เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ มี กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร พี่สาวและน้องสาวหัวใจศิลปะ จับมือกันก่อร่างสร้างฟอร์มจนกลายเป็น Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข ห้องเรียนศิลปะขนาดกะทัดรัดในจังหวัดอ่างทอง พวกเธอนิยามตัวเองว่าเป็นนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ออกแบบพื้นที่ให้เด็กๆ ได้สนุกกับจินตนาการ สนุกกับวิชาเรียนที่พวกเขาเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง ผ่านกระบวนการที่กรีซ-กรีกออกแบบ

ความตั้งใจของสองสาวอ่างทอง คือการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ระหว่างครอบครัว เป็นกาวเชื่อมสัมพันธ์ให้ลูกกับพ่อแม่ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกระทั่งการหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ โดยสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่าน Rainbow Innovation หลักสูตรที่ผู้สอนตกตะกอนและพัฒนาเป็น 7 วิชาที่เด็กต้องรู้

หลักสูตรสีรุ้งมีศิลปะเป็นเครื่องมือหลัก ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมให้เด็กคิด ทดลอง สงสัย แก้ปัญหา เอาตัวรอด ฯลฯ โดยหวังสร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และเติบโตขึ้นเป็นเด็ก-ผู้ใหญ่ที่มีความสุข

สองคนพี่น้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ มีจิตใจที่เบิกบานได้อย่างไร

เรื่องราวจากห้องเรียนศิลปะเล็กๆ จากอ่างทองแห่งนี้มีคำตอบ

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

ห้องเรียนศิลปะในตู้คอนเทนเนอร์

กรีซและกรีกเป็นคนอ่างทองแต่กำเนิด เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนสตรีอ่างทอง สองคนพี่น้องชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก จนถึงขนาดวาดฝันในหัวว่า จะกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนศิลปะ โดยคนรักศิลปะ เพื่อคนรักศิลปะ

“กรีกชอบศิลปะมาก ชอบการแสดง ชอบเล่านิทาน ส่วนพี่กรีซชอบวาดรูป แต่อ่างทองสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่มีโรงเรียนศิลปะที่เราสามารถทำงานศิลปะได้ รวมถึงห้องเรียนศิลปะในโรงเรียนก็มีแค่หนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เราอยากเรียนมากกว่าหนึ่งชั่วโมง ฉะนั้น บ้านเลยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราวาดรูป หรือแสดงบทบาทสมมติกันเองได้

“ตอนนั้นอายุประมาณสิบห้า คิดในหัวว่ามันต้องมีเด็กที่อยากเรียนศิลปะเหมือนเราบ้าง เราคิดไว้ว่าเรียนจบจะต้องกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนเล็กๆ เพื่อให้เด็กมาเรียนศิลปะ แล้วก็อยากให้มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในพื้นที่นี้ และเป็นพื้นที่ที่ให้เด็กมาระบายความรู้สึกผ่านศิลปะ นั่นเป็นเหตุผลให้เราตัดสินใจเรียนทางนี้ด้วย” น้องสาวเล่าที่มา

กรีซเรียนจบสาขาทัศนศิลป์ และกรีกเรียนจบสาขาศิลปะการแสดง

หลังทั้งคู่เรียนจบและรู้ใจตัวเองว่างานประจำไม่ใช่ทางก็แท็กทีมกันกลับบ้าน เช่าห้องขนาดจิ๋วในตัวเมืองอ่างทอง เธอทั้งสองว่าเป็นห้องขนาดเล็กมากในตู้คอนเทนเนอร์ พวกเธอใช้เวลา 4 ปีสอนศิลปะให้เด็กๆ โดยตั้งใจให้พื้นที่ของ Homeroom เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ไม่ว่าจะเจอเรื่องดี-เรื่องร้าย ก็มาระบายความรู้สึกที่ห้องเรียนนี้

“เรามองว่า Homeroom คือเพื่อน ไม่ใช่เฉพาะกับเด็ก แต่คือเพื่อนของครอบครัว เราต้องการสร้างโฮมรูมให้เป็น Learning Community Center ที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผสานความขัดแย้งระหว่างครอบครัว ผสานความขัดแย้งระหว่างเด็กและพ่อแม่ เราอยากเป็นกระบอกเสียงที่จะส่งเสียงของเด็กสู่พ่อแม่ ส่งเสียงของพ่อแม่สู่เด็ก โดยโฮมรูมทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารคนสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน” กรีกเล่าจุดประสงค์ของห้องเรียนศิลปะ

Homeroom ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กค้นพบศักยภาพในตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความสุขอย่างสมดุล และประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เขาเลือกเอง โดยมีการประเมินผลให้พ่อแม่ทราบเป็นกราฟทุก 3 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของลูกว่า ช่วงนี้มีความสุขไหม มีสิ่งใดกวนใจหรือเปล่า สถานที่ปลอดภัยคือที่ไหน ฯลฯ เมื่อผู้ปกครองรับรู้ก็จะเตรียมรับมือและเดินทางพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

ที่สำคัญ ห้องเรียนแห่งนี้สอนศิลปะอย่างเป็นมิตร ไม่มีการบังคับ เน้นความเต็มใจและความพร้อม

