เสียงจิงเกิ้ลเพลงคริสต์มาส เสียงระฆัง และกระดิ่งดังกริ๊ง ๆ ในเพลงของมารายห์ แครี ค่อย ๆ ดังกังวานไปตามสถานที่ต่าง ๆ 

ไฟประดับประดาสีส้มบนต้นไม้เริ่มเปล่งแสงสว่างในความมืด 

ต้นสนประดิษฐ์ถูกนำออกมาปัดฝุ่น และตกแต่งด้วยลูกบอลแก้ว สายรุ้ง และพู่หลากสีสัน 

หมวกปาร์ตี้ทรงกรวยถูกนำมาสวมใส่ 

เป็นสัญญาณบอกว่า วันคริสต์มาสกำลังจะมาถึง ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่า และเราต่างกำลังเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่

สำหรับหลายคน การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางช่วงวันหยุดยาวกับครอบครัว เป็นงานหนักที่เอาเรื่องอยู่พอตัว ผมเชื่อว่าในหนึ่งครอบครัวจะมีสมาชิกในบ้าน 1 คน รับผิดชอบเตือนทุกคนว่าจะลืมอะไรก่อนออกจากบ้านไปนานหรือไม่ ไหนจะต้องเก็บบ้านในช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่ ปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดวาล์วแก๊สหุงต้ม ปิดประตูหน้าต่าง ถอดปลั๊ก และใส่กุญแจลงกลอนรอบด้านเพื่อตามปลอดภัยแล้ว ยังจะต้องเตรียมจัดกระเป๋าและสัมภาระ เช็กสภาพรถและเอกสารทางเดินอื่น ๆ อีก 

และแน่นอน ไม่ว่าคุณอาจจะหลงลืมอะไรไป ก็คงไม่มีอะไรน่าตกใจไปกว่าเผลอลืมทิ้งลูกตัวเองไว้ที่บ้านคนเดียว

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

ย้อนกลับช่วงก่อนวันคริสมาสต์ใน ค.ศ. 1990 ที่บ้านของครอบครัว McCallister จากภาพยนต์ เรื่อง Home Alone (หรือแฟนหนังชาวไทยรู้จักในชื่อ ‘โดดเดี่ยวผู้น่ารัก’) เรื่องราวสุดวุ่นวายของครอบครัวแมคคาลิสเตอร์ ที่เผลอลืมทิ้งน้องชายคนสุดท้อง เควิน แมคคาลิสเตอร์ เด็กชายวัย 8 ขวบไว้ที่บ้านเพียงลำพัง ในขณะที่คนอื่น ๆ ได้ออกเดินทางจากเมืองชิคาโกไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

โดดเดี่ยวผู้น่ารัก

ฉากบ้านสุดคลาสสิกของครอบครัวแมคคาลิสเตอร์ เป็นหนึ่งปัจจัยที่ช่วยถ่ายเรื่องราวของภาพยนตร์ออกมา สถาปัตยกรรมถ่ายทอดบริบทและกลิ่นอายของพื้นที่อยู่อาศัยในยุค 90 การอยู่ร่วมกันโดยแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมของสมาชิกในครอบครัวใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้ พร้อมซ่อนแง่คิดเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สิน เมื่อปล่อยบ้านทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลไว้ในช่วงวันหยุดยาว 

ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายนอกและภายใน ต่างสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศอบอุ่น ขณะที่ขนาดตัวบ้านบวกกับภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ใช้ ก็ทำให้ภายนอกของบ้านดูน่าเกรงขามไปในเวลาเดียวกัน เหมือนกำลังบอกเป็นนัย ๆ ให้ผู้มาเยือนรู้ว่าที่นี่เป็นที่ส่วนบุคคล

เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงการก้าวผ่านวัยของเควิน การก้าวผ่านความกลัวในพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้านเมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เขาเปลี่ยนบ้านหลังนี้ให้กลายเป็นสวนสนุก ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องเล่นทันสมัย มากไปกว่านั้น เควินยังกลายเป็นฮีโร่ของบ้าน ผู้ช่วยปกป้องบ้านจากการโจรกรรม โดยการนำเครื่องใช้ต่าง ๆ มาดัดแปลงเป็นอาวุธ สร้างกับดักเพื่อสกัดการบุกรุกของสองหัวขโมย

