บ้านสีขาวหลังนี้ตั้งตระหง่านคู่ถนนเทพกระษัตรีมานานเกือบศตวรรษ มุขโค้งมนช่วยขับอาคารให้ดูสวยงามโดดเด่น และดึงดูดใจ จนผมต้องลอบเหลียวมองทุกครั้งที่สัญจรผ่านเมื่อยามมาเยี่ยมเยือนภูเก็ต 

ด้วยความกรุณาของ คุณนลินี หงษ์หยก ปัจฉิมสวัสดิ์ และ คุณปิยะนุช หงษ์หยก ทายาทตระกูลหงษ์หยกรุ่นที่ 3 วันนี้ผมจึงได้รับโอกาสพาผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านไปชมบ้านหลังนี้กันแบบเจาะลึก บ้านที่ไม่เพียงแต่งดงามด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ยังอุดมไปด้วยเรื่องเล่านานัปการ จากลูกหลานบาบ๋าที่จะพร้อมจะเปิดเผยเรื่องราวของบรรพชนด้วยความภาคภูมิใจ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต
บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ทายาทรุ่นที่ 4 อันประกอบด้วย คุณธนาภูมิ หงษ์หยก, คุณมนต์ทวี หงษ์หยก, คุณเพียงพร สุวรรณประทีป, คุณสุทธาธิณี สุทธิภู, คุณจุฑามาส สุทธิภู และ คุณสุวพัชร หงษ์หยก ได้สละเวลามาร่วมต้อนรับในชุดบาบ๋าหลากรูปแบบ ผมได้โอกาสสัมผัสวัฒนธรรมการแต่งกายงดงามขณะร่วมสนทนาไปพร้อมกัน

มุขโค้งที่โอบอาคารนั้นเปรียบเสมือนอ้อมแขนที่เชิญชวนผมและผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านเข้าสู่บ้านอันอบอุ่นของครอบครัวหงษ์หยกด้วยไมตรีจิตที่เปี่ยมล้นในวันนี้   

ลูกหลานบาบ๋า

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ครอบครัวหงษ์หยกเป็นลูกหลานบาบ๋าที่สืบตระกูลมาจาก ‘ตันเช็กอุด’ ชาวจีนฮกเกี้ยนผู้เดินทางเข้ามายังภาคใต้ของสยามสมัยต้นรัชกาลที่สี่ ตันเช็กอุดไม่ได้เป็นแรงงานในเหมืองแร่ดังเช่นชาวจีนส่วนใหญ่ แต่ท่านเป็นเหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณและได้รับสมญานามว่า พระจีนเสื้อดำ” คุณปิยะนุชเริ่มการสนทนา

อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม ประธานที่ปรึกษาชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน อำเภอตะกั่วป่า ผู้มาร่วมคุยกับเราในเช้าวันนี้ได้กรุณาเล่าเสริมว่า

“ใน พ.ศ. 2369 สยามได้ลงนามในสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ เนื้อหาหลักของสัญญาคือการเชื่อมพระราชไมตรีและการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม ได้ทรงเล็งเห็นว่าดีบุกจะเป็นทรัพยากรสำคัญที่นำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก ด้วยขณะนั้นดีบุกเป็นสินค้าที่ทั่วโลกกำลังต้องการ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตเหล็กวิลาส จึงทรงสนับสนุนการทำเหมืองแร่ดีบุกจนเฟื่องฟูขึ้น”

ขณะนั้นชายฉกรรจ์ชาวสยามยังเป็นแรงงานที่ถูกกะเกณฑ์ให้ทำงานรับใช้หลวงเพียงปีละไม่กี่เดือน ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของเหมืองแร่ดีบุก จึงได้มีการตั้งทนายจากสยามไปเจรจาถึงมณฑลฮกเกี้ยน โดยสยามได้ยื่นข้อเสนอต่อกลุ่มแรงงานชาวจีนไว้ 5 ประการ คือ 

  1. จะมอบเงินก้อนหนึ่งให้ทันทีเพื่อเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่แม่ ลูก และเมียที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย
  2. จะออกค่าโดยสารเพื่อให้เดินทางมากับสำเภาสินค้า
  3. จะเตรียมที่พักอาศัย พร้อมข้าวสามมื้อรอไว้บนแผ่นดินสยาม
  4. จะได้รับค่าแรงเป็นรายวันหรือรายเดือนแล้วแต่กรณี
  5. และแรงงานทั้งหมดต้องทำงานอย่างต่ำให้ครบสามปี จึงจะเปลี่ยนนายจ้างได้

เมื่อข้อเสนอของสยามเป็นที่ต้องตา แรงงานชาวจีนจำนวนมากจึงหลั่งไหลสู่ภาคใต้ โดยมีการประเมินไว้ว่ามีมากกว่า 1,000 นายที่เดินทางมาพร้อมกับสำเภาสินค้าในแต่ละเที่ยว

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“เมื่อชาวจีนเดินทางเข้ามาเป็นแรงงานในเหมืองมากเช่นนี้ จึงต้องมีผู้นำทางจิตวิญญาณเดินทางเข้ามาด้วย ตันเช็กอุดเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องศาสนา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมตามขนบจีน สามารถนำสวดมนต์ เขียนกลอนและบทอวยพรได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ท่านจึงเป็นผู้ที่อพยพเข้ามาเพื่อช่วยประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อให้กับแรงงานจีนในเหมือง เช่น มาประกอบพิธีแต่งงาน พิธีศพ พิธีบูชาต่างๆ ตามประเพณี โดยอาศัยอยู่ที่ตำบลกะไหล จังหวัดพังงาเป็นที่แรก” คุณปิยะนุชเล่าถึงบรรพบุรุษคนแรกของตระกูล

