บ้านสีขาวหลังนี้ตั้งตระหง่านคู่ถนนเทพกระษัตรีมานานเกือบศตวรรษ มุขโค้งมนช่วยขับอาคารให้ดูสวยงามโดดเด่น และดึงดูดใจ จนผมต้องลอบเหลียวมองทุกครั้งที่สัญจรผ่านเมื่อยามมาเยี่ยมเยือนภูเก็ต 

ด้วยความกรุณาของ คุณนลินี หงษ์หยก ปัจฉิมสวัสดิ์ และ คุณปิยะนุช หงษ์หยก ทายาทตระกูลหงษ์หยกรุ่นที่ 3 วันนี้ผมจึงได้รับโอกาสพาผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านไปชมบ้านหลังนี้กันแบบเจาะลึก บ้านที่ไม่เพียงแต่งดงามด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ยังอุดมไปด้วยเรื่องเล่านานัปการ จากลูกหลานบาบ๋าที่จะพร้อมจะเปิดเผยเรื่องราวของบรรพชนด้วยความภาคภูมิใจ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต
บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ทายาทรุ่นที่ 4 อันประกอบด้วย คุณธนาภูมิ หงษ์หยก, คุณมนต์ทวี หงษ์หยก, คุณเพียงพร สุวรรณประทีป, คุณสุทธาธิณี สุทธิภู, คุณจุฑามาส สุทธิภู และ คุณสุวพัชร หงษ์หยก ได้สละเวลามาร่วมต้อนรับในชุดบาบ๋าหลากรูปแบบ ผมได้โอกาสสัมผัสวัฒนธรรมการแต่งกายงดงามขณะร่วมสนทนาไปพร้อมกัน

มุขโค้งที่โอบอาคารนั้นเปรียบเสมือนอ้อมแขนที่เชิญชวนผมและผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านเข้าสู่บ้านอันอบอุ่นของครอบครัวหงษ์หยกด้วยไมตรีจิตที่เปี่ยมล้นในวันนี้   

ลูกหลานบาบ๋า

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ครอบครัวหงษ์หยกเป็นลูกหลานบาบ๋าที่สืบตระกูลมาจาก ‘ตันเช็กอุด’ ชาวจีนฮกเกี้ยนผู้เดินทางเข้ามายังภาคใต้ของสยามสมัยต้นรัชกาลที่สี่ ตันเช็กอุดไม่ได้เป็นแรงงานในเหมืองแร่ดังเช่นชาวจีนส่วนใหญ่ แต่ท่านเป็นเหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณและได้รับสมญานามว่า พระจีนเสื้อดำ” คุณปิยะนุชเริ่มการสนทนา

อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม ประธานที่ปรึกษาชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน อำเภอตะกั่วป่า ผู้มาร่วมคุยกับเราในเช้าวันนี้ได้กรุณาเล่าเสริมว่า

“ใน พ.ศ. 2369 สยามได้ลงนามในสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ เนื้อหาหลักของสัญญาคือการเชื่อมพระราชไมตรีและการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม ได้ทรงเล็งเห็นว่าดีบุกจะเป็นทรัพยากรสำคัญที่นำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก ด้วยขณะนั้นดีบุกเป็นสินค้าที่ทั่วโลกกำลังต้องการ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตเหล็กวิลาส จึงทรงสนับสนุนการทำเหมืองแร่ดีบุกจนเฟื่องฟูขึ้น”

ขณะนั้นชายฉกรรจ์ชาวสยามยังเป็นแรงงานที่ถูกกะเกณฑ์ให้ทำงานรับใช้หลวงเพียงปีละไม่กี่เดือน ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของเหมืองแร่ดีบุก จึงได้มีการตั้งทนายจากสยามไปเจรจาถึงมณฑลฮกเกี้ยน โดยสยามได้ยื่นข้อเสนอต่อกลุ่มแรงงานชาวจีนไว้ 5 ประการ คือ 

  1. จะมอบเงินก้อนหนึ่งให้ทันทีเพื่อเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่แม่ ลูก และเมียที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย
  2. จะออกค่าโดยสารเพื่อให้เดินทางมากับสำเภาสินค้า
  3. จะเตรียมที่พักอาศัย พร้อมข้าวสามมื้อรอไว้บนแผ่นดินสยาม
  4. จะได้รับค่าแรงเป็นรายวันหรือรายเดือนแล้วแต่กรณี
  5. และแรงงานทั้งหมดต้องทำงานอย่างต่ำให้ครบสามปี จึงจะเปลี่ยนนายจ้างได้

เมื่อข้อเสนอของสยามเป็นที่ต้องตา แรงงานชาวจีนจำนวนมากจึงหลั่งไหลสู่ภาคใต้ โดยมีการประเมินไว้ว่ามีมากกว่า 1,000 นายที่เดินทางมาพร้อมกับสำเภาสินค้าในแต่ละเที่ยว

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“เมื่อชาวจีนเดินทางเข้ามาเป็นแรงงานในเหมืองมากเช่นนี้ จึงต้องมีผู้นำทางจิตวิญญาณเดินทางเข้ามาด้วย ตันเช็กอุดเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องศาสนา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมตามขนบจีน สามารถนำสวดมนต์ เขียนกลอนและบทอวยพรได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ท่านจึงเป็นผู้ที่อพยพเข้ามาเพื่อช่วยประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อให้กับแรงงานจีนในเหมือง เช่น มาประกอบพิธีแต่งงาน พิธีศพ พิธีบูชาต่างๆ ตามประเพณี โดยอาศัยอยู่ที่ตำบลกะไหล จังหวัดพังงาเป็นที่แรก” คุณปิยะนุชเล่าถึงบรรพบุรุษคนแรกของตระกูล

