ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนเวลาเปิดทำการไม่กี่วัน เรานั่งอยู่ใน Xinlor House (ซินหล่อเฮ้าส์) โรงแรมใหม่เอี่ยมสีขาวดำที่ดัดแปลงจากตึกเก่าสไตล์เพอรานากันบนถนนดีบุก ทางเดินระหว่างห้องมีจุดตัดเป็นโถงกลางแจ้งเปิดหลังคา แสงแดดส่องลงมาสู่ต้นไม้เขียวชอุ่ม น้ำพุ และเก้าอี้เหล็กและปูนคล้ายแบบที่ตั้งในสวนสาธารณะ เทปอัดเสียงสนทนาระหว่างฉันกับคู่รักสถาปนิก ทัช-ธรัช และ ชมพู่-วทัญญู ศิวภักดิ์วัจนเลิศ มีเสียงน้ำตกคลอเบาๆ ไปตลอดเรื่อง

หน้าที่ออกแบบของสองสามีภรรยาจบลงไปแล้ว แต่ทั้งคู่ตกลงกับครอบครัวเจ้าของโรงแรมว่าจะช่วยดูแลจนกว่าจะเสร็จสิ้นงานก่อสร้าง บ่ายวันนั้นภูเก็ตร้อนระอุ แต่การนั่งอยู่ในโรงแรมที่พวกเขาออกแบบ ฉันรู้สึกเย็นสบายและสงบ ความรู้สึกเหล่านั้นแล่นกลับมาทุกครั้งเมื่อนึกถึงสองผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่พักภาคใต้ซึ่งเชื่อในแดด ลม ฝน และประวัติศาสตร์ของพื้นที่

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

Nature, Culture, and Architecture

“ตอนทำงานใหม่ๆ เจ้านายเรียกเรา 2 คนไปถามว่าชอบงานสถาปนิกคนไหน ทัชตอบว่าชอบ Geoffrey Bawa (เจฟฟรีย์ บาวา) ส่วนเราตอบว่า Frank Gehry (แฟรงก์ เกห์รี) เจ้านายบอกว่าเขาเป็นธรรมชาตินิยม ส่วนคุณเป็นศิลปิน เขามองขาด เรายังจำได้ถึงทุกวันนี้”

ชมพู่เล่าความหลัง ตัวตนของทั้งคู่ฉายชัดตั้งแต่วันแรกๆ ที่ลงสนามออกแบบในบริษัทสถาปนิก พวกเขาหลงรักความงามฝีมือธรรมชาติและมนุษย์ หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์การดีไซน์หลายปี บริษัท ธัมอาร์คิเทคส์ จำกัด ก็เกิดขึ้นใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อรับงานออกแบบบ้านและที่พักแบบต่างๆ ทั่วไข่มุกอันดามันและหลายจังหวัดในภาคใต้ของไทย

“ไม่เกี่ยวว่างานเล็กหรือใหญ่ งานเล็กมากๆ เราก็ทำ อยู่ที่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมั้ย หรือทำแล้วทำให้คนเข้าว่าสถาปนิกคืออะไร เข้าใจว่าสิ่งก่อสร้างที่มันดีกว่าคืออะไร เขาอาจจะคิดว่าสร้างตึกง่ายๆ ก็พอแล้ว ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เมื่ออยู่ในสิ่งปลูกสร้างนี้ บางทีไม่รู้เพราะทนอยู่ได้หรือเคยชิน แต่ไม่เจอความสบาย บ้านที่อยู่แล้วสบายโดยไม่เปิดแอร์ คนจะชอบมากกว่า แต่คนเคยชินว่าเข้าบ้านมาควรเปิดแอร์ หรือเข้าห้องนอนแล้วควรเปิดแอร์ เปิดทีวีถึงหลับได้

“บ้านเรามีทีวีเอาไว้แค่ดูหนังที่อยากดู ดังนั้นมันจึงเงียบ เวลามีเสียง มันก็เป็นเสียงที่เราเลือกแล้ว ไม่มีแอร์ ไม่มีมุ้งลวดก็อยู่ได้ เพราะจริงๆ ยุงมันมาเป็นเวลา เวลามันมาเราก็ปิดประตู มันไปเราก็เปิดให้ลมเข้าต่อ ฝนตกก็ขยับย้ายที่นิดหน่อย แล้วก็ใช้ชีวิตต่อได้ เราอยู่ในโซน tropical ก็ควรจะอยู่ให้ได้โดยไม่มีแอร์ บนเกาะในประเทศเขตร้อน ยังไงฝนก็ตก ชีวิตมันไม่ได้แห้งตลอดเวลา เย็นตลอดเวลา”

