เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ มี กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร พี่สาวและน้องสาวหัวใจศิลปะ จับมือกันก่อร่างสร้างฟอร์มจนกลายเป็น Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข ห้องเรียนศิลปะขนาดกะทัดรัดในจังหวัดอ่างทอง พวกเธอนิยามตัวเองว่าเป็นนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ออกแบบพื้นที่ให้เด็กๆ ได้สนุกกับจินตนาการ สนุกกับวิชาเรียนที่พวกเขาเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง ผ่านกระบวนการที่กรีซ-กรีกออกแบบ

ความตั้งใจของสองสาวอ่างทอง คือการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ระหว่างครอบครัว เป็นกาวเชื่อมสัมพันธ์ให้ลูกกับพ่อแม่ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกระทั่งการหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ โดยสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่าน Rainbow Innovation หลักสูตรที่ผู้สอนตกตะกอนและพัฒนาเป็น 7 วิชาที่เด็กต้องรู้

หลักสูตรสีรุ้งมีศิลปะเป็นเครื่องมือหลัก ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมให้เด็กคิด ทดลอง สงสัย แก้ปัญหา เอาตัวรอด ฯลฯ โดยหวังสร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และเติบโตขึ้นเป็นเด็ก-ผู้ใหญ่ที่มีความสุข

สองคนพี่น้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ มีจิตใจที่เบิกบานได้อย่างไร

เรื่องราวจากห้องเรียนศิลปะเล็กๆ จากอ่างทองแห่งนี้มีคำตอบ

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

ห้องเรียนศิลปะในตู้คอนเทนเนอร์

กรีซและกรีกเป็นคนอ่างทองแต่กำเนิด เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนสตรีอ่างทอง สองคนพี่น้องชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก จนถึงขนาดวาดฝันในหัวว่า จะกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนศิลปะ โดยคนรักศิลปะ เพื่อคนรักศิลปะ

“กรีกชอบศิลปะมาก ชอบการแสดง ชอบเล่านิทาน ส่วนพี่กรีซชอบวาดรูป แต่อ่างทองสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่มีโรงเรียนศิลปะที่เราสามารถทำงานศิลปะได้ รวมถึงห้องเรียนศิลปะในโรงเรียนก็มีแค่หนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เราอยากเรียนมากกว่าหนึ่งชั่วโมง ฉะนั้น บ้านเลยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราวาดรูป หรือแสดงบทบาทสมมติกันเองได้

“ตอนนั้นอายุประมาณสิบห้า คิดในหัวว่ามันต้องมีเด็กที่อยากเรียนศิลปะเหมือนเราบ้าง เราคิดไว้ว่าเรียนจบจะต้องกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนเล็กๆ เพื่อให้เด็กมาเรียนศิลปะ แล้วก็อยากให้มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในพื้นที่นี้ และเป็นพื้นที่ที่ให้เด็กมาระบายความรู้สึกผ่านศิลปะ นั่นเป็นเหตุผลให้เราตัดสินใจเรียนทางนี้ด้วย” น้องสาวเล่าที่มา

กรีซเรียนจบสาขาทัศนศิลป์ และกรีกเรียนจบสาขาศิลปะการแสดง

หลังทั้งคู่เรียนจบและรู้ใจตัวเองว่างานประจำไม่ใช่ทางก็แท็กทีมกันกลับบ้าน เช่าห้องขนาดจิ๋วในตัวเมืองอ่างทอง เธอทั้งสองว่าเป็นห้องขนาดเล็กมากในตู้คอนเทนเนอร์ พวกเธอใช้เวลา 4 ปีสอนศิลปะให้เด็กๆ โดยตั้งใจให้พื้นที่ของ Homeroom เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ไม่ว่าจะเจอเรื่องดี-เรื่องร้าย ก็มาระบายความรู้สึกที่ห้องเรียนนี้

