16 กุมภาพันธ์ 2562
46 K

แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่แพร่ก็ขึ้นชื่อลือชาเรื่องอาคารโบราณมากมายในย่านเมืองเก่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสวยน่ามอง เพราะเจ้าของยังอาศัยอยู่และดูแลอย่างดี

บ้านไม้สวยหลังหนึ่งในย่านนี้ปันพื้นที่ข้างบ้านมาสร้างอาคาร 2 ชั้นเล็กๆ เป็นโรงแรมขนาด 4 ห้องชื่อ Homelynestphrae ซึ่งเป็นธุรกิจในครัวเรือนอย่างแท้จริง

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Homelynestphrae

พื้นที่โรงแรมเคยเป็นโกดังผ้าบาติกและเฟอร์นิเจอร์ โดยคุณยายวัย 91 ยกพื้นที่ข้างบ้านไม้ของตัวเองให้ลูกหลานสร้างที่พักต้อนรับแขก

คุณพ่อ เกรียงไกร พิทยะปรีชากุล เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน รับหน้าที่ดีไซน์ตึกสไตล์ลอฟต์นี้ทั้งหมด โดยสร้างอาคารจากไม้สักเก่า และนำเฟอร์นิเจอร์เก่าที่สะสมไว้มาตกแต่งอย่างลงตัว ตั้งแต่ล็อบบี้สไตล์วินเทจ ประตูหน้าต่างที่ไม่ซ้ำกันสักบาน ไปจนถึงการแต่งห้องแสนสบายน่านอน แบ่งเป็นห้องพักใหญ่ 2 ห้อง และห้องพักเล็ก 2 ห้อง

คุณแม่ ศศิธร ไชอุปถัมภ์ เป็นเจ้าของแบรนด์ผ้าบาติก Thaitor ที่เคยเปิดร้านที่สวนจตุจักร รับผิดชอบผ้าม่าน เครื่องนอน และของตกแต่งประเภทผ้าลายเก๋ที่ทำเองแบบไม่ซ้ำใคร

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Homelynestphrae

ลูกสาว กิ๊ก-กานต์ศิริ พิทยะปรีชากุล สไตลิสต์และแฟชั่นดีไซเนอร์ที่รับหน้าที่ดูแลโรงแรมนี้ รวมถึงคาเฟ่และร้านเสื้อผ้าบาติกลายกราฟิกเท่ๆ Kanz by Thaitor ของเธอที่อยู่ในรั้วเดียวกัน แขกของครอบครัวดีไซเนอร์นี้สามารถนั่งจิบกาแฟและซื้อเสื้อผ้าแฮนด์เมดได้ตลอด หรือจะแวะมาชิมและช้อปโดยไม่ค้างคืนก็ได้

Homelynestphrae

Homelynestphrae

สุดท้ายคือน้องๆ ของกิ๊กที่ร่วมประชุมออกแบบบ้าน ให้ได้ผลลัพธ์ที่สมาชิกทุกคนพอใจมากที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะได้กลับมาช่วยดูแลในอนาคต

จากโกดังเก่าไม่ได้ใช้งาน กลายร่างมาเป็นเรือนรังที่อบอุ่นเหมือนบ้านได้อย่างไร กิ๊กยื่นแก้วชา Signature ที่เบลนด์มาสำหรับที่พักโดยเฉพาะให้เราดื่มก่อนตอบคำถามนี้

“ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าเราจะทำโรงแรมค่ะ บ้านเดิมกิ๊กอยู่ที่นี่ แต่เราย้ายออกไปอยู่ตึก พอคุณยายอายุมากแล้ว กิ๊กเลยย้ายกลับมาเพราะว่าเราจะได้ดูแลใกล้ชิดกับคุณยาย กลับมารีโนเวตบ้านเดิมแล้ว เลยสร้างบ้านอีกหลังให้เพื่อนมาอยู่ เพราะเพื่อนที่กรุงเทพฯ ชอบมาหา มาเที่ยวแพร่ตลอด รู้สึกว่าอยากต้อนรับคนที่มาเที่ยวบ้านเรา ให้เขามีที่นอน”

