“เราเริ่มจากตระเวนสัมภาษณ์ชาวนาไปเขียนลงบทความ”

เตรียมตัวเปิดสนทนามาคุยกับชาวนาเรื่องพันธุ์ข้าวเต็มที่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เจ้าของแบรนด์ข้าวหอมดอกฮัง จะเคยเป็นนักเขียนสายสิ่งแวดล้อมที่ได้รางวัลนายอินทร์ อะวอร์ด และเคยเขียนลง National Geographic ด้วย

บ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

ที่นี่คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหอมดอกฮัง ซึ่งเป็นบ้านของ แอ้ว-บำเพ็ญ ไชยรักษ์ และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนอีกกว่า 20 ครัวเรือน

นาข้าวที่นี่ไม่เหมือนที่ไหน เพราะเป็นนาที่ล้อมรอบด้วยป่า ปลูกข้าวพื้นบ้านหลากหลายสายพันธ์ุในหมู่บ้านภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ข้าวหอมดอกฮัง’ 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง
ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

‘ฮัง’ หรือ ‘รัง’ ที่เป็นชื่อไม้ยืนต้นใน ‘ป่าเต็งรัง’ หรือ ‘ป่าโคก’ นั่นเอง

จากต้นฮังนี่เองที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เป็นที่มาของชื่อเดิมของหมู่บ้านอย่าง ‘บ้านน้อยเลิงฮัง’ ก่อนทางการจะเปลี่ยนชื่อให้เป็นบ้านโคกสะอาด และลูกฮังนี่เองที่นำมาเป็นเป็นโลโก้แบรนด์ข้าวหอมดอกฮัง โดยมีบทกลอนที่เล่าถึงความหอมของข้าวมาไว้ในแพ็กเกจ

“หอมดิน หอมน้ำ หอมกอข้าว
หอมดอกฮัง บ้านเฮา หอมยวนใจ
หอมหมอก หอมแดด หอมข้าวใหม่
หอมบ่วาย ฮักหอม… แสนสีฮอม”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

แม้ใครจะมองว่าอีสานแล้งซ้ำซากยากจน แต่หากมองให้ดี ที่นี่อุดมสมบูรณ์กว่านั้น แม้ในฤดูแล้งยิ่งแล้งจัด ดอกไม้ป่าบ้านเรายิ่งออกดอกงดงาม ดอกจานสีส้มจัดจ้า ดอกตะแบก ดอกเสลา หรือดอกอินทนิล ดอกไม้ประจำจังหวัดสกลนครออกดอกสีม่วงแพรวพราวเต็มต้น และในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัด ป่าโคกทิ้งใบร่วงเหลือแต่กิ่งก้าน ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดอกฮังออกดอกสีเหลืองและหอมบานสะพรั่ง 

มีความพิเศษซ่อนอยู่ในหมู่บ้านที่ดูแสนธรรมดา คล้ายเรื่องราวของข้าวหอมดอกฮัง ที่วันนี้ The Cloud จะพามาหาคำตอบกันว่าอะไรทำให้นาข้าวที่นี่หอมเป็นพิเศษ 

จากปลายปากกาสู่คันนา 

“เราเริ่มจากตระเวนสัมภาษณ์ชาวนาไปเขียนลงบทความ”

แอ้วเริ่มชีวิตทำงานหลังเรียนจบที่มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแถบภาคอีสาน เธอตั้งใจไม่ทำงานไกลบ้าน แต่เลือกทำงานวิจัยและศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ในชุมชนใกล้บ้าน

หนึ่งในบทความที่เธอเขียน คือเรื่องราวของชาวนาเมื่อครั้งมีปัญหาเรื่องจำนำข้าว โดยแวะไปสัมภาษณ์ชาวนาในภาคอีสาน และที่ภาคกลางด้วย 

จากการสัมภาษณ์และทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้แอ้วเห็นปัญหาของชาวนาหลายอย่าง เช่น ชาวนาภาคกลางไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน ต้องทำนาเช่า ขายข้าวได้ราคาถูก ทำนาปีละ 3 ครั้งแต่กลับเป็นหนี้จากการทำนา 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“เราเห็นครอบครัวชาวนาที่ลำบาก เห็นวัฏจักรที่ข้าวถูกกดราคา”

ซ้ำร้ายภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่รัฐมองว่าแห้งแล้ง ไม่มีที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว ควรเปลี่ยนจากปลูกข้าวไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อย ที่มีการส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ปลูกมากกว่า 10 ล้านไร่

แม้ภาพจำของชาวนาจะเป็นแบบนี้ แต่แอ้วบอกว่าความจริงแล้ว “บ้านเรามีดีนะ” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเธอเห็นปัญหาจนอยากกลับมาชักชวนญาติพี่น้องในหมู่บ้านร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาข้าวพื้นบ้านที่หมู่บ้านของเธอเอง 