และไม่ต่างกับการคัดสรรนักแสดง ทีมงานใช้เวลานานกว่าที่บ้านเลขที่ 671 ในเขตชานเมืองชิคาโก Lincoln Avenue จะได้รับเลือกให้เป็นฉากบ้านสุดไอคอนิก อันเป็นสัญลักษณ์ของช่วงคริสต์มาสที่ผู้คนจดจำ และแวะเวียนมาเยี่ยมในช่วงเวลานี้ของทุก ๆ ปีทั้งในจอและนอกจอ

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

Home Alone เข้าฉายครั้งแรกวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1990 ในสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย คริส โคลัมบัส (Chris Columbus) เขียนบทและอำนวยการสร้างโดย จอห์น ฮิวจ์ส (John Hughes) ซึ่งสเก็ตช์ไอเดียของหนังเรื่องนี้ตอนที่เขากำลังจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปพักผ่อน ความห่วงหน้าพะวงหลังของการทิ้งบ้านไว้โดยไม่มีคนดูแล เขาจึงเขียนรายการสิ่งต่าง ๆ ที่ห้ามลืมเด็ดขาด แต่ทว่าในรายการเหล่านั้น ไม่มีชื่อของลูกเขาอยู่ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียทั้งหมด จากคำถามสั้น ๆ ว่า

‘ถ้าฉันลืมลูกชายวัย 10 ขวบไว้ที่บ้านล่ะ ?’

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่
สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

แม้ว่าตัวบ้านจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกซีนในเรื่องที่ถ่ายทำภายในบ้านหลังนี้ เนื่องจากพื้นที่บางห้องไม่ใหญ่พอสำหรับอุปกรณ์และจำนวนทีมงาน ฉากของพื้นที่ภายในบ้านตั้งแต่ชั้นหนึ่งไปจนชั้นสอง ห้องทุกห้อง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมด ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมที่อยู่ห่างออกไป 

ส่วนฉากที่ถ่ายทำในสถานที่จริง ได้แก่ โถงทางเข้าบ้าน บันไดหลักของตัวบ้าน ห้องใต้ดิน และห้องใต้หลังคา

ด้วยความโด่งดังที่เป็นอมตะของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ราคาประเมินล่าสุดของบ้านหลังนี้ทะยานไปสูงกว่า 1.9 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 57 ล้านบาทโดยประมาณ) และล่าสุดในวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา Airbnb ได้ประกาศเปิดบ้านหลังนี้ให้ผู้โชคดีที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าพักในวันที่ 12 ธันวาคม โดยภายในบ้านจะถูกปรับโฉมตกแต่งให้เหมือนฉากในภาพยนตร์เมื่อ 31 ปีที่แล้ว 

แคมเปญชั่วคราวนี้น่าจะเกิดขึ้นเพื่อโปรโมตหนังแฟรนไชส์ ‘Home Sweet Home Alone’ ที่สามารถรับชมได้ผ่านการสตรีมมิ่งของ Disney+

บ้านแมคคาลิสเตอร์

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

บ้านแมคคาลิสเตอร์สร้างขึ้นใน ค.ศ.1920 เป็นบ้านครอบครัวเดี่ยวขนาดใหญ่ 3 ชั้น รวมชั้นใต้หลังคาและห้องเก็บของชั้นใต้ดิน ตัวบ้านประกอบด้วย 5 ห้องนอน 3 ห้องน้ำส่วนตัว 1 ห้องน้ำรับแขก 1 ห้องครัว 2 ห้องรับประทานอาหาร 2 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องทำงาน และยังมีชานระเบียงยื่นออกไปรับวิวสวนหลังบ้าน รวมพื้นใช้สอยภายในราว ๆ 390 ตารางเมตร และมีเนื้อที่กว่า 2,000 ตารางเมตรเมื่อรวมที่ดินรอบบ้าน ซึ่งถือเป็นบ้านที่กว้างขวางทีเดียว