“Motto ของเราคือ nature, culture และ architecture ธรรมชาติอยู่ทางซ้าย วัฒนธรรมอยู่ทางขวา สถาปัตยกรรมคือสิ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางอย่างอ่อนน้อมต่อธรรมชาติและวัฒนธรรม”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ลูกค้าที่เคารพ

“สมมติลูกค้าไม่รักธรรมชาติ เราทำงานไม่ได้นะ”

ทัชเล่าขำๆ ว่า เขาเคยบอกเลิกงานออกแบบเพราะเจ้าของพื้นที่ตัดต้นไม้ใหญ่ออกจากพื้นที่จนหมดโดยไม่ปรึกษา

“เราเก็บต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ไว้ตลอด ถ้าไม่มีก็ปลูกเพิ่ม คุณปลูกต้นไม้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตอนนี้คนเราเห็นต้นไม้โดนตัดไปทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไร และไม่คิดจะปลูกเพิ่ม เวลาจะปลูกบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือตัดต้นไม้ออกทั้งหมดแล้วเคลียร์ที่ให้โล่ง ไม่รู้ความคิดนี้มันมาจากไหน ยังไม่ทันรู้เลยว่าจะสร้างอะไรก็ตัดต้นไม้ทิ้งไปก่อน ถ้าถามเรา เราจะสร้างอาคารล้อไปกับต้นไม้ที่มี มันจะได้ไม่ร้อน อยู่สบาย มันเป็นของฟรีที่มากับพื้นที่ เราคิดว่าที่ที่มีต้นไม้ใหญ่มีมูลค่า ถ้าไม่มีต้นไม้เลย มูลค่าต่ำมาก”

ขณะที่เจ้าของพื้นที่เลือกนักออกแบบ สถาปนิกก็เลือกลูกค้า ธัมอาร์คิเทคส์จึงมีลูกค้าหลากหลายช่วงวัย แต่มีความเชื่อที่สอดคล้องและเชื่อในสิ่งที่พวกเขาทำ

“สถาปนิกเป็น advisor ไม่ใช่แค่คนเขียนแบบ ถ้าเขาไม่เคารพเรา คิดไว้หมดแล้วและจะสั่งเอาทุกอย่าง เขาก็เป็นลูกค้าเราไม่ได้ อาจจะมีคนที่เหมาะกว่า แต่เราไม่ใช่คนคนนั้นของเขา”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ตีโจทย์แตก

“การออกแบบต้องมีข้อกำหนดพื้นฐาน มีน้ำ มีไฟ ลมพัดปลอดโปร่ง อยู่สบาย นี่ไม่ใช่คอนเซปต์ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว เวลาออกแบบ จะบอกไม่ได้ว่าโล่งโปร่งอยู่สบาย ถ้าตอบแบบนี้เป็นการประชดของสถาปนิก เพราะทุกอาคารต้องมีสิ่งนี้ เหมือนอาหารต้องสะอาด กินแล้วหายหิว มันเป็นมาตรฐานการออกแบบ”

คู่สถาปนิกช่วยกันอธิบายสิ่งแรกที่ลูกค้าควรรู้ให้ฟัง เมื่อได้พบลูกค้าที่ถูกชะตาซึ่งกันและกัน งานต่อมาของสถาปนิกคือรับโจทย์มาตีให้แตก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าของและพื้นที่

“เราวิเคราะห์ตัวตนลูกค้าเป็นอันดับแรก ต้องรู้ก่อนว่าเขาคือใคร มีรากเหง้ามาอย่างไร อะไรคือสิ่งที่เขาน่าจะชอบ จากนั้นก็วิเคราะห์พื้นที่ เขาจะอยู่ที่นี่ไปเป็น 10 ปีแล้วภูมิใจในสิ่งที่เราทำให้ เมื่อมองเห็นสิ่งที่เราทำ เขาจะเห็นตัวเขา ไม่ว่าจะในหลังคา บันได ดังนั้นเราต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร รู้จักตัวจริงของเขาก่อนทำงาน บางทีเราต้องรู้จักลูกค้ามากกว่าเขารู้จักตัวเองอีก เพราะเขาต้องไว้ใจเราพอที่จะเปิดเผยด้านที่มันส่วนตัวหรือไม่สวยงาม แต่เป็นธรรมชาติ”

