ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

11 พฤศจิกายน 2565
5 K

หากใครชอบดูหนังฝรั่ง คงเคยเห็นฉากที่พระเอกยืนอยู่ในห้องเก็บไวน์ที่มีไวน์หลายร้อยชนิด แต่ละขวดจะมีปีที่ผลิตเขียนอยู่ ยิ่งเก่ายิ่งมีมูลค่า

ลองจินตนาการถึงฉากห้องเก็บไวน์แบบนั้น แต่เปลี่ยนไวน์เป็นน้ำผึ้ง และเปลี่ยนสถานที่จากโลกตะวันตกเป็นบ้านสวนเกษตรอินทรีย์ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย

เบนซ์-วุฒิชัย อินทร์ประยงค์ คือเจ้าของห้องนั้น เขาคือนักสะสมน้ำผึ้งหนึ่งในไม่กี่คนของเมืองไทยที่มีน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่า 130 รสชาติ ทั้งหมดเป็นน้ำผึ้งป่าที่รับมาจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงน้ำหวานจากชันโรง และเขานำเสนอน้ำผึ้งสุดพิเศษเหล่านั้นให้ผู้คนรู้จักในแบรนด์ ‘บำรุงสุขฟาร์ม’

“หัวใจหลักของแบรนด์เราคือ อยากให้คนไทยได้กินน้ำผึ้งดี ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำผึ้งดอกลำไย จุดเด่นของเราคือความหลากหลายเยอะ ลูกค้าอยากได้รสประมาณไหน เราจะสอนให้เขาชิม เวลาไปออกบูท ลูกค้าเลือกชิมได้ทุกตัว ไม่ซื้อไม่ว่า บางคนก็มานั่งคุยเป็นชั่วโมง บางงานเรามีจัดเวิร์กชอปสอนชิมน้ำผึ้งด้วย เราอยากให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้น้ำผึ้งไทยดี ๆ และเรียนรู้มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งนอกจากแค่ความหวานกับหอม”

มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง ความหลากหลายของน้ำผึ้งไทยมีมากขนาดไหน น้ำผึ้งแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และอะไรทำให้เขามาสนใจน้ำผึ้ง ไปฟังเขาเล่ากันเลย

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ลองลิ้มชิมรส

“น้ำผึ้งที่ดีในความหมายของผมมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ คือ เป็นน้ำผึ้งแท้ ไม่มีสิ่งเจือปน และมีมิติที่ซับซ้อน น้ำผึ้งที่ดีจะมี 4 มิติ โดยมีความหวานเป็นวงกลมตรงกลาง ซ้อนมาคือความเปรี้ยว ความหอม และความขม แต่ละชนิดก็จะมีระดับของแต่ละมิติไม่เท่ากัน”

เบนซ์เริ่มต้นเล่าถึงการแยกแยะรสชาติน้ำผึ้ง โดยอธิบายว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อรสชาติมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือชนิดของผึ้ง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือผึ้งและชันโรง โดยในกลุ่มของผึ้งก็มีหลายชนิด เช่น ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ส่วนชันโรงก็มีหลากหลายเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีชันโรงที่ได้รับการจำแนกทั้งหมด 35 ชนิด

“น้ำหวานจากชันโรงบางชนิดมีรสคล้ายน้ำผึ้ง เช่น พันธุ์ขนเงิน ถ้วยดำ บางชนิดก็จะออกไปทางน้ำส้ม เช่น อุ้งหมี อีตาม่า ส่วนชันโรงดินจะมีความเป็นยาสูง พวกนี้อาศัยในโพรงดิน ซึ่งชันโรงแต่ละชนิดกินอาหารต่างกัน ทำให้รสชาติน้ำหวานก็ต่างกัน”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยต่อมาที่ส่งผลต่อรสชาติก็คือแหล่งที่มาของน้ำผึ้ง สำหรับน้ำผึ้งป่านั้น แม้จะมาจากจังหวัดเดียวกันแต่ต่างอำเภอ รสชาติก็ไม่เหมือนกันแล้ว