นาที่มีป่าล้อมรอบ 

แม้ปัจจุบันจะมีความต้องการใช้รถไถปรับนาให้เป็นที่ราบลุ่ม เพื่อปลูกข้าวหนักหรือข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวนาน เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวพันธุ์ กข 6 ซึ่งเป็นข้าวยอดนิยมที่ตลาดต้องการ แอ้วบอกว่า “โชคดีที่หมู่บ้านเราเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า”

บ้านโคกสะอาด เดิมชื่อ บ้านน้อยเลิงฮัง เพราะมีต้นรังและป่าเต็งรังแทรกอยู่ตามชุมชนและในนาเต็มไปหมด 

นาโคก คือ นาข้าวที่มีป่าเต็งรังล้อมรอบและมีน้ำไหลมาจากป่าลงมาในแปลงนา ไม่ใช่นาทุ่งบนที่ราบแปลงใหญ่ๆ

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“บรรพบุรุษเราใช้จอบเสียมขุดก่นด้วยมือ เพื่อดูว่าน้ำไหลไปทิศทางไหนจะทำคัดนาเป็นแนวบังคับและกักน้ำไว้ได้ นาในความทรงจำของเราตั้งแต่เด็ก คือมีเหมืองนาที่เชื่อมกับป่าโคกเป็นที่เล่นน้ำ หน้าฝนน้ำไหลลงมาจากป่า ชาวบ้านจะขุดทางน้ำจากโคกเพื่อนำน้ำมาใช้ในนาตัวเอง”

ชาวนาที่นี่เรียนรู้วิถีชีวิตและการทำนาโคกกับป่าโคกและสายห้วย ฮ่อง (ร่องน้ำ) สายเล็กๆ จากป่าโคกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ที่นี่ไม่มีระบบชลประทาน ต้องทำนาโดยอาศัยรอน้ำฝนทำนาเพียงปีละครั้ง

“นาแปลงหนึ่งเหมือนฝ่ามือเรา ลองคิดว่าอุ้งมือคือที่ลุ่มที่สุด ก็จะปลูก ‘ข้าวหนัก’ ที่มีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าเพื่อน เพราะมีน้ำไหลลงไปเยอะ ส่วนที่สูงขึ้นมาหน่อย น้ำจะน้อยเพราะน้ำไหลลงไปที่ลุ่มกว่าก็ปลูก ‘ข้าวกลาง’ ที่เนินหรือโคกมากๆ ก็จะปลูก ‘ข้าวเบา’ ที่ระยะเก็บเกี่ยวสั้น”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ชนิดของข้าวไม่ได้แยกตามสายพันธ์ุเท่านั้น แต่ยังแบ่งตาม ปริมาณน้ำ แสง และระดับความสูงต่ำของพื้นที่ที่ปลูก เช่น ข้าวหนักที่แอ้วเล่าไป หากเป็นข้าวเบาจะมีอายุสั้น ปรับตัวได้ดีในหน้าแล้ง ข้าวระยะกลาง ทั้งสองแบบนี้สามารถปลูกในที่ดอนที่ขังน้ำในนาได้น้อย และที่สำคัญข้าวที่ปลูกในนาโคกเพียงปีละครั้งนั้น จะมีความหอมเป็นพิเศษเพราะข้าวพยายามปรับตัวตามธรรมชาติเข้ากับสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้าวที่แบ่งประเภทตามแสง เรียกว่าข้าวไวแสง เป็นข้าวที่จะออกรวงก็ต่อเมื่อช่วงแสงเปลี่ยนตามฤดูกาล เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเมื่อไหร่ข้าวก็จะเริ่มตั้งท้อง 

แม้ผลผลิตข้าวต่อไร่อาจจะไม่สูงเพราะเกี่ยวข้าวปลายปีแค่ครั้งเดียว โดยต้องอาศัยเพียงน้ำฝน (บางแปลงอาจจะมีบ่อน้ำสระที่สำรองไว้กรณีที่แล้งจัดมาก) และการทำนาด้วยความเข้าใจธรรมชาติและระบบนิเวศในนาของตัวเองทำให้สามารถปลูกข้าวได้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ไม่จำกัดว่าต้องปลูกแค่ข้าวหอมมะลิที่ต้องปลูกในที่นาลุ่มเท่านั้น 

แอ้วสังเกตว่า ยิ่งปีไหนแล้งจัด ข้าวได้ผลผลิตน้อย แต่หอมมากเวลาไปหุง ซึ่งข้อมูลความหอมมาจากลูกค้าที่ซื้อไปทานจริง รวมทั้งชาวนาเองก็บอกเช่นนี้

