“เราเริ่มจากตระเวนสัมภาษณ์ชาวนาไปเขียนลงบทความ”

เตรียมตัวเปิดสนทนามาคุยกับชาวนาเรื่องพันธุ์ข้าวเต็มที่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เจ้าของแบรนด์ข้าวหอมดอกฮัง จะเคยเป็นนักเขียนสายสิ่งแวดล้อมที่ได้รางวัลนายอินทร์ อะวอร์ด และเคยเขียนลง National Geographic ด้วย

บ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

ที่นี่คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหอมดอกฮัง ซึ่งเป็นบ้านของ แอ้ว-บำเพ็ญ ไชยรักษ์ และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนอีกกว่า 20 ครัวเรือน

นาข้าวที่นี่ไม่เหมือนที่ไหน เพราะเป็นนาที่ล้อมรอบด้วยป่า ปลูกข้าวพื้นบ้านหลากหลายสายพันธ์ุในหมู่บ้านภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ข้าวหอมดอกฮัง’ 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง
ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

‘ฮัง’ หรือ ‘รัง’ ที่เป็นชื่อไม้ยืนต้นใน ‘ป่าเต็งรัง’ หรือ ‘ป่าโคก’ นั่นเอง

จากต้นฮังนี่เองที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เป็นที่มาของชื่อเดิมของหมู่บ้านอย่าง ‘บ้านน้อยเลิงฮัง’ ก่อนทางการจะเปลี่ยนชื่อให้เป็นบ้านโคกสะอาด และลูกฮังนี่เองที่นำมาเป็นเป็นโลโก้แบรนด์ข้าวหอมดอกฮัง โดยมีบทกลอนที่เล่าถึงความหอมของข้าวมาไว้ในแพ็กเกจ

“หอมดิน หอมน้ำ หอมกอข้าว
หอมดอกฮัง บ้านเฮา หอมยวนใจ
หอมหมอก หอมแดด หอมข้าวใหม่
หอมบ่วาย ฮักหอม… แสนสีฮอม”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

แม้ใครจะมองว่าอีสานแล้งซ้ำซากยากจน แต่หากมองให้ดี ที่นี่อุดมสมบูรณ์กว่านั้น แม้ในฤดูแล้งยิ่งแล้งจัด ดอกไม้ป่าบ้านเรายิ่งออกดอกงดงาม ดอกจานสีส้มจัดจ้า ดอกตะแบก ดอกเสลา หรือดอกอินทนิล ดอกไม้ประจำจังหวัดสกลนครออกดอกสีม่วงแพรวพราวเต็มต้น และในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัด ป่าโคกทิ้งใบร่วงเหลือแต่กิ่งก้าน ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดอกฮังออกดอกสีเหลืองและหอมบานสะพรั่ง 

มีความพิเศษซ่อนอยู่ในหมู่บ้านที่ดูแสนธรรมดา คล้ายเรื่องราวของข้าวหอมดอกฮัง ที่วันนี้ The Cloud จะพามาหาคำตอบกันว่าอะไรทำให้นาข้าวที่นี่หอมเป็นพิเศษ 

จากปลายปากกาสู่คันนา 

“เราเริ่มจากตระเวนสัมภาษณ์ชาวนาไปเขียนลงบทความ”

แอ้วเริ่มชีวิตทำงานหลังเรียนจบที่มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแถบภาคอีสาน เธอตั้งใจไม่ทำงานไกลบ้าน แต่เลือกทำงานวิจัยและศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ในชุมชนใกล้บ้าน

หนึ่งในบทความที่เธอเขียน คือเรื่องราวของชาวนาเมื่อครั้งมีปัญหาเรื่องจำนำข้าว โดยแวะไปสัมภาษณ์ชาวนาในภาคอีสาน และที่ภาคกลางด้วย 

จากการสัมภาษณ์และทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้แอ้วเห็นปัญหาของชาวนาหลายอย่าง เช่น ชาวนาภาคกลางไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน ต้องทำนาเช่า ขายข้าวได้ราคาถูก ทำนาปีละ 3 ครั้งแต่กลับเป็นหนี้จากการทำนา 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“เราเห็นครอบครัวชาวนาที่ลำบาก เห็นวัฏจักรที่ข้าวถูกกดราคา”

ซ้ำร้ายภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่รัฐมองว่าแห้งแล้ง ไม่มีที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว ควรเปลี่ยนจากปลูกข้าวไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อย ที่มีการส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ปลูกมากกว่า 10 ล้านไร่

แม้ภาพจำของชาวนาจะเป็นแบบนี้ แต่แอ้วบอกว่าความจริงแล้ว “บ้านเรามีดีนะ” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเธอเห็นปัญหาจนอยากกลับมาชักชวนญาติพี่น้องในหมู่บ้านร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาข้าวพื้นบ้านที่หมู่บ้านของเธอเอง 

นาที่มีป่าล้อมรอบ 

แม้ปัจจุบันจะมีความต้องการใช้รถไถปรับนาให้เป็นที่ราบลุ่ม เพื่อปลูกข้าวหนักหรือข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวนาน เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวพันธุ์ กข 6 ซึ่งเป็นข้าวยอดนิยมที่ตลาดต้องการ แอ้วบอกว่า “โชคดีที่หมู่บ้านเราเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า”

บ้านโคกสะอาด เดิมชื่อ บ้านน้อยเลิงฮัง เพราะมีต้นรังและป่าเต็งรังแทรกอยู่ตามชุมชนและในนาเต็มไปหมด 

นาโคก คือ นาข้าวที่มีป่าเต็งรังล้อมรอบและมีน้ำไหลมาจากป่าลงมาในแปลงนา ไม่ใช่นาทุ่งบนที่ราบแปลงใหญ่ๆ

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“บรรพบุรุษเราใช้จอบเสียมขุดก่นด้วยมือ เพื่อดูว่าน้ำไหลไปทิศทางไหนจะทำคัดนาเป็นแนวบังคับและกักน้ำไว้ได้ นาในความทรงจำของเราตั้งแต่เด็ก คือมีเหมืองนาที่เชื่อมกับป่าโคกเป็นที่เล่นน้ำ หน้าฝนน้ำไหลลงมาจากป่า ชาวบ้านจะขุดทางน้ำจากโคกเพื่อนำน้ำมาใช้ในนาตัวเอง”

ชาวนาที่นี่เรียนรู้วิถีชีวิตและการทำนาโคกกับป่าโคกและสายห้วย ฮ่อง (ร่องน้ำ) สายเล็กๆ จากป่าโคกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ที่นี่ไม่มีระบบชลประทาน ต้องทำนาโดยอาศัยรอน้ำฝนทำนาเพียงปีละครั้ง