สองสามีภรรยายกตัวอย่างโจทย์เป็นที่ที่เรานั่งอยู่–โรงแรมซินหล่อเฮ้าส์ขนาด 17 ห้องพัก 

“ครอบครัวนี้ขายอะไหล่รถยนต์ เป็นคนจีนภูเก็ตและมีพื้นที่อยู่ในเมืองเก่า เป็นตึกบาบ๋าย่าหยาเก่าที่ถูกทิ้งร้างไว้ก่อน จะไปทำลายไม่ได้ ถ้าโรงแรมนี้อยู่ที่ชินจูกุหรือดูไบ มันก็ไม่ออกมาหน้าตาแบบนี้แน่นอน อาจจะออกมา futuristic ไปเลยก็ได้ แต่เราได้คุยกับเจ้าของที่ทำกิจการอะไหล่รถยนต์แล้วประทับใจ ออกแบบคอนเซปต์แนวรถและการเดินทาง จะรถจักรยานหรือสิบล้อเราก็อยู่บนถนนเส้นใหม่นี้ด้วยกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมหน้าตามันถึงออก industrial หน่อย เราทำผนังสีดำ texture พื้นก็โหดๆ สีดำเหมือนถนน

“พ่อแม่เจ้าของหรือใครที่มาเห็นก่อนสร้างเสร็จ มักจะถามว่าเอาจริงเหรอ ทำไมใช้สีดำ ดูไม่มงคล เพราะเขายังไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด เราใช้ผนังสีดำมันวาวสะท้อนแสงตรงทางเดินให้รู้สึกสบายตา เพราะโครงสร้างมันยาว เลยมีสะพานเชื่อมอยู่เรื่อยๆ มีจุดทึบและจุดที่แสงเข้า เหมือนแกลเลอรีที่สว่างเป็นจุดๆ”

ชาวธัมอาร์คิเทคส์ยืนยันว่าสไตล์ทั้งหมดเป็นเปลือกหรือสิ่งที่ตามมาทีหลังเพื่อรองรับโจทย์ พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะเติมความหวือหวาโดยไม่จำเป็น

“เส้นหนึ่งเส้น จะเอียง ตรง หรือโค้ง มันต้องมีเหตุผลมารองรับ เราไม่ใช่เด็กๆ ไม่ได้จำภาพติดตาจากอินเทอร์เน็ตหรือไอดอลของเราแล้วต้องทำตามให้ได้ ถ้ามีเหตุผลแค่นี้ มันก็เป็นได้แค่งานที่ดูสวยดี น่าจดจำ แต่มันไม่มีความหมาย ไม่ลึก ไม่จริง ไม่มีจิตวิญญาณ เป็นแค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็จากไป เดี๋ยวนี้เราให้เหตุผลว่า ก็อยากได้ สวยดี ไม่ค่อยได้ มันหมดโควต้านั้นแล้ว แก่แล้ว (หัวเราะ)”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

หน้าที่สถาปนิก

“หน้าที่ของเราคือทำทุกอย่างที่ดีที่สุดสำหรับโครงการ ไม่ใช่สำหรับเอาใจใคร หรืออาป๊าอาม้าของใคร เช่นจู่ๆ จะให้ทาสีแดง สีเขียว เราจะบอกก่อนถ้าทำที่พักสำหรับคนหมู่มาก ควรทำตามความชอบของคนส่วนใหญ่ บางทีลูกค้าสับสนว่า user ของอาคารคือตัวเขาหรือแขกที่มาพัก พอต้องคิดเพื่อโครงการมากๆ เข้า อีโก้เราหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายเราอยากลดตัวตนของเรา ดีไซน์ตัวตนของอาคารและตัวเจ้าของ แต่ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มตัวเราเอง”

นอกจากหน้าที่หลักด้านออกแบบ ทัชเล่าต่อว่า อีกสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือบริการให้ความอบอุ่นลูกค้า เป็นเซอร์วิสที่ต้องมีตลอด เพราะถ้าห่างกันไปนิดนึง ลูกค้าจะลังเลกับแบบที่ตกลงกันแล้วเสร็จ หลังไปเที่ยววันหยุดยาว กลับมาลูกค้าจะอยากแก้แบบเสมอ  