เราอาจต้องหันมามองภาคอีสานกันใหม่ว่า ภาพจำที่คนอื่นนิยามว่า “แล้งซ้ำซากยากจน” เป็นคำนิยามของใคร แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่นิยามของคนในหมู่บ้านเราแน่นอน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

สายพันธ์ุข้าวที่หายไป

“ข้าวเป็นพืชที่ปรับตัวได้ตั้งแต่นิเวศบนภูเขาจนถึงชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวพื้นบ้านจะปรับตัวได้ดีกับพื้นที่นิเวศเฉพาะของข้าวนั้นๆ” 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ความรู้ใหม่จากแอ้วบอกว่า ข้าวปลูกในนาที่มีป่าล้อมรอบได้ ไม่จำเป็นต้องปลูกแค่ในที่ราบลุ่มหรือนาลุ่มเท่านั้นทำให้ภาพจำข้าวที่ได้ฟังตอนนี้กับข้าวที่เรียนจากตำราต่างกันลิบลับ

“เราไปเห็นจากศูนย์วิจัยข้าวหลายที่ว่าในไทยมีข้าวตั้งห้าพันสายพันธุ์ที่เคยปลูก เลยกลับมามองว่าที่หมู่บ้านเรามีข้าวพันธุ์ไหนบ้าง” แอ้วเล่าย้อนความเมื่อตอนแรกเริ่มสำรวจพันธุ์ข้าว เธอพบว่าในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เคยปลูกข้าวไว้เกือบ 40 สายพันธุ์ แต่ตอนนี้กลับเหลือไม่ถึง 5 สายพันธุ์

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ด้วยความรู้สึกว่าพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกำลังสูญหายไป ทำให้แอ้วเริ่มออกเดินทางรวบรวมพันธุ์ข้าวจากเครือข่ายชาวบ้านที่รู้จัก 

แรกเริ่มได้มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย สายพันธุ์ละ 5 เมล็ดบ้าง 10 เมล็ดบ้าง จากนั้นจึงทดลองปลูกในนาแปลงเล็ก ๆ ของตัวเอง ศึกษาการคัดเมล็ดร่วมกับชาวบ้าน เด็ก ๆ จากโรงเรียนและวัดในชุมชน จนปีแรกรวบรวมได้ทั้งหมด 20 สายพันธุ์ 

ปีที่ 2 ได้เพิ่มมาอีก 10 – 20 พันธุ์ จนรวมเป็น 40 พันธุ์ ได้เพิ่มมาทีละไม่กี่เมล็ดมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้รวบรวมพันธุ์ข้าวได้ทั้งหมด 250 สายพันธุ์จากหลายจังหวัด ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

ร่วมมือร่วมใจในแปลงอนุรักษ์

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมาปลูกขยายมากมาย ชาวบ้านก็เริ่มทดลองปลูกข้าวในนาแปลงอนุรักษ์พันธุ์ข้าวที่ทุกคนเรียนรู้และลงแรงร่วมกัน  

หนึ่งปี ทุกคนมาทำงานร่วมกันในแปลงอนุรักษ์ 5 ครั้ง

เริ่มจากหว่านกล้า เรียนรู้ด้วยกันก่อนว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีคืออะไร จากนั้นตกกล้าเป็นรวงเพื่อคัดสรรต้นที่ดีไปปลูกต่อ และเฝ้าสังเกตว่าข้าวพันธุ์ไหนแตกกอดีมาก เช่น เมล็ดเดียวแตกเป็น 10 – 20 ต้น หรือบางพันธุ์ถึง 60 ต้น ก็จะได้ข้าวหลายรวงในแต่ละรวงลักษณะการจับเมล็ดเป็นอย่างไร ถี่ ห่าง สวยไหม เพื่อที่จะคัดว่าพันธุ์ไหนให้ผลผลิตดี 

พอข้าวโตขึ้น แตกกอ ก็มาเจอกันอีกรอบเพื่อจำกัดหญ้า คัดข้าวที่ไม่อยากได้ พันธุ์ที่หลงปนอยู่ในแปลงออก และท้ายสุดคือมาเกี่ยวคัดเลือกเอารวงที่ดีที่สุดด้วยกัน เพื่อเก็บไว้ขยายในนาของสมาชิกเอง ต่อไป 

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เมื่อลองผิดลองถูก ศึกษาด้วยกันครบทั้งกระบวนการ สมาชิกก็เริ่มเรียนรู้และเลือกข้าวพันธุ์ที่ตัวเองชอบเห็นว่าเหมาะกับนาของตัวเอง และนำข้าวจากแปลงอนุรักษ์ไปปลูกขยายในนาของตัวเอง 