เราถามครูศิลปะที่คลุกคลีกับเด็กจิ๋วมาตลอด 5 ปีด้วยความสงสัยว่า เด็กคือผ้าขาวจริงหรือไม่

“ไม่จริง เถียงใจขาดดิ้น” ครูกรีกตอบน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะอธิบายเสริม

“เด็กก็คือเด็ก เราจะไม่เปรียบเทียบว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ เด็กมีอนาคตของตัวเอง เด็กคือหนึ่งชีวิต เขามีชีวิตของตัวเอง เด็กมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ มีสิทธิ์จะเลือกชอบ มีรสนิยม มีความอร่อยของตัวเอง เราไม่ตัดสินตั้งแต่เขาเกิดขึ้นมาว่าเขาคือผ้าขาว เราว่าทุกคนเกิดมาไม่มีใครขาวร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เขาจะมี Need ของตัวเองอยู่

“เด็กทุกคนหรือตัวเราเอง เติบโตมากับสิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราอยากชอบ ความฝันที่เราอยากฝัน เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไงให้ Need นั้นไม่ไปทำร้ายคนอื่น เราจะคุยกับเขายังไง เราจะสอนเขายังไง เราจะมีวิธีการพูดคุยกับตัวเองและตัวเขายังไงให้ Need ของเขาช่วยสร้างสรรค์ตัวเขา ช่วยสร้างสรรค์ครอบครัว ช่วยสร้างสรรค์สังคม”

“มันคือ Attitude ซึ่งสอนยากมาก” ครูกรีซพูดใจความสำคัญ

ใช่-มันยาก แต่ห้องเรียนศิลปะเล็กๆ แห่งนี้กำลังสอนสิ่งนั้นให้เด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

คอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง

เมื่อ Homeroom ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 สองนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ก็พัฒนาหลักสูตรจากประสบการณ์ที่สะสมมา จนกลายเป็นคอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง หรือ Rainbow Innovation ประกอบด้วย 7 วิชาสามันส์ (เราตั้งให้เอง)

“สี่ปีก่อนหน้านี้เราสอนศิลปะ เป็นการทำงานกับเด็ก เรารู้ว่าปัญหาของเด็กคืออะไร ปัญหาของครอบครัวคืออะไร จากการที่เด็กสร้างชิ้นงานขึ้นมา หรือพ่อแม่บางคนเปิดใจคุยกับเรา แล้วเราก็ช่วยกันแก้ไข แต่เรามองว่าศิลปะมีศักยภาพมากกว่านั้น ช่วงสามปีหลังเราตกตะกอน และปิ๊งไอเดียถอดหลักสูตรกันใหม่จากกระบวนการที่เราสอนทั้งหมด

“เราเรียบเรียงอย่างจริงจัง และเรียกว่า Rainbow Innovation เป็นเจ็ดวิชาที่เด็กควรจะเรียนรู้ และยังไม่มีสอนให้ห้องเรียน ถึงสอนก็จะแฝงในบางวิชา ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นกลยุทธ์ในการพูดคุยกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองได้สื่อสารกับเด็กโดยตรงด้วยเจ็ดวิชานี้ เราแบ่งวิชาออกเป็นสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง” กรีกเล่า

หลักสูตรสีรุ้งประกอบด้วย 7 วิชา ได้แก่ สีม่วง วิชา Sensory Integration, สีคราม Soft Skills, สีน้ำเงิน Thinking Skills, สีเขียว Relationship Skills, สีเหลือง Aesthetics, สีแสด Motivation และสีแดง Heart Skills 

“วิชาสุดท้ายเป็นไฮไลต์มากๆ เราเรียนวิชานี้เยอะสุด คือ Heart Skills ซึ่ง Heart นี้ ไม่ใช่ Hard ที่แปลว่ายาก แต่เป็น Heart ที่แปลว่าหัวใจ เราพูดเรื่องการรับมือกับหัวใจของตัวเองเวลาเจอเรื่องเลวร้าย เช่น วันนี้อารมณ์ของหนูเป็นยังไง หนูรู้สึกยังไง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เป็นการฝึกเช็กตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญมากที่เขาจะดูแลจิตใจตัวเอง เพราะมันคือตัวเขา เขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งเขาอาจจะอ่านอารมณ์ตัวเองไม่ออก แต่ว่าวิชานี้ช่วยเขาได้” ครูกรีกภูมิใจนำเสนอ

ที่สนุกคือการบูรณาการ 7 วิชาเข้ากับกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ เราขอยกตัวอย่างวิชา Aesthetics และวิชา Motivation ที่ให้เด็กๆ แต่งเพลงกันเอง แถมออกแบบหน้าปกอัลบั้มด้วย ได้ผลงานไพเราะมา 4 บทเพลง เพลงแตงกวาดอง เพลงหอยทาก เพลงกรุงเทพลำบากกกกกกกกกกกก.. (ก.ไก่ ยาวแบบนี้จริงๆ) และ เพลงความสนุกเดินผ่านฉันไป หรือวิชา Heart Skills ที่ให้เด็กๆ วาดทุ่งดอกไม้ด้วยสีโปสเตอร์ เพื่ออัปเดตความรู้สึกและชีวิตในช่วงนี้