ต่อมาตันเช็กอุดได้แต่งงานกับนางขอม แห่งสกุล ณ พัทลุง ผู้สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุไลมาน มีบุตรธิดารวม 6 คน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเป็นลูกหลานบาบ๋า

“เมื่อแรงงานจีนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่คิดกลับบ้านเกิดอีกต่อไป แต่เลือกที่จะแต่งงานกับสตรีพื้นถิ่น นั่นคือที่มาของวัฒนธรรมเปอรานากัน (Peranakan) โดยรากศัพท์แล้ว คำว่าเปอรานากันแปลว่าเกิดที่นี่ เมื่อสร้างครอบครัวแล้วจึงมีลูกหลานที่ ‘เกิดที่นี่’ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมผสมผสาน ทำให้มีภาษา อาหาร เสื้อผ้า และจารีตที่แตกต่างไปจากเดิม 

“แต่สำหรับคนภูเก็ต เรามักเลือกใช้คำว่าลูกหลานบาบ๋ามากกว่า คำว่าเปอรานากันเป็นคำที่เน้นเรื่องเชื้อชาติต้นกำเนิด แต่คำว่าลูกหลานบาบ๋าจะเน้นถึงการปลูกฝังคติความเชื่อของบรรพชน รวมถึงความมุ่งมั่นในการสืบทอดประเพณีของลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาอย่างภาคภูมิใจ” อาจารย์จรินทร์กล่าว

ตระกูลหงษ์หยก

ตันเช็กอุดและนางขอมมีบุตรด้วยกัน 6 คน หนึ่งในนั่นคือ ‘ตันจิ้นหงวน’ ผู้ที่ได้ดำเนินการขอรับการขนานนามสกุลว่า ‘หงษ์หยก’ จากสมุหเทศาภิบาลภูเก็ตร่วมกับตันจิ้นฮ้องผู้เป็นพี่ชายเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2458

คำว่าหงษ์หยก ถ่ายทอดมาจากคำว่า ‘เฟิ่งหวง’ ในภาษาจีน ซึ่งหมายถึงหงส์ นกที่มีศักด์ศรีเป็นดั่งราชาในมวลหมู่สัตว์ปีก ปรากฏตัวเฉพาะแผ่นดินที่มีความสงบร่มเย็น นอกจากนี้ยังมีเสียงหวานแว่วไพเราะประดุจเสียงขลุ่ย ทั้งยังเชื่อว่ามีอายุยืนยาวอีกด้วย หงษ์หยกจึงเป็นมงคลนามอย่างยิ่ง

ตันจิ้นหงวนเป็นผู้ที่ก่อร่างสร้างฐานะด้วยการทำเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ตอย่างมีมานะและอดทน ผ่านทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จทุกรูปแบบโดยไม่เคยย่อท้อ จากเหมืองหาบ เหมืองแล่น เหมืองรู มาสู่เหมืองสูบ

“ใน พ.ศ. 2470 คุณปู่ตันจิ้นหงวนนำวิธีทำเหมืองสูบจากมาเลเซียมาใช้จนประสบความสำเร็จ และใน พ.ศ. 2473 ก็ได้นำเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาใช้ในเหมืองสูบของท่าน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยความพอพระทัย และได้ประทานลายพระหัตถ์ชื่อเหมืองสูบนี้ว่า ‘เจ้าฟ้า’ คุณปู่จึงเป็นคนไทยรายแรกที่ทำเหมืองสูบโดยใช้พลังงานจากเครื่องปั่นไฟฟ้า และไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเหมืองเจ้าฟ้ายังส่งมาให้ชาวเมืองภูเก็ตได้ใช้ร่วมกัน” คุณปิยะนุชเล่าถึงคุณปู่ด้วยความภูมิใจ

ตันจิ้นหงวนมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกของภูเก็ต เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และดำรงตำแหน่งนายกอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นคนแรกจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงอนุภาษภูเก็ตการ’ เมื่อ พ.ศ. 2474 ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการกุศลมากมายเพื่อตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานศึกษา การบริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาล รวมทั้งการสร้างวัดและศาลเจ้าซึ่งครอบครัวหงษ์หยกยังดูแลอย่างดีจนถึงทุกวันนี้

“คุณปู่สอนให้ลูกๆ หลานๆ รักสามัคคีกัน รู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำอะไรตอบแทนสังคมได้ก็ให้ทำ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” คุณปิยะนุชกล่าว

คฤหาสน์ฝรั่ง อั้งม้อหลาว 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

หลวงอนุภาษภูเก็ตการได้สมรสกับนางหลุยฮุ่น และอาศัยอยู่ในห้องแถวหรือ ‘เตี้ยมฉู่’ บนถนนกระบี่กลางเมืองภูเก็ต แต่บ้านหงษ์หยกหลังนี้ได้สร้างขึ้นแบบอั้งม้อหลาวใน พ.ศ. 2473 เพื่อเป็นเรือนหอของบุตรชายคนโตกับสะใภ้ นั่นคือคุณวิรัชและคุณบุญศรี หงษ์หยก รวมทั้งเป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัวด้วย โดยใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 3 ปี

คำว่าอั้งม้อแปลว่าพวกฝรั่งผมแดง หลาวหมายถึงตึกหรือคฤหาสน์ คำว่าอั้งม้อหลาวจึงแปลได้ง่ายๆ ว่าคฤหาสน์แบบฝรั่งนั่นเอง

