช้จ่ายเหลือน้อยที่สุด รีบยอมแพ้ตัดแขนตัดขาเพื่อรักษาชีวิต เราอยากคืนตึก แต่พนักงานไม่ยอม บอกว่านี่ก็บ้านเขาเหมือนกัน”

พนักงานของ The Quarter ช่วยกันหาธุรกิจเพื่อมารองรับค่าเช่าตึก เริ่มทำอาหารมาขาย รับข้าวกล่อง ขนม และของท้องถิ่นจากเพื่อนบ้านมาวางขายหน้าร้านติดถนนใหญ่ เป็นเหมือนซูเปอร์มาเก็ตชุมชนเล็กๆ ต่อมาเมื่อเมืองเริ่มกลับมาเปิด เลยปรับล็อบบี้เป็นร้านน้ำผลไม้ Juice Mood ที่ใช้ผลไม้แท้และน้ำผึ้งคุณภาพ ทั้งยังทำผลไม้แพ็กแช่แข็ง Ready to blend 11 เมนู สำหรับส่งให้ร้านอาหารและคนชอบกินน้ำปั่นซื้อกลับไปทำกินเองที่บ้าน ช่วยลดเวลาการซื้อและสต็อกกักตุนผลไม้ และลด Food Waste อย่างได้ผล 

The Quarter เป็นโฮสเทลแรกๆ ที่เปิดให้บุคลากรทางการแพทย์พักเป็นรายเดือน จึงชิงปรับตัวเป็นที่พักระยะยาวก่อนใครเพื่อน และยังหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มาต่อสู้ให้กิจการยังก้าวต่อไปได้

9. ปรับใช้โฮสเทล 3 สาขาตามลักษณะการเข้าใช้งานของลูกค้า

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

เพน-จารุภา สุนทรปกาสิต เป็นเจ้าของโฮสเทล 3 สาขาที่ถนนข้าวสารและราชเทวี เธอเปิดสาขาแรกใน ค.ศ. 2014 และขยายสาขาทุกสองปีจนถึง ค.ศ. 2018 โดยเน้นรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาตลอด เมื่อเจอวิกฤตปิดประเทศ เพนใช้วิธีแก้ไขปัญหาในแต่ละจุดต่างกันไป 

Bed Station ข้าวสาร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจำเป็นต้องปิดตัวลงก่อนเพื่อคุมต้นทุน แต่ใช้เป็นสถานที่รับจัดอีเวนต์ Private Pool Party และขายเป็นห้องเดี่ยว ขณะที่ Bed one block ราชเทวี ใกล้รถไฟฟ้า ทั้งสะดวกสบายและสะอาด เน้นขายผู้เข้าพักชาวไทยในราคาย่อมเยา ส่วน Bed Station ราชเทวี รีโนเวตเป็นคาเฟ่ ตอบรับนักศึกษาและการทำกิจกรรมพบปะเป็นกลุ่ม ชนิดจบมีตติ้งแล้วจองห้องนอนรวมกันให้สุขอุราได้ไปเลย

Facebook : Bed Station Hostel

10. เปิดคาเฟ่ในที่พักข้างโรงพยาบาล เน้นบริการผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

สองพี่น้อง นิว-ปิติ และ นิก-ปิยะ ถาวรวงษ์ เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องนอน ราว 4 ปีที่แล้ว ทั้งคู่ขอนำตึกบริเวณสี่แยกอรุณอัมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช มาทำเป็นโฮสเทลชื่อยักษ์เฮาส์

“ตอนเริ่มเราคิดว่าถ้าทำโฮสเทลแข่งกับข้าวสาร เราสู้ Red Ocean นั้นไม่ได้แน่ๆ เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนเป้าหมาย ข้าวสารเขาเน้น Solo Traveller เน้นคนอายุประมาณสิบแปดถึงยี่สิบห้าที่พักเป็นเตียง งั้นเรามีห้องเดี่ยว แต่แชร์ส่วนกลางและห้องน้ำรวม เพิ่มเงินนิดเดียวก็ได้ความเป็นส่วนตัวขึ้น ก็ยังอยู่ใน Red Ocean เหมือนกัน แต่ทุกคนจับปลาหมึก เราขอจับกุ้งที่เป็น Group Traveller แทน” นิกเท้าความหลังของโฮสเทล ซึ่งมีจุดขายเป็นยักษ์ผู้พิทักษ์แบบไทยๆ ที่จะเสกให้ทุกคนหลับสบาย

โดยปกติยักษ์เฮาส์รับแขกที่พักระยะยาวอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล นอกจากนักท่องเที่ยวที่อยากได้ที่พักใกล้เกาะรัตนโกสินทร์ ยังมีลูกค้าที่เป็นผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยจากต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน นักศึกษาแพทย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ธุรกิจห้องพักจึงยังพอไปได้แม้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยักษ์เฮาส์ยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่สั่งเดลิเวอรี่ได้ 