ครอบครัวของกิ๊กตัดสินใจเปิดตึกใหม่เป็นโรงแรมอย่างเป็นทางการได้ราวปีครึ่ง โดยตั้งชื่อที่นี่ว่า Homelynestphrae มาจากตอนขึ้นเสาเอกอาคารแล้วมีนกมาทำรัง ตามความเชื่อของคนเก่าคนแก่เชื่อว่าถ้านกมาอยู่แล้วจะอยู่เย็นเป็นสุข

Homelynestphrae

“คอนเซปต์บ้านหลังนี้คืออยากให้ทุกคนมาแล้วอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านเพื่อน เราดูแลแขกเหมือนเพื่อนที่มาค้าง และทุกคนเป็นเพื่อนใหม่กัน คนที่มาพักบ้านเรามีหลากหลายมาก เป็นสถาปนิกบ้าง เป็นศิลปินบ้าง เป็นนักบัญชีบ้าง บางทีมาแล้วจะเจอคุณแม่และได้คุยกันยาวๆ คุณแม่เป็นไอคอนที่ทุกคนถามหาตลอดเวลา เพราะคุณแม่ชอบแชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ฟัง”

ดีไซเนอร์สาวเล่าว่า ที่พักของเธอรับสมาชิกได้เต็มที่เพียง 18 คนเท่านั้น เพราะทั้งครอบครัวดูแลแขกกันเอง คุณแม่และเธอทำอาหารเช้าแบบจัดเต็มให้ทุกวัน ทั้งอาหารเหนือแบบปิ่นโต มีน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ไส้อั่ว ผักนึ่ง ขนมหวาน และผลไม้ตามฤดูกาล ไปจนถึงอาหารฝรั่งตามสากลนิยมให้เลือกสรร โดยค่าอาหารเช้ารวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว ตื่นเช้ามาก็เดินไปนั่งกินมื้อแรกของวันในห้องอาหารใต้ถุนบ้านคุณยายได้เลย

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Homelynestphrae Homelynestphrae

นอกจากโรงแรม สิ่งที่เด่นมากของบ้านนี้คือการสนับสนุนงานศิลปะและงานดีไซน์ โดยเฉพาะผ้าบาติกซึ่งคุณแม่และกิ๊กตั้งใจกันรีแบรนด์ขึ้นใหม่ สังเกตได้จากเครื่องนอนลายเก๋ในห้องนอน กิ๊กเล่าว่า สมัยก่อนแบรนด์ผ้าบาติกที่แพร่มีหลายเจ้า แต่ปัจจุบันลดลงไปมากตามตลาดที่เปลี่ยนไป ผ้าของเธอจึงปรับลวดลายกราฟิกให้สนุกร่วมสมัย ต่างจากลายดอกไม้ กล้วยไม้ ปลา ปะการัง ตามขนบเดิมๆ

นอกจากเลือกซื้อเสื้อผ้าได้ที่นี่แล้ว ต่อไป Homelynestphrae จะเปิดเวิร์กช็อปผ้าบาติก ให้แขกได้ลองสร้างลวดลายบนผ้าด้วยตนเอง และได้ผลงานชิ้นเล็กๆ กลับบ้าน เช่น ผ้าโพกผม ผ้าพันคอ

Homelynestphrae

ส่วนกิจกรรมหลักที่บ้านนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปลายปี โดยจัดมา 2 ครั้งแล้ว คือตลาดเนิบเนิบ (Nerb Nerb Market) ที่ชวนเพื่อนศิลปินทั้งชาวแพร่และชาวจังหวัดอื่นๆ มาขายของคราฟต์ งานศิลปะ และจัดเวิร์กช็อปเล็กๆ กันในสวนหลังบ้าน Homelynestphrae