บ้านหงษ์หยกถือเป็นอั้งม้อหลาวรุ่นหลังๆ เพราะสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ขณะที่อั้งม้อหลาวหลังอื่นมักสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2445 – 2460 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

แม้ว่าจะสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern) และอาร์ตเดโค (Art Deco) กำลังเฟื่องฟู แต่บ้านหลังนี้กลับเลือกรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classic) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เคยได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 นับได้ว่าเป็นการสร้างบ้านในยุคหนึ่ง แต่กลับเลือกนำรูปแบบสถาปัตยกรรมในอีกยุคหนึ่งมาใช้ ทั้งนี้ สันนิษฐานได้ว่าหลวงอนุภาษภูเก็ตการเคยเห็นและประทับใจกับความงามของอั้งม้อหลาวยุคก่อนๆ เมื่อมีโอกาสสร้างเรือนหอให้บุตรชายด้วยตนเอง จึงตัดสินใจเลือกสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เคยประทับใจมาก่อนก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม อั้งม้อหลาวหลังนี้มีความสนุกซุกซ่อนอยู่มากมาย และมีความเป็นจีนที่สอดแทรกอยู่กับความเป็นฝรั่งได้อย่างลงตัว

มุขโค้ง ที่นี่ที่เดียว

ลักษณะสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของบ้านหงษ์หยก คือมุขโค้งขนาดใหญ่ที่ประดับด้านหน้าอาคาร ทำหน้าที่เป็นทั้งระเบียงและมุขเทียบรถยนต์ นวัตกรรมการก่อสร้างที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยนั้นคือคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งอำนวยให้ช่างออกแบบและก่อสร้างมุขโค้งขนาดกว้างถึง 3 ช่วงเสาเช่นนี้ได้ ส่งผลให้พื้นที่ด้านหน้าดูโอ่โถงสง่างาม สมเป็นบ้านคหบดีที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

พื้นเฉลียงหน้าบ้านประดับด้วยกระเบื้องโมเสกดินเผาแบบวิกตอเรียน (Victorian Encaustic Tile) ที่นำเข้าจากอังกฤษผ่านทางปีนัง ซึ่งเป็นกระเบื้องย้อนยุคที่ได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ซึ่งเราสามารถพบกระเบื้องลักษณะเดียวกันกับอาคารเก่าในปีนังหลายแห่ง เช่น Blue Mansion และ Penang Peranakan House เป็นต้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

การปูพื้นด้วยโมเสกเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยการวางแผนเป็นอย่างดี ต้องออกแบบลวดลายไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้โมเสกสีอะไร รูปทรงไหน และจะนำมาประดับที่ตำแหน่งใด ต้องมีการคำนวณอย่างแม่นยำ เพื่อสั่งซื้อโมเสกหลากสีหลายทรงได้อย่างถูกต้อง ก่อนจะนำมาจัดวางให้ได้ลวดลายงดงามตามแบบที่วางไว้

ประตูหน้าบ้านถือเป็นงานศิลป์ลูกผสม กล่าวคือเป็นประตูไม้เป็นทรงฝรั่งที่ใช้บานพับเหล็ก มีการแบ่งช่องลูกฟักออกเป็น 4 ช่วงอย่างได้สัดส่วน โดยด้านบนเป็นกระจกสีลายดาวกระจาย (Star Burst) ด้านล่างก็เป็นลูกฟักแบบฝรั่ง แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่ภายในลูกฟักนั้นกลับเป็นการแกะไม้แบบจีน ซึ่งคือลายนกเฟิ่งหวง อันเป็นลายที่มีความสัมพันธ์กับนามสกุล

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการฉลุบานประตูให้เป็นซี่ๆ เพื่อเป็นดั่งบานลับแลแบบจีนสำหรับใช้มองลอดจากภายในไปสู่ภายนอก แต่ลายฉลุนั้นกลับกลายเป็นลายวงรีแบบฝรั่งไปเสียนี่

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ความจริงประตูหน้าบ้านนั้นเป็นประตูสองชั้นที่มีบานชั้นนอกทำหน้าที่เสมือนบานลับแล ส่วนบานชั้นในเป็นไม้หนาปิดทึบ ลักษณะประตูสองชั้นเช่นนี้พบได้ที่เตี้ยมฉู่ทั่วไปในเขตเมืองเก่า การที่เตี้ยมฉู่จะมีประตูสองชั้นนั้นก็ไม่แปลก เพราะอยู่ตั้งริมถนน ปราศจากรั้วรอบขอบชิด การมีบานลับแลก็เพื่อความปลอดภัย เพราะมองลอดบานประตูออกไปดูได้ว่ามีใครมาพบและสมควรจะเปิดรับหรือไม่ ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่าบ้านหงษ์หยกนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล มีรั้วกั้น แต่ก็ยังมีบานลับแลด้วย 

“ประตูบ้านทั้งสองชั้นจะล็อกจากภายในเท่านั้น ใครมาก็ต้องให้คนภายในบ้านเปิดประตูให้ ดังนั้นสามีกลับบ้านมากี่โมงก็ต้องเรียกภรรยามาเปิด จะรู้เลยว่ากลับดึกหรือไม่ดึก ถ้ากลับดึกก็ซักได้ทันทีว่าไปไหนมา” คุณนลินีเล่าเสียงใส

“แต่บ้านไม่สูง ความจริงก็ปีนขึ้นเสาแล้วแอบเข้าบ้านทางระเบียงก็น่าจะได้นะ” คุณปิยะนุชตั้งข้อสังเกต ส่วนพวกเราฮากันครืน

