9 เมษายน 2564
12.50 K

เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน น้ำอัดลมโดยเฉพาะโคล่าคงเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มช่วยดับกระหาย นอกจากยี่ห้อดังไม่กี่ยี่ห้อแล้ว เทรนด์ของการทำ ‘คราฟต์โคล่า’ หรือโคล่าที่ทำขึ้นเองจากวัตถุดิบธรรมชาติก็กำลังเป็นที่นิยมกันในหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น 

และน่าดีใจที่บ้านเราก็เริ่มสนใจกันมากขึ้นเหมือนกัน เท่าที่เห็นก็เริ่มมีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ หลายร้านที่เริ่มทำคราฟต์โคล่าขึ้นเองแล้ว

ให้บาร์เทนเดอร์ Wasteland สอนต้มโคล่าดื่มเอง โดยตั้งโจทย์จากของที่มีอยู่ในครัว

ข้อดีข้อแรกที่มีคนผลิตคราฟต์โคล่ามากขึ้น คือเพิ่มทางเลือกรสชาติเครื่องดื่มน้ำดำชนิดนี้ เราอาจชิมแล้วพอแยกออกว่าโคล่าที่มีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อรสชาติต่างกัน แต่คราฟต์โคล่าสร้างรสชาติแตกต่างอีกเยอะมาก จากส่วนผสมที่นักทำโคล่าแต่ละคนจินตนาการและผสมเข้าไป 

เพราะการทำคราฟต์โคล่าต้องใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติจริงๆ เป็นส่วนผสม และส่วนใหญ่ไม่ผสมสารสังเคราะห์ แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียเรื่องราคาที่อาจจะสูงกว่าหลายเท่า แต่เราก็สามารถทำโคล่าดื่มด้วยตัวเองได้ จากของที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป หรืออาจจะง่ายกว่านั้นถ้ามีวัตถุดิบอยู่แล้วในครัว

ให้บาร์เทนเดอร์ Wasteland สอนต้มโคล่าดื่มเอง โดยตั้งโจทย์จากของที่มีอยู่ในครัว

หนึ่งในนักปรุงคราฟต์โคล่าคือ กอล์ฟ-กิติบดี ช่อทับทิม Co-founder และบาร์เทนเดอร์ของ Wasteland ค็อกเทลบาร์ที่มีแนวคิดการใช้วัตถุดิบที่ต้องทิ้งจากครัวของร้านอาหารมาทำเป็นเครื่องดื่ม 

กอล์ฟใช้ก้านพริก ก้านสมุนไพร ที่ไม่ได้ใช้ในการปรุงอาหารของร้าน Bo.Lan มาทำเป็นส่วนผสมของ Cacao Cola โคล่าจากเปลือกโกโก้ที่มีรสเป็นของตัวเองไม่เหมือนใคร

เราให้กอล์ฟสอนการทำคราฟท์โคล่า โดยโจทย์คือต้องใช้ของที่หาได้ในครัว

กอล์ฟเล่าว่าวิธีทำโคล่ามีอยู่หลายวิธี แบบหนึ่งคือการหมัก เพื่อให้เกิดความซ่าโดยธรรมชาติ ซึ่งวิธีที่นิยมกันมากและง่ายคือการต้มไซรัปโคล่า ต้มเครื่องเทศรวมกันในหม้อเดียวกันเลย หรือต้มส่วนผสมแต่ละชนิดแยกกัน แล้วนำน้ำที่ได้มาผสมกันตามสัดส่วนทีหลังก็ได้ จะอัดแก๊สเข้าไปในขวด หรือจะมาเติมโซดาก่อนดื่มก็แล้วแต่ใครสะดวกแบบไหน 

