Hospital Playlist / 슬기로운 의사생활 (2020)

Genre : TV Drama

Country : South Korea

Director : Shin Won-ho

Writer : Lee Woo-jung

Staring : Jo Jung-suk, Yoo Yeon-seok, Jung Kyung-ho, Kim Dae-myung, Jeon Mi-do

Duration : 1 season, 16 episodes

Available on : Netflix

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”

คงเป็นประโยคคลาสสิกที่เด็กทุกคนต้องเคยได้ยิน และของเล่นยอดนิยมที่บ้านไหนๆ ต้องมีคงหนีไม่พ้นชุดอุปกรณ์คุณหมอ เลือกอยู่นานกว่าจะได้เซ็ตเครื่องมือแพทย์ที่ถูกใจ พอกลับมาบ้านก็จับตุ๊กตา หมาแมว หรืออาจลามไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาเล่นคุณหมอกับคนไข้ แค่ได้พูดว่า “เป็นอะไรมาคะ หมอขอตรวจหน่อยนะ” แล้วก็เอาหูฟังไปแตะตามตัวคนไข้จำเป็น เชื่อว่าวันต่อมา น้องๆ หนูๆ ก็คงพร้อมเติมคำตอบในช่องว่างแล้วว่า ‘โตขึ้นหนูอยากเป็นหมอ’

สำหรับใครที่เคยมีความฝันอยากสวมชุดกาวน์สีขาว พาดด้วย Stethoscope (หูฟังแพทย์) เหน็บปากกาหลากสี พร้อมถือชาร์ตผู้ป่วยในมือ เราอยากชวนไปทำความรู้จักกับ Hospital Playlist ซีรีส์การแพทย์จากเกาหลีที่จะทำให้คุณไม่นึกเสียใจว่าครั้งหนึ่งเคยฝันอยากทำอาชีพนี้

Hospital Playlist, Reply, Prison Playbook

ทุกคนรู้ดีว่ากว่าจะได้เป็นหมอไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การใช้ชีวิตด้วยอาชีพนี้กลับยากยิ่งกว่า และไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจที่ Hospital Playlist ออกอากาศให้รับชมในช่วงนี้ ช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหา โดยมีคนสวมชุดกาวน์แปลงร่างเป็นฮีโร่ คงจะดีถ้าเราได้ทำความรู้จักและเข้าใจพวกเขามากขึ้น

Hospital Playlist จึงรับหน้าที่พาเราไปเคาะประตูห้องตรวจ พร้อมเปิดม่านดูเบื้องหลังการทำงานของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ ในแต่ละวันพวกเขาต้องเจอกับอะไร คนไข้แบบไหนรับมือยากที่สุด จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าคนไข้ไม่มีทางรอด เวลา 24 ชั่วโมงของหมอมากกว่า 24 ชั่วโมงของคนทั่วไปจริงหรือ และเรื่องหมอๆ อีกมากมายที่จะเล่าด้วยความละเมียดละไมตามสไตล์ของผู้กำกับ ชินวอนโฮ ที่เคยมีผลงานอย่างซีรีส์ตระกูล Reply และ Prison Playbook 

ในขณะที่เขียนบทความนี้ Hospital Playlist ดำเนินไปถึงตอนที่ 5 หากเปรียบกับการฉีดยา ซีรีส์เรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดูดตัวยาเข้ามาในหลอด แม้จะยังไม่ทันได้ดันปลายไซรินจ์และปักเข็มลงบนผิวหนังคนไข้ แต่นายแพทย์ชินวอนโฮก็ทยอยปล่อยหมัดฮุกผ่านประเด็นการแพทย์ทั้งใหม่และเก่าให้คนดูรู้สึกเสี่ยงแต่ก็ขอลอง อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งคุณหมอทั้งห้าแห่งโรงพยาบาลยุลเจมากขึ้นทุกที

ขอเชิญชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และรอพยาบาลเรียกชื่อสักครู่นะคะ 

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

YULJE Medical Center

Hospital Playlist ว่าด้วยเรื่องราวของแก๊งคุณหมอวัยใกล้เลข 4 แห่งโรงพยาบาลยุลเจ พวกเขารู้จักกันตั้งแต่ตอนเข้าเรียนโรงเรียนแพทย์เมื่อปี 1999 มิตรภาพในกลุ่มที่ค่อยๆ พัฒนา เช่นเดียวกับความสามารถทางการรักษาตามสายงานที่ถนัด เกือบ 20 ปีผ่านไป พวกเขาทั้งห้าก็รั้งตำแหน่งตัวหลักประจำแผนกในโรงพยาบาลได้อย่างไร้ข้อกังขา แม้จะดูเป็นกลุ่มแพทย์แสนเพอร์เฟกต์ แต่หลายคนรวมถึงพวกเขาเองกลับไม่คิดเช่นนั้น ใครๆ ต่างให้นิยามแก่พวกเขาว่า ‘พวกเขามีกัน 5 คน แต่ละคนขาดอะไรไปคนละอย่าง’