หากสังเกตละแวกบ้าน จะพบว่าโซนที่อยู่อาศัยนี้ไม่มีรั้วเหล็กหรือกำแพงกั้นระหว่างกัน ขอบเขตของบ้านแต่ละหลังแบ่งด้วยพุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่ ทำให้วิสัยทัศน์และทัศนียภาพร่มรื่นกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

ในทางกลับกัน แต่ละบ้านก็อาจต้องลงทุนกับการติดตั้งสัญญานกันขโมยหรือตัวล็อกไฟฟ้า เพื่อแลกมากับความปลอดภัยในการอยู่อาศัย

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

ภายนอกบ้านเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมพลัดถิ่น หรือที่มักเรียกกันว่า สถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล หยิบเอาองค์ประกอบสถาปัตยกรรมในยุคคลาสสิกของชาวกรีกและโรมันมาใช้ อาทิ ความสมมาตรของรูปทรง สัดส่วนการจัดวางของประตูหน้าต่างหรือเสาโรมัน เป็นต้น ทั้งหมดนี้อยู่บนความเชื่อที่ว่า ความสวยงามเกิดขึ้นได้จากสมดุลทางตัวเลขและคณิตศาสตร์ 

บ้านหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ Georgian Colonial ซึ่งเป็นยุคหนึ่งของราชวงศ์อังกฤษ ที่มีจุดเด่นในการใช้อิฐแดงและหลังคาจั่ว

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่
สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

จากแปลนของบ้าน พื้นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ของชั้นแรกนั้นเป็นพื้นที่ส่วนรวม สมาชิกครอบครัวใช้ร่วมกัน ห้องนอนและห้องน้ำจะอยู่บนชั้นสอง ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น 

และแม้ว่าการตกแต่งภายในของทั้งบ้านจะคุมด้วยโทนสีและลวดลายในภาพรวม แต่ห้องนอนของสมาชิกแต่ละคนก็แสดงให้เห็นถึงบุคลิกและลักษณะนิสัย ผ่านสีวอลเปเปอร์ ผ้าปูที่นอน ของเล่น โปสเตอร์ หนัง ดารา หรือนักกีฬาที่ชื่นชอบ กระทั่งของใช้ที่แตกต่างกันไป

ใครกลัวสีแดง สีเขียว สีทอง กันเล่า ?

ฉากในบ้านแมคคาลิสเตอร์ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศของวันคริสต์มาส พรมสีแดงฉาน วอลเปเปอร์สีขาวนวลลายดอกไม้ ผนังสีเขียวต้นสน และโคมไฟติดผนังสีทองอร่าม โทนสีแดงเขียวสุดคลาสสิก แสดงออกถึงความอบอุ่นที่อบอวลและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบ้าน 

หนึ่งในทีมออกแบบฉาก Eve Cauley ได้เผยถึงแรงบันดาลใจการเลือกสี ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพวาดวินเทจของ นอร์มัน ร็อกเวลล์ (Norman Rockwell) ศิลปินผู้มีเอกลักษณ์เรื่องการสะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน

"Merry Christmas, Grandma...We Came in Our New Plymouth!" 1950 โดย Norman Rockwell 
“Merry Christmas, Grandma…We Came in Our New Plymouth!” 1950 โดย Norman Rockwell 

ในซีนเปิดตัวของภาพยนตร์ เราได้เห็นบรรยากาศในบ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงดัง ความอลหม่าน และความวุ่นวายที่เกิดจากการวมตัวกันของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 15 คนก่อนวันออกเดินทาง 

ในนาทีแรกของเรื่อง เรารู้สึกว่าบ้านหลังนี้คับแคบไปรึเปล่า

แต่ต่อมาในฉากเดียวกันนี้ หนังได้พาเราไปรู้สึกถึงความเงียบและความว่างเปล่าของบ้าน เมื่อเควินต้องอยู่โดดเดี่ยวในบ้านหลังนี้

การตกแต่งภายในเลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมีอยู่และการไม่มีอยู่ของสมาชิกในครอบครัว เป็นความทรงจำแบบ Nostalgic ที่ผู้ชมต่างหวนคิดถึง