“เรามีกิจกรรมไปเยี่ยมแปลงของสมาชิกไปเรื่อยๆ ทุกคนตื่นเต้นกับพันธุ์ข้าวที่ตัวเองมี บางคนมีนาหนึ่งแปลงราว 10 ไร่ ปลูกข้าวได้เป็นสิบสายพันธุ์” แอ้วเล่าว่าชาวบ้าน “คิดถึง” พันธุ์ข้าวดั้งเดิม และด้วยวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน แบ่งปันเมล็ดพันธุ์ของชาวบ้านทำให้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเริ่มกระจายไปเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านใกล้เคียงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“เวลามีงานบุญกองข้าว ซึ่งเป็นงานที่เอาข้าวเปลือกมาทำบุญหลากหลายสายพันธุ์มาก ข้าวเหล่านี้จะนำมารวมกันที่วัด บางส่วนขายราคาถูกสำหรับคนที่ต้องการบางส่วนอาจจะเก็บไว้ที่ธนาคารข้าวให้คนมายืมยามวิกฤตเมื่อข้าวไม่พอกินในปีที่แห้งแล้งหรือน้ำท่วม ถ้าไม่มีใครยืมก็ขาย นำเงินมาใช้สำหรับประโยชน์สาธารณะ”

เสน่ห์ของข้าวพื้นเมือง สเปกของคนบ้านน้อยเลิงฮัง 

เมื่อถามว่าข้าวพันธ์ุพื้นเมืองเหล่านี้มีดียังไง แอ้วบอกว่าข้าวแต่ละพันธ์ุมีเรื่องเล่าและเสน่ห์ไม่เหมือนกัน อร่อยคนละแบบ

“ข้าวพื้นเมืองบางพันธ์ุก็ไม่อร่อยนะ เม็ดใหญ่ แข็ง แต่เอาไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้ดี อย่างข้าวก่ำบางพันธุ์ ถ้านึ่งกินจะแข็ง แต่เอาไปทำแป้งขนมจีน โคตรดีเลย เหนียวหนึบ ทำขนมข้าวเหนียวดำ ข้าวต้มมัดก็อร่อย”

แม้ไม่ใช่ ‘ข้าวพิมพ์นิยม’ ที่เม็ดยาว ขาว สวย แต่ข้าวที่มีเอกลักษณ์ย่อมเป็นสเปกของใครบางคน

ถ้าชอบความเหนียวหนึบต้องถูกใจข้าวก่ำน้อย เม็ดเล็ก สีดำออกม่วง คล้ายข้าวญี่ปุ่น ข้าวกล้องสามารถหุงด้วยหม้อหุงข้าวได้ ข้าวสีขัดหรือสีซ้อมมือนึ่งเป็นข้าวเหนียวทานอร่อย หลายภัตตาคารนิยมสั่ง

หากแพ้ทางความหอม ต้องลองข้าวหอมนางนวลที่หอมตั้งแต่เป็นต้นกล้า มีกลิ่นหอมใบข้าวอ่อนๆ และยิ่งทวีความหอมมากเวลานึ่ง เช่นกันกับข้าวหอมสกล หรือข้าวหอมภูพานนั้นปลูกให้ได้ต้นอ่อนเวลาเอาไปคั่วทำชาเขียวใบข้าวจะได้กลิ่นหอมละมุน เหมือนชาเขียว แต่เป็นกลิ่นหอมจากใบข้าวที่ไม่ขม ไม่เฝื่อน

สำหรับคนรักสุขภาพ น่าจะชอบข้าวมะลิแดง เป็นข้าวจ้าวที่ข้างในเป็นสีแดง เวลาหุงมีสีเข้มขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน เช่นกันกับข้าวทับทิบชุมแพ ที่เมล็ดสีน้ำตาลแดง เมื่อนำมาสุกจะได้สีเหมือนทับทิม และนุ่มมากด้วย

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

หากชอบกินข้าวสวย สีขาว ที่ทั้งนุ่มทั้งหอม ก็แนะนำข้าวโสมมาลี ซึ่งเจ้าของพันธุ์ข้าวเล่าว่าข้าวชนิดนี้เป็นพี่สาวของข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวเจ้าสีขาว เม็ดไม่ยาวมาก หุงแล้วนุ่ม หนึบ หอมอร่อย เช่นกันกับข้าวหอมใบเตย ข้าวหอมจำปา

หรือใครที่ชอบข้าวหอมสีสวย ก็ข้าวหอมนิล

ข้าวหลากหลายสายพันธุ์อย่างข้าวโสมมาลี เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองจากที่อื่น ผู้ที่ให้เมล็ดพันธุ์มาบอกว่าได้มาจากชาวนาแถวทะเลสาบเขมร แต่เมื่อเอามาปลูกที่หมู่บ้านก็ปรับตัวได้ดีและหอมเป็นพิเศษ ในขณะที่บางพันธุ์ก็เป็นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ปรับปรุงพันธุ์โดยนักวิชาการด้านข้าว เช่น ข้าวหอมภูเขียว เป็นข้าวเหนียวสีดำ สีเป็นข้าวกล้องนำมาหุงได้