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

มีแม้กระทั่งคลาสโต้วาที คลาสการเมือง คลาสสอนประชาธิปไตย ฯลฯ เพื่อสอนทัศนคติ

“เรื่องบางกลอยเราก็สอน เพื่อให้เขาเห็นภาพและเลือกตัดสินใจ ได้เห็นเพื่อน เห็นคนจากหลากหลายพื้นที่ กลับกัน ถ้าตัวเขาเกิดในสภาพแบบนั้นจะเป็นยังไง หรือเขาทำอะไรได้บ้างในฐานะที่เป็นเขา เราพยายามออกแบบกิจกรรมให้เขาได้คิด เพราะโตไปเขาต้องเจออะไรอีกมากมายที่เราไม่สามารถสอนเขาได้” สองพี่น้องช่วยกันอธิบาย

ถ้าถามว่าเรียน 7 วิชาสามันส์แล้วเรียนรู้อะไร เราขอแง้มสรรพคุณที่พวกเธอโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊กให้ชิมเป็นน้ำจิ้ม 

ได้รู้จักยอมรับในความแตกต่าง ไม่ตัดสินคนอื่น สนุกกับการเรียนรู้ ได้รู้จักกับความผิดหวัง กล้าหาญเมื่อเผชิญปัญหา เห็นคุณค่าจากสิ่งรอบตัว สอนให้ภูมิใจในตัวเอง สอนให้เป็นผู้ฟังที่ดี สอนให้เชื่อว่าทุกความฝันเกิดขึ้นได้ ฯลฯ

Homeroom เปิดรับเด็กๆ อายุ 4 ขวบขึ้นไปจนถึงวัยมัธยม เด็กบางคนเรียนตั้งแต่เด็กยันโต เปิดสอนคลาสเล็กๆ มีนักเรียนไม่เกิน 8 คน หากน้อยกว่านั้นจนถึง 1 คน ก็ยินดีสอน พวกเธอว่ายิ่งจำนวนน้อย ยิ่งดูแลใจได้ทั่วถึง

และอย่างที่เล่าไปข้างต้นว่า นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะส่งผลประเมินให้ผู้ปกครองทราบด้วย

“เราพยายามอัปเดตตลอด โดยการใช้ Google Classroom เราจดบันทึกทุกวันแล้วก็พิมพ์ไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพื่อจะได้อ่านเรื่องราวของลูกๆ วันนี้ทำกิจกรรมนี้นะ เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เราก็เลือกให้คุณพ่อเห็นแค่คนเดียว หรือให้คุณแม่เห็นแค่คนเดียว บางคนที่ไม่สะดวกอ่านอีเมลก็โทรศัพท์พูดคุยส่วนตัว

“เราพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับผู้ปกครองว่า ตอนนี้น้องๆ รู้สึกแบบนี้ในจิตใจ รู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาคุณภาพให้ หรือถ้ามีภาพไหนที่ติดในใจเขา เราก็พูดคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่บางคนถึงขั้นร้องไห้ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าหัวใจลูกจำภาพอะไรไว้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากเลยค่ะ” น้องสาวอธิบายการทำงาน

ห้องเรียนศิลปะพิสูจน์แล้วว่าหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว มีความสำคัญใหญ่ยิ่งกับหัวใจของเด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

กรีซและกรีกทำหน้าที่คิดและสอนด้วยกันเสมอ หากแบ่งหน้าที่ย่อย กรีซดูแลเพจ ทำคอนเทนต์ บริหารจัดการการเงิน และเก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็ก ส่วนหน้าที่พูดคุยกับผู้ปกครอง กรีซ-กรีกยืนกรานทำด้วยกันทั้งคู่

เรื่องการเรียนการสอน สองคนพี่น้องก็หาความรู้เสริมเพิ่มเติมจากการอ่าน การฟัง และการเวิร์กช็อป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กๆ ของ Homeroom ซึ่งภูมิหลังการเรียนจบปริญญาตรีก็ช่วยทั้งสองคนไว้มากโข 

“การเรียนการแสดงช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นนะ ทำให้เราเห็นความแตกต่าง ไม่ได้มองแค่ตัวเราเอง รู้สึกว่ามันช่วยออกแบบกระบวนการได้ประมาณหนึ่ง เพราะว่าละครก็ช่วยในเรื่องของการ Active Learning ให้ลุกขึ้นมาเล่นอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางอย่าง แต่โดยรวมมันเป็นประสบการณ์มากกว่า” น้องสาวชิงตอบก่อน

“สำหรับเรามันช่วยเยอะมากเลย ศิลปะทำให้เราไม่ตัดสินคนอื่น มันเป็นกฎกติกาการเรียนศิลปะของโฮมรูมเลยนะ เราจะไม่บอกนักเรียนว่างานใครสวยหรือไม่สวย เพราะว่าสิ่งที่เราชอบยังไม่เหมือนกันเลย แล้วเรารู้สึกว่าศิลปะทำให้เราตกตะกอนด้วยตัวเองว่า เราจะไม่ทำงานศิลปะเพื่อคนให้อื่นมาชอบ แต่เราจะทำก็เพราะอยากจะทำ”

ผู้สอนเล่าว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเด็กคนหนึ่งมาเรียนแต่กลัวกระดาษสีขาว ไม่กล้าวาด เพราะโดนตัดสินจากคนอื่นว่าวาดไม่สวย ทำให้เด็กคนนั้นไม่กล้าวาดภาพต่อหน้าคนอื่น ต้องเอามือบังไว้ตลอด ซึ่งปลายทางหากปัญหาไม่ถูกแก้ คงส่งผลต่อความกลัวในชีวิตอีกมากมาย กลายเป็นคนที่ทำอะไรแล้วก็ผิด

แต่พวกเธอว่า ศิลปะช่วยเด็กคนนั้นได้!