เวลาดื่ม สิ่งที่เรารับรู้ว่าคือโคล่า มีโครงสร้าง 5 อย่างประกอบกัน 

1. น้ำโคล่า

ส่วนประกอบหลักของไซรัปโคล่า โดยปกติใช้สารสกัดได้จากถั่วโคล่า (Kola Nut) เป็นที่มาของคำเรียกเครื่องดื่มชนิดนี้ โคล่ามีคาเฟอีนอยู่ด้วย เดิมสารสกัดจากถั่วโคล่ามีรสขม เลยต้องผสมกับความหวานจากน้ำตาลเคี่ยวหรือกากน้ำตาล (Molasses) สีน้ำตาลของเครื่องดื่มโคลามีที่มาจากสีน้ำตาลไหม้นี่เอง ดังนั้น น้ำโคล่าจึงทดแทนด้วยวัตถุดิบที่มีลักษณะคล้ายกันได้ตามจินตนาการ นักทำโคล่าบางคนเลือกใช้กาแฟ ชา น้ำที่สกัดจากผลโกโก้มาทดแทนถั่วโคล่า มาผสมกับน้ำตาลเคี่ยว 

จากโจทย์ที่ใช้ของในครัว กอล์ฟเลือกใช้ซีอิ๊วดำหวานเป็นหนึ่งในส่วนผสม เพราะซีอิ๊วดำหวานมีองค์ประกอบเป็นกากน้ำตาลเคี่ยว ผสมกับกาแฟดำ

ให้บาร์เทนเดอร์ Wasteland สอนต้มโคล่าดื่มเอง โดยตั้งโจทย์จากของที่มีอยู่ในครัว

2. กลิ่นเครื่องเทศ

เครื่องเทศ 3 ชนิดที่เมื่อรวมกันแล้วเราจะคิดถึงโคล่าขึ้นมาได้ทันที คือ อบเชย ลูกจันทน์ และลูกผักชี เครื่องเทศที่เกือบครบเครื่องพะโล้ให้กลิ่นหลักของโคล่าได้แล้ว แต่ถ้าในครัวของใครมีก้านพริก ก้านตะไคร้ หรือก้านโหระพา เหลือ ก็นำมาเพิ่มกลิ่นให้กลายเป็นโคล่าแบบของเราเองได้เช่นกัน 

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

3. กลิ่นซิตรัส

กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว เป็นกลิ่นสำคัญของโคล่า เราจะใช้กลิ่นน้ำมันที่สกัดได้จากผิวมาใช้ ผลไม้ตระกูลซิตรัสให้กลิ่นมากกว่าเลมอนหรือมะนาว ใช้มะปี๊ด ส้มจี๊ด ทดแทนการใช้เลมอนทำโคล่าก็ได้ แต่ควรเป็นกลิ่นโทนเปรี้ยวแหลม หากใครกล้าใช้น้ำมันมะกรูดก็ได้ ไม่ผิดเลย 

4. กลิ่นหอมหวาน

ส่วนนี้เป็นส่วนเสริมให้โคล่ามีมิติขึ้น นี่คือคำตอบว่าทำไมกลิ่นวานิลลาหรือเชอร์รี่ถึงเป็นกลิ่นเย้ายวน ซึ่งทำให้โคล่ายี่ห้อดังใช้เป็นกลิ่นพิเศษ 

5. กรดคาร์บอนิก​ 

กรดคาร์บอนิกเกิดจาก​คาร์บอนไดออกไซด์​ทำปฏิกิริยากับน้ำ​ เป็นส่​วนประกอบเพื่อให้เกิดฟองและความซ่า​สดชื่น ระบบอุตสาหกรรม​ใช้วิธีอัดแก๊สให้ละลายไปในของเหลว​ แต่ถ้าทำที่บ้าน ใช้โซดาแทนก็ได้

วิธีง่ายและสะดวกที่สุดที่กอล์ฟเลือกใช้ตามโจทย์ ว่าต้องทำเองได้จากของในครัวที่บ้าน คือการต้มส่วนผสมรวมกันในหม้อเดียว เพื่อให้ได้ไซรัปโคล่ามาชงกับโซดา  