“นาแปลงหนึ่งเหมือนฝ่ามือเรา ลองคิดว่าอุ้งมือคือที่ลุ่มที่สุด ก็จะปลูก ‘ข้าวหนัก’ ที่มีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าเพื่อน เพราะมีน้ำไหลลงไปเยอะ ส่วนที่สูงขึ้นมาหน่อย น้ำจะน้อยเพราะน้ำไหลลงไปที่ลุ่มกว่าก็ปลูก ‘ข้าวกลาง’ ที่เนินหรือโคกมากๆ ก็จะปลูก ‘ข้าวเบา’ ที่ระยะเก็บเกี่ยวสั้น”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ชนิดของข้าวไม่ได้แยกตามสายพันธ์ุเท่านั้น แต่ยังแบ่งตาม ปริมาณน้ำ แสง และระดับความสูงต่ำของพื้นที่ที่ปลูก เช่น ข้าวหนักที่แอ้วเล่าไป หากเป็นข้าวเบาจะมีอายุสั้น ปรับตัวได้ดีในหน้าแล้ง ข้าวระยะกลาง ทั้งสองแบบนี้สามารถปลูกในที่ดอนที่ขังน้ำในนาได้น้อย และที่สำคัญข้าวที่ปลูกในนาโคกเพียงปีละครั้งนั้น จะมีความหอมเป็นพิเศษเพราะข้าวพยายามปรับตัวตามธรรมชาติเข้ากับสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้าวที่แบ่งประเภทตามแสง เรียกว่าข้าวไวแสง เป็นข้าวที่จะออกรวงก็ต่อเมื่อช่วงแสงเปลี่ยนตามฤดูกาล เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเมื่อไหร่ข้าวก็จะเริ่มตั้งท้อง 

แม้ผลผลิตข้าวต่อไร่อาจจะไม่สูงเพราะเกี่ยวข้าวปลายปีแค่ครั้งเดียว โดยต้องอาศัยเพียงน้ำฝน (บางแปลงอาจจะมีบ่อน้ำสระที่สำรองไว้กรณีที่แล้งจัดมาก) และการทำนาด้วยความเข้าใจธรรมชาติและระบบนิเวศในนาของตัวเองทำให้สามารถปลูกข้าวได้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ไม่จำกัดว่าต้องปลูกแค่ข้าวหอมมะลิที่ต้องปลูกในที่นาลุ่มเท่านั้น 

แอ้วสังเกตว่า ยิ่งปีไหนแล้งจัด ข้าวได้ผลผลิตน้อย แต่หอมมากเวลาไปหุง ซึ่งข้อมูลความหอมมาจากลูกค้าที่ซื้อไปทานจริง รวมทั้งชาวนาเองก็บอกเช่นนี้

เราอาจต้องหันมามองภาคอีสานกันใหม่ว่า ภาพจำที่คนอื่นนิยามว่า “แล้งซ้ำซากยากจน” เป็นคำนิยามของใคร แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่นิยามของคนในหมู่บ้านเราแน่นอน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

สายพันธ์ุข้าวที่หายไป

“ข้าวเป็นพืชที่ปรับตัวได้ตั้งแต่นิเวศบนภูเขาจนถึงชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวพื้นบ้านจะปรับตัวได้ดีกับพื้นที่นิเวศเฉพาะของข้าวนั้นๆ” 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ความรู้ใหม่จากแอ้วบอกว่า ข้าวปลูกในนาที่มีป่าล้อมรอบได้ ไม่จำเป็นต้องปลูกแค่ในที่ราบลุ่มหรือนาลุ่มเท่านั้นทำให้ภาพจำข้าวที่ได้ฟังตอนนี้กับข้าวที่เรียนจากตำราต่างกันลิบลับ

“เราไปเห็นจากศูนย์วิจัยข้าวหลายที่ว่าในไทยมีข้าวตั้งห้าพันสายพันธุ์ที่เคยปลูก เลยกลับมามองว่าที่หมู่บ้านเรามีข้าวพันธุ์ไหนบ้าง” แอ้วเล่าย้อนความเมื่อตอนแรกเริ่มสำรวจพันธุ์ข้าว เธอพบว่าในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เคยปลูกข้าวไว้เกือบ 40 สายพันธุ์ แต่ตอนนี้กลับเหลือไม่ถึง 5 สายพันธุ์

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ด้วยความรู้สึกว่าพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกำลังสูญหายไป ทำให้แอ้วเริ่มออกเดินทางรวบรวมพันธุ์ข้าวจากเครือข่ายชาวบ้านที่รู้จัก 

แรกเริ่มได้มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย สายพันธุ์ละ 5 เมล็ดบ้าง 10 เมล็ดบ้าง จากนั้นจึงทดลองปลูกในนาแปลงเล็ก ๆ ของตัวเอง ศึกษาการคัดเมล็ดร่วมกับชาวบ้าน เด็ก ๆ จากโรงเรียนและวัดในชุมชน จนปีแรกรวบรวมได้ทั้งหมด 20 สายพันธุ์ 

ปีที่ 2 ได้เพิ่มมาอีก 10 – 20 พันธุ์ จนรวมเป็น 40 พันธุ์ ได้เพิ่มมาทีละไม่กี่เมล็ดมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้รวบรวมพันธุ์ข้าวได้ทั้งหมด 250 สายพันธุ์จากหลายจังหวัด ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ร่วมมือร่วมใจในแปลงอนุรักษ์

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมาปลูกขยายมากมาย ชาวบ้านก็เริ่มทดลองปลูกข้าวในนาแปลงอนุรักษ์พันธุ์ข้าวที่ทุกคนเรียนรู้และลงแรงร่วมกัน  

หนึ่งปี ทุกคนมาทำงานร่วมกันในแปลงอนุรักษ์ 5 ครั้ง

เริ่มจากหว่านกล้า เรียนรู้ด้วยกันก่อนว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีคืออะไร จากนั้นตกกล้าเป็นรวงเพื่อคัดสรรต้นที่ดีไปปลูกต่อ และเฝ้าสังเกตว่าข้าวพันธุ์ไหนแตกกอดีมาก เช่น เมล็ดเดียวแตกเป็น 10 – 20 ต้น หรือบางพันธุ์ถึง 60 ต้น ก็จะได้ข้าวหลายรวงในแต่ละรวงลักษณะการจับเมล็ดเป็นอย่างไร ถี่ ห่าง สวยไหม เพื่อที่จะคัดว่าพันธุ์ไหนให้ผลผลิตดี 

