บ่ายแก่ ๆ ในยุคที่ต้องเปิดแอร์ 27 องศาเซลเซียส เธอทั้งสองที่เรามาสัมภาษณ์ในวันนี้เดินยิ้มหวานมาพร้อมน้ำมะพร้าวแช่เย็นเจี๊ยบในขวดแก้ว พร้อมส่งให้เราดื่มดับกระหายจากแดดเปรี้ยงที่สาดส่องระหว่างเดินทาง หนึ่งในนั้น คือ ณัฐ-ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค เธอเริ่มร่ายถึงที่มาที่ไปของน้ำมะพร้าวจากราชบุรีสุดอร่อยขวดนี้ พร้อมกับ เทส-ณัฐณิชา บูรพชัยศรี ที่เล่าเสริม ทั้งสองคือผู้ก่อตั้ง ‘Homeland’ แบรนด์ไลฟ์สไตล์ออร์แกนิกที่เชื่อมต่อผู้บริโภคให้ซื้อสินค้า วัตถุดิบ ผลไม้ และผัก จากเกษตรกรโดยตรงและโปร่งใส

ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ณัฐร่ำเรียนด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วนเทสเรียนด้านการตลาดศิลปะ พอจบปริญญาตรีที่อเมริกา ต่างก็แยกย้ายไปเรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ยังติดต่อกันอยู่ตลอด แม้จะเชี่ยวชาญคนละด้าน แต่ความแตกต่างนั้นกลับส่งเสริมในส่วนที่ขาดของกันและกัน จนออกมาเป็นแบรนด์ที่มาจากความสนใจของเธอทั้งคู่

Homeland ร้านชำออนไลน์เล็ก ๆ ขายของดีจากเกษตรกรทั่วไทย เพื่อการกินและผลิตที่ยั่งยืน
Homeland ร้านชำออนไลน์เล็ก ๆ ขายของดีจากเกษตรกรทั่วไทย เพื่อการกินและผลิตที่ยั่งยืน

กระดูกสันหลังของชาติ

“เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” 

ณัฐเกริ่นประโยคคลาสสิกที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยิน และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง

“ขณะเดียวกันประเทศเราเป็นประเทศแห่งการส่งออกอาหาร แต่พอเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกอย่างกลับแปลกประหลาด เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้ผลิต ต่างจากตอนอยู่เมืองนอก เราได้ไปตลาดเกษตรกร ได้เจอ ได้คุยกับเกษตรกรจริง ๆ แต่พอเป็นเมืองไทย เรารู้ว่าเรื่องพวกนี้มันใกล้ตัวมากเลยนะ แต่ก็ยังรู้สึกไกลตัวและเข้าถึงยาก” ณัฐเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง ชวนเราร่วมสงสัย

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อนสนิททั้งสองเลยช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลลง Rice Milk สื่อเล็ก ๆ ที่เป็นช่องทางให้คนเรียนรู้ข้อมูลที่ดีต่อการใช้ชีวิต การบริโภคอย่างยั่งยืน ทำไปทำมาจากพื้นที่นี้ก็ขยายผลสู่การลงพื้นที่จริง ไปพบกับต้นน้ำอย่างเกษตรกรไทย

“เหมือนที่ณัฐบอก ประเทศเราเป็นประเทศที่ผลิตอาหารอยู่แล้ว ไหน ๆ เรามีโอกาสคุยกับเกษตรกร ทำไมเราไม่ทำ เลยขอลองดูสักตั้ง” เทสกล่าวขึ้น คลายข้อสงสัยว่าทำไมถึงเริ่มมาพูดถึงเรื่องเกษตรกรไทย จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มตระเวนลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเกษตรกรในสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ (Thai Organic Consumer Association – TOCA) ทำให้ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเกษตรกรเก่ง ๆ ที่ทำเกษตรแบบออร์แกนิกมากมาย

โดยมีความฝันว่าอยากเปลี่ยนเเปลงระบบอาหารของประเทศไทย ให้ดีต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และโลกใบนี้

Homeland ร้านชำออนไลน์เล็ก ๆ ขายของดีจากเกษตรกรทั่วไทย เพื่อการกินและผลิตที่ยั่งยืน

ส่วนหนึ่งของสายน้ำ 

มีการลงพื้นที่ครั้งแรกก็ต้องมีครั้งถัดไป เมื่อลงพื้นที่ไปเรื่อย ๆ ทั้งสองเริ่มพบเจอปัญหาการเกษตรที่เกษตรกรทั้งที่เป็นออร์แกนิกและเคมีในไทยต้องพบเจอ พอเกิดการพูดคุยกันมากขึ้น พวกเธอจึงเริ่มอยากช่วยเกษตรกรเหล่านั้นด้วยสิ่งที่ตัวเองเองสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์กับเหล่าเกษตรกรด้วย จนสุดท้ายออกมาเป็น Homeland ร้านชำออนไลน์ที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘Conscious Grocer’ เป็นส่วนหนึ่งของสายธารแห่งผลผลิตทางเกษตรในประเทศไทย ที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

“เราเรียกตัวเองว่า Conscious Grocer เป็นร้านชำที่ย้อนกลับไปเหมือนสมัยก่อนนิดหนึ่ง ตรงที่บรรจุภัณฑ์ไม่ค่อยมี และทำงานกันกับพี่ ๆ เกษตรกรโดยตรง สิ่งที่เราทำคือการสร้างคอมมูนิตี้ และเป็นพื้นที่ให้คนที่กำลังสนใจเหมือนกัน” ณัฐเล่า