โถงทางเข้าหลัก

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

จุดเด่นของโถงทางเข้าหลักคือเป็นห้องโถงที่มีผังรูปแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่มีอั้งม้อหลาวใดในภูเก็ตที่มีโถงลักษณะนี้ จัดว่าเป็นการออกแบบที่ ‘ฝรั่งจ๋า’ มากๆ 

โถงที่มีเหลี่ยมมากขึ้นกระจายคนไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้รอบทิศอย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะบ้านหงษ์หยกเป็นบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวหลายคนอาศัยอยู่ อีกทั้งมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนหรือมีคู่ค้ามาเจรจาธุรกิจอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องกระจายคนออกจากพื้นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการกระจุกตัว 

ด้านหน้าเป็นด้านที่ขึ้นจากมุขเทียบรถนำเข้ามาสู่โถง ส่วนด้านตรงข้ามเป็นเส้นทางทอดไปยังบริเวณหลังบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว ด้านขวานำไปยังห้องทำงาน ไปยังกระไดที่พาขึ้นไปสู่ชั้นบน และไปยังห้องทานอาหารอย่างเป็นทางการรวมทั้งห้องตั้งเครื่องอีกด้วย ส่วนด้านซ้ายจะช่วยนำไปสู่ห้องรับแขกขนาดใหญ่

เครื่องเรือนที่ประดับอยู่โถงทางเข้าคือกระจกบานใหญ่ขอบสีไม้โอ๊คสองบาน ทั้งนี้เพราะคนในสมัยก่อนจะระมัดระวังเรื่องการแต่งตัวมาก ก่อนออกจากบ้านจึงต้องสำรวจเครื่องแต่งกายว่าสุภาพเรียบร้อยแล้วหรือยัง นอกจากนี้ยังมีที่เสียบไม้เท้า ที่เสียบร่ม ที่แขวนหมวกและเสื้อนอก จะได้ถอดสูทและหมวกออกทันทีที่เข้ามาในบ้านเพื่อให้สบายตัวขึ้น

“เครื่องเรือนแทบทุกชิ้นของบ้านล้วนเป็นของเดิมและวางอยู่ในตำแหน่งเดิมมาโดยตลอด เราแทบไม่เคยเคลื่อนย้ายอะไรเลย” คุณนลินีเอ่ย

ห้องรับแขกและห้องร้องเพลง

จากโถงทางเข้า ครอบครัวหงษ์หยกนำผมไปทางซ้ายสู่ห้องรับแขกที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม ความน่าสนใจของห้องรับแขกคือการตกแต่งภายในด้วยซุ้มโค้งสามซุ้ม โดยมีซุ้มเล็กอยู่ทางด้านซ้ายและขวาขนาบซุ้มใหญ่ตรงกลาง ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ซุ้มขนาดเล็กนั้นเป็นสัณฐานครึ่งวงกลม (Semicircle Arch) ในขณะที่ซุ้มขนาดใหญ่มีสันฐานเป็นครึ่งรูปไข่ (Semi Oval Arch) การตกแต่งพื้นที่ด้วยซุ้มโค้งเป็นการตกแต่งภายในที่สอดประสานกับมุขโค้งภายนอกได้อย่างลงตัว 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ทีนี้ขอเชิญให้ทุกท่านลองแหงนหน้าขึ้นมองเพดานนะครับ ปกติเพดานบ้านในภูเก็ตจะไม่มีฝ้าปิด และเปิดเปลือยไว้ให้เห็นโครงสร้างตงและท้องไม้พื้นชั้นบนได้ถนัด แต่หากมองกลับไปยังบริเวณโถงทางเข้าแปดเหลี่ยมที่เราเพิ่งผ่านมา จะพบว่าเพดานบริเวณนั้นตีฝ้าเรียบและตกแต่งด้วยคิ้วไม้งดงาม เพราะว่าเป็นทางเข้าหลักของบ้าน จึงต้องทำให้ดูโก้ยิ่งขึ้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

เครื่องเรือนทั้งหมดเป็นเครื่องเรือนเก่าที่คงอยู่ในตำแหน่งเดิม ทั้งหมดผลิตโดย ‘บางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี’ (Bangkok House Furnishing Company) ห้างเครื่องเรือนที่มีชื่อเสียงของสยามในยุคนั้น แต่สันนิษฐานว่าสั่งมาจากปีนัง เพราะใกล้กว่าและมีสาขาอยู่ที่นั่นด้วย และถ้าตาดีพอก็จะเห็นตราของห้างดังกล่าวสลักไว้บนแผ่นโลหะที่ตอกยึดไว้บนเครื่องเรือนแทบทุกชิ้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ห้องรับแขกเป็นห้องสำคัญที่นอกจากจะรับรองผู้มาเยือนแล้ว ยังเป็นสถานที่จัดพิธี ‘ผั่งเต๋’ หรือพิธียกน้ำชาในวันแต่งงานด้วย

“ครอบครัวเรามีประเพณีที่ยึดถือสืบต่อกันมาว่าลูกหลานที่ยังอาศัยอยู่ในภูเก็ตจะต้องมาแต่งงานที่บ้านหลังนี้ มีประเพณีผั่งเต๋ที่ห้องนี้ ก่อนจะยกน้ำชาก็ต้องออกไปบูชาเทวดาฟ้าดินกลางสนามหน้าบ้าน ตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นตามประเพณีและมีกระดาษทองรองขาโต๊ะทั้งสี่มุมด้วย เพราะถือว่าเครื่องเซ่นเป็นของสูง จึงไม่อาจปล่อยให้โต๊ะสัมผัสพื้นดินได้ การบูชาเทวดาฟ้าดินเป็นการประกาศให้ทวยเทพและบรรพบุรุษได้รับรู้ว่าทายาทบ้านนี้กำลังประกอบพิธีมงคล ขอเชิญท่านมาร่วมอวยพรกันด้วย 