“ตลาดแพร่ที่คนมากันคือกาดกองเก่าซึ่งมีทุกวันเสาร์ ทุกสัปดาห์แรกของเดือนจะมีถนนคนเดิน และตอนนี้ก็มีเทศกาลแพร่คราฟต์ที่จัดทุกปี ส่วนเราอยากจัด Art Market เพราะเราเรียนศิลปะมาและมีเพื่อนที่ทำงานศิลปะเยอะ เลยอยากชวนมาเล่นสนุกกัน เราอยากให้เห็นว่าแพร่ไม่ได้มีแต่ผ้ามัดย้อมนะ มีงานเซรามิก งานไม้ มีอาหารเหนือสูตรเด็ดของบ้านที่เอามาแบ่งปันกัน

เราจัดแล้วรู้สึกดีมากๆ ไม่ได้คิดถึงกำไรเลย ถ้าคนมาเที่ยวบ้านเรา โรงแรมละแวกนี้ก็ได้รายได้มากขึ้นด้วย เพราะที่พักเรามีน้อย ถ้าคนอื่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดตลาดของเราก็ดี” กิ๊กตบท้ายด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล

ไม่ว่าจะได้ไปเยือนตลาดเนิบเนิบหรือไม่ ก็ไปพักผ่อนหย่อนกายในรัง Homelynestphrae ได้เสมอ ความอบอุ่นของครอบครัว งานศิลปะ และวิถีเนิบช้าของชาวแป้พร้อมรอต้อนรับแขกตลอดทั้งปี

Homelynestphrae

Homelynestphrae

Facebook : Homelynestphrae

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ท่ามกลางความจอแจของยวดยานนานาที่ติดแหง็กอยู่กลางสี่แยกหมอเหล็ง อันมีทางยกระดับพาดผ่าน ฟาซาดลายเปลือกไม้แผ่นยักษ์ยังคงทอประกายล้อเปลวแดดจ้ามาแต่แรกเห็น

ชื่อ ‘Bonsai Hotel’ บนยอดตึกนั่นก็เช่นกัน แบบอักษรรูปทรงคล้ายใบไม้ของมันสะกดสายตา ชนิดมองเห็นได้จากชานชาลารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งอยู่สี่แยกถัดไปเลยทีเดียว

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ด้วยป้ายชื่อโรงแรมที่เด่นหราตรงหัวมุมแยก เราหวังว่าจะได้เห็นไม้ดัดขนาดจิ๋วในกระถางดินเผาสักต้นให้สมกับชื่อ ‘บอนไซ’ ของที่นี่ หากนั่นเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เมื่อเราข้ามถนนราชปรารภมาแล้วไม่พบบอนไซเลยสักต้น มีแต่ ‘ต้นไทร’ แผ่กิ่งก้านอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงแรมหนึ่งต้น

“ไทรต้นนี้อายุ 50 – 60 ปีแล้วครับ” จอนนี่-วรุตม์ วงศ์วโรทัย ยิ้มบอกด้วยความภาคภูมิใจ

“ตอนยังไม่ตัด มันดูใหญ่และเขียวชอุ่มมากกว่านี้เยอะเลยค่ะ” ปูน-ธรบงกช วงศ์วโรทัย กล่าวเสริมก่อนจาระไนที่มาชื่อโรงแรมให้เราฟัง

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“ชื่อภาษาไทยเราสะกดว่าโรงแรม ‘บนไทร’ ให้มันล้อไปกับชื่อ ‘Bonsai’ ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงต้นไม้ดัด เมื่อมีต่างชาติมาพัก เราก็ต้องอธิบายให้เขาฟังอย่างนี้”

เพราะเหตุใดต้นไทรจึงกลายเป็นจุดเด่นของโรงแรมนี้ได้ สามีภรรยาคู่นี้จะเป็นผู้ให้คำตอบ