แอ้วเล่าเรื่องราวของข้าวแต่ละพันธุ์แบบที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับข้าวนั้น ๆ มากขึ้น เธอบอกว่า “เราค้นพบอะไรแบบนี้ จากการอยู่กับนาข้าวมาตลอด”

พอได้ยินคนรักข้าวตัวจริงบอกสเปกข้าวของตัวเองแบบนี้ คนเมืองอย่างเราก็เริ่มรู้สึกว่าข้าวพื้นเมืองที่เคยมองผ่านตาไปนั้น ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

หอมแบบไม่ใส่น้ำหอม

การทำความรู้จักกันย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งศึกษาพันธุ์ข้าวไปเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ยิ่งค้นพบคุณสมบัติพิเศษของข้าวหลายสายพันธุ์ เช่น สารป้องกันแสงแดด รวมทั้งความหอมจากธรรมชาติของข้าว ที่ทำให้คนในหมู่บ้านปิ๊งไอเดียนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิวต่างๆ

แอ้วบอกว่าเพราะหอมอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่น้ำหอม

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“ปกติเราจะคัดข้าวไปขายและมีข้าวที่เราคัดออกอยู่แล้ว เช่น ปลายข้าวหัก รำข้าว จมูกข้าว ความจริงแล้วจมูกข้าวมีคุณสมบัติดีมาก เราแค่ไม่กินเพราะมันอยู่ในข้าวหัก บางทีเหลือเอาไปเลี้ยงหมูบ้าง เหลือเยอะขึ้นราบ้าง ก็เสียดาย เลยมานั่งคิดว่าเราจะเอาข้าวเหล่านี้ไปทำอะไรได้บ้าง”

เดิมทีคนอีสานเอาน้ำซาวข้าวมาล้างหน้า สระผม อาบน้ำอยู่แล้ว ว่ากันว่าน้ำแช่ข้าวเหนียวหรือที่เรียกว่า “น้ำข้าวหม่า” ถ้าเอามาล้างหน้าแล้วจะสะอาด ผิวจะนุ่มไม่ตึง ไม่แห้งกร้าน

การนำภูมิปัญญาดั้งเดิมผสมผสานกับศาสตร์วิธีการทำสบู่ที่เรียนรู้ใหม่ทำให้ได้สูตรเฉพาะของตัวเอง แอ้วบอกว่าการพัฒนาสินค้าแบบคิดไปแก้ไปนั้น “ช้า แต่เจอสูตรของเราเอง”

ที่ช้าเพราะมีการทดลองใช้พืชและสมุนไพรอื่นๆ มาผสมในสูตรด้วย เช่น ใบหมี่ที่ดีต่อเส้นผม หรือการประยุกต์ใช้ครามผสมกับข้าว ทำให้ผมนุ่มลื่นขึ้น ส่วนสูตรพิเศษที่ไม่ใช้ข้าวเลยก็มี เช่น แชมพูจากมะกรูดของชาวบ้านที่ปลูกหัวไร่และปลายนา 

เนื่องจากแชมพูต้นทุนไม่สูง แต่ราคาขวดสูงมาก จึงมีการคิดค้นแชมพูบาร์แบบก้อนเพื่อลดต้นทุน เหมาะสำหรับพกพาและลดพลาสติกอีกด้วย

แต่ละสูตรที่เรียนรู้มาก็จะทดลองผสมสัดส่วนต่าง ๆ แล้วนำไปให้สมาชิกกลุ่มฯ ทดลองใช้กันเองก่อนจนรู้สึกว่าดีพอ จึงเริ่มขายผ่านเพจบ้าง ขายที่ตลาดในจังหวัดสกลนคร เช่น งานสกลเฮ็ดบ้าง

ผลตอบรับจากการไปขายออกงาน คือขายหมดเกลี้ยง 

อยู่กับป่า

การที่หยิบจับพืชพันธ์ุต่างๆ มาผสมในสบู่และแชมพูได้ เกิดจากการรู้จักป่าเต็งรังเป็นอย่างดี

คนสกลนครมีโครงการเรียกว่าป่าเศรษฐกิจครอบครัว คือการรู้จักพึ่งพิงป่าเต็งรังในทุกฤดู หมดฤดูนาก็ค้าขายหาอย่างอื่นกินจากป่า ในป่าโคกมีทั้งเห็ด แมลงที่กินได้ เช่น แมงทับ หอยหอม หอยทากขาว มีพืชสมุนไพรที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ในป่าบ้านเรารวมทั้งหมด 110 ชนิด