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

มาจนถึงวันนี้ Home Alone กลายเป็นแคปซูลเวลาของวัฒนธรรมของปลายยุค 80 และต้นยุค 90 ไม่ว่าจะเป็นพร็อพ ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไมโครเวฟ โทรทัศน์ขาวดำ เครื่องเล่นวิดีโอ เครื่องเสียงสเตอริโอ โทรศัพท์พร้อมเครื่องตอบรับอัตโนมัติ และของกินของใช้จากแบรน์สปอนเซอร์ต่าง ๆ ที่นำมาประกอบฉากในสมัยนั้น สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่ดีและทันสมัยของครอบครัวแมคคาลิสเตอร์ ที่คุณเองก็ซื้อหามาเป็นเจ้าของได้เช่นกัน

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่
สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่
สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

เป็นช่วงเดียวกับที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้ง เราพึ่งพาและเชื่อใจมันมาก เหมือนกันกับในเรื่อง Home Alone ที่พอไฟดับ นาฬิกาปลุกไฟฟ้าจึงไม่ทำงาน จนทำให้เกิดเรื่องวุ่น ๆ ทั้งหมดนี้ ทั้งบ้านหลังนี้ยังเต็มไปด้วยอุปกรณ์สุดไฮเทคครบครัน ล่อตาล่อใจสองหัวขโมย Harry และ Marv หรือที่รู้จักในนาม ‘โจรเปียก’ ที่กำลังอยากได้เครื่องวิดีโอคาสเซ็ตมูลค่าสูงในสมัยนั้น

แผนต่อสู้กับโจรเปียก

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

อีกความน่ารักที่ Home Alone ถ่ายทอดออกมาผ่านการอยู่บ้านคนเดียวของเควิน คือการเติบโตไปพร้อมไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเขา เขาได้ก้าวผ่านความกลัวของตนเอง จากเด็กเล็กกลายเป็นเด็กโตที่มีความผู้ใหญ่มากขึ้น

ในช่วงแรกของภาพยนตร์ เควินยังไม่มีห้องนอนเป็นของตัวเอง เหมือนว่าเขาชินกับการนอนในห้องพ่อแม่ เขาไม่รู้วิธีจัดกระเป๋าเดินทาง เขากลัวเสียงและหน้าตาเครื่องทำความร้อนและหุ่นจำลอง Mannequin ที่เก็บอยู่ในชั้นใต้ดิน เขาไม่ชอบนอนในห้องใต้หลังคา และเกรงกลัวชายชราหน้าดุข้างบ้าน เพียงเพราะเรื่องราวที่เขาได้ฟังมาอีกที

การก้าวผ่านวัยของเควินสอนให้เขาหัดใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้า ออกไปซื้อของ โทรสั่งพิซซ่า และตกแต่งบ้านเพื่อรอฉลองวันคริสต์มาสกับครอบครัวในวันที่พวกเขากลับมา

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่
สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังดึงความเป็นสถาปนิกในตัวของเควินออกมาอย่างที่เราคาดไม่ถึง ในสเก็ตช์แปลนแผนผังที่เขาวาดเพื่อเตรียมการรับมือหัวขโมยคู่หู โดยเขาตั้งชื่อว่า Battle Plan

แผนต่อสู้ของเขาคือการใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสกัดกั้นการบุกรุก การวางขอบเขตพื้นที่แต่ละห้อง ปิดล้อมทางเข้าทางออก วางกับดักที่ลูกบิดเพลิงทางประตูทางเข้าหลัก วางอุปสรรคตามทางเดิน โรยตะปูและเศษแก้วจากลูกบอลประดับ วางรถของเล่นเกลื่อนกลาด ใช้ช่องส่งเสื้อผ้าใช้แล้วระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นใต้ดินให้เป็นประโยชน์ วางกับดักเตารีด ไปจนถึงการวางแผนหลบหนีจากตัวบ้านไปยังบ้านต้นไม้ที่อยู่ถัดออกไป