“เราต้องบอกเขาว่าใจเย็นก่อน โทรมาได้ตลอดนะ ถ้าไม่ทะเลาะกันไปก่อน วันปิดงานถ้าเขายิ้มได้ จบงานแล้วก็มักได้เป็นเพื่อนกัน แล้วเขาก็บอกปากต่อปากไป เราเป็นสถาปนิก เห็นภาพอาคารตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ทำแล้ว แต่เรารออยู่ อธิบายไปลูกค้าอาจไม่เข้าใจ การได้เห็นภาพสุดท้ายที่เป็นจริงแล้ว มันดีใจนะ และระหว่างทางต้องเชื่อใจกันมาก ถ้าไม่เชื่อกัน มันจะออกมาครึ่งๆ กลางๆ ไม่ก็เฟลไปเลย”

ชมพู่เสริมหน้าที่อีกอย่างของสถาปนิกที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือการให้ความรู้ผู้คน

“ไม่ต้องจ่ายเงินเราก็ได้ แต่มันมาพร้อมกับการเลือกอาชีพนี้ สมมติมีคุณลุงคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยแต่อยากได้คนเขียนแบบบ้านให้ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่าสถาปัตยกรรมคืออะไร อะไรคือตัวเลือกที่ดีกว่า เขาไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเราก็ได้ แต่เราต้องบอก เผื่อว่าในที่สุดเขาจะเข้าใจและไปจ้างสถาปนิกมาทำงานจริงๆ หรือคนที่เจอสถาปนิกแย่ๆ ห่วยๆ มาก่อน พอมาเจอเรา เราอาจไม่ใช่คนที่แก้งานให้เขาได้เสมอไป แต่เราบอกเขาได้ว่าสิ่งที่คุณเจอไม่ใช่มาตรฐานของอาชีพนี้ คำแนะนำพวกนี้เราทำให้ได้เลย แม้พวกเขาจะไม่ใช่ลูกค้าก็ตาม”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

ขยะอายุยืน

แม้ไม่จำกัดแนวทางรับงานออกแบบสิ่งปลูกสร้าง แต่โครงการส่วนใหญ่ที่ธัมอาร์คิเทคส์ได้รับมักเป็นการออกแบบที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเสมอ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด พวกเขาต้องหาวิธีเอาตัวรอดโดยเก็บรักษาทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

“โรงแรมเหมือนแฟชั่น โดยเฉพาะที่ภูเก็ตและภาคใต้ ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมต้องปรับตัวเรื่อยๆ แฟชั่นโรงแรมเปลี่ยนไวกว่ากรุงเทพฯ อีก กรุงเทพฯ จะเป็นแนวเมือง คนกรุงเทพฯ มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต่างกันมาก แต่ในเมืองท่องเที่ยวที่มีคนหมุนเวียนเข้ามาตลอด คนร้อยพ่อพันแม่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่โรงแรมต้องตอบโจทย์คนพวกนี้ทั้งหมด”

“ภูเก็ตมีทั้งโรงแรม chain โรงแรมเล็กๆ ที่เจ้าของทำเอง อพาร์ตเมนต์ ห้องเช่ารายวันหรือรายเดือน มีทุกแนว บนลงล่าง ซ้ายไปขวา ตั้งแต่น่าเกลียดมาก จนถึงสวยสุดๆ หรือเวอร์วังสุดๆ ถ้าสนใจแฟชั่นการออกแบบโรงแรมหรือสถาปัตยกรรมทั่วไป ภูเก็ตเหมาะจะเป็นกรณีศึกษามาก ที่นี่ความหนาแน่นของสถาปนิกต่อจำนวนประชากรเยอะมาก ถนนดีบุกเส้นเดียวมีออฟฟิศสถาปนิก 3 บริษัทได้ ถัดไปก็มีอีก พอมีหลายคนหลายความคิด ก็เหมือนสั่งอาหารที่ไม่เข้ากันมากินในมื้อเดียว ส้มตำกับขนมเค้ก แยกกันกินก็อร่อยดี แต่พอเอามาวางบนโต๊ะเดียวกัน มันไม่เข้ากันอย่างรุนแรงและไม่อร่อยด้วย”

“คนที่มีเงินไม่ใช่คนที่มีรสนิยมเสมอไป”

ชมพู่กล่าวถึงปัญหาแบบตรงไปตรงมา

“คนที่นี่เป็นนักธุรกิจ ความงามด้านวัฒนธรรมอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาคำนึงถึง ภาพรวมมันเลยไม่กลมกล่อม สถาปนิกจบใหม่หรืออายุน้อยอาจต้องยอมตามใจเจ้าของ พอทำให้เขาเชื่อหรือเคารพตัวเองไม่ได้ ก็ให้คำแนะนำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามเจ้าของเงิน มันก็จะเกิดอาคารที่ไม่สวยงามเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขึ้นเรื่อยๆ แต่งานสถาปัตยกรรมเป็นขยะที่มีอายุยาวนาน เพราะมันไม่พัง และมันต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทำให้มันดีขึ้น เลยต้องปล่อยไว้อย่างนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากที่สถาปนิกต้องรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ และถามตัวเองตลอดว่ากำลังสร้างขยะขึ้นมารึเปล่า ไม่ใช่แค่เขียนแบบส่งๆ ไป”