“เรามองว่า Homeroom คือเพื่อน ไม่ใช่เฉพาะกับเด็ก แต่คือเพื่อนของครอบครัว เราต้องการสร้างโฮมรูมให้เป็น Learning Community Center ที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผสานความขัดแย้งระหว่างครอบครัว ผสานความขัดแย้งระหว่างเด็กและพ่อแม่ เราอยากเป็นกระบอกเสียงที่จะส่งเสียงของเด็กสู่พ่อแม่ ส่งเสียงของพ่อแม่สู่เด็ก โดยโฮมรูมทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารคนสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน” กรีกเล่าจุดประสงค์ของห้องเรียนศิลปะ

Homeroom ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กค้นพบศักยภาพในตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความสุขอย่างสมดุล และประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เขาเลือกเอง โดยมีการประเมินผลให้พ่อแม่ทราบเป็นกราฟทุก 3 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของลูกว่า ช่วงนี้มีความสุขไหม มีสิ่งใดกวนใจหรือเปล่า สถานที่ปลอดภัยคือที่ไหน ฯลฯ เมื่อผู้ปกครองรับรู้ก็จะเตรียมรับมือและเดินทางพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

ที่สำคัญ ห้องเรียนแห่งนี้สอนศิลปะอย่างเป็นมิตร ไม่มีการบังคับ เน้นความเต็มใจและความพร้อม

เราถามครูศิลปะที่คลุกคลีกับเด็กจิ๋วมาตลอด 5 ปีด้วยความสงสัยว่า เด็กคือผ้าขาวจริงหรือไม่

“ไม่จริง เถียงใจขาดดิ้น” ครูกรีกตอบน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะอธิบายเสริม

“เด็กก็คือเด็ก เราจะไม่เปรียบเทียบว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ เด็กมีอนาคตของตัวเอง เด็กคือหนึ่งชีวิต เขามีชีวิตของตัวเอง เด็กมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ มีสิทธิ์จะเลือกชอบ มีรสนิยม มีความอร่อยของตัวเอง เราไม่ตัดสินตั้งแต่เขาเกิดขึ้นมาว่าเขาคือผ้าขาว เราว่าทุกคนเกิดมาไม่มีใครขาวร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เขาจะมี Need ของตัวเองอยู่

“เด็กทุกคนหรือตัวเราเอง เติบโตมากับสิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราอยากชอบ ความฝันที่เราอยากฝัน เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไงให้ Need นั้นไม่ไปทำร้ายคนอื่น เราจะคุยกับเขายังไง เราจะสอนเขายังไง เราจะมีวิธีการพูดคุยกับตัวเองและตัวเขายังไงให้ Need ของเขาช่วยสร้างสรรค์ตัวเขา ช่วยสร้างสรรค์ครอบครัว ช่วยสร้างสรรค์สังคม”

“มันคือ Attitude ซึ่งสอนยากมาก” ครูกรีซพูดใจความสำคัญ

ใช่-มันยาก แต่ห้องเรียนศิลปะเล็กๆ แห่งนี้กำลังสอนสิ่งนั้นให้เด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

คอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง

เมื่อ Homeroom ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 สองนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ก็พัฒนาหลักสูตรจากประสบการณ์ที่สะสมมา จนกลายเป็นคอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง หรือ Rainbow Innovation ประกอบด้วย 7 วิชาสามันส์ (เราตั้งให้เอง)

“สี่ปีก่อนหน้านี้เราสอนศิลปะ เป็นการทำงานกับเด็ก เรารู้ว่าปัญหาของเด็กคืออะไร ปัญหาของครอบครัวคืออะไร จากการที่เด็กสร้างชิ้นงานขึ้นมา หรือพ่อแม่บางคนเปิดใจคุยกับเรา แล้วเราก็ช่วยกันแก้ไข แต่เรามองว่าศิลปะมีศักยภาพมากกว่านั้น ช่วงสามปีหลังเราตกตะกอน และปิ๊งไอเดียถอดหลักสูตรกันใหม่จากกระบวนการที่เราสอนทั้งหมด