เควินกลายเป็นฮีโร่ของบ้านแมคคาลิสเตอร์ในชั่วข้ามคืน เขาเปลี่ยนเครื่องใช้และสิ่งของต่าง ๆ ให้กลายเป็นอาวุธในการถ่วงเวลาหัวขโมย ปกป้องทรัพย์สินในบ้านของเขาได้สำเร็จ ในขณะที่บ้านอื่น ๆ ในละแวกนั้นถูกปล้นยกเค้า แถมยังปล่อยให้น้ำท่วมไปหลายหลัง

โดยสรุปแล้ว เควินอยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ก่อนสมาชิกในครอบครัวจะกลับมาในวันคริสต์มาส และร่วมฉลองวันแห่งความสุขด้วยกัน

สถาปัตยกรรมใน Home Alone บ้านกับการรอคอย และการกลับไปหาคนที่รักในช่วงปีใหม่

หากมองไปในอนาคต ก็อดคิดว่าไม่ได้ว่าบรรยากาศของบ้านจะเป็นอย่างไร เมื่อลูก ๆ แต่ละคนเติบโตและย้ายออกไปเรียนต่อหรือมีที่อยู่ของตนเอง การมีบ้านที่ใหญ่และห้องจำนวนมาก ในบางครั้งอาจจะทำให้เหงากว่าเดิมก็เป็นได้…

แต่ละคนในแต่ละปีก็ให้ความหมายกับเทศกาลวันหยุดส่งท้ายปีในรูปแบบที่ต่างแตกกันไป บางปีเราอาจจะอยากหนีออกจากความวุ่นวายและใช้เวลาอยู่กับตัวเอง บางปีเราอาจจะวางแผนจองตั๋วล่วงหน้า จดจ่อที่จะได้ออกเดินไปพักผ่อนท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือสำหรับบางคน ช่วงวันหยุดสิ้นปีของทุก ๆ ปีนั้น อาจจะเป็นเรื่องของส่วนร่วมมากว่าส่วนตัว นั่นคือการใช้เวลาร่วมฉลองกับครอบครัว เป็นการรวมญาติพี่น้องให้ได้กลับมาเจอกัน

ความรู้สึกของการเดินทางกลับไปหาใครสักคน หรือการรอใครสักคนกลับมาอย่างมีความหวัง คือสิ่งที่ทำให้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พิเศษกว่าเทศกาลอื่น ๆ หรือเปล่า

เหมือนกับเควินที่รอแม่ และแม่ของเขาที่ทำทุกวิถีทางเพื่อจะกลับไปหาลูกชายให้เร็วที่สุด 

ท้ายที่สุด ผมขอทิ้งท้ายประโยคสั้น ๆ สำหรับใครที่มีความรู้สึกไม่ดีกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

อย่าลืมว่า ‘แสงจะส่องสว่างที่สุดในความมืดมิด’ นะครับ 

โชคดีปีใหม่ครับ

Citation and Image References:

Hughes, J. (1990). Home alone. United States; Twentieth Century Fox.

“Light shines brightest in the deepest dark!” Quote by Jim Butcher from Grave Peril, 2010

www.archdaily.com/577316/interiors-home-alone

mccallisterhouse.com/making-the-mccallister-house/

time.com/4105161/home-alone-1990/

www.hunker.com/13723464/things-you-didnt-know-about-home-alone-set

www.airbnb.com

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ฉากการ์ตูนสีลูกกวาดในเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 3 คนในชุดซูเปอร์ฮีโร่โทนสีฟ้า แดง และเขียว พร้อมกับเสียงพากย์ประโยคเกริ่นนำสุดคุ้นหูที่ใครหลายคนก็ท่องตามได้ว่า

“น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรเพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทเนียม เติมสารพิเศษอีกอย่างลงไปในส่วนผสมโดยไม่ตั้งใจ ‘สารเคมี X’… จึงเกิดเป็น Powerpuff Girls ด้วยพลังเหนือมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว บลอสซัม! บับเบิลส์! บัตเตอร์คัพ! จึงอุทิศชีวิตให้การต่อสู้อาชญากรรม และพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย!”