“แค่ป่าเดียวกันก็มีหลายรส แต่รวม ๆ ก็บอกได้ว่าป่าโซนนี้รสจะเป็นแบบนี้ น้ำผึ้งทางเหนือจะหอมชัด หวานแน่นอน บางที่อาจมีติดเปรี้ยวและขมบ้าง ส่วนทางใต้มักติดเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะ ซึ่งเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของพื้นที่ เช่น ป่าพรุก็อาจมีติดกลิ่นทะเล”

แน่นอนว่าชนิดดอกไม้ที่ผึ้งไปตอมย่อมมีผล ดอกไม้ที่หลากหลายก็ส่งผลต่อความซับซ้อนของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร แต่ในบางพื้นที่ก็มีดอกไม้ที่เป็นจุดเด่นเฉพาะ เช่น น้ำผึ้งดอกเสม็ดขาวของป่าภาคใต้ น้ำผึ้งดอกเถาวัลย์ของอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก หรือน้ำผึ้งจากสวนลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของอัมพวา

ปัจจัยต่อมาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ก็คืออายุของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งขวดเดียวกัน ถ้าเราชิมปีนี้กับชิมปีหน้า รสชาติก็ต่างกัน ยิ่งเก็บนานยิ่งมีราคา น้ำผึ้งที่อายุเกิน 5 ปี เขาจะคิดค่าเก็บปีละ 100 บาท โดยน้ำผึ้งที่เก่าที่สุดที่เขามีในปัจจุบันคือน้ำผึ้งของ พ.ศ. 2542 รองลงมาคือน้ำผึ้งอายุ 10 ปีจากอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเขาบอกว่าตัวนี้อร่อยมาก

“น้ำผึ้งคล้ายกับไวน์ตรงการบ่ม ไวน์ที่บ่มนานจะมีรสฝาดจากสารแทนนินในถังไม้โอ๊ก ส่วนน้ำผึ้งเป็นการบ่มอีกแบบ เพราะผึ้งเก็บน้ำหวานไว้ในกระเพาะ ซึ่งในนั้นมียางไม้ที่มีสารแทนนินเช่นกัน ทำให้มีพรีไบโอติกสูง โบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ส่วนใหญ่ลูกค้าจีนกับอินเดียจะชอบ”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลต่อน้ำผึ้งก็คือสภาพภูมิอากาศในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ปริมาณฝน รวมถึงความชื้นในอากาศ ซึ่งส่งผลต่อชนิดของดอกไม้ที่บานด้วย ทำให้น้ำผึ้งจากป่าเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน รสชาติก็ไม่เคยซ้ำในแต่ละปี และนั่นก็นำมาสู่ปัญหาที่ว่า สภาวะโลกรวนในปัจจุบันทำให้ผึ้งอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ไม่ใช่แค่ในแง่คุณภาพน้ำผึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงการอยู่รอดของพวกมันด้วย เพราะถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินถึงจุดหนึ่ง ผึ้งบางชนิดอาจตายยกรัง และถ้าผึ้งหายไป ผู้ผสมเกสรดอกไม้ก็จะหายไปด้วย

“อย่างปีนี้ เดือนมีนาคมฝนเยอะผิดปกติ ความชื้นสูง น้ำผึ้งปีนี้เลยรสชาติไม่ค่อยหลากหลาย แต่ละตัวรสชาติใกล้เคียงกันหมด แล้วบางพื้นที่ชาวบ้านก็บอกผึ้งไม่ค่อยเข้า คือไม่มาทำรังในพื้นที่ ล่าสุดจ่ายไป 90,000 บาท แต่ได้มาแค่ 5 รส”