อุปกรณ์ 

  1. เปลือกมะนาว​คั้น 150 กรัม (ประมาณ8 – 10ลูก)
  2. อบเชยแท่ง​ 20 กรัม
  3. ลูกจันทน์ (หรือรกจันทน์) 10 กรัม
  4. ลูกผักชี​ 10 กรัม
  5. ก้านตะไคร้​ 5 กรัม
  6. ก้านโหระพา​ 5 กรัม
  7. วานิลลา (ถ้ามี) 1 ฝัก
  8. กาแฟ​ 50 มิลลิลิตร
  9. ซีอิ๊วดำหวาน​ 50 มิลลิลิตร
  10. น้ำตาล​ 200 กรัม
  11. ถุงกรองชา
  12. หม้อแบบมีฝาปิด

วิธีทำ 

ทำน้ำกลิ่นน้ำมันมะนาว

1. คั้นน้ำมะนาว เก็บน้ำไว้ก่อน เอาแต่เปลือกที่คั้นน้ำหมดแล้วใส่หม้อ

2. เทน้ำเดือดลงในหม้อเปลือกมะนาว 

3. ปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อเก็บกลิ่นเอาไว้ให้มากที่สุด

4. กรองเอาเฉพาะน้ำแช่เปลือกมะนาว 

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

ทำไซรัปโคล่า

1. คั่วก้านตะไคร้กับก้านโหระพาด้วยหม้ออบความร้อน หรือคั่วในกระทะให้ร้อน ระวังอย่าให้ไหม้

3. ใส่ก้านโหระพาและตะไคร้ในถุงกรองชา เพราะต้องแยกออกจากหม้อระหว่างการต้ม

4. ใส่ถุงเครื่องเทศ รวมกับลูกผักชี อบเชย ลูกจันน์ ลงไปในหม้อ (ใส่วานิลลาต้มรวมไปได้ แต่ต้องกรีดฝักก่อน)

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว
ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

5. เติมน้ำ 500 มิลลิลิตร

6. ใส่ซีอิ๊วหวาน 50 มิลลิลิตร

7. ใส่กาแฟ 50 มิลลิลิตร

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

8. ต้มด้วยไฟอ่อนแบบปิดฝาหม้อ ใช้เวลาต้ม 15 นาที เมื่อครบ 5 นาทีแรก ตักถุงก้านตะไคร้และก้านโหระพาออก ส่วนอบเชยให้นำออกเมื่อถึงนาทีที่ 10  

9. ปิดไฟ ใส่น้ำตาล 200 กรัม คนจนละลาย

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

10. ใส่น้ำกลิ่นน้ำมันผิวมะนาวที่ต้มไว้​ในตอนแรก 200 มิลลิลิตร และเพิ่มน้ำมะนาว​ประมาณ​ 10 มิลลิลิตร

11. กรองส่วนที่เหลือด้วยผ้าขาวบาง เก็บใส่ขวดแก้วปิดฝาสนิทใส่ตู้เย็นไว้ 

วิธีชง 

ชงไซรัปโคล่า 1 ส่วน ต่อโซดา 3 ส่วน หากต้องการลดกลิ่นและความหวานของไซรัปลง ให้เติมน้ำมะนาวเพิ่มเข้าไปประมาณครึ่งช้อนชา

ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว
ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว
ทำโคล่าดื่มเองจากก้านตะไคร้ ก้านโหระพา ซีอิ๊วหวาน และสารพัดของในครัว

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

1 กันยายน 2560
44.23 K
The Cloud X Maru

อะไรเอ่ย มองไม่เห็น จับไม่ได้ แต่มีอยู่จริง

สำหรับฉัน กลิ่นคือคำตอบที่ชัดเจนทรงพลัง การสูดดมครั้งเดียวเข้าไปส่งสัญญาณในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ลองนึกภาพว่าคุณตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียแล้วได้กลิ่นแนว citrus ความสดชื่นก็เข้ามาแทนที่อาการง่วงงุนได้อย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับก่อนนอน กลิ่นนุ่มๆ ของลาเวนเดอร์ช่วยให้นอนหลับสนิท