“เราเน้นความเป็นไลฟ์สไตล์ด้วยค่ะ และอยากมอบเกร็ดความรู้ให้เขา มากกว่าแค่การขายของเฉย ๆ” เทสเสริม

“เพราะเราคิดว่าการบริโภคอย่างยั่งยืนและการผลิตอย่างยั่งยืนควรเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ซึ่ง Homeland ไม่ได้มองตัวเองเป็นสายกรีน หรือคนสายกรีนเท่านั้นถึงจะเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ไม่ใช่ เราเปิดรับทุกคนที่อยากเป็นคอมมูนิตี้เดียวกัน” ณัฐอธิบาย

โจทย์ที่พวกเธอได้รับหลังจากลงพื้นที่ คือปัญหาเกษตรกรโดนกดราคา และได้รับสัญญาณความต้องการตลาดแบบผิด  ๆ เกษตรกรจึงแห่กันปลูกพืชผักชนิดเดียวกันจนพืชผักล้นตลาดและราคาตก เพื่อแก้ไขปัญหานั้น ทั้งสองตั้งหมุดหมายของ Homeland ไว้ว่า จะเป็นหนึ่งในช่องทางอันโปร่งใสให้แก่เกษตรกรที่เปลี่ยน และกำลังเปลี่ยนมาสู่การเกษตรยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรยืนด้วยตัวเอง รู้ความต้องการของตัวเองและความต้องการของตลาด ยั่งยืนในแง่ของสุขภาพที่ดีขึ้นจากการลดและงดการปลูกแบบพึ่งพาสารเคมี

ร้านชำออนไลน์ของสองเพื่อนรักที่ฝันอยากเปลี่ยนเเปลงระบบอาหารของไทยให้ดีต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และโลกใบนี้

ต้นน้ำ

จนถึงตอนนี้ Homeland มีพันธมิตรกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ ที่มาเป็นคู่ค้าให้เธอหลากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ศรีสะเกษ มีสินค้าอย่างกระเทียมศรีสะเกษ มะนาวไร้เมล็ด และน้ำผึ้งจากเชียงราย มะพร้าวจากราชบุรี ผักสลัดจากนครปฐม ข้าวจากอำนาจเจริญและอุบลราชธานี กล้วยหอมทองจากโคราช กะหล่ำปลีจากป่าละอู นอกจากจับมือกับเกษตรกรแล้ว ยังจับมือกันระหว่างธุรกิจ อย่างสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย, Wasteland และ Kad Kokoa ที่ร่วมมือกันออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและช็อกโกแลต ให้เหล่าผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าการเกษตรปลอดสารเคมีและยั่งยืน 

ซึ่งในเว็บไซต์ พวกเธอก็เล่าที่มาที่ไปของผลผลิตและเรื่องราวของเกษตรกรอย่างน่ารัก จนคนกินรู้สึกอุ่นใจทันที

นอกจากมีสินค้าให้เลือกซื้อแล้ว เธอทั้งสองยังตั้งใจจะกระจายความรู้การบริโภคอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าตัวเองกำลังกินอะไรอยู่ การกินและอุดหนุนผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ในประเทศนั้นดีต่อสุขภาพอย่างไร

ร้านชำออนไลน์ของสองเพื่อนรักที่ฝันอยากเปลี่ยนเเปลงระบบอาหารของไทยให้ดีต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และโลกใบนี้

บ้านเกิด

Homeland อยากแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็มีวัตถุดิบชั้นดีที่ไม่ควรมองข้าม จึงอยากสร้างความตระหนักให้คนไทยรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อพืชพันธ์ุผักผลไม้นำเข้า แต่ควรหันมาสนับสนุนผลผลิตปลอดภัยและรู้ที่มาจากเกษตรกรไทยด้วยกันเอง 

“ชื่อ Homeland มาจากไอเดียของการกลับมาดูแลบ้านเกิด บ้านเกิดของเราคือที่นี่ เราจะตอบแทนบ้านเกิดด้วยวิธีไหน จะทำอย่างไรให้บ้านเกิดเราดีขึ้น เพื่อคนในประเทศจะได้มีอนาคตที่มั่นคงขึ้นไม่มากก็น้อย” ณัฐกล่าวถึงเจตนารมณ์ของ Homeland

  สุดท้ายแล้วหมุดหมายของ Homeland ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรไทยกับผู้บริโภค แต่อยากเป็น Conscious Grocer แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นพื้นที่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคทุกประเภทหันมาสนใจการบริโภคอย่างยั่งยืน

ร้านชำออนไลน์ของสองเพื่อนรักที่ฝันอยากเปลี่ยนเเปลงระบบอาหารของไทยให้ดีต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และโลกใบนี้

ติดตามและสั่งซื้อสินค้า ได้ที่ homelandgrocer.com/th/

Writer

Avatar

ปุณณ กาญจนะโภคิน

นักฝึกเขียน ผมไม่ค่อยมีเวลาว่างเพราะไม่ได้หวี ศิลปะยืนยาว ชีวิตขอนั่งก่อนเมื่อย เป็นคนชอบกิน เพื่อนเลยไม่ให้เป็นเจ้ามือ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load