พอข้าวโตขึ้น แตกกอ ก็มาเจอกันอีกรอบเพื่อจำกัดหญ้า คัดข้าวที่ไม่อยากได้ พันธุ์ที่หลงปนอยู่ในแปลงออก และท้ายสุดคือมาเกี่ยวคัดเลือกเอารวงที่ดีที่สุดด้วยกัน เพื่อเก็บไว้ขยายในนาของสมาชิกเอง ต่อไป 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เมื่อลองผิดลองถูก ศึกษาด้วยกันครบทั้งกระบวนการ สมาชิกก็เริ่มเรียนรู้และเลือกข้าวพันธุ์ที่ตัวเองชอบเห็นว่าเหมาะกับนาของตัวเอง และนำข้าวจากแปลงอนุรักษ์ไปปลูกขยายในนาของตัวเอง 

“เรามีกิจกรรมไปเยี่ยมแปลงของสมาชิกไปเรื่อยๆ ทุกคนตื่นเต้นกับพันธุ์ข้าวที่ตัวเองมี บางคนมีนาหนึ่งแปลงราว 10 ไร่ ปลูกข้าวได้เป็นสิบสายพันธุ์” แอ้วเล่าว่าชาวบ้าน “คิดถึง” พันธุ์ข้าวดั้งเดิม และด้วยวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน แบ่งปันเมล็ดพันธุ์ของชาวบ้านทำให้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเริ่มกระจายไปเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านใกล้เคียงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“เวลามีงานบุญกองข้าว ซึ่งเป็นงานที่เอาข้าวเปลือกมาทำบุญหลากหลายสายพันธุ์มาก ข้าวเหล่านี้จะนำมารวมกันที่วัด บางส่วนขายราคาถูกสำหรับคนที่ต้องการบางส่วนอาจจะเก็บไว้ที่ธนาคารข้าวให้คนมายืมยามวิกฤตเมื่อข้าวไม่พอกินในปีที่แห้งแล้งหรือน้ำท่วม ถ้าไม่มีใครยืมก็ขาย นำเงินมาใช้สำหรับประโยชน์สาธารณะ”

เสน่ห์ของข้าวพื้นเมือง สเปกของคนบ้านน้อยเลิงฮัง 

เมื่อถามว่าข้าวพันธ์ุพื้นเมืองเหล่านี้มีดียังไง แอ้วบอกว่าข้าวแต่ละพันธ์ุมีเรื่องเล่าและเสน่ห์ไม่เหมือนกัน อร่อยคนละแบบ

“ข้าวพื้นเมืองบางพันธ์ุก็ไม่อร่อยนะ เม็ดใหญ่ แข็ง แต่เอาไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้ดี อย่างข้าวก่ำบางพันธุ์ ถ้านึ่งกินจะแข็ง แต่เอาไปทำแป้งขนมจีน โคตรดีเลย เหนียวหนึบ ทำขนมข้าวเหนียวดำ ข้าวต้มมัดก็อร่อย”

แม้ไม่ใช่ ‘ข้าวพิมพ์นิยม’ ที่เม็ดยาว ขาว สวย แต่ข้าวที่มีเอกลักษณ์ย่อมเป็นสเปกของใครบางคน

ถ้าชอบความเหนียวหนึบต้องถูกใจข้าวก่ำน้อย เม็ดเล็ก สีดำออกม่วง คล้ายข้าวญี่ปุ่น ข้าวกล้องสามารถหุงด้วยหม้อหุงข้าวได้ ข้าวสีขัดหรือสีซ้อมมือนึ่งเป็นข้าวเหนียวทานอร่อย หลายภัตตาคารนิยมสั่ง

หากแพ้ทางความหอม ต้องลองข้าวหอมนางนวลที่หอมตั้งแต่เป็นต้นกล้า มีกลิ่นหอมใบข้าวอ่อนๆ และยิ่งทวีความหอมมากเวลานึ่ง เช่นกันกับข้าวหอมสกล หรือข้าวหอมภูพานนั้นปลูกให้ได้ต้นอ่อนเวลาเอาไปคั่วทำชาเขียวใบข้าวจะได้กลิ่นหอมละมุน เหมือนชาเขียว แต่เป็นกลิ่นหอมจากใบข้าวที่ไม่ขม ไม่เฝื่อน

สำหรับคนรักสุขภาพ น่าจะชอบข้าวมะลิแดง เป็นข้าวจ้าวที่ข้างในเป็นสีแดง เวลาหุงมีสีเข้มขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน เช่นกันกับข้าวทับทิบชุมแพ ที่เมล็ดสีน้ำตาลแดง เมื่อนำมาสุกจะได้สีเหมือนทับทิม และนุ่มมากด้วย

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

หากชอบกินข้าวสวย สีขาว ที่ทั้งนุ่มทั้งหอม ก็แนะนำข้าวโสมมาลี ซึ่งเจ้าของพันธุ์ข้าวเล่าว่าข้าวชนิดนี้เป็นพี่สาวของข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวเจ้าสีขาว เม็ดไม่ยาวมาก หุงแล้วนุ่ม หนึบ หอมอร่อย เช่นกันกับข้าวหอมใบเตย ข้าวหอมจำปา

หรือใครที่ชอบข้าวหอมสีสวย ก็ข้าวหอมนิล

ข้าวหลากหลายสายพันธุ์อย่างข้าวโสมมาลี เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองจากที่อื่น ผู้ที่ให้เมล็ดพันธุ์มาบอกว่าได้มาจากชาวนาแถวทะเลสาบเขมร แต่เมื่อเอามาปลูกที่หมู่บ้านก็ปรับตัวได้ดีและหอมเป็นพิเศษ ในขณะที่บางพันธุ์ก็เป็นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ปรับปรุงพันธุ์โดยนักวิชาการด้านข้าว เช่น ข้าวหอมภูเขียว เป็นข้าวเหนียวสีดำ สีเป็นข้าวกล้องนำมาหุงได้

แอ้วเล่าเรื่องราวของข้าวแต่ละพันธุ์แบบที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับข้าวนั้น ๆ มากขึ้น เธอบอกว่า “เราค้นพบอะไรแบบนี้ จากการอยู่กับนาข้าวมาตลอด”

พอได้ยินคนรักข้าวตัวจริงบอกสเปกข้าวของตัวเองแบบนี้ คนเมืองอย่างเราก็เริ่มรู้สึกว่าข้าวพื้นเมืองที่เคยมองผ่านตาไปนั้น ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

หอมแบบไม่ใส่น้ำหอม

การทำความรู้จักกันย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งศึกษาพันธุ์ข้าวไปเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ยิ่งค้นพบคุณสมบัติพิเศษของข้าวหลายสายพันธุ์ เช่น สารป้องกันแสงแดด รวมทั้งความหอมจากธรรมชาติของข้าว ที่ทำให้คนในหมู่บ้านปิ๊งไอเดียนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิวต่างๆ