นอกจากทำนา คนที่นี่จึงมีงานอดิเรกมากมายอย่างเลี้ยงหอย เพาะเห็ด ปลูกมะนาวโดยใช้น้ำบาดาล ทำอาหารจากผักหวาน ผักกระเจียว เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

“เราอยู่รอดและใช้ชีวิตร่วมกับป่าเพราะเราปรับตัวได้ เหมือนที่ข้าวพื้นเมืองปรับตัวได้ดีกับระบบนิเวศของเรา ปีที่แล้งที่สุด เราก็ยังได้ผลผลิต” 

รวมถึงเวลาเกิดวิกฤต เช่น โรคระบาดหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ การอยู่บ้านทำให้กดดันน้อยกว่ามาก เพราะที่บ้านมีข้าว มีธรรมชาติให้พักพิง 

การทำงานสายสิ่งแวดล้อมมาก่อนของแอ้วยังช่วยให้มีความรู้ทางนิเวศท้องถิ่นได้ละเอียดขึ้น มองความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งชัดขึ้น เข้าใจว่าถ้าสร้างเขื่อน ปลาก็จะว่ายน้ำข้ามเขื่อนไม่ได้ หากทำเหมืองเกลือเหมืองแร่โปแตชใต้ดินเอามาทำปุ๋ยเคมี ดินก็จะเสีย ดินก็จะเค็ม และการทำอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวก็ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เธอเชื่อว่าทางออกในการเอาตัวรอดของโลกในคนาคต คือการทำเกษตรที่ไม่ทำลายอย่างอื่น ซึ่งช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ รักษาอาหารในธรรมชาติไว้ได้ด้วย 

กำไรอยู่ในดิน 

การเกษตรแบบไม่ทำลายอย่างอื่นนี้ย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตดั้งเดิมที่ชาวบ้านทำกันมาอยู่แล้ว “เรามีวัวควายอยู่ในนาหกสิบตัว ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการปลูกเลย ใช้เศษอาหารในครัวเรือน ขี้วัวขี้ควายที่เรามีมาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด”

แรกเริ่มผลผลิตไม่มาก เพราะนายังไม่มีอินทรียวัตถุ พอทำมา 3 – 4 ปี แค่เหยียบ นาก็นุ่ม เพราะมีฟางและปุ๋ยที่ใส่สะสมมาโดยตลอด 

“ถ้าใส่ปุ๋ยเคมี ต้นข้าวก็ดูดซึมเอาแต่ได้ไปโดยไม่เหลืออะไรไว้ในนาเลย แต่ทุกครั้งที่เราทำนาอินทรีย์ ก็จะมีอินทรีย์วัตถุเพิ่มขึ้นทุกปี”
นี่คือสูตรการลงทุนของชาวนา 

เมื่อใช้น้ำฝน น้ำจากป่าโคก มีปุ๋ยจากมูลสัตว์ กำไรก็อยู่ในดิน ไม่ต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเคมีหรือหาน้ำจากเขื่อนมาเพิ่มเติม และกำไรในดินย่อมหวนคืนเป็นกำไรของหมู่บ้าน

ในฐานะคนที่ชักชวนชาวบ้านมาเริ่มรวมกลุ่มข้าวหอมดอกฮัง แอ้วมองว่า “ก่อนหน้าปลูกข้าวพันธุ์ส่งเสริมเพื่อขาย เราก็ทำเกษตรกันอย่างนี้อยู่แล้ว แค่เอาเรื่องนี้มาคุย ชวนคนอื่นให้มาเรียนรู้ มาลองปฏิบัติการจริงในแปลงนามากขึ้น เราไม่ใช่คนเดียวที่ขับเคลื่อนให้กลุ่มดำเนินไป ทุกคนในหมู่บ้านช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น” 

ความภาคภูมิใจของเธอ คือการรักษาวิถีนาโคกไว้ได้ รักษาที่ดินนาโคกของเราไว้ได้

“พ่อแม่เรารักษาวิถีชีวิตแบบนี้ส่งต่อมาให้เรา ใช้ชีวิตโดยไม่เคยทำลายนิเวศธรรมชาติ เราว่าเขาเก่งที่สุดแล้ว คนหมู่บ้านเรายากจนแค่ไหนก็ยังเป็นเจ้าของที่ดิน มีนา มีข้าว”

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เรื่องเล่าจากสายสัมพันธ์ในหมู่บ้าน

“ชาวนาจากกลุ่มเราไม่ต้องไปเข้าคิวขายข้าวให้โรงสีกดราคาอีกต่อไป ขายที่บ้านเรา ขายเรื่องเล่าของเรา สมาชิกรู้สึกตื่นเต้นที่เดิมทีขายข้าวให้โรงสีได้กิโลกรัมละสิบสองบาท ตอนนี้ขายได้กิโลกรัมละแปดสิบบาท”