จากคลินิกเก่า 

ถึงรูปลักษณ์โรงแรมบนไทรในวันนี้ดูเป็นโรงแรมใหม่เอี่ยม แต่ความเป็นจริง ราว 60 ปีที่แล้ว ตึกหลังนี้เคยเปิดเป็นคลินิกศัลยกรรมมาก่อน ในยุคที่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักการเสริมสวยด้วยมีดหมอ

“คลินิกนี้เป็นของคุณอาของคุณพ่อผม เรียกว่าคุณปู่แล้วกันครับ” จอนนี่พาเราย้อนระลึกความหลังไปพร้อม ๆ กัน “ผมเคยมาเจอคุณปู่ของผมที่นี่ครั้งหนึ่งตอนผมอายุ 13 เขาเล่าว่าที่นี่เป็นที่ทำจมูก ทำหน้าอก ที่แรกในประเทศไทย ไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือเปล่า”

ในวัยเด็กที่แวะมาเยี่ยมเยือนคลินิกศัลยกรรมของคุณปู่น้อย จอนนี่ยังจดจำกลิ่นอายของตึกแถวเก่าในวันเวลาเหล่านั้นได้ดี เป็นต้นว่าพื้นหินขัดที่พบได้ทั่วไปตามบ้านคนไทยเชื้อสายจีน

“ผมเป็นลูกคนจีน ถ้าได้ไปบ้านเก่า ๆ ของคุณปู่ คุณย่าคนจีนก็จะเห็นว่าพื้นห้องน้ำปูกระเบื้องหินขัด นี่คือสิ่งที่แสดงความเก่า แสดงรากเหง้าของตัวเรา”

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่ตึกเก่าแห่งนี้มาตลอด คือ ต้นไทรที่เขาชี้ชวนเราดูเมื่อครู่

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

ราชปรารภในอดีตที่ความเจริญยังคืบคลานมาไม่ถึงก็เหมือนกับถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ ที่ปลูกต้นไม้รายทางมากมาย ผู้ใหญ่ในตระกูลเคยเล่าสู่กันฟังว่าต้นไม้ริมทางเหล่านั้นเคยอยู่คู่ถนนราชปรารภมานานครัน จนกระทั่งมีการตัดทางด่วนผ่าน สร้างสะพานข้าม พรรณไม้ที่ทางการเป็นผู้ปลูกไว้ประดับถนน จึงต้องถอนต้นก่นรากออกไปเพื่อหลีกทางให้สาธารณูปโภคของชาวเมือง

แต่บังเอิญว่าไทรต้นหนึ่งซึ่ง กทม. เป็นผู้ปลูก ดันมาอยู่ในโฉนดที่ดินของคลินิกแห่งนี้

“คุณปู่เล่าให้ฟังว่าตัดต้นไม้ไปเยอะ แต่ต้นไทรต้นนี้มาอยู่ในโฉนดของเขา กทม.จะมาตัด คุณปู่ก็ไม่ยอม เพราะอยู่ในโฉนดของเขา ถึง กทม.จะปลูกเอง แต่ก็ตัดไม่ได้ ทำได้แค่ดูแลรักษา”

ถึงวันนี้คลินิกของคุณปู่จะเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่าต้นไทรที่มีมาตั้งแต่แรกเปิดคลินิกเมื่อ 60 ปีก่อนยังคงยืนหยัดท้าแดดฝน ซึ่งจอนนี่เน้นย้ำว่า

“เรามองว่ามันอยู่ติดกับดิน เราต้องดูแลรักษา”

สู่โรงแรมสุดเก๋

ผ่านไปหลายปี คลินิกเสริมความงามต้องปิดตัวลงเนื่องจากสังขารร่วงโรยของคุณปู่น้อย คุณพ่อของจอนนี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานอาได้ซื้อตึกแถวห้องนี้มาจากกองมรดก ก่อนจะตกมาถึงมือเขาในที่สุด