ต่อมาตันเช็กอุดได้แต่งงานกับนางขอม แห่งสกุล ณ พัทลุง ผู้สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุไลมาน มีบุตรธิดารวม 6 คน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเป็นลูกหลานบาบ๋า

“เมื่อแรงงานจีนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่คิดกลับบ้านเกิดอีกต่อไป แต่เลือกที่จะแต่งงานกับสตรีพื้นถิ่น นั่นคือที่มาของวัฒนธรรมเปอรานากัน (Peranakan) โดยรากศัพท์แล้ว คำว่าเปอรานากันแปลว่าเกิดที่นี่ เมื่อสร้างครอบครัวแล้วจึงมีลูกหลานที่ ‘เกิดที่นี่’ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมผสมผสาน ทำให้มีภาษา อาหาร เสื้อผ้า และจารีตที่แตกต่างไปจากเดิม 

“แต่สำหรับคนภูเก็ต เรามักเลือกใช้คำว่าลูกหลานบาบ๋ามากกว่า คำว่าเปอรานากันเป็นคำที่เน้นเรื่องเชื้อชาติต้นกำเนิด แต่คำว่าลูกหลานบาบ๋าจะเน้นถึงการปลูกฝังคติความเชื่อของบรรพชน รวมถึงความมุ่งมั่นในการสืบทอดประเพณีของลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาอย่างภาคภูมิใจ” อาจารย์จรินทร์กล่าว

ตระกูลหงษ์หยก

ตันเช็กอุดและนางขอมมีบุตรด้วยกัน 6 คน หนึ่งในนั่นคือ ‘ตันจิ้นหงวน’ ผู้ที่ได้ดำเนินการขอรับการขนานนามสกุลว่า ‘หงษ์หยก’ จากสมุหเทศาภิบาลภูเก็ตร่วมกับตันจิ้นฮ้องผู้เป็นพี่ชายเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2458

คำว่าหงษ์หยก ถ่ายทอดมาจากคำว่า ‘เฟิ่งหวง’ ในภาษาจีน ซึ่งหมายถึงหงส์ นกที่มีศักด์ศรีเป็นดั่งราชาในมวลหมู่สัตว์ปีก ปรากฏตัวเฉพาะแผ่นดินที่มีความสงบร่มเย็น นอกจากนี้ยังมีเสียงหวานแว่วไพเราะประดุจเสียงขลุ่ย ทั้งยังเชื่อว่ามีอายุยืนยาวอีกด้วย หงษ์หยกจึงเป็นมงคลนามอย่างยิ่ง

ตันจิ้นหงวนเป็นผู้ที่ก่อร่างสร้างฐานะด้วยการทำเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ตอย่างมีมานะและอดทน ผ่านทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จทุกรูปแบบโดยไม่เคยย่อท้อ จากเหมืองหาบ เหมืองแล่น เหมืองรู มาสู่เหมืองสูบ

“ใน พ.ศ. 2470 คุณปู่ตันจิ้นหงวนนำวิธีทำเหมืองสูบจากมาเลเซียมาใช้จนประสบความสำเร็จ และใน พ.ศ. 2473 ก็ได้นำเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาใช้ในเหมืองสูบของท่าน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยความพอพระทัย และได้ประทานลายพระหัตถ์ชื่อเหมืองสูบนี้ว่า ‘เจ้าฟ้า’ คุณปู่จึงเป็นคนไทยรายแรกที่ทำเหมืองสูบโดยใช้พลังงานจากเครื่องปั่นไฟฟ้า และไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเหมืองเจ้าฟ้ายังส่งมาให้ชาวเมืองภูเก็ตได้ใช้ร่วมกัน” คุณปิยะนุชเล่าถึงคุณปู่ด้วยความภูมิใจ

ตันจิ้นหงวนมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกของภูเก็ต เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และดำรงตำแหน่งนายกอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นคนแรกจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงอนุภาษภูเก็ตการ’ เมื่อ พ.ศ. 2474 ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการกุศลมากมายเพื่อตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานศึกษา การบริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาล รวมทั้งการสร้างวัดและศาลเจ้าซึ่งครอบครัวหงษ์หยกยังดูแลอย่างดีจนถึงทุกวันนี้

“คุณปู่สอนให้ลูกๆ หลานๆ รักสามัคคีกัน รู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำอะไรตอบแทนสังคมได้ก็ให้ทำ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” คุณปิยะนุชกล่าว

คฤหาสน์ฝรั่ง อั้งม้อหลาว 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

หลวงอนุภาษภูเก็ตการได้สมรสกับนางหลุยฮุ่น และอาศัยอยู่ในห้องแถวหรือ ‘เตี้ยมฉู่’ บนถนนกระบี่กลางเมืองภูเก็ต แต่บ้านหงษ์หยกหลังนี้ได้สร้างขึ้นแบบอั้งม้อหลาวใน พ.ศ. 2473 เพื่อเป็นเรือนหอของบุตรชายคนโตกับสะใภ้ นั่นคือคุณวิรัชและคุณบุญศรี หงษ์หยก รวมทั้งเป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัวด้วย โดยใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 3 ปี

คำว่าอั้งม้อแปลว่าพวกฝรั่งผมแดง หลาวหมายถึงตึกหรือคฤหาสน์ คำว่าอั้งม้อหลาวจึงแปลได้ง่ายๆ ว่าคฤหาสน์แบบฝรั่งนั่นเอง

บ้านหงษ์หยกถือเป็นอั้งม้อหลาวรุ่นหลังๆ เพราะสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ขณะที่อั้งม้อหลาวหลังอื่นมักสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2445 – 2460 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