“เราเรียบเรียงอย่างจริงจัง และเรียกว่า Rainbow Innovation เป็นเจ็ดวิชาที่เด็กควรจะเรียนรู้ และยังไม่มีสอนให้ห้องเรียน ถึงสอนก็จะแฝงในบางวิชา ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นกลยุทธ์ในการพูดคุยกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองได้สื่อสารกับเด็กโดยตรงด้วยเจ็ดวิชานี้ เราแบ่งวิชาออกเป็นสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง” กรีกเล่า

หลักสูตรสีรุ้งประกอบด้วย 7 วิชา ได้แก่ สีม่วง วิชา Sensory Integration, สีคราม Soft Skills, สีน้ำเงิน Thinking Skills, สีเขียว Relationship Skills, สีเหลือง Aesthetics, สีแสด Motivation และสีแดง Heart Skills 

“วิชาสุดท้ายเป็นไฮไลต์มากๆ เราเรียนวิชานี้เยอะสุด คือ Heart Skills ซึ่ง Heart นี้ ไม่ใช่ Hard ที่แปลว่ายาก แต่เป็น Heart ที่แปลว่าหัวใจ เราพูดเรื่องการรับมือกับหัวใจของตัวเองเวลาเจอเรื่องเลวร้าย เช่น วันนี้อารมณ์ของหนูเป็นยังไง หนูรู้สึกยังไง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เป็นการฝึกเช็กตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญมากที่เขาจะดูแลจิตใจตัวเอง เพราะมันคือตัวเขา เขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งเขาอาจจะอ่านอารมณ์ตัวเองไม่ออก แต่ว่าวิชานี้ช่วยเขาได้” ครูกรีกภูมิใจนำเสนอ

ที่สนุกคือการบูรณาการ 7 วิชาเข้ากับกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ เราขอยกตัวอย่างวิชา Aesthetics และวิชา Motivation ที่ให้เด็กๆ แต่งเพลงกันเอง แถมออกแบบหน้าปกอัลบั้มด้วย ได้ผลงานไพเราะมา 4 บทเพลง เพลงแตงกวาดอง เพลงหอยทาก เพลงกรุงเทพลำบากกกกกกกกกกกก.. (ก.ไก่ ยาวแบบนี้จริงๆ) และ เพลงความสนุกเดินผ่านฉันไป หรือวิชา Heart Skills ที่ให้เด็กๆ วาดทุ่งดอกไม้ด้วยสีโปสเตอร์ เพื่ออัปเดตความรู้สึกและชีวิตในช่วงนี้

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

มีแม้กระทั่งคลาสโต้วาที คลาสการเมือง คลาสสอนประชาธิปไตย ฯลฯ เพื่อสอนทัศนคติ

“เรื่องบางกลอยเราก็สอน เพื่อให้เขาเห็นภาพและเลือกตัดสินใจ ได้เห็นเพื่อน เห็นคนจากหลากหลายพื้นที่ กลับกัน ถ้าตัวเขาเกิดในสภาพแบบนั้นจะเป็นยังไง หรือเขาทำอะไรได้บ้างในฐานะที่เป็นเขา เราพยายามออกแบบกิจกรรมให้เขาได้คิด เพราะโตไปเขาต้องเจออะไรอีกมากมายที่เราไม่สามารถสอนเขาได้” สองพี่น้องช่วยกันอธิบาย

ถ้าถามว่าเรียน 7 วิชาสามันส์แล้วเรียนรู้อะไร เราขอแง้มสรรพคุณที่พวกเธอโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊กให้ชิมเป็นน้ำจิ้ม 

ได้รู้จักยอมรับในความแตกต่าง ไม่ตัดสินคนอื่น สนุกกับการเรียนรู้ ได้รู้จักกับความผิดหวัง กล้าหาญเมื่อเผชิญปัญหา เห็นคุณค่าจากสิ่งรอบตัว สอนให้ภูมิใจในตัวเอง สอนให้เป็นผู้ฟังที่ดี สอนให้เชื่อว่าทุกความฝันเกิดขึ้นได้ ฯลฯ