“จากนั้นจึงเข้ามาคารวะผู้ใหญ่ด้วยการยกน้ำชา โดยเริ่มจากผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดลดหลั่นกันไป ผู้ใหญ่ก็จะมอบอั่งเปาซึ่งเปรียบเสมือนเงินขวัญถุงให้คู่บ่าวสาวนำไปก่อร่างสร้างฐานะ เมื่อประกอบพิธีเสร็จก็จะมีห้องส่งตัว ซึ่งบ่าวสาวต้องอาศัยอยู่ที่ห้องนั้นอย่างต่ำสามวัน เป็นห้องส่งตัวกันมาหลายคนหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน” 

คุณปิยะนุชและอาจารย์จรินทร์ร่วมกันเล่า

บ้านหงษ์หยกไม่ได้เป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงานเพียงเฉพาะคนในสายตระกูลเท่านั้น แต่ยังได้แบ่งปันพื้นที่ให้กับลูกหลานบาบ๋ารายอื่นๆ อีกด้วย โดยผ่านสมาคมเปอรานากัน ซึ่งเป็นองค์กรสืบสานฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบครัวหงษ์หยกจัดพิธีให้ลูกหลานอย่างไร ก็จะจัดให้คู่สมรสอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกัน เพื่อรักษาประเพณีการแต่งงานอันทรงคุณค่าไว้ไม่ให้สูญหาย

เมื่อเดินผ่านซุ้มโค้งไปยังพื้นที่ที่เชื่อมอยู่ถัดไปก็จะพบเปียโนตั้งอยู่ มีสมุดจดเนื้อเพลงภาษาไทยและภาษาต่างประเทศวางอยู่หลายเล่มบนโต๊ะกลมกลางห้อง

“ห้องนี้เป็นห้องร้องเพลงค่ะ” คุณนลินีเฉลย “ครอบครัวเรามีสมาชิกหลายคนที่ไปเรียนต่อที่ปีนัง ไปเรียนโรงเรียนคริสต์ที่นั่น ทุกคนจึงได้รับการปลูกฝังให้รักดนตรี คุณลุงวิรัชก็เล่นแซ็กโซโฟนกับคลาริเน็ต คุณป้าบุญศรีรวมทั้งคุณแม่ซึ่งเป็นสะใภ้ก็ไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนคอนแวนต์ที่ปีนังอยู่หลายปี ดนตรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหงษ์หยก ก็เลยมีประเพณีรวมตัวกันร้องเพลงที่บ้านเรา ตอนบ่ายวันศุกร์จะมีเพื่อนๆ มาร่วมร้องเพลงกันที่นี่ มีคนมาเล่นเปียโนให้ท่านได้ร้องเพลงที่ชอบ คิดว่าคาราโอเกะอาจจะไม่เหมาะกับท่าน เปียโนน่าจะเหมาะกว่าเพราะดนตรีต้องเล่นตามคนร้องนะคะ (หัวเราะ)

“กิจกรรมนี้ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่อาจไม่บ่อยเท่าเดิม แม้คุณป้าจะอายุเก้าสิบหกปี ส่วนคุณแม่เก้าสิบห้าปี ก็ยังร้องเพลงอยู่ แม้ท่านจะสื่อสารได้น้อยลง แต่ท่านก็ยังจำเนื้อเพลงและร้องเพลงได้เกือบหมด สมุดจดเนื้อเพลงที่เห็นล้วนเป็นลายมือของท่านที่บันทึกไว้เมื่อนานมาแล้ว พอร้องเพลงเสร็จก็จะชวนกันมาทานของว่างที่ห้องทานข้าว เมนูประจำคือขนมจีนปีนังหรือที่เรียกกันว่าลักซา ใส่ใบผักแพวปักษ์ใต้อร่อยมากๆ” ฟังแล้วผมแอบยิ้มตามด้วยความรู้สึกว่า โอย น่ารักจัง

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ในห้องรับแขกและห้องร้องเพลงจะมองเห็นการใช้กระจกสีผสมกันหลายๆ สีเพื่อตกแต่งพื้นที่ สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นที่อั้งม้อหลาวอื่นๆ ไม่มี และเป็นการตกแต่งที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่บ้านหงษ์หยกมีการใช้กระจกหลากสีตกแต่งอยู่แทบทุกห้อง นับเป็นลูกเล่นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตัวอาคาร และกระจกที่ใช้ล้วนเป็นกระจกลายฝรั่ง

ผมลองหลับตาจินตนาการถึงเสียงเปียโนที่บรรเลงคลอเสียงร้องเพลงหวานแว่ว แสงที่ส่องผ่านกระจกสีช่วยย้อมบรรยากาศให้ห้องนี้ดูงดงาม แล้วผมก็แอบมองเห็นความสุขของสมาชิกครอบครัวหลากรุ่นพร้อมมิตรสหายรู้ใจที่ร่วมร้องเพลงด้วยกันในบ่ายวันศุกร์

ห้องทานอาหารแบบทางการ

หลังจากเดินเยี่ยมชมบ้านหงษ์หยกมาสักพัก ครอบครัวได้ชวนผมไปชมห้องทานอาหารแบบทางการพร้อมจิบน้ำอัญชันผสมมะนาวและน้ำผึ้งแก้กระหาย ซึ่งคุณนลินีแอบกระซิบว่าเป็นดอกอัญชันที่ปลูกในบริเวณบ้าน และเป็นเครื่องดื่มสำหรับรับรองแขกที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านด้วย อ้า อร่อยชื่นใจจัง