นี่คือมนตร์เสน่ห์ที่เป็นอมตะของ ‘The Powerpuff Girls’ การ์ตูนซีรีส์ในวัยเยาว์ของเด็ก ๆ ที่โตมากับช่อง Cartoon Network และกล่องรับสัญญาณภาพยูบีซี ในช่วงปี 2000 

ตามที่ได้บรรยายไว้ในประโยคเปิดทุกตอนของรายการ Powerpuff Girls คือซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการทดลองที่ผิดพลาดของศาสตราจารย์ยูโทเนียม (Professor Utonium) ชายตัวสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทห้องแล็บสีขาวแทบตลอดเวลา ต้นแบบของคุณพ่อสุดคลาสสิกที่คอยดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงหัวโต ตากลม ไม่มีจมูกและนิ้วมือทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลักษณะทางกายภาพ สีดวงตา อุปนิสัย และพลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป

บลอสซัม (Blossom) เด็กหญิงผมยาวสีส้ม ใส่ชุดสีชมพู ผูกโบว์สีแดง เธอมีบุคลิกเป็นผู้นำ จึงเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของบ้าน

บับเบิลส์ (Bubbles) มีผมสีทองมัดแกละสองข้าง ใส่ชุดสีฟ้า มีนิสัยร่าเริงและเป็นเสียงหัวเราะของบ้าน 

และนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด บัตเตอร์คัพ (Buttercup) เด็กหญิงผมบ๊อบสีดำ ใส่ชุดสีเขียว มีนิสัยห้าวหาญและขี้โมโห ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฮีโร่ทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของคนหนึ่งคนที่ประกอบด้วยศักยภาพทางความคิด จิตใจ และร่างกาย

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

นอกจากความน่ารักของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว บ้านยูโทเนียมของศาสตราจารย์และเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์นั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละคร ช่วงอายุ อาชีพ อุปนิสัย บุคลิก และสีประจำตัว ถ่ายทอดผ่านฉากและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในแต่ละห้อง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ของศาสตราจารย์กับสามสาว

นอกจากนี้ เมื่อรายการดำเนินไป ฉากของบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน เราจะสังเกตได้ถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไปของตัวบ้าน ระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกในช่วงปี 1998 – 2004 และเวอร์ชันรีบูตในช่วงปี 2016 – 2018 ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบและคอนเซ็ปต์อาร์ต

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ทศวรรษที่ เครก แมคแครกเคน (Craig McCracken) ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างตัวละคร ผู้อำนวยการผลิต และผู้กำกับ The Powerpuff Girls ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 ด้วยเอกลักษณ์ของลายเส้น กราฟิก และเรื่องราวที่ถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ทัศนคติ ด้านดีและด้านไม่ดีที่แตกต่างไปจากการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยนั้น ดำเนินเรื่องโดยมีผู้ดำเนินรายการคอยสอดแทรกและตัดบทต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือฟังนิทานก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น

โครงเรื่องโดยรวมบอกเล่าปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ การทะเลาะกันของพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมถึงการผจญภัยและต่อกรกับเหล่าวายร้าย อย่างแก๊งอะมีบา เชื้อโรคที่โง่เขลา ลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ Mojo Jojo ซาตานก้ามปูตัวสีแดงที่ใส่รองเท้าส้นสูง วัยรุ่นอันธพาลแก๊งขี้ไคล และอีกหลากหลาย โดยแมคแครกเคน ผู้ออกแบบตัวละครเผยว่า เขาออกแบบวายร้ายเหล่านี้โดยเรียงลำดับจากความซื่อบื้อที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

01
บ้านยูโทเนียม

เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองทาวน์วิลล์ (Townsville) อันแสนสงบสุข เต็มไปด้วยต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ แต่มักจะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดยักษ์และอาชญากรรม เป็นเมืองสมมติที่มีกลิ่นอายและเค้าโครงจากนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา 

ภาพรวมเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ

โซนแรกคือย่านดาวทาวน์ ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีประชากรหนาแน่นและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

ต่อมาคือโซนย่านชานเมือง Pokey Oaks ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และเป็นที่ตั้งของบ้านยูโทเนียมของสาว ๆ พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์และศาสตราจารย์