นี่คือความภาคภูมิใจอีกอย่างในฐานะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของแอ้ว 

มูลค่าข้าวที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ชาวบ้านลงทุนลงแรงเสาะหาเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองหายาก ศึกษาขั้นตอนการปลูกที่ดีที่สุดทีละขั้น เรียนรู้ คิดค้นวิธีการแปรรูปใหม่ๆ โดยไม่แยกมันออกจากระบบนิเวศท้องถิ่นของตัวเอง เมื่อกำหนดราคาข้าวและพันธุ์ข้าวของตัวเองได้ ก็ทำให้เป็นอิสระจากระบบที่กดทับชาวนา และสร้างผลิตภัณฑ์จากเรื่องราวของชุมชนขึ้นมาได้ 

ชุมชนมีสมาชิก 20 หลังคาเรือน ทั้งช่วยกันคิดและเล่าเรื่องราวของหมู่บ้าน โดยคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง ขายผ่านเพจเฟซบุ๊กและขายโดยตรงให้ลูกค้า มีทั้งโรงพยาบาลและร้านค้าในจังหวัดที่สั่งซื้อข้าวเป็นประจำ 

แพ็กเกจของข้าวหอมดอกฮังนั้นก็ทำกันเอง เล่าเรื่องประวัติหมู่บ้าน ความเป็นมาของข้าว ชื่อคนปลูก และ ชื่อข้าว ออกแบบแพ็กเกจให้ไม่แพงเกินไป เลือกใช้กระดาษมาทำเพื่อให้ชาวบ้านทำได้ด้วยตัวเอง เพราะชาวนาหลายคนก็อายุมากแล้ว ทำงานหนักไม่ได้

แม้สมาชิกในหมู่บ้านมีไม่เยอะและนาโคกไม่ใช่นาแปลงใหญ่ แต่ทุกคนต่างรู้สึกเป็นเจ้าของแบรนด์ข้าวหอมดอกฮังร่วมกัน ทำโรงสีขนาดไม่ใหญ่โต ไม่สีขาวสต็อกไว้เยอะ เลือกทำแต่พอที่กำลังสมาชิกทำไหว ทำให้ข้าวที่ขายต้องสีสดใหม่เสมอ 

กลุ่มวิสาหกิจก็ไม่ได้เน้นหาเงินทำกำไรส่วนกลาง แต่เน้นเรียนรู้ร่วมกันและให้ผลกำไรตกไปถึงสมาชิกแต่ละคนโดยตรง

ข้าวหอมดอกฮัง แบรนด์ชุมชนโคกสะอาดที่ขายข้าวจากนาล้อมด้วยป่าและรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง

เส้นทางแห่งการเติบโต 

ทุกวันนี้บ้านโคกสะอาดหรือบ้านน้อยเลิงฮัง เริ่มเชิญชวนหมู่บ้านรอบๆ มาปลูกข้าวแทนการปลูกอ้อยที่ทำลายป่า แต่การพัฒนาแบรนด์ก็ยังมีความท้าทายอยู่ เช่น การวางระบบควบคุมมาตรฐานให้ดี เพราะมีสมาชิกหลายคนที่ร่วมปลูกและขายเองทั้งหมด รวมทั้งมีข้อจำกัดด้านความรู้เรื่องการตลาด 

สิ่งที่แอ้วตั้งคำถาม คือ “การค่อยๆ ทำแบรนด์โดยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการตลาด จะโตตามธรรมชาติได้มากน้อยแค่ไหน” 

ถ้าอยากให้ระบบธุรกิจที่เอื้อต่อธรรมชาตินี้อยู่ต่อจะทำยังไง

ถ้าหมู่บ้านโคกสะอาดและหมู่บ้านรอบๆ ยืนยันการปลูกข้าวแบบนี้ จะต้องควบคุมมาตรฐานมากขึ้นแค่ไหน

หากส่งออกกำลังผลิตจะไหวไหม

พัฒนาชุมชนอย่างไรให้ในอนาคตลูกหลานยังอยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ทำยังไงให้ลูกหลานมีบ้านนอกให้กลับอย่างภาคภูมิใจ 

“โจทย์ที่อยากพัฒนาต่อ คือความยั่งยืนในโลกปัจจุบัน ทำยังไงให้เราโตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เข้มแข็งจากข้างใน โตไปด้วยกัน ไม่ได้โตเฉพาะคนใดคนหนึ่ง… ต้องเรียนรู้กันต่อไป” แอ้วทิ้งท้าย