ห้องทานข้าวมีโต๊ะยาวแบบฝรั่งตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมเก้าอี้อีก 18 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นชุดดั้งเดิมที่ผลิตโดยห้างบางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี เช่นเดียวกัน

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ในห้องทานข้าวมีช่องลมช่วยระบายอากาศ ปรากฏเป็นช่องสี่เหลี่ยมกรุมุ้งลวดอยู่ทั่วไปหมด หากสังเกตดีๆ ตลอดช่วงเวลาที่เดินชมบ้านก็จะพบช่องลมทรงสี่เหลี่ยมเช่นนี้อยู่ทั่วไป ภูเก็ตเป็นเมืองชื้นมีฝนชุก ช่องลมช่วยเรื่องการระบายอากาศและความชื้น ทำให้ผู้อยู่รู้สึกสบาย และยังช่วยรักษาอาคารให้ปลอดความชื้นอีกด้วย เวลากลางคืนประตูหน้าต่างก็ปิดหมด ช่องลมจึงช่วยระบายความร้อนออกจากบ้านและนำความเย็นจากภายนอกเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ

หลังบ้าน

ผมเดินตามสมาชิกครอบครัวหงษ์หยกต่อไปบริเวณหลังบ้านซึ่งปรากฏโถงใหญ่โปร่งโล่งอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน และจัดว่าเป็นพื้นที่สำคัญของบ้านเลยทีเดียว

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ห้องทานอาหารที่แวะชมไปเมื่อสักครู่ สงวนไว้สำหรับแขกเท่านั้น ส่วนพวกเราทานข้าวกันที่นี่และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานข้าวกลางวันร่วมกัน ความที่สำนักงานตั้งอยู่ตรงข้ามบ้าน มีพี่ๆ น้องๆ ลูกหลานทำงานกันที่นี่ หรือบางคนอาจจะทำงานอยู่ที่สำนักงานสาขาซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไป แต่ถ้ามีโอกาสผ่านมาก็จะแวะเข้ามาทานข้าวกลางวันด้วยกันเสมอ 

“ผู้ใหญ่จะนั่งโต๊ะหนึ่ง เด็กก็จะนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง ถ้ายังไม่อาวุโสพอก็จะยังไม่มีโอกาสไปร่วมทานกับผู้ใหญ่ การทานอาหารกลางวันร่วมกันทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันจนสนิทสนม และได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ทุกคนในครอบครัวจะรู้ดีว่าบ้านหลังนี้มีอาหารกลางวันไว้รอต้อนรับเสมอ เวลาญาติๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ กลับมาภูเก็ตก็จะต้องรีบมาทานข้าวด้วยกัน 

“ส่วนใหญ่เราไม่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน หากอยากทานอะไรเป็นพิเศษก็สั่งแล้วไปรับมา คิดว่าประเพณีแบบนี้ไม่จำกัดแต่เฉพาะบ้านหงษ์หยก แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในภูเก็ต ถ้ามาที่นี่แล้วไปถามคนภูเก็ตว่าควรไปทานอะไรที่ไหนแล้วเขาตอบไม่ได้ก็อย่าตกใจนะคะ เพราะบางทีคนภูเก็ตก็ไม่รู้จริงๆ” คุณปิยะนุชเอ่ย

อาจารย์จรินทร์เล่าเสริมว่า “วัฒนธรรมบาบ๋าชอบให้ลูกหลานสามัคคีกัน ทำอะไรร่วมกันตั้งแต่สมัยก๋งสมัยเตี่ยแล้ว ถือเป็นธรรมเนียมว่าลูกหลานต้องมานั่งกินข้าวด้วยกันให้ครบจำนวน ถ้าใครไม่มานี่ต้องถามแล้วว่า มันไปไหน!” อาจารย์เอ่ยเสียงเข้มก่อนหัวเราะ

“แล้วต้องมีคนตอบให้ได้ด้วยนะครับ เพราะผู้ใหญ่จะซักต่อทันทีว่าไม่สบายหรือเปล่า ป่วยเป็นอะไร ต้องให้ช่วยอะไรไหม ด้วยความห่วงใย”

นอกจากจะเป็นที่ทานข้าวแล้วที่นี่ยังเป็นที่สังสรรค์ของครอบครัวอีกด้วย

“พวกเราหัดเต้นรำกันตรงนี้ เมื่อก่อนต้องซ้อมเต้นรำก่อนไปออกงาน ก็เลื่อนโต๊ะทานข้าวออกไปแล้วใช้บริเวณนี้แหละ หรือเวลามีเต้นรำกันในบ้านก็เต้นกันตรงนี้ อากาศถ่ายเท ลมก็เย็นสบายกว่าในบ้านเยอะ” คุณนลินีรำลึกด้วยรอยยิ้ม

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ตรงจุดนี้ผมอยากให้ลองสังเกตกระเบื้องที่ใช้ตกแต่งบริเวณหลังบ้านว่าเป็นวัสดุที่ต่างกับด้านหน้าบ้าน ด้วยเป็นวัสดุที่ราคาย่อมเยาลงมา ถ้าจำได้ บริเวณหน้าบ้านจะใช้กระเบื้องโมเสกดินเผาแบบวิกตอเรียน (Victorian Encaustic Tile) ซึ่งเป็นงานประณีต นำเข้าจากอังกฤษ เพราะหน้าบ้านเป็นพื้นที่รับแขก หลังบ้านเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงเลือกใช้กระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายแบบวิกตอเรียน (Victorian Cement Tile) ที่ผลิตขึ้นในแถบเอเชียอาคเนย์ 