สำหรับน้ำผึ้งบางล็อตที่เมื่อเขาชิมแล้วรู้สึกว่าคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ ก็จะแปรรูปเป็นน้ำผึ้งหมักผลไม้ ซึ่งเขาเรียกว่า ‘ไทยฮันนี่โซดา’ คล้าย ๆ อิตาเลียนโซดาเวอร์ชันไทยที่นำมาชงเป็นเครื่องดื่มได้ ซึ่งเขาจะเลือกใช้ผลไม้ไทยทั้งหมด เช่น มะแปม ผลไม้ภาคตะวันออกที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ไปจนถึงขิง บ๊วย กล้วย กุหลาบ ซึ่งเมื่อน้ำผึ้งมาผสมกับพืชเหล่านี้ ก็จะได้รสชาติและกลิ่นที่แปลกใหม่ ร้านกาแฟหลายแห่งที่เป็นลูกค้าประจำของเขาก็นำน้ำผึ้งเหล่านี้มาชงกาแฟ

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“น้ำผึ้งมีทั้งเปรี้ยว หอม หวาน ขม บางชนิดออกแนวฟรุตตี้ บางชนิดรสหนักแน่น ไปใส่กาแฟคั่วอ่อนคั่วกลางแล้วจะกลายเป็นรสชาติอีกแบบ มันอร่อยขึ้น พิเศษขึ้น แต่ต้องชงกับกาแฟอุ่น ไม่ใช่กาแฟร้อน ไม่งั้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในน้ำผึ้งจะตาย”

ตลอดการคุยกัน เขาเน้นย้ำเรื่องความหลากหลายของรสชาติมาก นั่นคือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งป่าต่างกับน้ำผึ้งฟาร์ม

“น้ำผึ้งฟาร์มมี 2 แบบ คือเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินละแวกบ้านกับแบบอุตสาหกรรม ซึ่งแบบหลังนี้เราไม่ค่อยชอบเพราะมีแค่ 2 มิติ คือหวานกับหอม เขาเลี้ยงด้วยไซรัปหรือน้ำตาลทรายขาวละลายน้ำ เคยคุยกับเพื่อนที่ทำงานในแล็บที่ตรวจน้ำผึ้งเวลาขอ อย. เขาบอกว่าน้ำผึ้งอุตสาหกรรมมีโมเลกุลน้ำตาลสังเคราะห์อยู่ ลองสังเกตว่าพวกน้ำผึ้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็รสชาติเหมือนกันหมด จะซื้อปีไหนก็ได้รสเดียวกัน ต่างจากของเราที่แต่ละล็อตหมดแล้วหมดเลย คือกินแบบนับถอยหลัง”

ความเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัดของน้ำผึ้งป่านี้ก็คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่า เพราะต่อให้อยากได้รสนี้อีก ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าปีหน้าจะได้เหมือนเดิม ซึ่งจุดเด่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังร้านกาแฟที่สั่งซื้อน้ำผึ้งจากเขา เพราะกาแฟที่ชงด้วยน้ำผึ้งล็อตนี้ จะชงได้จำนวนแก้วที่จำกัด หมดแล้วหมดเลย

“เราทำเรื่องความยั่งยืนทางอาหารด้วย เราเชื่อว่าการกินอาหารที่หลากหลายมันดี น้ำผึ้งแต่ละรสก็เหมาะกับอาหารที่ต่างกัน ใส่สลัดใช้รสหนึ่ง ชงกับเครื่องดื่มใช้อีกรสหนึ่ง กินกับผลไม้ก็ใช้อีกรสหนึ่ง นี่คือเอกลักษณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

น้ำผึ้งหยดแรก

“เคยมีลูกค้าคนหนึ่งเคยทานน้ำผึ้งมานูกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ขวดละ 3,000 บาท แต่มาต่อราคาน้ำผึ้งไทยขวดละ 300 บาท เราก็คิดว่าทำไมน้ำผึ้งไทยจะสู้ไม่ได้ เราอยู่เขตร้อน ความหลากหลายทางอาหารเราก็เยอะ”