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

“จากที่น้องวาดรูปตรงกลางเล็กๆ ในกระดาษแผ่นนั้น เขาเริ่มขยายเป็นตัวเล็กๆ หลายตัว จนเต็มหน้ากระดาษ และระบายสีได้เต็มหน้า เราว่ามันประสบความสำเร็จ ซึ่งตอนนั้นเขาอายุสี่ขวบ ตอนนี้เขาอายุแปด เก้าขวบแล้ว เขาเป็นคนที่เอาเรื่องนี้ไปสอนคนอื่นต่อ จะไม่พูดกันว่างานสวยหรือไม่สวย” กรีกเล่าความเปลี่ยนแปลง

“มันอิมแพค” ครูกรีซย้ำ “เราภูมิใจมากเลยนะ น้องเขาไปได้ด้วยตัวเขาเอง ศิลปะมันได้ผลตรงนี้แหละ เพราะมีสี มีรูปทรง มีอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้ตัดสินกันได้ง่ายมาก จนอาจขยายกว้างไปได้ถึงเรื่องรูปร่างของคนด้วย

“มีเรื่องหนึ่งตอนเราสอนใหม่ๆ เด็กคนหนึ่งเอาสีชอล์กสีขาวฝนทั่วงานเลย เราถามว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ หนูละเลงทำไม เขาบอกว่ามันคือรังผึ้ง ที่ละเลงอยู่เพราะผึ้งกำลังบินฟู่ๆ เราก็ไม่รู้ แต่กลายเป็นเรื่องที่เด็กสอนเรา

“แล้วเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีเหตุผลมาก เราให้เขาวาดท้องฟ้าของวันนี้ เขาก็วาดขยุกขยุยเต็มไปหมด เราก็ถามอีกว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ เขาบอกว่าท้องฟ้าคือรูปทรงอิสระ ‘ดูสิครู มันอิสระมากเลยนะ มันเปลี่ยนรูปร่างได้หมด ครูอยากให้หนูลองเปลี่ยนมั้ย’ เรารู้สึกว่า โอ้โห นี่มันคือปรัชญาอะไรก็ไม่รู้ เขาเป็นเด็กที่กล้าหาญมาก แล้วเด็กก็กระจายพลังมาให้เรากล้าหาญต่อ เหมือนเรามาถูกทางแล้วเว้ย ซึ่งเด็กเขาสอนเราทุกอย่างเลย” กรีซปันความประทับใจ

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

ขอให้ศิลปะจงอยู่ในทุกๆ ที่

เป็นเวลากว่า 5 ปี จากตู้คอนเทนเนอร์เล็กจิ๋วขยับขยายสู่ห้องเรียนศิลปะขนาดอบอุ่น เราหยอดคำถามชวนคิดให้สองคนพี่น้องว่า คนอ่างทองเข้าใจสิ่งที่กรีซและกรีกกำลังทำอยู่หรือยัง-พวกเธอปลูกศิลปะลงในหัวใจผู้คน

“ตอนแรกเราคาดหวังให้คนเข้าใจมากๆ แต่ตอนนี้เราไม่ได้คาดหวังสิ่งนั้นแล้ว แค่หนึ่งครอบครัวที่เขาเข้ามาเรียนมันก็มีคุณค่ามากแล้ว ถึงจะอยู่แค่ครอบครัวเดียว เราก็ยังเปิดสอน เราทำงานด้วยแพสชัน แม้จะไม่มีคนเรียน เราก็ยังอยู่ เราไม่ได้ทำเพื่อเงินอยู่แล้ว ถ้าทำเพื่อเงินเราคงไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นมันอยู่ถึงห้าปีเพราะแพสชันล้วนๆ 

“อีกอย่างเราอยากแก้ไขสังคมให้เด็กๆ มีความสุข ไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือสังคมห่วยแตกขนาดไหน แต่อยากให้เขายังจำได้ว่า Homeroom เป็นเพื่อนกับเขา เขาหันมาก็จะเจอเรา แค่นี้พอแล้ว” พี่สาวไขข้อสงสัย

ห้องเรียนศิลปะที่คอยพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ กลายเป็นขุมพลังงานบวกให้ผู้ใหญ่อย่างกรีซ-กรีก และสิ่งที่พวกเธอวาดฝันจนเราเอาใจช่วยอยากให้เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ ‘อยากให้มี Homeroom ในทุกๆ ที่ของประเทศ’