แม้ว่าจะสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern) และอาร์ตเดโค (Art Deco) กำลังเฟื่องฟู แต่บ้านหลังนี้กลับเลือกรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classic) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เคยได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 นับได้ว่าเป็นการสร้างบ้านในยุคหนึ่ง แต่กลับเลือกนำรูปแบบสถาปัตยกรรมในอีกยุคหนึ่งมาใช้ ทั้งนี้ สันนิษฐานได้ว่าหลวงอนุภาษภูเก็ตการเคยเห็นและประทับใจกับความงามของอั้งม้อหลาวยุคก่อนๆ เมื่อมีโอกาสสร้างเรือนหอให้บุตรชายด้วยตนเอง จึงตัดสินใจเลือกสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เคยประทับใจมาก่อนก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม อั้งม้อหลาวหลังนี้มีความสนุกซุกซ่อนอยู่มากมาย และมีความเป็นจีนที่สอดแทรกอยู่กับความเป็นฝรั่งได้อย่างลงตัว

มุขโค้ง ที่นี่ที่เดียว

ลักษณะสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของบ้านหงษ์หยก คือมุขโค้งขนาดใหญ่ที่ประดับด้านหน้าอาคาร ทำหน้าที่เป็นทั้งระเบียงและมุขเทียบรถยนต์ นวัตกรรมการก่อสร้างที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยนั้นคือคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งอำนวยให้ช่างออกแบบและก่อสร้างมุขโค้งขนาดกว้างถึง 3 ช่วงเสาเช่นนี้ได้ ส่งผลให้พื้นที่ด้านหน้าดูโอ่โถงสง่างาม สมเป็นบ้านคหบดีที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

พื้นเฉลียงหน้าบ้านประดับด้วยกระเบื้องโมเสกดินเผาแบบวิกตอเรียน (Victorian Encaustic Tile) ที่นำเข้าจากอังกฤษผ่านทางปีนัง ซึ่งเป็นกระเบื้องย้อนยุคที่ได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ซึ่งเราสามารถพบกระเบื้องลักษณะเดียวกันกับอาคารเก่าในปีนังหลายแห่ง เช่น Blue Mansion และ Penang Peranakan House เป็นต้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

การปูพื้นด้วยโมเสกเป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยการวางแผนเป็นอย่างดี ต้องออกแบบลวดลายไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้โมเสกสีอะไร รูปทรงไหน และจะนำมาประดับที่ตำแหน่งใด ต้องมีการคำนวณอย่างแม่นยำ เพื่อสั่งซื้อโมเสกหลากสีหลายทรงได้อย่างถูกต้อง ก่อนจะนำมาจัดวางให้ได้ลวดลายงดงามตามแบบที่วางไว้

ประตูหน้าบ้านถือเป็นงานศิลป์ลูกผสม กล่าวคือเป็นประตูไม้เป็นทรงฝรั่งที่ใช้บานพับเหล็ก มีการแบ่งช่องลูกฟักออกเป็น 4 ช่วงอย่างได้สัดส่วน โดยด้านบนเป็นกระจกสีลายดาวกระจาย (Star Burst) ด้านล่างก็เป็นลูกฟักแบบฝรั่ง แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่ภายในลูกฟักนั้นกลับเป็นการแกะไม้แบบจีน ซึ่งคือลายนกเฟิ่งหวง อันเป็นลายที่มีความสัมพันธ์กับนามสกุล

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการฉลุบานประตูให้เป็นซี่ๆ เพื่อเป็นดั่งบานลับแลแบบจีนสำหรับใช้มองลอดจากภายในไปสู่ภายนอก แต่ลายฉลุนั้นกลับกลายเป็นลายวงรีแบบฝรั่งไปเสียนี่

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ความจริงประตูหน้าบ้านนั้นเป็นประตูสองชั้นที่มีบานชั้นนอกทำหน้าที่เสมือนบานลับแล ส่วนบานชั้นในเป็นไม้หนาปิดทึบ ลักษณะประตูสองชั้นเช่นนี้พบได้ที่เตี้ยมฉู่ทั่วไปในเขตเมืองเก่า การที่เตี้ยมฉู่จะมีประตูสองชั้นนั้นก็ไม่แปลก เพราะอยู่ตั้งริมถนน ปราศจากรั้วรอบขอบชิด การมีบานลับแลก็เพื่อความปลอดภัย เพราะมองลอดบานประตูออกไปดูได้ว่ามีใครมาพบและสมควรจะเปิดรับหรือไม่ ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่าบ้านหงษ์หยกนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล มีรั้วกั้น แต่ก็ยังมีบานลับแลด้วย 

“ประตูบ้านทั้งสองชั้นจะล็อกจากภายในเท่านั้น ใครมาก็ต้องให้คนภายในบ้านเปิดประตูให้ ดังนั้นสามีกลับบ้านมากี่โมงก็ต้องเรียกภรรยามาเปิด จะรู้เลยว่ากลับดึกหรือไม่ดึก ถ้ากลับดึกก็ซักได้ทันทีว่าไปไหนมา” คุณนลินีเล่าเสียงใส

“แต่บ้านไม่สูง ความจริงก็ปีนขึ้นเสาแล้วแอบเข้าบ้านทางระเบียงก็น่าจะได้นะ” คุณปิยะนุชตั้งข้อสังเกต ส่วนพวกเราฮากันครืน

โถงทางเข้าหลัก

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

จุดเด่นของโถงทางเข้าหลักคือเป็นห้องโถงที่มีผังรูปแปดเหลี่ยม ซึ่งไม่มีอั้งม้อหลาวใดในภูเก็ตที่มีโถงลักษณะนี้ จัดว่าเป็นการออกแบบที่ ‘ฝรั่งจ๋า’ มากๆ 