บ้านเลขที่ 107 คือที่ตั้งของบ้านยูโทเนียม หัวใจของการ์ตูนเรื่องนี้ บ้านเดี่ยวสองชั้นจากการประกอบเข้าด้วยกันของกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว 3 กล่อง ด้านหน้าบ้านมีประตูทางเข้าสีแดงและหน้าต่างวงกลม 3 บานบนชั้นสอง บ้านหลังนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘ยุคโมเดิร์น’ เน้นการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงไปตรงมาตามประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ภายในอาคาร โดยมักจะลดทอนเครื่องประดับและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

เมื่อสังเกตจากบริบทละแวกบ้าน เราจะพบเพียงบ้านยูโทเนียมที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะนี้ ขณะที่หลังอื่น ๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่เป็นหลังคาจั่วสไตล์อเมริกันคันทรี่

ในนัยหนึ่ง การใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากบริบทรอบ ๆ ก็เหมือนบอกกลาย ๆ ถึงความแตกต่าง เป็นการสร้างทั้งความโดดเด่นและขัดแย้งในเวลาเดียวกัน 

จุดนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่างบริบทของศาสตราจารย์ยูโทเนียมที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบ Objective Driven ออกแบบบ้านด้วยรูปทรงตามสัดส่วนทางกายภาพของมนุษย์ วางผังแปลนบ้าน วางประตู หน้าต่างที่คำนึงถึงทิศทางแสงและลม กำหนดพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่ก้ำกึ่ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนทัศน์ทางความคิด และตรรกะในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย 

ตัวบ้านประกอบด้วย 2 ห้องน้ำ 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแล็บ ห้องฝึกซ้อม และห้องออกกำลังกาย ในเวอร์ชันต้นฉบับจากปี 1998 ไปจนถึงปี 2004 จะพบว่าการตกแต่งภายในในตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีคุมโทน เป็นห้องเรียบ ๆ ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกถึงตัวศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวที่ครบเครื่องไปด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ ทันสมัย และเครื่องใช้สเตนเลส ห้องน้ำสีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหรือความหมกมุ่นของการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ห้องนั่งเล่นที่มีความยืดหยุ่นในการปรับประโยชน์ใช้สอยตามโอกาส เป็นต้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

สอง คือการตกแต่งด้วยสีชมพูและของใช้ตามสีสันประจำตัวของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ของเด็ก ๆ ไปในตัว เราจะพบเพียงห้องนอนของสาว ๆ ทั้งสามที่ตกแต่งในโทนสีชมพู ตั้งแต่พรมปูพื้น ผนังห้อง ประตู ขอบกระจก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงตุ๊กตา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ไปจนถึงเตียงและผ้าห่มนวมสีประจำตัวของแต่ละคน

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่าการแบ่งพื้นที่และห้องส่วนใหญ่นำเสนอในมุมมองของศาสตราจารย์ ในสถานะผู้ใหญ่เจ้าของบ้าน และสามฮีโร่ในสถานะผู้ร่วมอยู่อาศัย

02
ต้นฉบับบ้านยูโทเนียม

หลายองค์ประกอบของการ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงมาจากทั้งสถานที่จริง หนังเก่า และอนิเมะญี่ปุ่นคลาสสิก

บ้านยูโทเนียมหลังนี้ก็เช่นกัน

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจำลองหรือต่อเติมจากบ้านต้นฉบับ Villa Arpel ในภาพยนตร์เรื่อง Mon Oncle (หรือ My Uncle ในภาษาอังกฤษ จากปี 1958 ของผู้กำกับและนักแสดงตลกชาวฝรั่งเศส Jacques Tati) ภาพยนตร์ตลกเสียดสีสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว Arpel

ฉากบ้านครอบครัวนี้ออกแบบโดยนักเขียนบท (ควบตำแหน่งโปรดักชันดีไซเนอร์คู่ใจ) ฌัก ลากร็องฌ์ (Jacques Lagrange) ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลอย่างมากจาก Villa La Roche สร้างขึ้นในช่วงปี 1923 – 1925 ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกยุคโมเดิร์นในตำนานที่เหล่าสถาปนิกไม่มีใครไม่รู้จัก 