“ตำแหน่งที่ตั้งตรงนี้อยู่กลางเมือง ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จนเรามาเดินเซอร์เวย์ เลยได้ความคิดว่าทำโรงแรมก็ได้นะ” จอนนี่เท้าความถึงเหตุการณ์หลายปีก่อน

‘โรงแรม’ คือสิ่งที่ตัวเขากับปูนผู้เป็นภรรยาคิดได้ในตอนนั้น เนื่องจากทั้งสองคนโตมากับธุรกิจโรงแรมของครอบครัว ตระกูลฝ่ายชายมีโรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดสงขลา ส่วนบ้านฝ่ายหญิงเป็นเจ้าของโรงแรมเก่าที่เขาใหญ่ ประสบการณ์ที่มีติดตัวช่วยให้แผนการบูรณะตึกเก่าเป็นโรงแรมใหม่ดำเนินไปได้ไม่ยาก

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

“เราเริ่มคิดจะก่อสร้างประมาณปี 2016 เพราะเห็นว่าย่านประตูน้ำมีชาวต่างชาติมามาก แล้วก็ใกล้กับสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภ เราคิดว่าเราทำโรงแรมได้ เพราะที่บ้านพอมีประสบการณ์ทำโรงแรมที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว” จอนนี่เกริ่นถึงที่มาของการเปิดโรงแรมริมถนนราชปรารภซึ่งพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

“ย่านนี้เป็นแยกราชปรารภหรือแยกหมอเหล็ง ถัดจากประตูน้ำมานิดเดียว เลยจากพญาไทมาแยกเดียว แต่ผู้คนกลับไม่ค่อยรู้จักราชปรารภกันเท่าไหร่ ทั้งที่จริง ๆ ย่านนี้เป็นย่านกลางเมืองมาก” ปูนช่วยขยายความในให้กระจ่างยิ่งขึ้น “พอเราได้ตึกเก่ามา ก็อยากทำอะไรเพื่อเป็นแลนด์มาร์กของย่านนี้ ทำให้บริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีตึกที่เป็นสัญลักษณ์ ให้คนรู้สึกว่ามาพักผ่อนโดยไม่ต้องไปไหนไกล”

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

แม้ได้ไอเดียมาแล้ว แต่ขั้นตอนการสร้างโรงแรมกลับไม่ง่ายอย่างใจคิด ด้วยบทบัญญัติอาคารแสนเข้มงวดที่เป็นปัญหาสำคัญ

“ตามกฎหมายอาคารของประเทศไทย จะทุบทิ้งก็เป็นเรื่องยาก เพราะถ้าทุบไปแล้วจะขึ้นตึกใหม่ก็อาจมีอุปสรรคขัดขวางตามมา เลยคิดว่าใช้วิธีดัดแปลงอาคารเดิมดีกว่า” จอนนี่ว่า

อีกปัญหาหนึ่งคือรูปทรงอาคาร ความที่ตึกนี้เป็นตึกเก่าอายุหลายทศวรรษ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยก หันหน้าทำมุมเฉียงกับถนน แกนของตึกจึงไม่ตรง ตีเส้นแบ่งห้องให้ออกมาเท่ากันไม่ได้  

ทางออกของปัญหาข้างต้นอยู่ที่ต้นไทรอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมนี่เอง…

ที่ตั้งอยู่บนต้นไทร 

เพราะความตั้งใจที่จะเก็บไทรต้นนี้ไว้กับผืนดินแม้ตอนบูรณะใหม่ ปูนกับจอนนี่จึงได้ไอเดียว่าอยากให้โรงแรมใหม่ของพวกเขาเป็นเหมือนต้นไทรเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยราก มีรูปร่างบิดเบี้ยว แปรผันตามกาลเวลา