โถงที่มีเหลี่ยมมากขึ้นกระจายคนไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้รอบทิศอย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะบ้านหงษ์หยกเป็นบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวหลายคนอาศัยอยู่ อีกทั้งมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนหรือมีคู่ค้ามาเจรจาธุรกิจอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องกระจายคนออกจากพื้นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการกระจุกตัว 

ด้านหน้าเป็นด้านที่ขึ้นจากมุขเทียบรถนำเข้ามาสู่โถง ส่วนด้านตรงข้ามเป็นเส้นทางทอดไปยังบริเวณหลังบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว ด้านขวานำไปยังห้องทำงาน ไปยังกระไดที่พาขึ้นไปสู่ชั้นบน และไปยังห้องทานอาหารอย่างเป็นทางการรวมทั้งห้องตั้งเครื่องอีกด้วย ส่วนด้านซ้ายจะช่วยนำไปสู่ห้องรับแขกขนาดใหญ่

เครื่องเรือนที่ประดับอยู่โถงทางเข้าคือกระจกบานใหญ่ขอบสีไม้โอ๊คสองบาน ทั้งนี้เพราะคนในสมัยก่อนจะระมัดระวังเรื่องการแต่งตัวมาก ก่อนออกจากบ้านจึงต้องสำรวจเครื่องแต่งกายว่าสุภาพเรียบร้อยแล้วหรือยัง นอกจากนี้ยังมีที่เสียบไม้เท้า ที่เสียบร่ม ที่แขวนหมวกและเสื้อนอก จะได้ถอดสูทและหมวกออกทันทีที่เข้ามาในบ้านเพื่อให้สบายตัวขึ้น

“เครื่องเรือนแทบทุกชิ้นของบ้านล้วนเป็นของเดิมและวางอยู่ในตำแหน่งเดิมมาโดยตลอด เราแทบไม่เคยเคลื่อนย้ายอะไรเลย” คุณนลินีเอ่ย

ห้องรับแขกและห้องร้องเพลง

จากโถงทางเข้า ครอบครัวหงษ์หยกนำผมไปทางซ้ายสู่ห้องรับแขกที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม ความน่าสนใจของห้องรับแขกคือการตกแต่งภายในด้วยซุ้มโค้งสามซุ้ม โดยมีซุ้มเล็กอยู่ทางด้านซ้ายและขวาขนาบซุ้มใหญ่ตรงกลาง ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ซุ้มขนาดเล็กนั้นเป็นสัณฐานครึ่งวงกลม (Semicircle Arch) ในขณะที่ซุ้มขนาดใหญ่มีสันฐานเป็นครึ่งรูปไข่ (Semi Oval Arch) การตกแต่งพื้นที่ด้วยซุ้มโค้งเป็นการตกแต่งภายในที่สอดประสานกับมุขโค้งภายนอกได้อย่างลงตัว 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ทีนี้ขอเชิญให้ทุกท่านลองแหงนหน้าขึ้นมองเพดานนะครับ ปกติเพดานบ้านในภูเก็ตจะไม่มีฝ้าปิด และเปิดเปลือยไว้ให้เห็นโครงสร้างตงและท้องไม้พื้นชั้นบนได้ถนัด แต่หากมองกลับไปยังบริเวณโถงทางเข้าแปดเหลี่ยมที่เราเพิ่งผ่านมา จะพบว่าเพดานบริเวณนั้นตีฝ้าเรียบและตกแต่งด้วยคิ้วไม้งดงาม เพราะว่าเป็นทางเข้าหลักของบ้าน จึงต้องทำให้ดูโก้ยิ่งขึ้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

เครื่องเรือนทั้งหมดเป็นเครื่องเรือนเก่าที่คงอยู่ในตำแหน่งเดิม ทั้งหมดผลิตโดย ‘บางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี’ (Bangkok House Furnishing Company) ห้างเครื่องเรือนที่มีชื่อเสียงของสยามในยุคนั้น แต่สันนิษฐานว่าสั่งมาจากปีนัง เพราะใกล้กว่าและมีสาขาอยู่ที่นั่นด้วย และถ้าตาดีพอก็จะเห็นตราของห้างดังกล่าวสลักไว้บนแผ่นโลหะที่ตอกยึดไว้บนเครื่องเรือนแทบทุกชิ้น

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ห้องรับแขกเป็นห้องสำคัญที่นอกจากจะรับรองผู้มาเยือนแล้ว ยังเป็นสถานที่จัดพิธี ‘ผั่งเต๋’ หรือพิธียกน้ำชาในวันแต่งงานด้วย

“ครอบครัวเรามีประเพณีที่ยึดถือสืบต่อกันมาว่าลูกหลานที่ยังอาศัยอยู่ในภูเก็ตจะต้องมาแต่งงานที่บ้านหลังนี้ มีประเพณีผั่งเต๋ที่ห้องนี้ ก่อนจะยกน้ำชาก็ต้องออกไปบูชาเทวดาฟ้าดินกลางสนามหน้าบ้าน ตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นตามประเพณีและมีกระดาษทองรองขาโต๊ะทั้งสี่มุมด้วย เพราะถือว่าเครื่องเซ่นเป็นของสูง จึงไม่อาจปล่อยให้โต๊ะสัมผัสพื้นดินได้ การบูชาเทวดาฟ้าดินเป็นการประกาศให้ทวยเทพและบรรพบุรุษได้รับรู้ว่าทายาทบ้านนี้กำลังประกอบพิธีมงคล ขอเชิญท่านมาร่วมอวยพรกันด้วย 