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า
ภาพ : m.blog.naver.com

Hospital Playlist 

เหตุที่เลือกใช้คำว่า ‘เพลย์ลิสต์’ ในชื่อเรื่อง น่าจะเป็นเพราะผู้กำกับชินวอนโฮต้องการรวมประเด็นที่มักปรากฏในซีรีส์การแพทย์ทั่วๆ ไป รวมถึงประเด็นแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครเล่ามาก่อนเอาไว้ในเรื่องเดียว และสื่อสารประเด็นเหล่านั้นผ่านมุมมองของทุกคนที่อยู่ในโรงพยาบาล ผู้ชมจึงได้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังดูกล้องวงจรปิด ติดตามความเคลื่อนไหวของบุคลากรทางการแพทย์ไปทีละกลุ่ม แม้ว่าในแต่ละประเด็นจะนำเสนอออกมาผ่านการดำเนินเรื่องด้วยวิธีที่ต่างกัน แต่ทุกฉากล้วนประกอบไปด้วยรายละเอียดที่เราจะเผลอกดย้อนดู มากกว่ากดเร่งให้ผ่านไปเร็วๆ อย่างแน่นอน

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

หากจะเปรียบ Hospital Playlist เป็นเหมือนเพลงใน Spotify ซีรีส์เรื่องนี้ก็คงเป็นการรวบรวมสิ่งที่ในโรงพยาบาลต้องมี คนในโรงพยาบาลต้องเจอ และคงจะดีถ้าคนนอกโรงพยาบาลอย่างเราได้เรียนรู้เรื่องราวของพวกเขา แค่ประเด็นทางการแพทย์ที่เลือกมาเล่าในช่วงต้นเรื่อง ก็แสดงทักษะการเขียนบทและรีเสิร์ชข้อมูลขั้นเทพ ขอยกตัวอย่างให้ฟังคร่าวๆ (ขออภัยสำหรับการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน แต่รับรองว่าถึงจะรู้ก่อนก็ไม่เสียอรรถรสแน่นอน)

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

นพ. กูเกิล

“แต่อินเทอร์เน็ตบอกว่า การผ่าตัดจะทำให้เด็กไม่สูงนะคะ”

ในโลกที่เพียงพิมพ์เรื่องที่สงสัยลงในช่องค้นหา คำตอบมากมายจะขึ้นมาให้คุณอ่าน เมื่อมีอาการป่วยก็เช่นกัน เชื่อว่าก่อนจะไปถึงโรงพยาบาล คนไข้และญาติหลายคนคงจะเสิร์ชเว็บไซต์ถามอาการจาก นพ. กูเกิล กันมาแล้ว บ้างก็ได้คำตอบที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อการรักษา แต่คงมีไม่น้อยที่คำตอบจากนายแพทย์ใหญ่ไม่ตรงใจ หรือไม่ก็จบลงด้วยอาการป่วยที่เข้าขั้นวิกฤต ในโลกของความเป็นจริง คุณหมอในโรงพยาบาลมักไม่ค่อยสามัคคีกับ นพ. กูเกิล เท่าไหร่ ยิ่งคนไข้ได้รับการวินิจฉัยไม่ตรงกับที่อ่านมา อาการเบากว่าก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหนักหนากว่าหรือผิดไปจาก คหสต. (ความเห็นส่วนตัว) ส่วนใหญ่ของชาวเน็ตละก็ ทะเลาะกันวุ่นวายมาแล้วก็มี 

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

Hospital Playlist บอกกับเราว่า วิธีแก้ปัญหาความเห็นไม่ตรงกับ นพ. กูเกิล ง่ายนิดเดียว คือคนไข้และคุณหมอควรมาเจอกันตรงกลาง คุณหมอต้องพิจารณาจากอาการของคนไข้เป็นหลัก รักษาตามอาการ และอธิบายให้คนไข้เข้าใจแนวทางในการรักษา ส่วนคนไข้ก็ต้องเชื่อใจหมอเจ้าของไข้ที่ได้เจอหน้ากันจริงๆ มากกว่า นพ. กูเกิล หรือ คหสต. ของชาวเน็ตที่ไม่เคยฟังเสียงหัวใจกันมาก่อน 

‘นักศึกษาแพทย์’ สิ่งล้ำค่าของทุกแผนก

“ทำดีกับเด็กๆ เอาไว้ จะได้เลือกเข้าศัลฯ หัวใจกันเยอะๆ”