“เราแก้มันไม่ได้ในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้ความอดทนข้ามยุคสมัย ในมุมมองของเรา ต้องใช้การศึกษาแก้ไขเท่านั้น คนไทยไม่เข้าใจหน้าที่พลเมืองเพราะเกิดมาต้องช่วยเหลือตัวเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มันเลยเกิดการก้าวก่ายหน้าที่ ทำตามใจฉัน ถ้าบังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างเข้มงวด อย่างน้อยก็กำหนดความสูงได้ กำหนดประโยชน์ใช้สอยอาคารได้ ก็น่าจะช่วยให้เราสร้างขยะน้อยลง”

Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’ Dhamarchitects : คู่รักสถาปนิกที่ไม่ยอมสร้างโรงแรมเป็น ‘ขยะอายุยืน’

คืนชีวิตให้เมือง

นอกจากสร้างอาคารใหม่ๆ อีกงานที่ธัมอาร์คิเทคส์รับทำคืองานรีโนเวต สองสามีภรรยาหลงใหลเสน่ห์ของตึกเก่าสไตล์บาบ๋าย่าหยาจนถึงขั้นทำโรงแรมเล็กๆ ของตัวเองที่มีแค่ 2 ห้อง ชื่อ 2 Rooms Boutique House ในซอยรมณีย์ที่อยู่ห่างออกไปชั่วระยะเดินไม่กี่นาที

“ความสวยเป็นคุณค่าด้านหนึ่ง บางทีอาคารเก่าอาจจะไม่สวยหรือผิดสัดส่วนก็ได้ แต่มีคุณค่าด้านอื่น เช่น ด้านประวัติศาสตร์ สังคม สถาปัตยกรรม เทคนิคการก่อสร้างแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว เหมือนคนคนหนึ่งที่มองเผินๆ ไม่สวย แต่พอทำความรู้จัก จะพบว่าเขาสวยจากข้างใน”

“เราไม่ใช่กรมศิลป์ ไม่ใช่นักโบราณคดี ไม่ได้คงสภาพของอาคารให้เหมือนเดิมทุกอย่าง งานรีโนเวตของเราจะบอกยุคสมัยนี้ โดยไม่ไปทำลายคุณค่าของสมัยก่อน ถ้าก๊อปปี้งานโบราณมาตั้ง แบบนั้นเท่ากับไม่ได้ออกแบบอะไรใหม่ เราเป็นดีไซเนอร์ ก็อยากจะออกแบบมากกว่า remake อาจจะ tribute เอาความรู้สึกของเราเข้าไปจับแล้วเรียบเรียงใหม่”

“2 rooms เคยเป็นตึกตาย ลมไม่แล่นผ่าน ซอยรมณีย์เคยเป็นซอยที่คนเดินผ่านไปถ่ายรูป แต่ไม่เข้าไปในอาคาร เพราะอาคารส่วนใหญ่ปิดมานานจนคนไม่คาดหวังว่าจะทำอะไรกับมันได้ จริงๆ มันเป็นซอยที่สวยมาก น่าจะเปิดชี่ด้วยการทำคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก ทำเป็น walking street เหมือนยุโรป เพราะจุดประสงค์สูงสุดของการรีโนเวตคือการทำให้อาคารมีชีวิต ไม่ได้มองว่าเราต้องทำเหมือนเดิมเป๊ะ ห้ามทุบ ห้ามรื้อ มันควรทำให้คนทุกวัยกลับมารักอาคารนี้ และอยากมาเยี่ยมด้วยความเต็มใจ”

ฝนตกปรอยๆ ลงมาระหว่างการพูดคุยที่โถงกลางแจ้งของอาคารเปิดหลังคาแบบบาบ๋าย่าหยา ความเปียกปอนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เราขยับตัวหลบใต้ชายคาซินหล่อเฮ้าส์ จดจำบทสนทนาขณะซึมซับความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมเกาะผ่านความอ่อนน้อมของอาคาร

FB: Dhamarchitects

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load