“ช่วงตอนโควิดใหม่ๆ ผมเรียกพนักงานมาคุย กางตัวเลขกันว่าเรามีเท่านี้ แล้วคาดว่ารายได้คงไม่เกินเท่านี้ ซึ่งขอความร่วมมือจากทุกคน พนักงานไม่ใช้ลิฟต์ ยินดีที่จะเก็บผ้ามารีดพร้อมกันทีเดียว เขารักงานของเขา เราก็ไม่อยากทอดทิ้งเขา ซึ่งมันก็ขาดทุนในเดือนมีนา เมษา แต่ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นตลอด เรื่องนี้ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเลยครับ” นิกกล่าวอย่างมีความหวัง

Facebook : Yaks House Hostel

11. สร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อแก้ปัญหากิจการท้องถิ่น ทั้ง Locall และ mutual +

ปิดท้ายด้วย Once Again Hostel ที่พักสุดสร้างสรรค์ย่านป้อมมหากาฬที่ก่อตั้งโดย ศานนท์ หวังสร้างบุญ โดยสร้าง Locall แพลตฟอร์มส่งอาหารเดลิเวอรี่ช่วยร้านค้าในชุมชนและวินมอเตอร์ไซค์ท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ทางโฮสเทลเคยช่วยทำเมนูภาษาอังกฤษและโปรโมตร้านอาหารรอบๆ อยู่แล้ว ทีมงานที่สนใจช่วยเหลือเจือจุนคนท้องที่เลยปิดโรงแรมชั่วคราว และรวบรวมสรรพกำลังมาช่วยเหลือร้านค้าและวินมอเตอร์ไซค์ที่ขาดรายได้ จากย่านประตูผีก็ขยับขยายไปหลายที่จนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลครอบคลุมถึง 12 ย่านใน 5 จังหวัดประเทศไทย

ล่าสุดเขายังอยู่เบื้องหลังการผลักดันแพลตฟอร์มใหม่ mutual+ ร่วมกับสองวิศวกรหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นพื้นที่ Co-Living ที่พักแห่งอนาคต รวมโฮสเทลและโรงแรมขนาดเล็กแบบเปิดเป็น ‘บ้าน’ ที่มีกว่า 4 หมื่นเตียง เหมาะกับกลุ่ม Digital Nomad และคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน และอยากได้พื้นที่ใช้ชีวิตสร้างสรรค์ร่วมกัน มีทั้งบริการแบบขายห้องเดี่ยวและห้องรวมตามงบประมาณและจุดประสงค์ของผู้เข้าพัก

11 ไอเดียเอาตัวรอดของโฮสเทลไทย จากเจ้าของที่พัก 11 รายในกรุงเทพฯ และสุโขทัย, Hostel

“หลักๆ mutual+ เห็นว่าโฮสเทลนิยมรับคนต่างชาติ พอมีโควิดรายได้จึงแทบเป็นศูนย์ แต่เรามองว่าโฮสเทลมีสถานที่และบริการต่างๆ ที่ดีมากอยู่แล้ว น่าจะหาคนไทยมาพักได้โดยผลักดันเป็นที่พักรายเดือน โดยเราดูแลทั้งให้คำแนะนำพาร์ตเนอร์ที่พักว่าควรปรับปรุงอะไรบ้างที่จำเป็น โดยปรับให้น้อยที่สุดแต่ทำให้คนไทยรู้สึกอุ่นใจที่จะเข้าพัก มั่นใจเรื่องความปลอดภัย และเราก็พยายามสร้างตลาดใหม่โดยผลักดันให้คนไทยหันมาพักโฮสเทล ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่เราก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ และยังได้ผลแม้ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแล้ว” 

แสตมป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์นอนโฮสเทลเป็นรายปีตลอดชีวิตมหาวิทยาลัยขยายความไอเดีย “ที่พักรายเดือนแบบโฮสเทลยืดหยุ่นเรื่องการเข้าพัก จ่ายเงินเดือนต่อเดือน ไม่ต้องทำสัญญายาวๆ หลายเดือนหรือเป็นปีอย่างหอพัก และยังรวมค่าน้ำค่าไฟและการทำความสะอาดให้ด้วย ถึงการอยู่แบบแชร์กันจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าห้องเดี่ยว แต่มีบริการสะดวกสบายหลายอย่างที่เพิ่มเข้ามาทดแทน ทำให้เราได้ใช้ชีวิตในทำเลดี เดินทางได้สะดวกขึ้น และค่าใช้จ่ายถูกลง ยิ่งคนที่ชอบคุยกับคนใหม่ๆ ก็ได้เข้าสังคมเจอเพื่อนใหม่ด้วย” 

ด้าน Once Again Hostel ที่เปิดมาหลายปี ศานนท์แอบบอกว่าเขาจะรีโนเวตใหม่ จากโฮสเทลขนาดเล็กให้มีลักษณะเป็นโรงแรม จับกลุ่มคนที่โตขึ้น และเพิ่มมูลค่าด้วยบริการและกิจกรรมมอบประสบการณ์ต่างๆ ที่ทางที่พักยินดีจัดสรรให้

Facebook : Locall Thailand

Facebook : mutual+

Facebook : Once Again Hostel

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load