ถ้าเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วเจอคนสวมชุดกาวน์สีขาว เราก็คงมอบสรรพนามว่าคุณหมอให้ทั้งหมด แต่ที่จริงเหล่าคุณหมอก็มีลำดับขั้นอยู่นิดหน่อย เริ่มจากน้องเล็กคือนักศึกษาแพทย์ปี 6 (Extern) เมื่อเรียนจบก็ออกมาทำงานในฐานะแพทย์ใช้ทุน (Intern) พอได้กลับมาเรียนต่อในสาขาเฉพาะทางถึงจะเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Resident) ใครขยันอยากเรียนเจาะลึกในสาขานั้นลงไปอีกก็จะได้ตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านต่อยอด (Fellowship) และตำแหน่งสูงสุดของระบบการศึกษานี้ คืออาจารย์หมอ

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

นอกจากการเล่าเรื่องที่ให้ผู้ชมรับหน้าที่เสมือนผู้ควบคุมกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลแล้ว Hospital Playlist ยังใช้คนกลุ่มหนึ่งมาพาเราเข้าไปซอกเล็กๆ ที่อาจหลุดรอดเลนส์กล้องไป หน้าที่นั้นตกเป็นของ ‘นักศึกษาแพทย์’ กลุ่มน้องน้อยของโรงพยาบาลที่หมุนเวียนกันมาทำความรู้จักแผนกต่างๆ 

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

ซีรีส์เล่าให้เรารู้ว่านักศึกษาแพทย์คือกลุ่มคนที่เพิ่งเงยหน้าจากการรักษาคนไข้ผ่านตำรา มาสู่การได้เผชิญสถานการณ์จริงๆ ทั้งสังเกตการผ่าตัด หัดพูดคุยกับคนไข้ รวมถึงสานฝันขั้นต่อไปของตัวเองในการเลือกสาขาที่ต้องการศึกษาเฉพาะทาง และที่เหนือความคาดหมาย คืออาจารย์หมอและรุ่นพี่ไม่ได้เป็นฝ่ายเลือกแพทย์ฝึกหัดเข้ามาในสาขาเสมอไป ยังมีอีกหลายสาขาที่ขาดแคลนบุคลากร จึงเกิดเป็นศึกชิงน้องเอ็กซ์เทิร์นที่มีอาวุธเป็นความฝัน อุดมการณ์ ไปจนถึงการซื้อใจด้วยน้ำผลไม้และเค้ก 

“เราจะพยายามอย่างเต็มที่”

เรียนเป็นเลิศ สติต้องตั้งมั่น จิตใจต้องมั่นคง คุณสมบัติเท่านี้อาจจะเพียงพอต่อการประสบความสำเร็จในหลายอาชีพ แต่สำหรับการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ยังมีอีกเรื่องที่เขาต้องฝึกฝนและทำให้ได้ นั่นคือ ‘ศิลปะในการพูด’ ไม่ว่าจะพูดเพื่อสื่อความหมายหรือพูดให้กำลังใจ แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นมนุษย์ทุกคนจะคิดและพูดสิ่งดีๆ ออกมาได้เสมอ กับเหล่าคุณหมอก็เช่นกัน

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

Hospital Playlist บอกกับเราว่า “หมอยืนยันอะไรไม่ได้ เรายังไม่รู้ ต้องดูอาการต่อไป” หากเลือกได้ หมอก็ไม่ได้อยากพูดประโยคที่คลุมเครือเช่นนั้น แต่หมอต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง เพราะคำพูดของหมอล้วนมีผลต่อความรู้สึก ความเชื่อมั่น และกำลังใจ ของทั้งคนไข้และญาติ ดังนั้น คำพูดที่หมอรับรองกับคนไข้ได้จึงมีอยู่อย่างเดียว คือ “เราพยายามอย่างเต็มที่” 

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

Lonely Night 

นอกจากแก๊งคุณหมอทั้งห้าแห่งโรงพยาบาลยุลเจจะเป็นตัวละครหลักที่พาเราไปทำความรู้จักและเข้าใจกระบวนการทำงานในโรงพยาบาลของพวกเขาแล้ว มิตรภาพและชีวิตเมื่อไม่ได้สวมชุดกาวน์ของพวกเขา ยังสร้างสีสันและส่งให้ Hospital Playlist เป็นเหมือนมนุษย์สีเทาที่มีทั้งเรื่องร้ายและดีปะปนกัน อีกหนึ่งถังสีใบโตที่แต่งแต้มให้มิตรภาพของคุณหมอทั้งห้าน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก คืองานอดิเรกที่พวกเขาทำร่วมกัน ซึ่งดูจะขัดแย้งกับงานประจำอยู่นิดหน่อย