Homeroom เปิดรับเด็กๆ อายุ 4 ขวบขึ้นไปจนถึงวัยมัธยม เด็กบางคนเรียนตั้งแต่เด็กยันโต เปิดสอนคลาสเล็กๆ มีนักเรียนไม่เกิน 8 คน หากน้อยกว่านั้นจนถึง 1 คน ก็ยินดีสอน พวกเธอว่ายิ่งจำนวนน้อย ยิ่งดูแลใจได้ทั่วถึง

และอย่างที่เล่าไปข้างต้นว่า นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะส่งผลประเมินให้ผู้ปกครองทราบด้วย

“เราพยายามอัปเดตตลอด โดยการใช้ Google Classroom เราจดบันทึกทุกวันแล้วก็พิมพ์ไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพื่อจะได้อ่านเรื่องราวของลูกๆ วันนี้ทำกิจกรรมนี้นะ เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เราก็เลือกให้คุณพ่อเห็นแค่คนเดียว หรือให้คุณแม่เห็นแค่คนเดียว บางคนที่ไม่สะดวกอ่านอีเมลก็โทรศัพท์พูดคุยส่วนตัว

“เราพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับผู้ปกครองว่า ตอนนี้น้องๆ รู้สึกแบบนี้ในจิตใจ รู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาคุณภาพให้ หรือถ้ามีภาพไหนที่ติดในใจเขา เราก็พูดคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่บางคนถึงขั้นร้องไห้ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าหัวใจลูกจำภาพอะไรไว้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากเลยค่ะ” น้องสาวอธิบายการทำงาน

ห้องเรียนศิลปะพิสูจน์แล้วว่าหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว มีความสำคัญใหญ่ยิ่งกับหัวใจของเด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

กรีซและกรีกทำหน้าที่คิดและสอนด้วยกันเสมอ หากแบ่งหน้าที่ย่อย กรีซดูแลเพจ ทำคอนเทนต์ บริหารจัดการการเงิน และเก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็ก ส่วนหน้าที่พูดคุยกับผู้ปกครอง กรีซ-กรีกยืนกรานทำด้วยกันทั้งคู่

เรื่องการเรียนการสอน สองคนพี่น้องก็หาความรู้เสริมเพิ่มเติมจากการอ่าน การฟัง และการเวิร์กช็อป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กๆ ของ Homeroom ซึ่งภูมิหลังการเรียนจบปริญญาตรีก็ช่วยทั้งสองคนไว้มากโข 

“การเรียนการแสดงช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นนะ ทำให้เราเห็นความแตกต่าง ไม่ได้มองแค่ตัวเราเอง รู้สึกว่ามันช่วยออกแบบกระบวนการได้ประมาณหนึ่ง เพราะว่าละครก็ช่วยในเรื่องของการ Active Learning ให้ลุกขึ้นมาเล่นอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางอย่าง แต่โดยรวมมันเป็นประสบการณ์มากกว่า” น้องสาวชิงตอบก่อน

“สำหรับเรามันช่วยเยอะมากเลย ศิลปะทำให้เราไม่ตัดสินคนอื่น มันเป็นกฎกติกาการเรียนศิลปะของโฮมรูมเลยนะ เราจะไม่บอกนักเรียนว่างานใครสวยหรือไม่สวย เพราะว่าสิ่งที่เราชอบยังไม่เหมือนกันเลย แล้วเรารู้สึกว่าศิลปะทำให้เราตกตะกอนด้วยตัวเองว่า เราจะไม่ทำงานศิลปะเพื่อคนให้อื่นมาชอบ แต่เราจะทำก็เพราะอยากจะทำ”

ผู้สอนเล่าว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเด็กคนหนึ่งมาเรียนแต่กลัวกระดาษสีขาว ไม่กล้าวาด เพราะโดนตัดสินจากคนอื่นว่าวาดไม่สวย ทำให้เด็กคนนั้นไม่กล้าวาดภาพต่อหน้าคนอื่น ต้องเอามือบังไว้ตลอด ซึ่งปลายทางหากปัญหาไม่ถูกแก้ คงส่งผลต่อความกลัวในชีวิตอีกมากมาย กลายเป็นคนที่ทำอะไรแล้วก็ผิด

แต่พวกเธอว่า ศิลปะช่วยเด็กคนนั้นได้!