แอ้วบอกว่าเพราะหอมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่น้ำหอม

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“ปกติเราจะคัดข้าวไปขายและมีข้าวที่เราคัดออกอยู่แล้ว เช่น ปลายข้าวหัก รำข้าว จมูกข้าว ความจริงแล้วจมูกข้าวมีคุณสมบัติดีมาก เราแค่ไม่กินเพราะมันอยู่ในข้าวหัก บางทีเหลือเอาไปเลี้ยงหมูบ้าง เหลือเยอะขึ้นราบ้าง ก็เสียดาย เลยมานั่งคิดว่าเราจะเอาข้าวเหล่านี้ไปทำอะไรได้บ้าง”

เดิมทีคนอีสานเอาน้ำซาวข้าวมาล้างหน้า สระผม อาบน้ำอยู่แล้ว ว่ากันว่าน้ำแช่ข้าวเหนียวหรือที่เรียกว่า “น้ำข้าวหม่า” ถ้าเอามาล้างหน้าแล้วจะสะอาด ผิวจะนุ่มไม่ตึง ไม่แห้งกร้าน

การนำภูมิปัญญาดั้งเดิมผสมผสานกับศาสตร์วิธีการทำสบู่ที่เรียนรู้ใหม่ทำให้ได้สูตรเฉพาะของตัวเอง แอ้วบอกว่าการพัฒนาสินค้าแบบคิดไปแก้ไปนั้น “ช้า แต่เจอสูตรของเราเอง”

ที่ช้าเพราะมีการทดลองใช้พืชและสมุนไพรอื่นๆ มาผสมในสูตรด้วย เช่น ใบหมี่ที่ดีต่อเส้นผม หรือการประยุกต์ใช้ครามผสมกับข้าว ทำให้ผมนุ่มลื่นขึ้น ส่วนสูตรพิเศษที่ไม่ใช้ข้าวเลยก็มี เช่น แชมพูจากมะกรูดของชาวบ้านที่ปลูกหัวไร่และปลายนา 

เนื่องจากแชมพูต้นทุนไม่สูง แต่ราคาขวดสูงมาก จึงมีการคิดค้นแชมพูบาร์แบบก้อนเพื่อลดต้นทุน เหมาะสำหรับพกพาและลดพลาสติกอีกด้วย

แต่ละสูตรที่เรียนรู้มาก็จะทดลองผสมสัดส่วนต่าง ๆ แล้วนำไปให้สมาชิกกลุ่มฯ ทดลองใช้กันเองก่อนจนรู้สึกว่าดีพอ จึงเริ่มขายผ่านเพจบ้าง ขายที่ตลาดในจังหวัดสกลนคร เช่น งานสกลเฮ็ดบ้าง

ผลตอบรับจากการไปขายออกงาน คือขายหมดเกลี้ยง 

อยู่กับป่า

การที่หยิบจับพืชพันธ์ุต่างๆ มาผสมในสบู่และแชมพูได้ เกิดจากการรู้จักป่าเต็งรังเป็นอย่างดี

คนสกลนครมีโครงการเรียกว่าป่าเศรษฐกิจครอบครัว คือการรู้จักพึ่งพิงป่าเต็งรังในทุกฤดู หมดฤดูนาก็ค้าขายหาอย่างอื่นกินจากป่า ในป่าโคกมีทั้งเห็ด แมลงที่กินได้ เช่น แมงทับ หอยหอม หอยทากขาว มีพืชสมุนไพรที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ในป่าบ้านเรารวมทั้งหมด 110 ชนิด

นอกจากทำนา คนที่นี่จึงมีงานอดิเรกมากมายอย่างเลี้ยงหอย เพาะเห็ด ปลูกมะนาวโดยใช้น้ำบาดาล ทำอาหารจากผักหวาน ผักกระเจียว เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“เราอยู่รอดและใช้ชีวิตร่วมกับป่าเพราะเราปรับตัวได้ เหมือนที่ข้าวพื้นเมืองปรับตัวได้ดีกับระบบนิเวศของเรา ปีที่แล้งที่สุด เราก็ยังได้ผลผลิต” 

รวมถึงเวลาเกิดวิกฤต เช่น โรคระบาดหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ การอยู่บ้านทำให้กดดันน้อยกว่ามาก เพราะที่บ้านมีข้าว มีธรรมชาติให้พักพิง 

การทำงานสายสิ่งแวดล้อมมาก่อนของแอ้วยังช่วยให้มีความรู้ทางนิเวศท้องถิ่นได้ละเอียดขึ้น มองความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งชัดขึ้น เข้าใจว่าถ้าสร้างเขื่อน ปลาก็จะว่ายน้ำข้ามเขื่อนไม่ได้ หากทำเหมืองเกลือเหมืองแร่โปแตชใต้ดินเอามาทำปุ๋ยเคมี ดินก็จะเสีย ดินก็จะเค็ม และการทำอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวก็ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เธอเชื่อว่าทางออกในการเอาตัวรอดของโลกในคนาคต คือการทำเกษตรที่ไม่ทำลายอย่างอื่น ซึ่งช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ รักษาอาหารในธรรมชาติไว้ได้ด้วย 

กำไรอยู่ในดิน 

การเกษตรแบบไม่ทำลายอย่างอื่นนี้ย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตดั้งเดิมที่ชาวบ้านทำกันมาอยู่แล้ว “เรามีวัวควายอยู่ในนาหกสิบตัว ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการปลูกเลย ใช้เศษอาหารในครัวเรือน ขี้วัวขี้ควายที่เรามีมาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด”

แรกเริ่มผลผลิตไม่มาก เพราะนายังไม่มีอินทรียวัตถุ พอทำมา 3 – 4 ปี แค่เหยียบ นาก็นุ่ม เพราะมีฟางและปุ๋ยที่ใส่สะสมมาโดยตลอด 

“ถ้าใส่ปุ๋ยเคมี ต้นข้าวก็ดูดซึมเอาแต่ได้ไปโดยไม่เหลืออะไรไว้ในนาเลย แต่ทุกครั้งที่เราทำนาอินทรีย์ ก็จะมีอินทรีย์วัตถุเพิ่มขึ้นทุกปี”
นี่คือสูตรการลงทุนของชาวนา 

เมื่อใช้น้ำฝน น้ำจากป่าโคก มีปุ๋ยจากมูลสัตว์ กำไรก็อยู่ในดิน ไม่ต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเคมีหรือหาน้ำจากเขื่อนมาเพิ่มเติม และกำไรในดินย่อมหวนคืนเป็นกำไรของหมู่บ้าน

ในฐานะคนที่ชักชวนชาวบ้านมาเริ่มรวมกลุ่มข้าวหอมดอกฮัง แอ้วมองว่า “ก่อนหน้าปลูกข้าวพันธุ์ส่งเสริมเพื่อขาย เราก็ทำเกษตรกันอย่างนี้อยู่แล้ว แค่เอาเรื่องนี้มาคุย ชวนคนอื่นให้มาเรียนรู้ มาลองปฏิบัติการจริงในแปลงนามากขึ้น เราไม่ใช่คนเดียวที่ขับเคลื่อนให้กลุ่มดำเนินไป ทุกคนในหมู่บ้านช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น” 