“จากนั้นจึงเข้ามาคารวะผู้ใหญ่ด้วยการยกน้ำชา โดยเริ่มจากผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดลดหลั่นกันไป ผู้ใหญ่ก็จะมอบอั่งเปาซึ่งเปรียบเสมือนเงินขวัญถุงให้คู่บ่าวสาวนำไปก่อร่างสร้างฐานะ เมื่อประกอบพิธีเสร็จก็จะมีห้องส่งตัว ซึ่งบ่าวสาวต้องอาศัยอยู่ที่ห้องนั้นอย่างต่ำสามวัน เป็นห้องส่งตัวกันมาหลายคนหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน” 

คุณปิยะนุชและอาจารย์จรินทร์ร่วมกันเล่า

บ้านหงษ์หยกไม่ได้เป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงานเพียงเฉพาะคนในสายตระกูลเท่านั้น แต่ยังได้แบ่งปันพื้นที่ให้กับลูกหลานบาบ๋ารายอื่นๆ อีกด้วย โดยผ่านสมาคมเปอรานากัน ซึ่งเป็นองค์กรสืบสานฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบครัวหงษ์หยกจัดพิธีให้ลูกหลานอย่างไร ก็จะจัดให้คู่สมรสอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกัน เพื่อรักษาประเพณีการแต่งงานอันทรงคุณค่าไว้ไม่ให้สูญหาย

เมื่อเดินผ่านซุ้มโค้งไปยังพื้นที่ที่เชื่อมอยู่ถัดไปก็จะพบเปียโนตั้งอยู่ มีสมุดจดเนื้อเพลงภาษาไทยและภาษาต่างประเทศวางอยู่หลายเล่มบนโต๊ะกลมกลางห้อง

“ห้องนี้เป็นห้องร้องเพลงค่ะ” คุณนลินีเฉลย “ครอบครัวเรามีสมาชิกหลายคนที่ไปเรียนต่อที่ปีนัง ไปเรียนโรงเรียนคริสต์ที่นั่น ทุกคนจึงได้รับการปลูกฝังให้รักดนตรี คุณลุงวิรัชก็เล่นแซ็กโซโฟนกับคลาริเน็ต คุณป้าบุญศรีรวมทั้งคุณแม่ซึ่งเป็นสะใภ้ก็ไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนคอนแวนต์ที่ปีนังอยู่หลายปี ดนตรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหงษ์หยก ก็เลยมีประเพณีรวมตัวกันร้องเพลงที่บ้านเรา ตอนบ่ายวันศุกร์จะมีเพื่อนๆ มาร่วมร้องเพลงกันที่นี่ มีคนมาเล่นเปียโนให้ท่านได้ร้องเพลงที่ชอบ คิดว่าคาราโอเกะอาจจะไม่เหมาะกับท่าน เปียโนน่าจะเหมาะกว่าเพราะดนตรีต้องเล่นตามคนร้องนะคะ (หัวเราะ)

“กิจกรรมนี้ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่อาจไม่บ่อยเท่าเดิม แม้คุณป้าจะอายุเก้าสิบหกปี ส่วนคุณแม่เก้าสิบห้าปี ก็ยังร้องเพลงอยู่ แม้ท่านจะสื่อสารได้น้อยลง แต่ท่านก็ยังจำเนื้อเพลงและร้องเพลงได้เกือบหมด สมุดจดเนื้อเพลงที่เห็นล้วนเป็นลายมือของท่านที่บันทึกไว้เมื่อนานมาแล้ว พอร้องเพลงเสร็จก็จะชวนกันมาทานของว่างที่ห้องทานข้าว เมนูประจำคือขนมจีนปีนังหรือที่เรียกกันว่าลักซา ใส่ใบผักแพวปักษ์ใต้อร่อยมากๆ” ฟังแล้วผมแอบยิ้มตามด้วยความรู้สึกว่า โอย น่ารักจัง

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ในห้องรับแขกและห้องร้องเพลงจะมองเห็นการใช้กระจกสีผสมกันหลายๆ สีเพื่อตกแต่งพื้นที่ สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นที่อั้งม้อหลาวอื่นๆ ไม่มี และเป็นการตกแต่งที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่บ้านหงษ์หยกมีการใช้กระจกหลากสีตกแต่งอยู่แทบทุกห้อง นับเป็นลูกเล่นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตัวอาคาร และกระจกที่ใช้ล้วนเป็นกระจกลายฝรั่ง

ผมลองหลับตาจินตนาการถึงเสียงเปียโนที่บรรเลงคลอเสียงร้องเพลงหวานแว่ว แสงที่ส่องผ่านกระจกสีช่วยย้อมบรรยากาศให้ห้องนี้ดูงดงาม แล้วผมก็แอบมองเห็นความสุขของสมาชิกครอบครัวหลากรุ่นพร้อมมิตรสหายรู้ใจที่ร่วมร้องเพลงด้วยกันในบ่ายวันศุกร์

ห้องทานอาหารแบบทางการ

หลังจากเดินเยี่ยมชมบ้านหงษ์หยกมาสักพัก ครอบครัวได้ชวนผมไปชมห้องทานอาหารแบบทางการพร้อมจิบน้ำอัญชันผสมมะนาวและน้ำผึ้งแก้กระหาย ซึ่งคุณนลินีแอบกระซิบว่าเป็นดอกอัญชันที่ปลูกในบริเวณบ้าน และเป็นเครื่องดื่มสำหรับรับรองแขกที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านด้วย อ้า อร่อยชื่นใจจัง

ห้องทานข้าวมีโต๊ะยาวแบบฝรั่งตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมเก้าอี้อีก 18 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นชุดดั้งเดิมที่ผลิตโดยห้างบางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี เช่นเดียวกัน