เบนซ์เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักน้ำผึ้งไทย และนั่นก็คือเหตุผลที่เขาอยากมาทำหน้าที่นำเสนอคุณค่าของน้ำผึ้งไทยให้คนทั่วไปรู้จัก

“เคยมีดอกเตอร์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้บอกว่า น้ำผึ้งหลวงของไทยมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่ากับน้ำผึ้งมานูกาเลย แล้วตัวที่มีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งกว่าคือน้ำหวานจากชันโรง เพียงแต่น้ำผึ้งไทยไม่มีใครมานำเสนอว่าของเราดี คนก็เลยไปฟังแต่ฝรั่ง”

ก่อนที่จะมาทำเรื่องน้ำผึ้ง เบนซ์คือหนึ่งในคนที่ทำงานด้านความยั่งยืนทางอาหาร ทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สอนเรื่องระบบนิเวศในแปลงเกษตร การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ไปจนถึงทำวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในนั้นก็คือการขายผลิตภัณฑ์จักสาน ซึ่งวันหนึ่งเขากับเพื่อนวางแผนกันว่าจะทำกระเช้าปีใหม่ขาย จึงสั่งน้ำผึ้งจากชุมชนมาจำนวนมาก แต่ด้วยปัญหาที่ไม่คาดคิดบางอย่างทำให้โปรเจกต์นั้นล่มไป จึงมีน้ำผึ้งค้างสต็อกอยู่จำนวนมาก

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“ประกอบกับช่วงนั้นเครื่องจักสานขายไม่ค่อยดีด้วยเพราะคนเลิกฮิต เราก็มาคิดว่าจะทำอะไรที่มันยั่งยืน เสียหายยาก และเราอยากทำ ซึ่งเราสนใจเรื่องปัจจัยสี่อยู่แล้ว ก็เลยนึกถึงเรื่องเกลือกับน้ำผึ้ง เรื่องเกลือน่าสนุกเพราะในไทยมีสายเกลือเยอะ แต่มันสร้างมูลค่าเพิ่มยาก เราก็เลยมาทำเรื่องน้ำผึ้ง”

จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแค่ 8 รสชาติ เขาเริ่มออกบูทตามงานต่าง ๆ และค่อย ๆ เรียนรู้ศาสตร์ของน้ำผึ้ง หัดชิม หัดแยกรส สังเกตสี กลิ่น ลักษณะน้ำผึ้งแบบต่าง ๆ จนถอดรหัสได้ว่า แบบไหนคือแท้ แบบไหนคือปลอม ซึ่งบางครั้งแค่ดมกลิ่นก็บอกได้แล้ว และเมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เขาก็มีน้ำผึ้งมาขายเพิ่มเป็น 16 รสชาติ ปีที่สาม 37 รสชาติ จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเป็นปีที่หก น้ำผึ้งในแบรนด์บำรุงสุขฟาร์มมีอยู่ทั้งหมดกว่า 130 รสชาติ

“เราเองก็เริ่มต้นจากที่ไม่รู้อะไร ช่วงแรก ๆ ซื้อผิดซื้อถูก เสียเงินเป็นหมื่น ๆ แล้วพบว่าปลอม น้ำผึ้งล็อตนั้นก็ต้องไปอยู่ในถังหมักจุลินทรีย์เป็นปุ๋ยต้นไม้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

ทุกวันนี้ เวลาซื้อน้ำผึ้งจากชุมชน เขาจะสุ่มชิมอย่างน้อยลังละ 5 ขวด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี บางครั้งชิมแล้วรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งปลอมก็ต้องนำไปคืน และบอกผู้ขายไปตามตรงว่านี่ปลอม และถามว่ารับมาจากไหน ตีเองหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่อมาลองทดสอบด้วยกันได้นะ ที่บ้านมีตัวอย่างมากมายให้เปรียบเทียบ