ความภาคภูมิใจของเธอ คือการรักษาวิถีนาโคกไว้ได้ รักษาที่ดินนาโคกของเราไว้ได้

“พ่อแม่เรารักษาวิถีชีวิตแบบนี้ส่งต่อมาให้เรา ใช้ชีวิตโดยไม่เคยทำลายนิเวศธรรมชาติ เราว่าเขาเก่งที่สุดแล้ว คนหมู่บ้านเรายากจนแค่ไหนก็ยังเป็นเจ้าของที่ดิน มีนา มีข้าว”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เรื่องเล่าจากสายสัมพันธ์ในหมู่บ้าน

“ชาวนาจากกลุ่มเราไม่ต้องไปเข้าคิวขายข้าวให้โรงสีกดราคาอีกต่อไป ขายที่บ้านเรา ขายเรื่องเล่าของเรา สมาชิกรู้สึกตื่นเต้นที่เดิมทีขายข้าวให้โรงสีได้กิโลกรัมละสิบสองบาท ตอนนี้ขายได้กิโลกรัมละแปดสิบบาท”

นี่คือความภาคภูมิใจอีกอย่างในฐานะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของแอ้ว 

มูลค่าข้าวที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ชาวบ้านลงทุนลงแรงเสาะหาเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองหายาก ศึกษาขั้นตอนการปลูกที่ดีที่สุดทีละขั้น เรียนรู้ คิดค้นวิธีการแปรรูปใหม่ๆ โดยไม่แยกมันออกจากระบบนิเวศท้องถิ่นของตัวเอง เมื่อกำหนดราคาข้าวและพันธุ์ข้าวของตัวเองได้ ก็ทำให้เป็นอิสระจากระบบที่กดทับชาวนา และสร้างผลิตภัณฑ์จากเรื่องราวของชุมชนขึ้นมาได้ 

ชุมชนมีสมาชิก 20 หลังคาเรือน ทั้งช่วยกันคิดและเล่าเรื่องราวของหมู่บ้าน โดยคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง ขายผ่านเพจเฟซบุ๊กและขายโดยตรงให้ลูกค้า มีทั้งโรงพยาบาลและร้านค้าในจังหวัดที่สั่งซื้อข้าวเป็นประจำ 

แพ็กเกจของข้าวหอมดอกฮังนั้นก็ทำกันเอง เล่าเรื่องประวัติหมู่บ้าน ความเป็นมาของข้าว ชื่อคนปลูก และ ชื่อข้าว ออกแบบแพ็กเกจให้ไม่แพงเกินไป เลือกใช้กระดาษมาทำเพื่อให้ชาวบ้านทำได้ด้วยตัวเอง เพราะชาวนาหลายคนก็อายุมากแล้ว ทำงานหนักไม่ได้

แม้สมาชิกในหมู่บ้านมีไม่เยอะและนาโคกไม่ใช่นาแปลงใหญ่ แต่ทุกคนต่างรู้สึกเป็นเจ้าของแบรนด์ข้าวหอมดอกฮังร่วมกัน ทำโรงสีขนาดไม่ใหญ่โต ไม่สีขาวสต็อกไว้เยอะ เลือกทำแต่พอที่กำลังสมาชิกทำไหว ทำให้ข้าวที่ขายต้องสีสดใหม่เสมอ 

กลุ่มวิสาหกิจก็ไม่ได้เน้นหาเงินทำกำไรส่วนกลาง แต่เน้นเรียนรู้ร่วมกันและให้ผลกำไรตกไปถึงสมาชิกแต่ละคนโดยตรง

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เส้นทางแห่งการเติบโต 

ทุกวันนี้บ้านโคกสะอาดหรือบ้านน้อยเลิงฮัง เริ่มเชิญชวนหมู่บ้านรอบๆ มาปลูกข้าวแทนการปลูกอ้อยที่ทำลายป่า แต่การพัฒนาแบรนด์ก็ยังมีความท้าทายอยู่ เช่น การวางระบบควบคุมมาตรฐานให้ดี เพราะมีสมาชิกหลายคนที่ร่วมปลูกและขายเองทั้งหมด รวมทั้งมีข้อจำกัดด้านความรู้เรื่องการตลาด 

สิ่งที่แอ้วตั้งคำถาม คือ “การค่อยๆ ทำแบรนด์โดยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการตลาด จะโตตามธรรมชาติได้มากน้อยแค่ไหน” 

ถ้าอยากให้ระบบธุรกิจที่เอื้อต่อธรรมชาตินี้อยู่ต่อจะทำยังไง

ถ้าหมู่บ้านโคกสะอาดและหมู่บ้านรอบๆ ยืนยันการปลูกข้าวแบบนี้ จะต้องควบคุมมาตรฐานมากขึ้นแค่ไหน

หากส่งออกกำลังผลิตจะไหวไหม

พัฒนาชุมชนอย่างไรให้ในอนาคตลูกหลานยังอยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ทำยังไงให้ลูกหลานมีบ้านนอกให้กลับอย่างภาคภูมิใจ 

“โจทย์ที่อยากพัฒนาต่อ คือความยั่งยืนในโลกปัจจุบัน ทำยังไงให้เราโตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เข้มแข็งจากข้างใน โตไปด้วยกัน ไม่ได้โตเฉพาะคนใดคนหนึ่ง… ต้องเรียนรู้กันต่อไป” แอ้วทิ้งท้าย


Lesson Learnt 

หนึ่ง การสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ “ใส่ใจในการทำข้าว แต่ละถุง แต่ละเมล็ด แต่ละกิโลฯ ให้ลูกค้าเชื่อมั่นในเรา” 

สอง การทำให้คนในชุมชนเชื่อใจ “การกลับไปทำที่บ้านตัวเองมันยาก เพราะเราเป็นเด็กคนหนึ่งในสายตาพ่อแม่พี่ น้อง เราไม่ใช่ผู้นำที่พูดชี้นำอะไรได้ มีมุมที่เหนื่อย มุมที่มีความขัดแย้ง แต่ก็ประนีประนอม” 

สาม เหนือสิ่งอื่นใด การเชื่อมั่นในชุมชนและเล่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สินค้าชุมชนจากหมู่บ้านเล็กๆ เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาได้

ภาพ : กลุ่มข้าวหอมดอกฮัง, บำเพ็ญ ไขยรักษ์ และฉันทนา คำนาค

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

“ประกาศ ประกาศ 

ขณะนี้สถานการณ์น้ำเสียในคลองไทย ทำให้มนุษย์ปิดจมูกทุกครั้งที่เดินผ่าน (หรือว่าไม่จริงล่ะ) สิ่งมีชีวิตในน้ำล้มตาย ทัศนียภาพไม่น่ามอง รบกวนการสัญจรทางเรือ ซึ่งสาเหตุมาจากการปล่อยน้ำเสียในภาคธุรกิจ คมนาคม และอุตสาหกรรม”