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

“จากที่น้องวาดรูปตรงกลางเล็กๆ ในกระดาษแผ่นนั้น เขาเริ่มขยายเป็นตัวเล็กๆ หลายตัว จนเต็มหน้ากระดาษ และระบายสีได้เต็มหน้า เราว่ามันประสบความสำเร็จ ซึ่งตอนนั้นเขาอายุสี่ขวบ ตอนนี้เขาอายุแปด เก้าขวบแล้ว เขาเป็นคนที่เอาเรื่องนี้ไปสอนคนอื่นต่อ จะไม่พูดกันว่างานสวยหรือไม่สวย” กรีกเล่าความเปลี่ยนแปลง

“มันอิมแพค” ครูกรีซย้ำ “เราภูมิใจมากเลยนะ น้องเขาไปได้ด้วยตัวเขาเอง ศิลปะมันได้ผลตรงนี้แหละ เพราะมีสี มีรูปทรง มีอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้ตัดสินกันได้ง่ายมาก จนอาจขยายกว้างไปได้ถึงเรื่องรูปร่างของคนด้วย

“มีเรื่องหนึ่งตอนเราสอนใหม่ๆ เด็กคนหนึ่งเอาสีชอล์กสีขาวฝนทั่วงานเลย เราถามว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ หนูละเลงทำไม เขาบอกว่ามันคือรังผึ้ง ที่ละเลงอยู่เพราะผึ้งกำลังบินฟู่ๆ เราก็ไม่รู้ แต่กลายเป็นเรื่องที่เด็กสอนเรา

“แล้วเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีเหตุผลมาก เราให้เขาวาดท้องฟ้าของวันนี้ เขาก็วาดขยุกขยุยเต็มไปหมด เราก็ถามอีกว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ เขาบอกว่าท้องฟ้าคือรูปทรงอิสระ ‘ดูสิครู มันอิสระมากเลยนะ มันเปลี่ยนรูปร่างได้หมด ครูอยากให้หนูลองเปลี่ยนมั้ย’ เรารู้สึกว่า โอ้โห นี่มันคือปรัชญาอะไรก็ไม่รู้ เขาเป็นเด็กที่กล้าหาญมาก แล้วเด็กก็กระจายพลังมาให้เรากล้าหาญต่อ เหมือนเรามาถูกทางแล้วเว้ย ซึ่งเด็กเขาสอนเราทุกอย่างเลย” กรีซปันความประทับใจ

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

ขอให้ศิลปะจงอยู่ในทุกๆ ที่

เป็นเวลากว่า 5 ปี จากตู้คอนเทนเนอร์เล็กจิ๋วขยับขยายสู่ห้องเรียนศิลปะขนาดอบอุ่น เราหยอดคำถามชวนคิดให้สองคนพี่น้องว่า คนอ่างทองเข้าใจสิ่งที่กรีซและกรีกกำลังทำอยู่หรือยัง-พวกเธอปลูกศิลปะลงในหัวใจผู้คน

“ตอนแรกเราคาดหวังให้คนเข้าใจมากๆ แต่ตอนนี้เราไม่ได้คาดหวังสิ่งนั้นแล้ว แค่หนึ่งครอบครัวที่เขาเข้ามาเรียนมันก็มีคุณค่ามากแล้ว ถึงจะอยู่แค่ครอบครัวเดียว เราก็ยังเปิดสอน เราทำงานด้วยแพสชัน แม้จะไม่มีคนเรียน เราก็ยังอยู่ เราไม่ได้ทำเพื่อเงินอยู่แล้ว ถ้าทำเพื่อเงินเราคงไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นมันอยู่ถึงห้าปีเพราะแพสชันล้วนๆ 