ความคิดดังกล่าวผลักดันให้สองสามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของพร้อมด้วยทีมสถาปนิก ตัดสินใจออกแบบห้องพักแต่ละห้องบนชั้นเดียวกันให้มีขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันแม้แต่ห้องเดียว พร้อมกันนั้นก็ใส่องค์ประกอบของความเป็นต้นไทรไว้ตามจุดต่าง ๆ ของตัวอาคารด้วย

Bonsai Hotel เปลี่ยนคลินิกเก่าของปู่เป็นโรงแรมบนไทร ที่พักดีไซน์เก๋แห่งย่านราชปรารภ

เริ่มจากตัวฟาซาดหรือเปลือกอาคารที่ดูเด่นเห็นมาแต่ไกล ทั้งคู่ให้คำตอบกับเราว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ใช้ทองแดงเป็นวัสดุในการสร้างทั้งหมด

“วัสดุทองแดงเข้ากับแนวคิดของตึกที่ต้องการนำของเก่ามาดัดแปลงให้มีคุณค่า ไม่ใช่ว่าตึกของเราจะคงสภาพเดิมตลอดไป แต่ตึกหรือผืนที่ดินมันมีค่าของมันอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำอะไรกับมัน”

“เพราะทองแดงเปลี่ยนสีไปได้เรื่อย ๆ ตามกาลเวลาค่ะ” ปูนเฉลยเมื่อเธอเห็นเราทำหน้างงกับคำพูดของจอนนี่ “ตอนแรกที่เพิ่งเอามาติดมันเป็นสีชมพูมาก แต่มันถูกแดดบ่มจนกลายเป็นสีน้ำตาล สิบปีข้างหน้าคิดว่าจะกลายเป็นสีเขียวเหมือนพวกอนุสาวรีย์หรือหลังคาโบสถ์ในยุโรป”

เนื่องจากแผ่นทองแดงพวกนี้ยึดติดกับหน้าต่างห้อง หนำซ้ำเนื้อวัสดุยังค่อนข้างบางและพลิ้ว พวกเขาจำเป็นต้องแยกออกเป็นซี่ ๆ ให้รับความแข็งแรงในตัวมันเองได้ และไม่ต้านลมเกินไป ด้วยรูปทรงสีสันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ชวนให้เรานึกถึงแผ่นเปลือกไม้ดังความต้องการของพวกเขาจริง ๆ

ขยับเข้ามาในตัวโรงแรม จะพบว่าพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์หลายส่วนทำจากวัสดุที่เป็นไม้ ไม่ก็เลียนแบบลายไม้ นอกจากนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งแฝงแรงบันดาลใจจากต้นไทรไว้ได้อย่างแนบเนียน

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

“ต้นไทรมีรากเยอะ เป็นต้นไม้ที่มีแกนหลักตรงกลาง แล้วก็มีรากอากาศที่เป็นเส้นยาว ๆ ลงมา บันไดของเราเลยตกแต่งด้วยเหล็กเส้นตรงที่ได้คอนเซ็ปต์มาจากรากอากาศของต้นไทร ส่วนห้องต่าง ๆ ที่ล้อมรอบบันไดก็จะเหมือนกิ่งใบของต้นไม้ที่รายรอบต้น” ปูนพูดพลางชี้ให้เราดูบันไดกลางโรงแรม

และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอาคารที่แนวเส้นไม่ตรง สถาปนิกจึงใส่ความโค้งลงไปตามแนวผนังเพื่อมิให้ดูขัดสายตา ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดลำต้นของต้นไม้อีกต่างหาก