นี่ไม่ใช่ข่าวต้นชั่วโมงแต่อย่างใด แต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ปัญหาน้ำเสียในคลองตอนนี้กำลังทำลายความสวยงามของแลนด์สเคปที่อยู่คู่บ้านเรามาตั้งแต่สมัยก่อนนู้น หลายครั้งพวกเราโทษภาคอุตสาหกรรมว่าเป็นบิ๊กบอสที่ทิ้งสารเคมีลงคลอง แต่เรากลับไม่เคยมอง ‘ตัวเอง’

ถ้าลองมองสิ่งใกล้ตัวสักนิดที่ใกล้ชิดกันอยู่บ่อยๆ อย่างการ ‘ซักผ้า’ กิจวัตรประจำวันที่ทุกบ้านต้องทำ จะรู้ว่ามันก็สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน

เพราะอะไรน่ะเหรอ? ให้เวลาคิด 10 วิ 

ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก 

หมดเวลา

เฉลยคือ น้ำที่ใช้แล้วในบ้านจะไหลลงท่อระบายน้ำสู่คลองสาธารณะข้างเคียง โดยที่เราแทบไม่ฉุกคิดเลยว่า สารเคมีตกค้างจากการซักผ้าจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ เพราะมือเล็กๆ ของเราก็สามารถปกป้องแหล่งน้ำได้

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

ผู้เขียนจึงขอแนะนำนักอนุรักษ์มีครีบ ‘magFish’ เพื่อนใหม่สายออร์แกนิกกับภารกิจช่วยรักษาคลองด้วยการว่ายวนขจัดคราบบนเสื้อที่ช่วยให้น้ำหลังซัก สะอาด ปราศจากสารเคมี โดยมีผู้ปกครองคือ ฝน-วริษา โทณะวณิก, อาย-อนัตตา โทณะวณิก และ อ้อม-สุญญตา ไพร์ค 3 สาวเพื่อนซี้ที่ชอบทำของใช้เองมากกว่าซื้อ ตั้งแต่อาหารยันเครื่องแต่งกาย ผู้นำแมกนีเซียมบริสุทธิ์ 99.95 เปอร์เซ็นต์ (อ่านไม่ผิดหรอก แมกนีเซียมนั่นแหละ) มาห่อหุ้มด้วย 12 สายพันธุ์ปลาบนเส้นใยธรรมชาติ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าทำมือที่เย็บ ปัก ถักเอง ทดแทนการใช้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้ได้ถึง 365 วัน 

ฝน-วริษา โทณะวณิก อาย-อนัตตา โทณะวณิก และ อ้อม-สุญญตา ไพร์ค

จริงๆ แล้วการนำแมกนีเซียมมาซักผ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ในกลุ่มแม่บ้านญี่ปุ่น แต่ในไทยกลับใหม่และดูเข้าถึงยาก เจ้าของทั้งสามจึงขอลดช่องว่างความไกลให้ใกล้มากขึ้น ด้วยการสร้างฟังก์ชัน 2 in 1 ที่เปลี่ยนการซักผ้าในบ้านให้ได้ทั้งผ้าสะอาดและได้ช่วยเหลือสังคม

คนขี้แพ้ที่รักคลอง

ย้อนกลับไปวันหนึ่ง ถ้าหนึ่งในผู้ผลิตอย่างฝนเกิดไม่เบื่อการออกกำลังกายที่บ้านจนไปเดินเรียกเหงื่อเลียบคลองลาดพร้าว เธอคงมองไม่เห็นปัญหาของแหล่งน้ำตรงหน้าที่ส่งกลิ่นเหม็น ดำ และเต็มไปด้วยคราบสารเคมี จนเกิดคำถามในหัวทันทีว่า

‘ฉันจะช่วยเหลือคลองนี้ยังไงดี’

ฝนเล่าว่า สิ่งแรกที่เธอทำคือเริ่มสำรวจตัวเองก่อนว่าคนแพ้ง่าย เจออะไรนิดหน่อยก็ผื่นขึ้นอย่างเธอ หลังหันมาทำแชมพูมะกรูด คั่วกาแฟ หมักน้ำจากผลไม้ และทำยาสมุนไพรกินเองมา 20 ปี ยังขาดอะไรที่ไม่ได้ทำ แถมต้องมีฟังก์ชันช่วยคลองนี้ได้ด้วย

ประจวบเหมาะเหมือนโชคเข้าข้าง เมื่อเพื่อนสนิทที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้สินค้าออร์แกนิกและมีอาการแพ้ผงซักฟอกอยู่บ่อยครั้ง จึงซื้อแมกนีเซียมซักผ้ามาเป็นของฝากให้เธอ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าแมกนีเซียมเม็ดจิ๋วสีเงินตัวนี้จะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในดวงใจแทนผลิตภัณฑ์ซักผ้าออร์แกนิกที่เธอใช้เป็นประจำได้ ที่สำคัญ เธอไม่แพ้มันซะด้วยสิ

แต่คนเดียวหัวหาย 2 คนเพื่อนตาย 3 คนยิ่งเวิร์กเลย! เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง เธอจึงลองสั่งแมกนีเซียมครึ่งกิโลกรัมจากโรงงาน มาให้คนที่เธอรักได้ทดลองใช้ ทั้งบ้านอาย บ้านอ้อม และบ้านแม่ 

คุณแม่ของฝนและอายส่งฟีดแบ็กกลับมาเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเกินคาด เพราะคราบปัสสาวะลูกชาย คราบเหลืองบนคอเสื้อแฟน รวมไปถึงกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อ หายไปอย่างปลิดทิ้งโดยไม่ต้องใช้แรงขยี้เลยด้วยซ้ำ 

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

เช่นเดียวกับอ้อมที่ตอนแรกไม่คิดจะหยิบมาใช้เพราะแมกนีเซียมพวกนี้ไม่มีกลิ่นหอมหวานชโลมใจเอาซะเลย อาจเป็นเพราะนิสัยติดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหนักมากของเธอ ที่หากวันไหนไม่ได้กลิ่นจะนำเสื้อไปซักใหม่ทันที ต้องขอบคุณอายที่โทรมาเล่าประสบการณ์การซักผ้าให้อ้อมฟังจนยอมเปิดใจ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีวันก้าวข้ามความหอมมาเจอกับประสิทธิภาพที่เธอหลงรักในปัจจุบัน 