“เราเชื่อว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เพราะเราเองก็ไม่ได้ขายถูก ลูกค้าซื้อแล้วต้องเชื่อมั่นในเรา”

ความไม่เหมือนใครอีกอย่างของน้ำผึ้งแบรนด์นี้ก็คือการไม่ขายออนไลน์ ยกเว้นลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อประจำและรู้จักน้ำผึ้งที่ต้องการดีอยู่แล้ว แต่สำหรับลูกค้าหน้าใหม่จะซื้อได้ตามงานออกบูทเท่านั้น

“เหตุผลคือเราต้องสอนให้ลูกค้าชิมด้วย คือถ้าไม่รู้จักกันแล้วมาบอกว่าอยากได้น้ำผึ้งดี ๆ สักขวด ผมหันกลับไปมีอยู่ 50 กว่ารส ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบรสไหน สไตล์การขายเราจะไม่มองที่ตัวเงิน แต่เรามองเรื่องความประทับใจ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลให้แบรนด์เล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์ตัวเองในโลกออนไลน์นี้ ถูกเล่าขานปากต่อปาก จนมีลูกค้าประจำติดใจจำนวนมาก มีทั้งเชฟ เจ้าของร้านกาแฟ และลูกค้าบางคนก็กลายมาเป็นนักสะสมน้ำผึ้งตามเขา

“เวลาไปออกบูทก็เจอกับคนที่หลากหลาย ลูกค้าบางคนเดินเข้ามาเหมือนจะมาลองของ ไหนดียังไง มาลองชิมสิ เราก็เลยให้ลองชิมน้ำผึ้งป่าชายเลนที่เขาไม่เคยได้กลิ่นแน่นอน หรือน้ำผึ้งขม จากเสียงแข็ง ๆ ก็เสียงอ่อนลง และคุยกันนาน จนสุดท้ายซื้อกลับไปหลายขวด หรือบางคนก็มาขอบคุณเราที่หาข้อมูลน้ำผึ้งดี ๆ ให้เขาได้รู้จัก”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

น้ำผึ้งดีไม่ได้มีแค่เดือนห้า

เดือนห้าหรือเดือนเมษายนตามการนับแบบไทย คือเดือนที่มีความชื้นต่ำและเป็นช่วงที่มีดอกไม้หลากสีสันบานมากที่สุดในรอบปี เพราะเมื่อต้นไม้ผ่านช่วงแล้งมานาน และได้รับฝนแรกจากพายุฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคม ต้นไม้หลายชนิดก็เริ่มผลิดอก น้ำผึ้งป่าที่เก็บในเดือนนี้จึงมาจากดอกไม้หลากหลายและมีคุณค่าทางอาหารสูง

“คำโบราณบอกว่า น้ำผึ้งที่จะมาเข้ายา ต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้าจากเกสรร้อยแปด คือจากดอกไม้หลากชนิด นี่คือความพิเศษของเดือนห้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำผึ้งเดือนอื่นไม่ดี จริง ๆ แล้ว น้ำผึ้งดีทุกเดือน เพียงแต่เดือนอื่น ๆ เขาไม่ค่อยตีผึ้งกัน เพราะพอเข้าฤดูฝน ชาวบ้านก็เริ่มทำไร่ไถนา เป็นช่วงเวลาของการเกษตร พอเข้าหน้าหนาวก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยว กว่าที่เขาจะเริ่มตีผึ้งก็ช่วงหน้าแล้ง”

หนุ่มนักสะสมน้ำผึ้งเล่าถึงเหตุผลที่น้ำผึ้งที่ขายกันส่วนใหญ่มีเพียงน้ำผึ้งเดือนห้า จนกระทั่งคำนี้กลายเป็นคำโฆษณาทางการตลาด