ห้องครัวและเทพเตาไฟ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ครัวก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมและคงสภาพเดิม เพียงแต่ดัดแปลงบางอย่างตามยุคสมัย เดิมจะเป็นแท่นเตาถ่านสามหลุมเรียงกัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาติดหัวเตาแก๊สแทน เชื่อกันว่าห้ามย้ายเตาเพราะเป็นเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน และมีโพสถิตอยู่” คุณนลินีพาผมไปยืนอยู่หน้าแท่นเตาที่ปูกระเบื้องสีขาวสะอาดในปัจจุบัน

“สัญลักษณ์ของเทพเตาไฟจะเป็นสีแดงเสมอ บริเวณพื้นที่ทำครัวก็จะทาสีแดงด้วยเช่นกัน บ้านเก่าๆ ในภูเก็ตก็ยังเป็นแบบนี้”

‘โพ’ หรือเทพเตาไฟเป็นเทพประจำบ้านตามความเชื่อของชาวจีนฮกเกี้ยน กล่าวกันว่าเทพเตาไฟมีหน้าที่จดบันทึกความประพฤติของคนในบ้านเพื่อนำกลับไปรายงานต่อเทพเจ้าสูงสุดนามว่า ‘หยกอ๋องซ่งเต่’ ในวันแรกของเทศกาลตรุษจีน จึงต้องมีการเซ่นไหว้เอาใจเทพเตาไฟด้วยขนมเข่ง ขนมถ้วยฟู ขนมเต่า อ้อย และผลไม้รสหวาน เพราะจะทำให้รายงานแต่เรื่องดีงาม ไม่ก็ทำให้แป้งเหนียวติดปากรสหวานติดลิ้นจนรายงานไม่คล่อง มีการเผากระดาษและเปลี่ยนป้ายชื่อแผ่นใหม่เพื่อรอรับเทพเตาไฟองค์ต่อไปที่จะมาสถิตในวัน ‘เฉี่ยสีน’

วัสดุดั้งเดิมที่อยู่คู่ครัวมาแต่แรกเริ่มคือโอ่งกรองน้ำโบราณที่เคยบรรจุชั้นหินและทรายไว้ภายใน ตู้กับข้าวนั้นก็เป็นตู้มุ้งลวดดั้งเดิมเช่นกัน

แล้วเมนูเด็ดที่ถือว่าเป็นเมนูคู่ครัวบ้านหงษ์หยกล่ะครับ มีอะไรบ้าง ผมเอ่ยปากถาม

“หมูฮ้องค่ะ เป็นเมนูที่มีทุกเทศกาล อาหารจานหนึ่งจะต้องมีหมูฮ้องเสมอ ลูกหลานตั้งตาคอย เป็นสูตรของที่บ้านที่มีมานาน เนื้อหมูนิ่มหอมและหวานซีอิ๊ว อร่อยมาก แล้วก็น้ำชุบหยำกุ้งสด ซึ่งเป็นอาหารชาติพันธุ์บาบ๋าที่ชัดเจน เพราะสามีที่เป็นชาวจีนทานเผ็ดไม่ได้เท่ากับคนพื้นถิ่น ภรรยาก็พยายามจะออกแบบอาหารที่มีรสชาติเบาลง เลยเอากุ้งแชบ๊วยที่มีรสออกหวานอยู่แล้ว มาลวก สับและขยำกับกะปิ ปรุงรสไม่จัดมากเพื่อให้สามีทานได้ 

“อีกเมนูคือแกงตูมี้ เป็นแกงจากมาเลเซีย ไม่ใส่กะทิ ส่วนมากจะใช้เนื้อปลาเก๋า ส่วนผสมมีกระเจี๊ยบเขียว ดอกดาหลาหรือกาหลาในภาษาภูเก็ต ผัดกับน้ำมัน รสออกเปรี้ยวๆ ทานทีต้องตะแคงจานวักน้ำแกงกันเลย” 

คุณปิยะนุชเล่าเสียจนผมเริ่มหิว คราวหน้าคงต้องขอลองบ้างนะครับ

กระเบื้องแกร่งจากฝรั่งเศส

อั้งม้อหลาวในภูเก็ตมักจะใช้กระเบื้องดินเผารูปตัว V ที่ผลิตในท้องถิ่นมามุงหลังคาเช่นเดียวกับปีนังและสิงคโปร์ แต่บ้านหงษ์หยกแตกต่างจากที่อื่น เพราะเลือกใช้กระเบื้องดินเผาที่ผลิตจากโรงงานกีชารด์ การ์แว็ง เอต์ ซี (Guichard Carvin et Cie) เมืองมาร์เซย (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแสดงถึงความพิถีพิถันของช่างเป็นอย่างยิ่ง 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

กระเบื้องชนิดนี้เป็นกระเบื้องเผาแกร่ง (เผาในอุณหภูมิสูง) ทำให้เนื้อเนียนละเอียดกว่า ทนกว่า เกิดตะไคร่ได้ยาก จึงมีอายุการใช้งานนาน กระเบื้องที่มุงหลังคาอยู่ในปัจจุบันคือกระเบื้องชุดเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2473 เกือบทั้งหมด ตามขอบด้านข้างของกระเบื้องแต่ละแผ่นจะมีรางลิ้นรูปตัว U เพื่อให้เชื่อมประกบกันได้สนิท จึงจัดเป็นกระเบื้องประเภท Terracotta Interlocking Roof Tile ที่ป้องกันการรั่วซึมได้ดีกว่ากระเบื้องตัววีแบบโบราณที่เรียงทับกันเฉย ๆ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