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ในห้องทานข้าวมีช่องลมช่วยระบายอากาศ ปรากฏเป็นช่องสี่เหลี่ยมกรุมุ้งลวดอยู่ทั่วไปหมด หากสังเกตดีๆ ตลอดช่วงเวลาที่เดินชมบ้านก็จะพบช่องลมทรงสี่เหลี่ยมเช่นนี้อยู่ทั่วไป ภูเก็ตเป็นเมืองชื้นมีฝนชุก ช่องลมช่วยเรื่องการระบายอากาศและความชื้น ทำให้ผู้อยู่รู้สึกสบาย และยังช่วยรักษาอาคารให้ปลอดความชื้นอีกด้วย เวลากลางคืนประตูหน้าต่างก็ปิดหมด ช่องลมจึงช่วยระบายความร้อนออกจากบ้านและนำความเย็นจากภายนอกเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ

หลังบ้าน

ผมเดินตามสมาชิกครอบครัวหงษ์หยกต่อไปบริเวณหลังบ้านซึ่งปรากฏโถงใหญ่โปร่งโล่งอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน และจัดว่าเป็นพื้นที่สำคัญของบ้านเลยทีเดียว

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ห้องทานอาหารที่แวะชมไปเมื่อสักครู่ สงวนไว้สำหรับแขกเท่านั้น ส่วนพวกเราทานข้าวกันที่นี่และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานข้าวกลางวันร่วมกัน ความที่สำนักงานตั้งอยู่ตรงข้ามบ้าน มีพี่ๆ น้องๆ ลูกหลานทำงานกันที่นี่ หรือบางคนอาจจะทำงานอยู่ที่สำนักงานสาขาซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไป แต่ถ้ามีโอกาสผ่านมาก็จะแวะเข้ามาทานข้าวกลางวันด้วยกันเสมอ 

“ผู้ใหญ่จะนั่งโต๊ะหนึ่ง เด็กก็จะนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง ถ้ายังไม่อาวุโสพอก็จะยังไม่มีโอกาสไปร่วมทานกับผู้ใหญ่ การทานอาหารกลางวันร่วมกันทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันจนสนิทสนม และได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ทุกคนในครอบครัวจะรู้ดีว่าบ้านหลังนี้มีอาหารกลางวันไว้รอต้อนรับเสมอ เวลาญาติๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ กลับมาภูเก็ตก็จะต้องรีบมาทานข้าวด้วยกัน 

“ส่วนใหญ่เราไม่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน หากอยากทานอะไรเป็นพิเศษก็สั่งแล้วไปรับมา คิดว่าประเพณีแบบนี้ไม่จำกัดแต่เฉพาะบ้านหงษ์หยก แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในภูเก็ต ถ้ามาที่นี่แล้วไปถามคนภูเก็ตว่าควรไปทานอะไรที่ไหนแล้วเขาตอบไม่ได้ก็อย่าตกใจนะคะ เพราะบางทีคนภูเก็ตก็ไม่รู้จริงๆ” คุณปิยะนุชเอ่ย

อาจารย์จรินทร์เล่าเสริมว่า “วัฒนธรรมบาบ๋าชอบให้ลูกหลานสามัคคีกัน ทำอะไรร่วมกันตั้งแต่สมัยก๋งสมัยเตี่ยแล้ว ถือเป็นธรรมเนียมว่าลูกหลานต้องมานั่งกินข้าวด้วยกันให้ครบจำนวน ถ้าใครไม่มานี่ต้องถามแล้วว่า มันไปไหน!” อาจารย์เอ่ยเสียงเข้มก่อนหัวเราะ

“แล้วต้องมีคนตอบให้ได้ด้วยนะครับ เพราะผู้ใหญ่จะซักต่อทันทีว่าไม่สบายหรือเปล่า ป่วยเป็นอะไร ต้องให้ช่วยอะไรไหม ด้วยความห่วงใย”

นอกจากจะเป็นที่ทานข้าวแล้วที่นี่ยังเป็นที่สังสรรค์ของครอบครัวอีกด้วย

“พวกเราหัดเต้นรำกันตรงนี้ เมื่อก่อนต้องซ้อมเต้นรำก่อนไปออกงาน ก็เลื่อนโต๊ะทานข้าวออกไปแล้วใช้บริเวณนี้แหละ หรือเวลามีเต้นรำกันในบ้านก็เต้นกันตรงนี้ อากาศถ่ายเท ลมก็เย็นสบายกว่าในบ้านเยอะ” คุณนลินีรำลึกด้วยรอยยิ้ม

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ตรงจุดนี้ผมอยากให้ลองสังเกตกระเบื้องที่ใช้ตกแต่งบริเวณหลังบ้านว่าเป็นวัสดุที่ต่างกับด้านหน้าบ้าน ด้วยเป็นวัสดุที่ราคาย่อมเยาลงมา ถ้าจำได้ บริเวณหน้าบ้านจะใช้กระเบื้องโมเสกดินเผาแบบวิกตอเรียน (Victorian Encaustic Tile) ซึ่งเป็นงานประณีต นำเข้าจากอังกฤษ เพราะหน้าบ้านเป็นพื้นที่รับแขก หลังบ้านเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงเลือกใช้กระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายแบบวิกตอเรียน (Victorian Cement Tile) ที่ผลิตขึ้นในแถบเอเชียอาคเนย์ 

ห้องครัวและเทพเตาไฟ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ครัวก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมและคงสภาพเดิม เพียงแต่ดัดแปลงบางอย่างตามยุคสมัย เดิมจะเป็นแท่นเตาถ่านสามหลุมเรียงกัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาติดหัวเตาแก๊สแทน เชื่อกันว่าห้ามย้ายเตาเพราะเป็นเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน และมีโพสถิตอยู่” คุณนลินีพาผมไปยืนอยู่หน้าแท่นเตาที่ปูกระเบื้องสีขาวสะอาดในปัจจุบัน