เมื่อทุกคนแฮปปี้ ฝนก็แฮปปี้ จึงชวนอายและอ้อมมานั่งเสิร์ชหาประโยชน์ที่มากกว่าการขจัดสิ่งสกปรกของแมกนีเซียม จนพบว่าน้ำหลังซักผ้าด้วยแมกนีเซียมจะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างเหมือนผงซักฟอกทั่วไป

ธาตุเม็ดจิ๋วที่เก่งเกินตัว

จากการค้นข้อมูลสมทบกับความรู้จากศาสตร์เคมีที่สามีของฝนและอ้อมเรียนมา ทำให้ 3 สาวได้รู้ว่าทำไมแมกนีเซียมจึงแตกต่างจากผงซักฟอกทั่วไป

“ปกติแมกนีเซียมจะมีอยู่ 3 ชั้น โดยชั้นที่ 3 มีอิเล็กตรอนเกินมาอยู่ 2 ตัว พอไปเจอกับ H2O ของน้ำ แมกนีเซียมที่มีวงใหญ่กว่าก็ไปดึงอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกของน้ำเข้ามา มันเลยทำปฏิกิริยากันจนเกิดแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ที่จุดนั้น โดยไม่ต้องใส่สารเคมีเพิ่ม หลังจากนั้นน้ำก็จะถูกย่อยออกมาเป็นหน่วยที่เล็กลง บวกกับแรงเหวี่ยงของถังซักผ้าหรือแรงขยี้ที่ช่วยดึงสิ่งสกปรกออก จนเกิดอิเล็กตรอนอิสระหรืออีออนที่เคลื่อนที่กระจัดกระจาย ไปดึงกลิ่นอับ กลิ่นเหงื่อทั้งหมดออกมา” ฝนอธิบายอย่างตั้งใจด้วยภาษาวิชาก๊ารวิชาการ

งงใช่ไหมล่ะ?

มา! ผู้เขียนสรุปง่ายๆ ให้ฟัง

เจ้าแมกนีเซียมเป็นธาตุที่พบมากในน้ำทะเลและมีอยู่มากเป็นอันดับ 8 ของโลก ออกฤทธิ์เป็นด่าง แถมเก่งกาจพอที่จะดึงสิ่งสกปรกบนผ้าออกได้ บวกกับแรงเหวี่ยงของเครื่องซักผ้าหรือกำลังมือขยี้ของคุณแม่บ้านจะทำให้เกิดอิเล็กตรอนอิสระที่ช่วยปราบกลิ่นอับ กลิ่นเหงื่อ และไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างด้วยนะ

แล้วมันต่างจากการซักผ้าปกติยังไงล่ะ?

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

รู้นะว่าสงสัยอยู่

ผงซักฟอกที่เราใช้กันมีส่วนผสมของแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ หรือพูดง่ายๆ คือ เอฟเฟกต์ที่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนเสื้อขาว หรือคราบตะกรันในเครื่องซักผ้า ซึ่งบางครั้งเราอาจคิดว่าเป็นที่ผ้าเราสกปรกเองหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วอีกสาเหตุหนึ่งมาจากตะกรันแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ และสารเคมีจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งสารเคมีตกค้างพวกนี้เป็นศัตรูที่คอยบ่อนทำลายลำคลองอยู่เสมอ

ปลาตัวเล็กที่อยากให้คนตัวใหญ่

เมื่อตัวก็ไม่แพ้ แถมน้ำก็ไม่เสีย ถึงเวลาตั้งแผงตลาดปลา!

ทั้งสามสาวจึงตัดสินใจทำภารกิจส่งต่อความดีงามของผลิตภัณฑ์นี้ให้คนอื่นได้ใช้ แต่การมานั่งอธิบายการทำงานของแมกนีเซียมเฉยๆ ก็ดูจะเข้าใจยากเหลือเกิน เหมือนกับที่อ้อมเคยโดนคนรู้จักตอกกลับความตั้งใจนี้ว่า

“ใครจะซื้อนะ”

ทำให้อ้อมตั้งคำถามกลับไปนิ่มๆ ว่า “แล้วใครไม่ซักผ้าบ้าง” 

นี่จึงเป็นการจับเข่าคุยกันครั้งใหญ่ของ 3 สาวภายใต้โจทย์ที่ว่า ‘ทำอย่างไรให้คนรักสิ่งนี้’ และให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่มากกว่าสรรพคุณของมัน

ฝนนึกย้อนกลับไปในจุดประสงค์แรกของเธอ คือการทำให้คลองกลับมาอุดมสุขอีกครั้ง พวกเธอจึงตัดสินใจนำสิ่งมีชีวิตในน้ำอย่างปลามาห่อหุ้มความดีงามบนแมกนีเซียม ให้คนตระหนักว่า ปลาที่พวกเขาซื้อไปสามารถช่วยลดน้ำเสียและปกป้องชีวิตของสัตว์น้ำได้

“เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นมิตรต่อลูกค้า เราเลยพยายามลองทุกรูปแบบ ทั้งลองน้ำเดียว ลอง 2 น้ำ ลองซักมือ เอาเครื่องวัดกรด-ด่างมาวัดทุกนาทีว่ามันขึ้นเท่าไหร่ ไปจนถึงโยนใส่เตาอบเพื่อดูว่ามันระเบิดไหมก็เคย (หัวเราะ) 

“พอแน่ใจเรื่องความปลอดภัย จึงเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อมลงไป เพราะเราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาตัวใหญ่ขึ้นจากการได้ทำสิ่งเล็กๆ ที่นอกเหนือจากตัวเอง” ทั้งสามเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

พลิกปลาให้เป็นปุ๋ย

เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอนุรักษ์ธรรมชาติ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างการเลือกใช้วัสดุมาสร้างตัวปลาพวกเธอยังคำนึงถึงการย่อยสลายในระยะยาว ด้วยการปฏิเสธการใช้ผ้าประเภทไนลอนและโพลีเอสเตอร์ ที่ปล่อยพลาสติกเล็กๆ หรือไมโครไฟเบอร์ (Microfiber) ออกจากเสื้อผ้าทุกครั้งหลังซัก ซึ่งเจ้าไมโครไฟเบอร์ถึงจะเล็กแต่ร้ายไม่เบา เพราะสร้างมลพิษให้กับคลองและไม่สามารถย่อยสลายเองได้

ฉะนั้น การหยิบผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติก็ถือเป็นการสร้างความจริงใจให้แก่ลูกค้า พวกเธอเลือกผ้าป่านมัสลินมาเย็บเป็นถุงกระเพาะปลาที่บรรจุแมกนีเซียมไว้ และทับด้วยผ้าลินินที่เย็บแยกเป็นลำตัวปลาสีสันสวยงามด้านนอก ตบท้ายด้วยการใช้กระดุมไม้ธรรมชาติมาทำเป็นดวงตาอันจิ๋ว 

วัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเหล่านี้รวมไปถึงแมกนีเซียมข้างใน เมื่อใช้งานครบ 1 ปี ยังสามารถนำเอาไปฝังลงดินเพื่อใช้เป็นปุ๋ยให้แก่ต้นไม้ได้

*หมายเหตุ เพราะแมกนีเซียมคือหนึ่งในธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชนั่นเอง

ปลาทำมือ

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

“เรามองว่าเจ้าปลาพวกนี้ไม่ได้เป็นธุรกิจขนาดนั้น เพราะมันเกิดจากความสนุกและจุดมุ่งหมายการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม

“แค่เราได้ทำสิ่งที่เรารักอย่างการเย็บผ้าไปพร้อมๆ กับนั่งเม้ามอย กินไวน์กับเพื่อน แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว”

3 สาวเจ้าของแบรนด์พยายามสื่อสารให้เราทราบว่าธุรกิจที่เธอไม่เรียกว่าธุรกิจนี้ เป็นงานออร์แกนิกที่ค่อยเป็นค่อยไป ทั้งการจับคู่สีผ้า เย็บจักร เย็บมือ ปักกระดุม ก็ผ่านมือพวกเธอทุกตัว แม้ช่วงหลังออร์เดอร์จะเยอะขึ้น ก็ยังใช้คนใกล้ตัวช่วยเพิ่มแค่ 1 คน เพราะพวกเธอเชื่อว่า ‘การเติบโตที่เกิดจาก 2 มือของตัวเองมักสวยงามเสมอ’ 

เช่นเดียวกับอนาคตของปลาซักผ้าที่พวกเธอกำลังทดลองการใช้งานใหม่ๆ ทั้งอายที่เป็นห่วงสุขอนามัยเรื่องกลิ่นเท้าลูกชายเลยลองเอาน้ำหลังซักไปแช่เท้าลูก ปรากฏว่ากลิ่นหาย หรือการนำปลาไปแกว่งในน้ำสัก 2 – 3 นาที แล้วเอามาถูตัวแทนสบู่ก็ลดกลิ่นตัวได้ไม่ใช่ย่อย และยังมีอีกสารพัดการทดลองที่พวกเธอจะทำต่อไป เพื่อให้ปลาพวกนี้เติบโตไปพร้อมกับเด็กรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ตลาดปลาที่ ‘เดิร์น’ ที่สุด

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

ตอนนี้เหล่าพันธุ์ปลาที่ฝน อ้อม และอาย ร่วมสร้างมาด้วยกัน มีอยู่หลากหลายพันธุ์ให้ลูกค้าเลือปช้อป ทั้งปลาทู ปลาแรด ปลาปักเป้า ปลานกแก้ว ปลากระเบน ปลาจะละเม็ดขาว ปลานีโม ปลาการ์ตูน ปลาวัวจุด ปลาหน้าวัว ปลากระสูบ และปลาสินสมุทร พวกเธอพยายามเลือกปลาที่ตนเองคุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาสร้างลำตัวปลาบนลายผ้าสุดน่ารักที่มีขนาดเท่าปลาจริงๆ และสร้างคาแรกเตอร์ให้คนรักปลาทุกตัวเท่าๆ กัน 

‘magFish ปลารักษ์น้ำ’ ผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้ภารกิจซักผ้าได้รักษาโลก

อย่างปลากระเบนที่ดูเข้าถึงยาก พวกเธอก็หยิบไอเดียมาใส่ให้คนรักมากขึ้น โดยฝนขอความช่วยเหลือจากสามีของเธอผู้รักการวาดการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ ให้สร้างคาแรกเตอร์ปลากระเบนที่เป็นเด็กพูดน้อยน่าเอ็นดู และอยู่ในทุกๆ เลย์เอาต์ของคอนเทนต์การ์ตูน 3 ช่องบนเพจเฟซบุ๊ก (ลองแอบเข้าไปดูในเพจก็ไม่เสียหาย) เพื่อให้คนได้เห็นปลากระเบนบ่อยๆ จนเป็นปลาที่เข้าไปอยู่ในใจทุกคน ไม่แพ้ปลาชนิดอื่น

และปิดท้ายด้วยพระเอกของพวกเธอ ‘ปลาทู’ ปลาท้องถิ่นตัวเล็กๆ หน้าตาธรรมดา แต่ข้างในเต็มเปี่ยมไปด้วยความพิเศษ ที่ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับอาชีพค้าขาย จนกลายเป็นของขึ้นชื่อที่ทั่วโลกรู้จัก จึงเป็นเหตุผลที่พวกเธอเปรียบปลาทูเป็นตัวแทนของคนตัวเล็กๆ ที่สามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลก เหมือนกับสิ่งที่พวกเธอทำตอนนี้ นอกจากตอบโจทย์การได้ผ้าที่สะอาดไว้ใช้แล้ว ความตั้งใจแรกที่อยากช่วยเหลือคลองแสนเศร้าให้กลับมาสดใสอีกครั้ง ก็เป็นไปได้จริง

สร้าง (เพื่อน) บ้าน

“คลองใกล้บ้านคือคลองอะไร” 

ฝน อ้อม และอาย หันมาถามผู้เขียนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย 

ฉันคิดอยู่นาน จะว่าไปแม้จำได้ลางๆ ว่าเคยเดินผ่านคลองแถวบ้านอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยอยากใส่ใจหรือทำความรู้จักมันเลยสักครั้ง (โถ เจ้าคลอง พี่ขอโทษ)

ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกนะที่โดนถาม เพราะลูกค้าทุกคนที่ซื้อ magFish ก็โดนถามเช่นกัน

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมปลาทุกตัวจึงมีเลขประจำตัวติดไว้คล้ายกับรหัสนักเรียน เพราะ 3 สาวอยากให้ลูกค้าส่งไอดีนี้กลับมาพร้อมกับพิกัดที่อยู่ลงในเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเก็บข้อมูลว่าบ้านใครอยู่ใกล้คลองอะไร คลองไหนมีปลาแมกนีเซียมบ้าง โดยทุกๆ คนสามารถเช็กได้ตลอดว่าใกล้บ้านเรามีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่แล้ว 

แน่นอนว่าภารกิจรักษาคลองไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่ง แต่ถ้ามันเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ทำให้ลำบาก ลองทำดูก็สนุกดีนะ

magFishปลารักษ์น้ำ

Facebook : magFishปลารักษ์น้ำ

โทร : 089 036 6886

อีเมล : [email protected]

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Cupful

238/1 ซอย พหลโยธิน แขวง เสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทร : 082 089 3333

Facebook : Cupful

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographers

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Avatar

กรริน วิจิตรประไพ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ศึกษาปริญญาโทด้านการถ่ายภาพที่มิลาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load