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

พวกเขาทั้งห้ามีความฝันว่าอยากทำวงดนตรีร่วมกัน นึกภาพคุณหมอระดับอาจารย์วัยใกล้เลข 4 ถอดชุดกาวน์ วางมีดผ่าตัด แล้วมาหยิบเครื่องดนตรีคนละชิ้น อาจจะฟังดูแปลกไปจากหน้าที่รับผิดชอบในโรงพยาบาลอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งความฝัน 

สมาชิกทั้งห้าที่เป็นมือสมัครเล่นในวงการดนตรี แต่เป็นตัวจริงในโรงพยาบาล ได้แก่

สมาชิกคนที่ 1 อันจองวอน – มือกลอง

กุมารศัลยแพทย์จิตใจเปราะบางผู้มีฉายาว่าพระพุทธเจ้า เป็นลูกเศรษฐีที่ปกปิดฐานะ และเป็นน้องคนสุดท้องที่พี่ๆ ละทางโลกไปเป็นบาทหลวง ส่วนตัวเขาเองก็เตรียมยื่นใบลาออกจากโรงพยาบาล แล้วย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่โบสถ์ในเร็วๆ นี้ 

สมาชิกคนที่ 2 คิมจุนฮวาน – กีตาร์

ศัลยแพทย์ทรวงอกฉายาหมอผ่าตัดไร้เทียมทาน ปากร้ายและใจก็ไม่ค่อยจะดี ทำได้ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนไข้ เป็นอันดับ 1 เรื่องรักษาหัวใจให้คนอื่น แต่ครองอันดับโหล่เรื่องรักษาหัวใจตัวเอง 

สมาชิกคนที่ 3 อีอิกจุน – กีตาร์

ศัลยแพทย์ทั่วไปที่พ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่ง สอบเข้าและเรียนจบด้วยคะแนนอันดับ 1 ของประเทศ อัธยาศัยดี ช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลทุกแผนก ตั้งแต่รักษาคนไข้ ตักอาหาร ซ่อมเตียง และกำลังขยับสถานะจากพ่อม่ายโดยพฤตินัยเป็นโดยนิตินัย

สมาชิกคนที่ 4 ยังซอกฮยอง – คีย์บอร์ด

สูตินรีแพทย์กับฉายาคุณชายหน้าบูด จากเด็กที่ไม่พูดกับแม่สักคำ กลายเป็นคนที่ต้องโทรหาแม่ทุกๆ 10 นาที สิ่งที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เขาได้มีเพียงการดูรายการวาไรตี้ย้อนหลังเท่านั้น

สมาชิกคนที่ 5 แชซงฮวา – เบสและร้องนำ

ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง หญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม เธอได้รับฉายาว่า ‘ผี’ เพราะทำทุกอย่างได้ดีเกินมนุษย์ หน้าที่ของตัวเองก็ทำได้ยอดเยี่ยม ช่วยเหลือคนอื่นก็เต็มที่ มีเคสผ่าตัดเป็นร้อยแต่ก็ยังช่วยดูงานวิจัยให้แพทย์ประจำบ้าน วันหยุดไปปีนเขา แคมปิ้ง วันต่อมาก็ทำงานตรงเวลาไม่เคยสาย ไม่เคยขาด 

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

ผลงานเพลงแรกที่แก๊งคุณหมอเล่นให้ผู้ชมทางบ้านฟังกันสดๆ คือ เพลง Lonely Night แม้ชื่อเพลงแปลเป็นภาษาไทยแล้วจะมีความหมายว่า ‘คืนเหงา’ แต่เชื่อว่าแก๊งคุณหมอคงไม่ได้รู้สึกเหงาเหมือนในเนื้อเพลงมาสักพัก อย่างน้อยก็นานถึง 20 ปี ตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งห้าได้รู้จักกัน และเป็น 20 ปีที่พวกเขาตัดสินใจเลือกเดินทางสายแพทย์

24 ชม.ของหมอใน Hospital Playlist ซีรีส์ของผกก. Reply กับเรื่องการแพทย์ที่ไม่เคยมีใครเล่า

ระหว่างดูซีรีส์เรื่องนี้ก็คิดถึงคำพูดของรุ่นพี่หมอคนหนึ่งที่เคยบอกกับเราว่า “เป็นหมอมันไม่ง่ายเลยนะ” แม้จะเคยคิดค้านในใจ แต่ Hospital Playlist ก็ทำให้ค่อยๆ เชื่อสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์ตรงบอกกับเราในวันนั้น 

แม้จะสายเกินไปสำหรับการย้อนเวลากลับไปตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้าหมอและได้สวมชุดกาวน์เท่ๆ เหมือนในซีรีส์ แต่สิ่งที่เราทุกคนทำได้ในตอนนี้และต่อไป คือการให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์อยู่เสมอ ขอบคุณที่ทำงานหนัก พวกคุณสุดยอดมาก 🙂

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load