“สัญลักษณ์ของเทพเตาไฟจะเป็นสีแดงเสมอ บริเวณพื้นที่ทำครัวก็จะทาสีแดงด้วยเช่นกัน บ้านเก่าๆ ในภูเก็ตก็ยังเป็นแบบนี้”

‘โพ’ หรือเทพเตาไฟเป็นเทพประจำบ้านตามความเชื่อของชาวจีนฮกเกี้ยน กล่าวกันว่าเทพเตาไฟมีหน้าที่จดบันทึกความประพฤติของคนในบ้านเพื่อนำกลับไปรายงานต่อเทพเจ้าสูงสุดนามว่า ‘หยกอ๋องซ่งเต่’ ในวันแรกของเทศกาลตรุษจีน จึงต้องมีการเซ่นไหว้เอาใจเทพเตาไฟด้วยขนมเข่ง ขนมถ้วยฟู ขนมเต่า อ้อย และผลไม้รสหวาน เพราะจะทำให้รายงานแต่เรื่องดีงาม ไม่ก็ทำให้แป้งเหนียวติดปากรสหวานติดลิ้นจนรายงานไม่คล่อง มีการเผากระดาษและเปลี่ยนป้ายชื่อแผ่นใหม่เพื่อรอรับเทพเตาไฟองค์ต่อไปที่จะมาสถิตในวัน ‘เฉี่ยสีน’

วัสดุดั้งเดิมที่อยู่คู่ครัวมาแต่แรกเริ่มคือโอ่งกรองน้ำโบราณที่เคยบรรจุชั้นหินและทรายไว้ภายใน ตู้กับข้าวนั้นก็เป็นตู้มุ้งลวดดั้งเดิมเช่นกัน

แล้วเมนูเด็ดที่ถือว่าเป็นเมนูคู่ครัวบ้านหงษ์หยกล่ะครับ มีอะไรบ้าง ผมเอ่ยปากถาม

“หมูฮ้องค่ะ เป็นเมนูที่มีทุกเทศกาล อาหารจานหนึ่งจะต้องมีหมูฮ้องเสมอ ลูกหลานตั้งตาคอย เป็นสูตรของที่บ้านที่มีมานาน เนื้อหมูนิ่มหอมและหวานซีอิ๊ว อร่อยมาก แล้วก็น้ำชุบหยำกุ้งสด ซึ่งเป็นอาหารชาติพันธุ์บาบ๋าที่ชัดเจน เพราะสามีที่เป็นชาวจีนทานเผ็ดไม่ได้เท่ากับคนพื้นถิ่น ภรรยาก็พยายามจะออกแบบอาหารที่มีรสชาติเบาลง เลยเอากุ้งแชบ๊วยที่มีรสออกหวานอยู่แล้ว มาลวก สับและขยำกับกะปิ ปรุงรสไม่จัดมากเพื่อให้สามีทานได้ 

“อีกเมนูคือแกงตูมี้ เป็นแกงจากมาเลเซีย ไม่ใส่กะทิ ส่วนมากจะใช้เนื้อปลาเก๋า ส่วนผสมมีกระเจี๊ยบเขียว ดอกดาหลาหรือกาหลาในภาษาภูเก็ต ผัดกับน้ำมัน รสออกเปรี้ยวๆ ทานทีต้องตะแคงจานวักน้ำแกงกันเลย” 

คุณปิยะนุชเล่าเสียจนผมเริ่มหิว คราวหน้าคงต้องขอลองบ้างนะครับ

กระเบื้องแกร่งจากฝรั่งเศส

อั้งม้อหลาวในภูเก็ตมักจะใช้กระเบื้องดินเผารูปตัว V ที่ผลิตในท้องถิ่นมามุงหลังคาเช่นเดียวกับปีนังและสิงคโปร์ แต่บ้านหงษ์หยกแตกต่างจากที่อื่น เพราะเลือกใช้กระเบื้องดินเผาที่ผลิตจากโรงงานกีชารด์ การ์แว็ง เอต์ ซี (Guichard Carvin et Cie) เมืองมาร์เซย (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแสดงถึงความพิถีพิถันของช่างเป็นอย่างยิ่ง 

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

กระเบื้องชนิดนี้เป็นกระเบื้องเผาแกร่ง (เผาในอุณหภูมิสูง) ทำให้เนื้อเนียนละเอียดกว่า ทนกว่า เกิดตะไคร่ได้ยาก จึงมีอายุการใช้งานนาน กระเบื้องที่มุงหลังคาอยู่ในปัจจุบันคือกระเบื้องชุดเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2473 เกือบทั้งหมด ตามขอบด้านข้างของกระเบื้องแต่ละแผ่นจะมีรางลิ้นรูปตัว U เพื่อให้เชื่อมประกบกันได้สนิท จึงจัดเป็นกระเบื้องประเภท Terracotta Interlocking Roof Tile ที่ป้องกันการรั่วซึมได้ดีกว่ากระเบื้องตัววีแบบโบราณที่เรียงทับกันเฉย ๆ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

เรามักพบการใช้กระเบื้องกระเบื้องชนิดนี้กับอาคารโบราณต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่น โบสถ์กาลหว่าร์ ตำหนักใหญ่ในวังลดาวัลย์ และบ้านพระอาทิตย์ เป็นต้น

แฟชั่นบาบ๋า

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องอำลาสมาชิกครอบครัวหงษ์หยก แต่ก่อนจะจากกันนั้น สิ่งที่ผมสนใจคือเครื่องแต่งกายพื้นเมืองอันงดงามหลากสีสันที่ทายาทรุ่นที่ 4 ร่วมกันสวมใส่มาในวันนี้