“อีกอย่างเราอยากแก้ไขสังคมให้เด็กๆ มีความสุข ไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือสังคมห่วยแตกขนาดไหน แต่อยากให้เขายังจำได้ว่า Homeroom เป็นเพื่อนกับเขา เขาหันมาก็จะเจอเรา แค่นี้พอแล้ว” พี่สาวไขข้อสงสัย

ห้องเรียนศิลปะที่คอยพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ กลายเป็นขุมพลังงานบวกให้ผู้ใหญ่อย่างกรีซ-กรีก และสิ่งที่พวกเธอวาดฝันจนเราเอาใจช่วยอยากให้เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ ‘อยากให้มี Homeroom ในทุกๆ ที่ของประเทศ’

“เราอยากให้มีกรีซ-กรีกอีกเยอะมากๆ เอาหลักสูตรเราไปเลย เราเต็มใจมาก แต่ไม่ได้คาดหวังนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงก็จะเกิดการขับเคลื่อน และเราบอกเด็กเสมอเรื่องทัศนคติ (Attitude) ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเหมือนธาร์นอสดีดนิ้วก็คงจะดี ซึ่งเราพยายามให้มันเกิดขึ้นให้ได้ในตอนนี้ เป็นกระบวนการที่เราอยากมีไปเรื่อยๆ มันสำคัญจริงๆ นะ การดูแลจิตใจของคนเรา เพราะสามารถทำลายล้างโลกใบนี้ได้เลย” กรีซเล่าสิ่งที่อยากเห็นและอยากเป็นในอนาคต

“สำหรับเรา มันควรจะมี Community Center ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ต่างๆ เป็นเครือข่ายของผู้ปกครองที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งปันพื้นที่ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการเรียนรู้ของลูกๆ ให้พ่อแม่พบปะพูดคุย ซึ่งเราพยายามสร้างพื้นที่แบบนั้นอยู่ ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะเครือข่ายพ่อแม่ยังไม่หนาแน่นถึงขั้นนั้น

“ตอนนี้เรากำลังขยายพื้นที่ไปที่ Homeplay เป็นสนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ในพื้นที่บางส่วนของบ้าน ให้ครอบครัวมาทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกัน แล้วเราก็วาดฝันอยากจะทำ Homesoul เปิดรับคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ใช่คนจังหวัดอ่างทอง เข้ามาใช้พื้นที่กับคนท้องถิ่น มาแลกเปลี่ยนความรู้สึกดีซึ่งกันและกัน 

“คล้ายๆ กับว่าให้ยืมป้า ให้ยืมแม่ ให้ยืมพ่อ กึ่งๆ เป็นโฮมสเตย์ แต่เราต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเราพยายามทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในหลายๆ ทาง โดยอยู่ภายใต้ Art is Everywhere” น้องสาวขมวดปม

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ แถมต่อขยายยาวเหยียดเป็นขบวนรถไฟ ทั้งสร้างชุมชน เครือข่าย และโปรเจกต์น่าชื่นชมอีกมาก ที่สำคัญคือการเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขของเด็กๆ ให้ความสุขคงอยู่… นานแสนนาน

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

ที่ตั้ง : 368 ถนนเลี่ยงเมืองอ่างทอง ตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง (แผนที่)

วัน-เวลา : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. 

โทรศัพท์ : 08 9080 7401

Facebook : Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

นอกจากห้องเรียนศิลปะ ยังมีร้าน My Heart Will Cocoa ที่เสิร์ฟ (โก)โก้ พร้อมชมนิทรรศการศิลปะขนาดย่อมของเด็กจิ๋วด้วย และเมนูโกโก้ที่นี่ก็ชื่อเท่จนต้องลิ้ม แนะนำให้ชิมรสชาติ ‘ชีวิต’ วัดดวงไปเลยว่าจะหวานหรือขม

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load