เพราะรู้ซึ้งถึงอานุภาพกลิ่น ฉันจึงปวารณาตัวเป็นสาวกร้านอโรมาต่างๆ มาเนิ่นนาน จนได้รู้ว่าที่จริงเราปรุงกลิ่นหอมขึ้นมาได้เองนี่นา หนึ่งในวิธีง่ายที่สุดคือการทำ reed diffuser น้ำหอมปรับอากาศห้องที่ใช้ก้านไม้เป็นตัวกระจายกลิ่น เพียงผสมน้ำหอมขึ้นมาแล้วปักก้านหวายปอกเปลือกอบแห้ง ไม้เนื้อเบามีรูพรุนจะดูดกลิ่นขึ้นมาแล้วกระจายกลิ่นหอม

และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากชวนคุณมาลองหัดทำที่บ้านในวันหยุด เพื่อให้เวทมนตร์แห่งความหอมอบอวลทั่วห้อง

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

“diffuser สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเทียนหอม ทางยุโรปจะใช้เทียนหอมมานานมากและยังใช้กันเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาว่าใช้ไฟแล้วอันตราย ทำให้เกิด diffuser ขึ้นมาแทน”

ชุน-ธาดา อาชาวงศ์ นักปรุงน้ำหอมและเจ้าของแบรนด์ Natural Teller ที่ฉันมีโอกาสไปพูดคุยด้วย อธิบายเรื่องราวพื้นฐานของ diffuser หรือเครื่องกระจายกลิ่นหอมให้ฟัง เจ้าเครื่องนี้มีหลายรูปแบบ หน้าที่ของมันคือใช้เปลี่ยนบรรยากาศตามต้องการ ส่วนข้อดีของการลงมือทำเองคือ เราจะได้สร้างกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ถูกใจ และกลิ่นที่ได้จะไม่ฉุนรุนแรง ไม่ถึงขั้นเดินเข้าห้องแล้วได้กลิ่นทันที แต่เมื่อเข้ามาในโซนเล็กๆ ที่วางกลิ่นไว้ จะรู้สึกว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป

ดังนั้น ก่อนทำ Reed Diffuser ก็ควรคำนึงถึงสถานที่ที่จะวางน้ำหอมปรับอากาศและช่วงเวลาที่เราจะอยู่บริเวณนั้นด้วย

“นึกก่อนว่าเราอยากได้ความรู้สึกแบบไหน ต้องการอะไร อยากรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า หรือผ่อนคลายสบาย จะใส่แค่กลิ่นเดียว หรือใส่หลายๆ กลิ่นก็ได้ เราเคยคิดว่าน้ำหอมจะต้องสร้างในห้องแล็บ แต่จริงๆ มันเป็นศิลปะที่สร้างได้ที่บ้าน” ชุนบอกฉัน

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

นอกจากนี้ เสน่ห์ของศาสตร์แห่งความหอมคือความละเอียดอ่อนในเนื้อกลิ่น โดยน้ำหอมปรับอากาศจะมีกลิ่นคงที่กว่าน้ำหอมฉีดตัว ที่กลิ่นจะเปลี่ยนไปตามระยะทั้งสาม Top Notes คือกลิ่นแรกที่ได้กลิ่นเมื่อสูดดม มักจะเป็นกลิ่นสดชื่นอย่างซิตรัส ดอกส้ม ยูคาลิปตัส มะกรูด Middle Notes เป็นกลิ่นที่ตามมาหลัง 15 – 20 นาที มักเป็นกลิ่นดอกไม้หรือสมุนไพรบางอย่าง เช่น กุหลาบ กระดังงา มะลิ ไอริส และ Base Notes กลิ่นสุดท้ายจากน้ำหอม มักสกัดได้จากไม้ เครื่องเทศ หรือน้ำมันสัตว์ เช่น ไม้ซีดาร์ ไม้จันทน์ หญ้าแฝก