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“ถ้าจะเล่าเรื่องเครื่องแต่งกายคงต้องเขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มเพราะมีรายละเอียดมาก เล่าสั้นๆ ได้ว่า การแต่งตัวแบบบาบ๋าเป็นการแต่งตัวแบบผสมผสาน บ่งบอกถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เครื่องแต่งกายชายที่เห็นนี้เรียกว่า ‘ปั่วตึ่งจ่วง’ ซึ่งเป็นเสื้อแบบจีนสวมใส่กันโดยทั่วไป 

“สำหรับผู้หญิงนั้นมีหลายแบบตามวัยและลักษณะการใช้งาน ปกติจะเป็นมีเสื้อคอตั้ง แขนจีบ เอวสั้น นั่นคือคอเสื้อตั้งแบบจีน ปลายแขนรวบจีบแบบมาเลย์ และตัวเสื้อสั้นลอยแบบพม่าและมอญ ใส่กับผ้าปาเต๊ะแบบอินโดนีเซีย คาดเข็มขัดทองที่เวลาเคลื่อนไหวก็จะเห็นทองวับๆ แวมๆ” อาจารย์จรินทร์กรุณาสรุปให้เป็นข้อมูลเบื้องต้น

“นอกจากนี้ยังมี ‘หมิ่นป่อ’ คือผ้าเช็ดหน้าเหน็บสะเอวข้างหนึ่ง เพราะคนสมัยก่อนไม่มีกระดาษทิชชู แล้วก็มีกระเป๋าเล็กๆ เหน็บไว้ด้วย ที่สะเอวอีกข้างจะเหน็บ ‘ส่อซี่เลียน’ หรือพวงกุญแจไว้ เด็กๆ ลูกหลานบาบ๋าจะคุ้นเคยกับเสียงเกี๊ยะกอบแกบเดินมาพร้อมเสียงส่อซี่เลียนกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง นั่นคือเสียงแห่งอำนาจ แปลว่าอาม่ามาแล้วเฮ้ย เพราะอาม่าคือคนสำคัญ เป็นผู้เก็บกุญแจไว้ทุกดอก ใครมีคดีกับอาม่าก็เตรียมเผ่นหนีได้เลย” อาจารย์จรินทร์เล่าได้อารมณ์จนผมแอบเกร็งอาม่าขึ้นมานิดๆ

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

“อีกสิ่งหนึ่งคือ ‘เสี่ยหนา’ ที่เป็นอับใส่ของมีหูหิ้ว ถ้ามีขนาดเล็กก็จะนำมาใช้เหมือนกระเป๋าถือ ส่วนใบใหญ่ๆ ก็ใช้สำหรับใส่ของไหว้ในงานพิธี เช่น พิธีแต่งงาน พิธีไหว้เจ้า เพราะพอเราไหว้เจ้าที่บ้านเสร็จ ก็จะไปไหว้กันต่อที่ศาลเจ้าด้วย หรือเวลาเชงเม้งก็จะนำอาหารใส่เสี่ยหนาไปตั้งไหว้บรรพบุรุษกันที่สุสาน” อาจารย์จรินทร์และคุณปิยะนุชช่วยกันเล่าแบบกระชับที่สุด

แม้ว่าบ้านหงษ์หยกจะมีอายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่อาคารและเครื่องเรือนทั้งหมดยังอยู่ในสภาพดีมาก ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนใส่ใจบำรุงรักษาเพื่ออนุรักษ์อั้งม้อหลาวหลังนี้ให้คงอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับการยึดมั่นและน้อมนำวัฒนธรรมบาบ๋ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิธีคิดและการดำรงชีวิต โดยยังคงถ่ายทอดสู่ทายาทรุ่นต่อๆ ไป และเผื่อแผ่ไปยังชุมชนด้วย

ผมว่านั่นคือวิถีแห่งการอนุรักษ์ที่งดงามที่สุด

บ้านหงษ์หยก อดีตเรือนหอ ‘อั้งม้อหลาว’ ที่กลายเป็นเรือนจัดงานแต่งงานลูกหลานบาบ๋าในภูเก็ต

ขอขอบพระคุณ

ผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณนลินี หงษ์หยก ปัจฉิมสวัสดิ์ ทายาทครอบครัวหงษ์หยกรุ่นที่ 3
  • คุณปิยะนุช หงษ์หยก ทายาทครอบครัวหงษ์หยกรุ่นที่ 3
  • อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม ประธานที่ปรึกษาชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน อำเภอตะกั่วป่า
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้มอบความรู้ทุกด้านเกี่ยวกับรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านหงษ์หยก

เอกสารอ้างอิง

  • www.hongsyokfamilytree.in.th
  • ย้อนอดีตเหมืองเจ้าฟ้า จัดทำโดยกองทุนอนุสรณ์หลวงอนุภาษภูเก็ตการ
  • การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าภูเก็ต โดยฤดี ภูมิภูถาวร
  • www.museumthailand.com
  • หนังสือโฆษณาไทย เล่ม 2 ยุค พ.ศ. 2470 โดยอเนก นาวิกมูล (สำหรับภาพโฆษณาห้าง บางกอก เฮาซ์ เฟอรนิชิ่ง กัมปนี ที่ใช้ประกอบในบทความ)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

อธิวัฒน์ สุขคุ้ม

เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ทำเพจรีวิวชื่อ ‘วาดแสง’ ชอบในการท่องเที่ยว เขา ทะเล ถ่ายภาพ กล้องฟิล์ม แคมปิ้ง รักอิสระ เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load