โดยเอกลักษณ์ที่ Lagrange นำมาใส่ในฉากของ Villa Arpel คือหน้าต่างวงกลมที่เป็นตัวดวงตาสองข้าง ใน Mon Oncle เราจะเห็นสองสามีภรรยาใช้สอดส่องเพื่อนบ้าน โดยพวกเขาใช้หน้าต่างคนละบานกัน ซึ่งฉากของบ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ก็นำหน้าต่างทรงกลมมาใช้เช่นกัน และเพราะพวกเธอบินได้ บลอสซัม บับเบิลส์ และบัตเตอร์คัพ จึงใช้หน้าต่างคนละบานในการบินเข้าออกตัวบ้าน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tati คือการใช้ฉากสร้างความตลกที่ซ้อนเร้นควบคู่ไปกับตัวบทและเนื้อเรื่อง ใน Mon Oncle มีฉากหนึ่งที่แขกผู้มาเยือนและคุณ Arpel กำลังเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวก่อนเข้าถึงตัวบ้าน ทั้งสองคนถูกควบคุมโดยทางเท้าที่จัดวางไว้ จนใบหน้าของทั้งสองหันออกจากกันแม้ว่าจะกำลังสนทนากันอยู่ จุดนี้ก็เป็นมุกตลกสไตล์ Tati ที่กำลังจิกกัดสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอยู่นั่นเอง

ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างระหว่างบ้านยูโทเนียมและวิลล่า Arpel คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การวางของตกแต่งเฉพาะจุดในแต่ละห้อง ราวกับเป็นบ้านตัวอย่างที่กำลังจัดแสดงเพื่อต้อนรับแขก แทนที่จะเป็นบ้านอยู่อาศัยตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นโซนที่ห้ามทำรก ต้องคอยจัดเก็บหรือปัดฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

เปิดแปลนบ้านของศาสตราจารย์ยูโทเนียมและสามสาว Powerpuff Girls ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านในหนังฝรั่งเศส

การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในมีผลต่อบรรยากาศในบ้านอย่างสิ้นเชิง เหมือนกันกับใน The Powerpuff Girls ในเวอร์ชันรีบูต ช่วงปี 2016 – 2018 ที่รายละเอียดของเมืองและบ้านยูโทเนียมถูกปรับโฉมในสถานะที่สามสาวคือเจ้าของบ้านร่วมกับศาสตราจารย์ เมื่อพรมสีชมพูและสิ่งของหลากสีเริ่มแพร่กระจายไปรอบบ้าน การตกแต่งภายในของยุคโมเดิร์นที่แข็ง ดิบ และไร้บุคลิก ถูกแทนที่ด้วยความน่ารักและตัวตนของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

แน่นอนว่าการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในแสดงออกถึงบุคลิกของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก บางครั้งเราอาจลองใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมในบ้าน แล้วลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่คุณสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือไหม หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองผู้อื่น หรือบางครั้งก็แค่ตกแต่งตามภาพห้องตัวอย่างในแคตตาล็อก ที่กำลังบอกคุณว่าหน้าตาห้องนั่งเล่นต้องเป็นอย่างไร ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ตามที่เขาว่ากันไหม ควรมีหรือไม่มีอุปกรณ์เสริมแต่งอื่นใดอีกหรือเปล่า

จะเป็นไปได้ไหม หากห้องนั่งเล่นของคุณจะกลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกบอลเหมือนบ้านบอล พื้นห้องนั่งเล่นปูด้วยวัสดุที่เด้งดึ๋ง ทำพื้นทั้งหมดให้กลายเป็นโซฟาไปเลย หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ฝักบัวในห้องน้ำติดตั้งสูงขึ้นสัก 2 – 3 เมตร ให้เหมือนว่าคุณกำลังอาบน้ำจากน้ำตกธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 

McCracken, Craig. The Powerpuff Girls. Hanna-Barbera Cartoons (1998–2002) and Cartoon Network Studios (2001–2005)

The Powerpuff Girls Classic, Lou Romano Art Work

The Powerpuff Girls Reboot, Eusong Art work

Utonium Floorplan, Yucky on the inside blog

Utonium Residence, Fandom

Villa Arpel Photo,intjournal

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load