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

สำหรับเกณฑ์การเลือกกลิ่น ไม่จำเป็นต้องดึงโน้ตทั้งหมดออกมาเล่า แค่ดึงอารมณ์ที่ต้องการออกมาผสมเป็นกลิ่นเฉพาะ ไม่มีกฎตายตัวว่าควรจับคู่กลิ่นแบบไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความหอมแนะนำว่าให้ลองมองสิ่งที่ปรุงเป็นรสชาติอาหาร เช่น ผสมความหวานกับเปรี้ยวให้พอเหมาะ ที่จริงการปรุงน้ำหอมไม่ยาก แต่ต้องทดลองทำและใช้จมูกชิมรสด้วยตัวเอง แม้ไม่ใช่นักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ ก็ทำเมนูสร้างสรรค์ที่ถูกใจตัวเองและคนรอบข้างขึ้นมาได้

เมื่อได้กลิ่นหอมน่าปลาบปลื้มขึ้นมา วันหยุดครั้งหน้าคุณอาจไม่อยากออกจากบ้านไปไหน ก็บรรยากาศในบ้านมันสดชื่นน่าอยู่เกินกว่าจะออกไปตะลอนแล้วนี่นา

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

How to make a reed diffuser

อุปกรณ์

  1. essential oil หรือ fragrance กลิ่นที่ชอบและคิดว่าน่าจะเข้ากัน
  2. Diffuser Base หรือตัวทำละลายน้ำมัน
  3. ขวดผสมเล็กๆ
  4. ขวดแก้ว
  5. ก้านหวายดูดกลิ่น ตัดให้พอดีกับขวดแก้ว

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

วิธีทำ

1. จัดลำดับ essential oil ว่าจะเลือกกลิ่นไหนเป็นกลิ่นหลักและกลิ่นรอง

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

2. หยด essential oil ลงไปในขวดผสมเล็กๆ โดยใส่กลิ่นหลักก่อน แล้วเติมกลิ่นรองเข้าไปให้จำนวนหยดน้อยกว่า

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

3. เขย่าให้เข้ากัน แล้วดมเพื่อพิจารณา ค่อยๆ หยดกลิ่นเพิ่มทีละน้อยตามชอบ ให้ปริมาณหัวน้ำหอมมีไม่เกิน 10% – 30% ของขวดแก้ว

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

4. เมื่อถูกใจแล้ว เทหัวน้ำหอมในขวดผสมใส่ขวดแก้ว ใส่ diffuser base ให้เต็มขวด

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

5. ใช้ก้านหวายคนส่วนผสมให้เข้ากันดี

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

6. ปักก้านหวายให้เต็มขวด แล้วนำไปวางในมุมที่ต้องการ เช่น บนโต๊ะทำงาน หัวเตียง ฯลฯ

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. หาซื้ออุปกรณ์ได้จากร้านเคมีภัณฑ์ อย่างร้านฮงฮวด จตุจักร หรือร้านค้าออนไลน์ ส่วนขวดสวยๆ หาซื้อได้ที่สะพานขาว
  2. ควรเลือก essential oil ด้วยการไปดมกลิ่นเองที่ร้าน เพราะความชอบแต่ละคนแตกต่างกัน
  3. หากต้องการให้กลิ่นกระจายตัวมากขึ้น สามารถปักก้านหวายให้มากขึ้นหรือเติมแอลกอฮอล์ลงในส่วนผสม แต่ก็จะทำให้น้ำหอมหมดเร็วขึ้นเช่นกัน
  4. ควรเปลี่ยนก้านหวายเมื่อใช้มาสักระยะแล้วกลิ่นไม่กระจายตัว และเปลี่ยนก้านหวายทุกครั้งที่ผสมกลิ่นใหม่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load