พักผ่อนสบาย 

กว่าครึ่งชั่วโมงในโรงแรมบนไทร เราใช้เวลาแต่ละนาทีไปกับการละเลียดรสชาติน้ำอัญชันที่แม่บ้านนำมาเสิร์ฟ ฟังจอนนี่และปูนเล่าเบื้องหลังของโรงแรมบูทีกหลังนี้ทีละเรื่อง ก็สมควรแก่เวลาที่พวกเขาจะพาเราชมบรรยากาศสักที เริ่มจากล็อบบี้สีทองแดงที่ให้อารมณ์เหมือนย้อนเวลาไปยุค 80 เล่นกับความรู้สึกของผู้มาเยือนตึกเก่าที่ปรารถนาจะได้เห็นอะไรเก่า ๆ จากที่นี่

ตึกนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งอาจจะนับรวมชั้น 5 ที่เป็นดาดฟ้าเก่าไปด้วยก็ได้ และยังมีชั้นลอยเหนือล็อบบี้ที่ตกแต่งด้วยสีชมพูเข้มขึ้น เหมาะสำหรับเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปเล่น

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ห้องพักที่นี่มีทั้งหมด 17 ห้อง 4 ประเภท แบ่งออกเป็นสวีท ดูเพล็กซ์ ซูพีเรียร์ และดีลักซ์ มีจุดเด่นรายละเอียดต่างกันออกไป โดยห้องสวีทจะอยู่บนชั้นหนึ่ง ติดกับล็อบบี้ มีห้องน้ำและห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง ด้านหลังเป็นวิวสวนหินและลายผนังเก่า หากจะล้มตัวลงนอนบนเตียง ต้องปีนขึ้นไปบนชั้นลอย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

อีกประเภทห้องที่เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน คือห้องซูพีเรียร์ที่แต่ละห้องมีหน้าตาและลูกเล่นที่ต่างกัน เช่น ห้องหนึ่งเป็นประตูลูกฟักบานเลื่อนที่เลือกปิด-เปิดระหว่างห้องน้ำหรือตู้เสื้อผ้าได้ บางห้องมองเห็นลวดลายผนังเก่าของตึกแถวข้าง ๆ ที่ผู้ออกแบบจงใจดีไซน์กรอบหน้าต่างเป็นสีขาวบาง ๆ ให้ดูเหมือนกรอบรูป ดูเหมือนกำลังดูงานจิตรกรรมบนฝาผนังทั้งที่ความจริงเป็นกระจกใส

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง
การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

แต่ไม่ว่าจะเลือกพักห้องใดใน 17 ห้องนี้ สิ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกันคือความรู้สึกสบายที่แฝงด้วยกลิ่นอายของตึกเก่า ด้วยเตียงนอนหนาถึง 12 นิ้ว กับห้องน้ำที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับเนื้อที่ห้องพักตามโรงแรมทั่วไป วัสดุที่ใช้ในห้องน้ำ เช่น หินขัดและกระเบื้องแผ่นเล็ก ที่จอนนี่มองว่าเป็นรากเหง้าของตัวเขา

“ผมรู้สึกว่าคนมานอนโรงแรมส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่บนเตียงกับอยู่ในห้องน้ำ ไม่ได้ใช้พื้นที่อื่น”

“จริง ๆ จะอัดแน่นกว่านี้ก็ได้ค่ะ แต่เราคิดว่าคนสมัยใหม่น่าจะอยากได้ห้องที่ใหญ่หน่อย เหยียดแข้งเหยียดขาได้เต็มที่ เลยทำแต่ละห้องให้มีพื้นที่เหลือเฟือ”

คู่สามีภรรยาช่วยกันอธิบายถึงสาเหตุที่พวกเขายอมเสียพื้นที่ทำห้องพักเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่แขกผู้เข้าพักให้มากที่สุด

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

ใจกลางกรุงเทพฯ 

ตึกแถวกับต้นไทรอาจยืนตระหง่านเคียงคู่กันมานานกว่า 60 ปี แต่โรงแรมบนไทรเพิ่งเปิดใหม่เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เท่านั้น ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการปิดประเทศยาวนาน อันเป็นผลจากโรคโควิด-19 ใบหน้าของปูนและจอนนี่กลับเจือด้วยยิ้มบาง ๆ เมื่อเราถามถึงสาเหตุที่พวกเขากล้าตัดสินใจเปิดโรงแรมใหม่ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติร่อยหรอ

“ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าเปิดได้มั้ย แต่เราเห็นต่างชาติเริ่มทยอยเปิดประเทศกันแล้ว เลยมองว่าถ้าไม่ใช่วันนี้หรือต้องรอไปอีกสักพัก มันอาจจะไม่ดีขึ้น เปิดตอนนี้เพื่อตรียมระบบให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า

“ผมหวังว่าอีก 6 หรือ 7 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยน่าจะคิดว่าโรคโควิดอยู่กับเรา คนทั่วโลกก็คิดว่าเป็นโรคประจำถิ่น เป็นความเสี่ยงที่น่าจะยอมรับได้ เหมือนเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ก็มีเรื่องเป็นหวัด อาหารเป็นพิษ เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ สักวันหนึ่งโควิดก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้ทุกคนอยากเที่ยวแล้วครับ เห็นเพื่อนไปสวิตฯ ก็อยากไปบ้าง หรือดูคลิปเก่าตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็แทบจะกดจองตั๋วไปแล้ว เราอยากเที่ยวเมืองนอก ต่างชาติก็คงอยากเที่ยวไทยมากเหมือนกัน”

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

จริงอยู่ที่โรงแรมเพิ่งเปิดตัวได้เพียงหลักเดือน ในสภาวะเช่นนี้ แต่บนไทรก็มีลูกค้าเข้าพักทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย ทั้งที่มาจากต่างจังหวัดหรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เอง

“เราไม่เคยคิดว่าลูกค้าจะต้องอยู่ในห้องเราทั้งวัน เพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนที่มาก็อยากจะออกจากโรงแรมให้เร็ว คำว่า ‘เร็ว’ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าแต่เช้านะครับ แต่หมายถึงว่าถ้าคุณตื่น 10 โมง คุณก็ออก 10 โมงครึ่ง แล้วก็อาจจะกลับมาดึก ๆ หน่อย เราต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ อยากให้ตอนที่กลับมาถึง คุณวางกระเป๋าแล้วนอนได้เลย อยู่ให้สบาย ไม่อึดอัด มีที่ให้แต่งตัวเพื่อให้ออกไปข้างนอกได้ภายในครึ่งชั่วโมง” จอนนี่เปิดเผยเจตนารมณ์ในการทำโรงแรมนี้

“อยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในตึกเก่า เพราะเรายกเครื่องใหม่หมด คิดว่าเขาน่าจะได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งจากตัวตึกและตัวย่านนี้ด้วย โดยที่เขายังไปช้อปปิ้งได้ ไปทำงานได้ หรือว่าถ้าขาดเหลืออะไร ในบริเวณนี้มีพร้อมทั้งหมด” ปูนกล่าวปิดท้าย

การเปลี่ยนอาคาร 60 ปี อดีตคลินิกศัลยกรรมยุคบุกเบิก เป็นโรงแรมแสนสบายใต้ร่มไทรใจกลางเมือง

มา Bonsai Hotel แล้วไม่เจอต้นไม้แคระอย่างที่เคยคิด

แต่เราพบกับโรงแรมน้องใหม่ที่พร้อมให้ความสุขกายสบายใจแก่ผู้มาเยือน เฉกเช่นต้นไทรใหญ่ ซึ่งมอบร่มเงาแก่ตึกแถวเก่าแห่งนี้มายาวนาน

Bonsai Hotel (โรงแรมบนไทร)

ที่ตั้ง : 275, 24-25 ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

โทรศัพท์ : 0 2120 6607

เว็บไซต์ : www.bonsaihotelbangkok.com

Facebook : Bonsai Hotel Bangkok 

Instagram : bonsaihotelbangkok

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load