“เราอยากให้มีกรีซ-กรีกอีกเยอะมากๆ เอาหลักสูตรเราไปเลย เราเต็มใจมาก แต่ไม่ได้คาดหวังนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงก็จะเกิดการขับเคลื่อน และเราบอกเด็กเสมอเรื่องทัศนคติ (Attitude) ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเหมือนธาร์นอสดีดนิ้วก็คงจะดี ซึ่งเราพยายามให้มันเกิดขึ้นให้ได้ในตอนนี้ เป็นกระบวนการที่เราอยากมีไปเรื่อยๆ มันสำคัญจริงๆ นะ การดูแลจิตใจของคนเรา เพราะสามารถทำลายล้างโลกใบนี้ได้เลย” กรีซเล่าสิ่งที่อยากเห็นและอยากเป็นในอนาคต

“สำหรับเรา มันควรจะมี Community Center ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ต่างๆ เป็นเครือข่ายของผู้ปกครองที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งปันพื้นที่ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการเรียนรู้ของลูกๆ ให้พ่อแม่พบปะพูดคุย ซึ่งเราพยายามสร้างพื้นที่แบบนั้นอยู่ ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะเครือข่ายพ่อแม่ยังไม่หนาแน่นถึงขั้นนั้น

“ตอนนี้เรากำลังขยายพื้นที่ไปที่ Homeplay เป็นสนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ในพื้นที่บางส่วนของบ้าน ให้ครอบครัวมาทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกัน แล้วเราก็วาดฝันอยากจะทำ Homesoul เปิดรับคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ใช่คนจังหวัดอ่างทอง เข้ามาใช้พื้นที่กับคนท้องถิ่น มาแลกเปลี่ยนความรู้สึกดีซึ่งกันและกัน 

“คล้ายๆ กับว่าให้ยืมป้า ให้ยืมแม่ ให้ยืมพ่อ กึ่งๆ เป็นโฮมสเตย์ แต่เราต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเราพยายามทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในหลายๆ ทาง โดยอยู่ภายใต้ Art is Everywhere” น้องสาวขมวดปม

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ แถมต่อขยายยาวเหยียดเป็นขบวนรถไฟ ทั้งสร้างชุมชน เครือข่าย และโปรเจกต์น่าชื่นชมอีกมาก ที่สำคัญคือการเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขของเด็กๆ ให้ความสุขคงอยู่… นานแสนนาน

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

ที่ตั้ง : 368 ถนนเลี่ยงเมืองอ่างทอง ตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง (แผนที่)

วัน-เวลา : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. 

โทรศัพท์ : 08 9080 7401

Facebook : Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

นอกจากห้องเรียนศิลปะ ยังมีร้าน My Heart Will Cocoa ที่เสิร์ฟ (โก)โก้ พร้อมชมนิทรรศการศิลปะขนาดย่อมของเด็กจิ๋วด้วย และเมนูโกโก้ที่นี่ก็ชื่อเท่จนต้องลิ้ม แนะนำให้ชิมรสชาติ ‘ชีวิต’ วัดดวงไปเลยว่าจะหวานหรือขม

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ถ้าคนมาแล้วแฮปปี้ ก็ดีแล้วล่ะ”

คำพูดพร้อมเสียงหัวเราะของ ป้าตู๋-ธันยา จันทร์วิทัน ผู้บอกประวัติสั้น ๆ ของตัวเองว่า เป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ เรียนหนังสือที่นี่ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแปลงที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ ‘กาดต๋องตึง’ หนึ่งในตลาดขนาดเล็กค่อนไปทางปานกลางของจังหวัดเชียงใหม่ เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากธรรมชาติที่เจ้าของต้องการมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้คน รวมถึงสร้างโอกาสให้แก่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าไปพร้อม ๆ กัน

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

เอาเข้าจริง แรกเริ่มเดิมทีการกำเนิดเกิดมาของกาดแห่งนี้มีที่มาจากคำยุยงเชิญชวนของผู้อื่นเสียมากกว่า ป้าตู๋บอกว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นหนึ่งในที่ดินของครอบครัว ค่อนข้างรกร้าง เนืองแน่นด้วยต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ และแหล่งอาศัยของเหล่าสัตว์เลื้อยคลาน จนเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยปากด้วยความเสียดาย

“ทำไมปล่อยให้มันร้าง ทำไมไม่ลองคิดหรือทำอะไรดูสักอย่างหนึ่ง” 

ป้าตู๋ริเริ่มบุกเบิกสถานที่ด้วยการนำผักออร์แกนิคของตนเข้ามาขายเป็นการกรุยทาง พร้อมกับขอให้บริษัท Bangkok Tokyo Architecture ของลูกสาว ช่วยสร้างศาลากลางแจ้งขึ้นมาให้

โดยคอนเซ็ปต์ของที่นี่ คือ ยกให้ธรรมชาติเป็นพระเอก แกล้มด้วยสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อหวังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของเชียงใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนที่มาเยือน

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ความเป็นตัวของตัวเอง

“ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่ามีคนสนใจอยากจะมาของขายของที่นี่ด้วย ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น Weekend Market หรือตลาดเสาร์อาทิตย์ที่คนมาเดิน มากิน มาเที่ยว มาเสพ หรือมานั่งใต้ต้นไม้เงียบ ๆ แล้วก็ดูผู้คนเขาทำอะไรกัน จะมานั่งทำงาน จะมาทำอะไรก็ได้” 