เรามักพบการใช้กระเบื้องกระเบื้องชนิดนี้กับอาคารโบราณต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่น โบสถ์กาลหว่าร์ ตำหนักใหญ่ในวังลดาวัลย์ และบ้านพระอาทิตย์ เป็นต้น

แฟชั่นบาบ๋า

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องอำลาสมาชิกครอบครัวหงษ์หยก แต่ก่อนจะจากกันนั้น สิ่งที่ผมสนใจคือเครื่องแต่งกายพื้นเมืองอันงดงามหลากสีสันที่ทายาทรุ่นที่ 4 ร่วมกันสวมใส่มาในวันนี้

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ถ้าจะเล่าเรื่องเครื่องแต่งกายคงต้องเขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มเพราะมีรายละเอียดมาก เล่าสั้นๆ ได้ว่า การแต่งตัวแบบบาบ๋าเป็นการแต่งตัวแบบผสมผสาน บ่งบอกถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เครื่องแต่งกายชายที่เห็นนี้เรียกว่า ‘ปั่วตึ่งจ่วง’ ซึ่งเป็นเสื้อแบบจีนสวมใส่กันโดยทั่วไป 

“สำหรับผู้หญิงนั้นมีหลายแบบตามวัยและลักษณะการใช้งาน ปกติจะเป็นมีเสื้อคอตั้ง แขนจีบ เอวสั้น นั่นคือคอเสื้อตั้งแบบจีน ปลายแขนรวบจีบแบบมาเลย์ และตัวเสื้อสั้นลอยแบบพม่าและมอญ ใส่กับผ้าปาเต๊ะแบบอินโดนีเซีย คาดเข็มขัดทองที่เวลาเคลื่อนไหวก็จะเห็นทองวับๆ แวมๆ” อาจารย์จรินทร์กรุณาสรุปให้เป็นข้อมูลเบื้องต้น

“นอกจากนี้ยังมี ‘หมิ่นป่อ’ คือผ้าเช็ดหน้าเหน็บสะเอวข้างหนึ่ง เพราะคนสมัยก่อนไม่มีกระดาษทิชชู แล้วก็มีกระเป๋าเล็กๆ เหน็บไว้ด้วย ที่สะเอวอีกข้างจะเหน็บ ‘ส่อซี่เลียน’ หรือพวงกุญแจไว้ เด็กๆ ลูกหลานบาบ๋าจะคุ้นเคยกับเสียงเกี๊ยะกอบแกบเดินมาพร้อมเสียงส่อซี่เลียนกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง นั่นคือเสียงแห่งอำนาจ แปลว่าอาม่ามาแล้วเฮ้ย เพราะอาม่าคือคนสำคัญ เป็นผู้เก็บกุญแจไว้ทุกดอก ใครมีคดีกับอาม่าก็เตรียมเผ่นหนีได้เลย” อาจารย์จรินทร์เล่าได้อารมณ์จนผมแอบเกร็งอาม่าขึ้นมานิดๆ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“อีกสิ่งหนึ่งคือ ‘เสี่ยหนา’ ที่เป็นอับใส่ของมีหูหิ้ว ถ้ามีขนาดเล็กก็จะนำมาใช้เหมือนกระเป๋าถือ ส่วนใบใหญ่ๆ ก็ใช้สำหรับใส่ของไหว้ในงานพิธี เช่น พิธีแต่งงาน พิธีไหว้เจ้า เพราะพอเราไหว้เจ้าที่บ้านเสร็จ ก็จะไปไหว้กันต่อที่ศาลเจ้าด้วย หรือเวลาเชงเม้งก็จะนำอาหารใส่เสี่ยหนาไปตั้งไหว้บรรพบุรุษกันที่สุสาน” อาจารย์จรินทร์และคุณปิยะนุชช่วยกันเล่าแบบกระชับที่สุด

แม้ว่าบ้านหงษ์หยกจะมีอายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่อาคารและเครื่องเรือนทั้งหมดยังอยู่ในสภาพดีมาก ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนใส่ใจบำรุงรักษาเพื่ออนุรักษ์อั้งม้อหลาวหลังนี้ให้คงอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับการยึดมั่นและน้อมนำวัฒนธรรมบาบ๋ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิธีคิดและการดำรงชีวิต โดยยังคงถ่ายทอดสู่ทายาทรุ่นต่อๆ ไป และเผื่อแผ่ไปยังชุมชนด้วย

ผมว่านั่นคือวิถีแห่งการอนุรักษ์ที่งดงามที่สุด

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ขอขอบพระคุณ

ผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณนลินี หงษ์หยก ปัจฉิมสวัสดิ์ ทายาทครอบครัวหงษ์หยกรุ่นที่ 3
  • คุณปิยะนุช หงษ์หยก ทายาทครอบครัวหงษ์หยกรุ่นที่ 3
  • อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม ประธานที่ปรึกษาชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน อำเภอตะกั่วป่า
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้มอบความรู้ทุกด้านเกี่ยวกับรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านหงษ์หยก

เอกสารอ้างอิง

  • www.hongsyokfamilytree.in.th
  • ย้อนอดีตเหมืองเจ้าฟ้า จัดทำโดยกองทุนอนุสรณ์หลวงอนุภาษภูเก็ตการ
  • การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าภูเก็ต โดยฤดี ภูมิภูถาวร
  • www.museumthailand.com
  • หนังสือโฆษณาไทย เล่ม 2 ยุค พ.ศ. 2470 โดยอเนก นาวิกมูล (สำหรับภาพโฆษณาห้าง บางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี ที่ใช้ประกอบในบทความ)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load