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

“อย่างช่วงเดือนหก เดือนเจ็ด จะมีน้ำผึ้งดอกบอระเพ็ด ดอกเถาวัลย์ ซึ่งมีรสขม เราอยากได้แต่ชาวบ้านไม่ค่อยตีให้ พอถึงเดือนเจ็ด เดือนแปด ก็จะมีน้ำผึ้งจากทางใต้ เพราะเป็นช่วงที่ต้นเสม็ดขาวออกดอก พอถึงเดือนเก้า เดือนสิบ ก็จะเป็นดอกส้มโอ ดอกผลไม้ ถึงความชื้นสูงแต่ก็อร่อย”

นอกจากนั้น เขาเล่าว่ายังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำผึ้งอีกหลายอย่าง เช่น หลายคนคิดว่าน้ำผึ้งที่ดีจะต้องหนืด ไม่มีฟอง และไม่ตกตะกอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำผึ้งที่ดีอาจไม่ต้องหนืดก็ได้ มีฟองได้ ตกตะกอนได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมาดูอีกว่าตกตะกอนแบบไหนคือน้ำผึ้งแท้ แบบไหนคือน้ำผึ้งปลอม

“พวกการตรวจน้ำผึ้งปลอมด้วยการจุดไม้ขีดไฟ หรือการหยดน้ำลงไปแบบที่เห็นกันในยูทูบ จริง ๆ แล้วมันใช้ไม่ได้ มันต้องใช้ประสบการณ์ในการแยกแยะ”

ส่วนข้อมูลที่บางคนอาจเคยได้ยินว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ให้เราฟังว่า น้ำผึ้งที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการค้นพบก็คือในสมัยอียิปต์ที่ขุดพบในพีระมิด มีอายุ 3,000 ปี และยังกินได้

“คำโบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ที่ต่างประเทศน้ำผึ้งเก่าราคากิโลละเป็นแสน แต่ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยที่บอกว่า น้ำผึ้งที่เก็บนานจะมีคุณค่าทางสารอาหารลดลง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะงานวิจัยนั้นใช้น้ำผึ้งฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงด้วยไซรัป คุณค่าเลยเสื่อมไปตามกาลเวลา ไม่เหมือนน้ำผึ้งจากดอกไม้จากธรรมชาติ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

เมื่อถามว่าการเก็บน้ำผึ้งป่าถือเป็นการรบกวนสิ่งแวดล้อมและผึ้งหรือไม่ เขาก็มองว่าไม่ได้เป็นการรบกวนขนาดนั้น เพราะชาวบ้านที่ตีผึ้งในแต่ละชุมชนจะมีฤดูตีผึ้งและไม่ได้ตีทั้งปี และตามธรรมชาติ ผึ้งก็มีการย้ายรังอยู่แล้วหลังจากอาหารในที่หนึ่งหมด แต่ถ้าเป็นน้ำหวานจากชันโรงจะต่างออกไป เพราะชันโรงบางชนิดทำรังในโพรงไม้ ถ้าจะเก็บรังก็ต้องโค่นต้นไม้ซึ่งไม่คุ้ม ทำให้น้ำหวานจากชันโรงส่วนใหญ่มาจากรังเลี้ยงมากกว่า ซึ่งเขาเองก็เลี้ยงชันโรงเช่นกัน และเล่าให้ฟังว่าต้นพริกขี้หนูสวนของเขาสูงถึง 2 เมตร จากปุ๋ยหมักน้ำผึ้ง และเก็บพริกได้เป็นพันเม็ดจากผลงานการผสมเกสรของชันโรง

“เราไม่ได้เชียร์ว่าน้ำผึ้งเราดีที่สุด ขึ้นกับว่าคุณไปใช้กับอะไร ถ้าบางชนิดเหมาะชงกาแฟ บางชนิดก็เหมาะกับกินกับขนมปัง กินกับอโวคาโด แต่ถ้าคุณเป็นเบาหวานก็ไม่ควรกินเยอะ หรือถ้าแพ้เกสรก็กินไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

Facebook | BUM RUNG SUUK artisan natural honey

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load