ป้าตู๋บอกเล่าถึงความไป ๆ มา ๆ จนเกิดเป็นตลาดแห่งนี้ขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แม้กระทั่งเจ้าของพื้นที่อย่างเธอเองก็ยังไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผู้คนที่มาใช้บริการทางสุนทรียภาพของสถานที่แห่งนี้จะเอ็นจอยไปกับตลาดได้ขนาดนี้

ขณะเดียวกัน ป้าตู๋ยังพยายามยึดโยงความเป็นพื้นที่สีเขียวเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเอาธรรมชาติเป็นหลักสำหรับการตั้งฐาน แล้วจึงให้ตัวเองค่อย ๆ กลืนไปกับธรรมชาติเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ต้นไม้เก่าแก่ทุกต้นภายในตลาดจึงไม่มีต้นไหนถูกตัด ล้ม โค่น แม้เพียงต้นเดียว มีแค่การเล็มตัดแต่งเพื่อให้เกิดการแตกกิ่ง จนกลายเป็นร่มเงาทางธรรมชาติให้แก่ผู้คนที่มาใช้บริการตลาดแห่งนี้

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน
กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

กาดต๋องตึงเปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ในทุก ๆ วันเสาร์และอาทิตย์ ความน่าขบขันที่ป้าตู๋เล่าให้ฟังเห็นจะเป็นการที่เธอมักถูกตั้งคำถามมากมาย และคำบอกเล่าจากคนรอบตัวที่ประดังประดาถาโถมใส่อย่างเอาแต่ใจ เช่น ทำไมถึงเปิด 8 โมง ทำไมไม่เปิด 7 โมงหรือ 9 โมง ไม่ก็บอกว่า เปิดถึงบ่าย 2 ก็พอแล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนไม่ได้มาจากคนขายในตลาดสักคนเดียว 

“มันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้เวลาทำงานของเราคือเวลาไหน บางคนบอก ทำไมไม่เปิดถึงตอนเย็น เปิดเป็นบาร์เบียร์ ลานเบียร์ เราก็บอกว่า ไม่เอาค่ะ” 

ปักธงเลยว่าไม่จำหน่ายแอลกอฮอล์ ป้าตู๋เชื่อว่าการทำอะไรสักอย่างไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอื่นไปเสียหมด ความแตกต่างอย่างตั้งใจเพื่อให้เกิดความรื่นรมย์ สบายกายและสบายใจ คือสิ่งที่เธอต้องการ 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ป้าตู๋ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนผ่านร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งบริเวณคูเมือง ประตูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านที่ไม่เสิร์ฟกาแฟแม้แต่แก้วเดียว ทางร้านขายเพียงแค่ชา ชาทุกชนิด 

“เขาบอก Sorry นะ We don’t serve coffee here.” เพราะว่าการเป็นร้านเบเกอรี่ไม่จำเป็นต้องเคียงคู่ด้วยกาแฟเสมอไป ป้าตู๋เองก็พอใจที่สถานที่ของเธอออกมาในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้มากกว่า

ความเป็นนักธุรกิจ

ในแง่ธุรกิจ ป้าตู๋ยอมรับว่าการทำสถานที่แห่งนี้ย่อมมีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ใจความสำคัญของเธอไม่ใช่การคืนทุน และความตั้งใจที่ตามมาหลังจากทำสิ่งนี้ไปสักพัก ก็ไม่ใช่การสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างอาชีพให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าด้วย 

เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ในสภาวะย่ำแย่ ข้าวยากหมากแพง แม้แต่บัตรคอนเสิร์ตยังราคาแรง สวนทางกับค่าแรงและเงินเดือนที่เท่าเดิม อย่างเหตุการณ์เกือบล่าสุดที่กาดสวนแก้วปิดตัวลง มีร้านค้าไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นั้น และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเกิดขึ้นของกาดต๋องตึงช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้ามากมายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

“พ่อค้าแม่ค้าที่ขายที่นี่ส่วนหนึ่งเป็นคนแถวนี้ เขาตัดสินใจมาขายของได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันใกล้บ้านเขาดีจังเลย หรือบางคนได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของกาดสวนแก้ว ทางนั้นเขายังเก็บของไม่เสร็จ ก็มาขอขายที่นี่ เขาบอกมันใกล้บ้านเขา ซึ่งมันเป็นการโยกย้ายที่ทำมาหากินของเขา ตลาดของเราทำให้คนในบริเวณมีโอกาสทำมาหากินมากขึ้น คนในหมู่บ้านก็เอาของในหมู่บ้านมาขายได้ด้วย”

สำหรับป้าตู๋ สิ่งตอบแทนที่เธอต้องการ คือความหวังว่าสถานที่นี้จะอยู่ต่อไปได้ 

ที่นี่ไม่เก็บค่าเช่าใน 3 เดือนแรก ป้าตู๋บอกว่า สิ่งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่ง เป็นการให้เหล่าคนค้าขายมาทดลองก่อนว่าเขาจะอยู่ได้ไหม นอกจากนี้ป้าตู๋ยังเสริมว่า

“ไม่ได้เก็บค่าเช่าก็จริง แต่เราเก็บค่าสาธารณูปโภค 30 บาท เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ”

เมื่อมีการทำธุรกิจเกิดขึ้น การเติบโตและหวังผลตอบแทนจึงกลายเป็นสิ่งที่ตามมา แต่เธอรู้ตัวว่าจะไม่คืนทุนใน 1 หรือ 2 ปีแน่นอน แต่อย่างน้อย สถานที่ของเธอก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แม้จะเพียงแค่เขยิบเดียวหรือเพียง 1 ก้าว ก็ถือว่ามีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นมากขึ้นแล้ว 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ต๋องตึง ชื่อนี้มีที่มา

สาเหตุของการตั้งชื่อว่า ‘กาดต๋องตึง’ ไม่ได้ไกลจากที่คาดคิดไว้สำหรับคนที่รู้ และอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักสำหรับคนที่ไม่รู้ เนื่องจากที่มาของชื่อนั้นมาจากใบตองตึง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับมุงหลังคาศาลาประจำกาด ป้าตู๋เล่าให้ฟังอย่างครบถ้วนว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาของคนโบราณที่นำใบตองตึงแห้งแล้วมาเย็บสานกันเป็นแพเพื่อนำไปมุงหลังคา 

ในปัจจุบันสังเกตเห็นได้ตามทุ่งนา เพราะมันคือวัสดุที่นำไปใช้สร้างกระต๊อบ 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

เพื่อให้ล้อไปกับความเป็นธรรมชาติ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นของบริษัท บริษัท Bangkok Tokyo Architecture เล็งเห็นถึงความน่าอัศจรรย์ของการนำวัสดุทางธรรมชาติมาปรับใช้กับงานสถาปัตยกรรม ป้าตู๋เองก็ต้องการรักษาความเป็นธรรมชาติของพื้นที่เอาไว้อย่างครบถ้วน การจะใช้แผ่นเหล็ก (Metal Sheet) กระเบื้อง หรือสังกะสี ก็ดูจะหลุดจากความตั้งใจของตัวเองไปสักหน่อย แถมใบตองตึงยังระบายอากาศได้ดีกว่า เมื่อถูกน้ำฝน ยิ่งแนบแน่นทนทานขึ้นกว่าเก่า การใช้ใบตองตึงจึงมากับแนวคิดที่ว่า เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ภายใต้กองใบไม้ เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

ตัวศาลาเองก็มีการออกแบบที่แปลกไปกว่าศาลาสำหรับตลาดทั่วไป เนื่องจากหลังคาทรง Slope หันด้านปิดมาทางข้างหน้า และหันด้านเปิดไปทางข้างหลัง เพราะการออกแบบในครั้งนี้ยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า ต้องการให้เกิดความแตกต่างไปจากภาพจำเดิม ๆ ของตลาดที่ผู้คนเคยเห็นมา รวมถึงการนำด้านต่ำมาอยู่ข้างหน้า เพื่อให้ผู้คนได้เห็นการทำงานของใบตองตึงที่นำมาใช้ และความรู้สึกแง้ม ๆ ของด้านต่ำ ยิ่งเชิญชวนให้เกิดความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ อยากมุดเข้าไปภายใน ก่อนจะเปิดกว้างออกไปในด้านหลัง

“แต่ไม่ทราบว่าคนอื่นเขาจะเข้าใจหรือเปล่านะ” ป้าตู๋เปรยติดตลก

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน
กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ขณะเดียวกัน การใช้ใบตองตึงมาเป็นวัสดุก็ยังเสริมด้วยความแยบคายของการแทรกเสริมความคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่แล้วแต่คนจะตีความกันไป การย่อตัวก้มหัวเพื่อเข้าไปยังภายในศาลา อาจหมายถึงการรู้จักยอมก้มหัวให้กับผู้อื่นบ้างเพื่อลดทิฐิของตน โดยมีธรรมชาติเป็นผู้สอนสั่ง หรืออีกแง่หนึ่ง การที่ใบตองตึงมีอายุการใช้งาน 2 – 3 ปี อย่างมากที่สุดคือ 4 ปี ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งผืน สำหรับป้าตู๋แล้ว สิ่งนี้ถือเป็นการเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่อยู่ยงคงกระพัน เมื่อถึงเวลาของมัน มันก็ต้องไป

“สิ่งที่สถาปนิกออกแบบมันแตกต่างจากอาคารอื่น ๆ ตรงที่ตราบใดที่เราเลิกทำ ข้อต่อทุกข้อถอดออกจากกันได้หมด อาคารนี้แพงมาก” ป้าตู๋หัวเราะ “แพงเท่ากับตึก แพงเท่ากับห้องแถว 1 ห้อง แต่ละอันแต่ละชิ้นที่ผูกอยู่ข้างบน ใช้ช่างคนเดียวผูก เขาเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะขึ้นมาผูก เขาค่อย ๆ ผูกทีละอัน ๆๆ ใช้เวลา 3 เดือน ข้อต่อแต่ละข้อก็มีการคำนวณและออกแบบมาอย่างดี ศาลาแห่งนี้เลยไม่จำเป็นต้องทิ้งให้เป็นอนุสาวรีย์ไว้กับที่นี่” เจ้าของตลาดเล่าพร้อมรอยยิ้ม

(ห้องสมุด) มนุษย์ (ห้อง) สละ (ห้อง) สลวย

‘ห้องสละ’ เป็นร้านรับบริจาคของใช้แล้วสภาพดี หากใครต้องการของชิ้นไหนก็หยิบได้ตามใจอยาก เพียงแต่ว่าต้องใส่เงินเข้าไปในโถที่เตรียมไว้ให้ ใส่เท่าไหร่ก็ได้ตามจิตศรัทธา โดยเงินจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มรักดี เป็นกลุ่มจิตอาสากลุ่มที่ดูแลเรื่องไฟไหม้ป่า ถางป่า การทำแนวกันไฟ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า เก็บขยะบนดอยสุเทพ ถือเป็นการสนับสนุนค่าอาหารกลางวัน เครื่องดื่ม ที่มาจากการสละสิ่งของเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขามีแรงสำหรับออกไปสละแรงกายแรงใจทำจิตอาสาต่อไป

กาดต๋องตึง จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์
Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

ส่วน ‘ห้องสลวย’ เป็น Workshop Space ที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่าง ๆ ในคราวที่แล้วมีคลาสสอน ‘การใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปยังไงให้ออกมาสวย’ โดยเพื่อนพ้องที่รู้จักกัน

“เพราะเรามองเห็นความสามารถพิเศษของเพื่อนคนใดคนหนึ่ง งั้นมาเวิร์กชอปกันมั้ย เช่น คนนี้พับดอกไม้เป็นดอกกุหลาบเก่งมาก ก็มาสอนได้นะ ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักกันที่เราเชิญมาให้ความรู้”

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

Human Library หรือ ‘ห้องสมุดมนุษย์’ เป็นไอเดียที่เกิดจากความเชื่อว่า มนุษย์แต่ละคนเปรียบเสมือนหนังสือ 1 เล่ม ทุกการเติบโตไม่ต่างอะไรจากบทต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกเอาไวในหนังสือแห่งชีวิต เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันได้ เลยเกิดเป็นมุมเล็ก ๆ ที่คนมานั่งคุยกัน 

กลายเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เหมือนกำลังอ่านหนังสือ ป้าตู๋ยกตัวอย่างให้ฟังว่า

 “สมมติเราสนใจเรื่องดาราศาสตร์ ถ้ามีใครสักคนมานั่งคุยเรื่องดาราศาสตร์กับเรา มันก็เหมือนเรากำลังเปิดหนังสือ แต่เป็นหนังสือที่เล่าโดยประสบการณ์ และได้สนทนากับคนที่รู้จริงด้านนั้น ๆ”

ประโยชน์ของสถานที่ ความสุขของผู้คน

“มันคงไม่โตไปกว่านี้แล้ว” ประโยคนี้ของป้าตู๋ไม่ใช่การแสดงความเศร้าโศกแต่อย่างใด

แต่ด้วยขนาดที่ดินของตลาดแห่งนี้ โตไปมากกว่านี้แล้วไม่ได้จริง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปเห็นจะเป็นเรื่องอันไกลตัวสำหรับตลาดที่เพิ่งมีอายุเพียง 4 เดือน ทว่าความน่าสนใจอย่างหนึ่งที่ป้าตู๋บอกกับเรา คือ ถ้าหากพื้นที่ตรงนี้เลิกทำหน้าที่เป็นตลาด และศาลาที่ถอดประกอบได้ถึงเวลาปลดประจำการ ป้าตู๋ก็มีความคิดจะทำให้ที่ดินผืนนี้กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งไปโดยปริยาย 

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์
Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นที่อาจเกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้น ถือว่ายังคงแนวคิดเดิมของสถานที่แห่งนี้เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งเป็นสถานที่ใกล้บ้านอันแสนดี เพื่อให้ผู้คนได้ออกมาใช้ชีวิต ใกล้ชิดธรรมชาติ และการเป็นพื้นที่สาธารณะในละแวกใกล้บ้านสำหรับทุกคน, กาดต๋องตึง ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือภายภาคหน้า ก็จะยังคงเป็นสถานที่สำหรับหย่อนกาย คลายใจ ดื่มน้ำสักแก้ว นั่งดูดนตรีสด พร้อมบรรยากาศธรรมชาติ

ป้าตู๋กล่าวทิ้งท้ายว่า เธออาจไม่ใช่นักการเมืองหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เกิดแรงกระเพื่อมระดับจังหวัด สถานที่นี้เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเธอ สถานที่ซึ่งมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อการใช้ชีวิตของผู้คน และหวังอย่างยิ่งว่า ที่แห่งนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข หากใครจะทำเลียนแบบก็เรียนเชิญตามสบายใจ (ป้าตู๋ยินดีจ๊าดหนัก) 

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

กาดต๋องตึง

ที่อยู่ : 309 ซอยหมู่บ้านริมน้ำ ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

เปิดให้บริการวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.00 – 16.00 น.

Facebook : กาดต๋องตึง บ้านริมน้ำ Tong Tung Market

Writer

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load