Lesson Learnt 

หนึ่ง การสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ “ใส่ใจในการทำข้าว แต่ละถุง แต่ละเมล็ด แต่ละกิโลฯ ให้ลูกค้าเชื่อมั่นในเรา” 

สอง การทำให้คนในชุมชนเชื่อใจ “การกลับไปทำที่บ้านตัวเองมันยาก เพราะเราเป็นเด็กคนหนึ่งในสายตาพ่อแม่พี่ น้อง เราไม่ใช่ผู้นำที่พูดชี้นำอะไรได้ มีมุมที่เหนื่อย มุมที่มีความขัดแย้ง แต่ก็ประนีประนอม” 

สาม เหนือสิ่งอื่นใด การเชื่อมั่นในชุมชนและเล่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สินค้าชุมชนจากหมู่บ้านเล็กๆ เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาได้

ภาพ : กลุ่มข้าวหอมดอกฮัง, บำเพ็ญ ไขยรักษ์ และฉันทนา คำนาค

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

หากใครอยู่ในย่านสุขุมวิท บางนา สาทร และอารีย์ อาจเคยเห็นรถบรรทุกคันเล็กหลังคาสีเขียว จอดตามคอนโดฯ เปิดท้ายขายผักผลไม้สด ดูแล้วช่างละม้ายคล้ายรถพุ่มพวง แต่หากได้เข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่ารถคันนี้มีอะไรมากกว่านั้น 

รถคันนี้มีชื่อว่า Grocery Truck เป็นรถขายผักผลไม้ที่มีขายตั้งแต่แตงโมไปจนถึงหอมใหญ่ พร้อมผักสดทั้งไทยและเทศ คอยจอดให้บริการตามจุดต่างๆ ให้คนในละแวกใกล้เคียงแวะเวียนมาหยิบตะกร้าเลือกซื้อได้ตามชอบใจ 

รถบรรทุกน่ารักๆ นี้เป็นอีกบริการหนึ่งของ Happy Grocers สตาร์ทอัพที่อาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับคนเมือง 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

Happy Grocers ทำงานกับเกษตรกรถึงสวน ใช้แพลตฟอร์มของตนเพื่อให้เกษตรกรรายเล็กมีตลาดขายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ส่งต่อความใส่ใจจากเกษตรกรถึงมือลูกค้า ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและที่มาที่ไปของผักแต่ละต้น จนครองใจลูกค้าประจำกว่า 1,200 คน 

ทุกอย่างนี้เริ่มต้นจากโพสต์เฟซบุ๊กโพสต์เดียว มาสู่การลองผิดลองถูกช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดเมื่อปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็น Happy Grocers ที่นอกจากจะส่งผักอินทรีย์จากสวนเกษตรกรถึงมือลูกค้า ยังเป็นแพลตฟอร์มให้ลูกค้าที่เชื่อในเรื่องเดียวกันมาเจอกันด้วย 

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

โม-สุธาสินี สุดประเสิรฐ และ มุก-ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย สองเพื่อนนักศึกษาจากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ แม้ธุรกิจนี้เพิ่งเติบโตและผลิบาน แต่ด้วยความตั้งใจและวิธีการที่ชัดเจน ทำให้ Happy Grocers คว้ารางวัลจากเวที Startup Thailand League 2020 การันตีว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้น ช่วยสร้างความสุขให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้จริงๆ

ลงมือทดลอง

โมและมุกเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่เริ่มทำงานร่วมกันจริงจังเมื่อครั้งไปฝึกงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมงานกับอาจารย์จาก Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน International Develeolment Design Summit โดยทำงานร่วมกับองค์กรนานาชาติจาก 14 ประเทศ จากทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย 

หลังเรียบจบ ทั้งคู่เริ่มค้นหาเส้นทางของตัวเอง โมเดินทางไปหาแรงบันดาลใจในต่างประเทศ และกลับมาทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ Community Based Tourism ที่กระบี่ จึงเกิดไอเดียที่จะทำอะไรในช่วงล็อกดาวน์ ประกอบกับเพื่อนและคนรู้จักเริ่มบ่นว่าหาแหล่งซื้อผักผลไม้สดนอกจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้เลย

“ตอนโควิด-19 ปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม เพื่อนเราที่ทำงาน NGO ใน UN บอกว่าหาซื้อของที่ไม่เป็นพลาสติกไม่ได้ เพราะช่วงแรกๆ เดลิเวอรี่มาแรงจริงๆ ถ้าจะเน้นสั่งเดลิเวอรี่ก็จะใช้พลาสติกเยอะมาก 

“ส่วนเกษตรกรรายเล็กๆ ขายสินค้าเกษตรไม่ได้เพราะไม่รู้จักตลาด และไม่มีกำลังมากพอที่จะซื้อพื้นที่ขายของในห้าง เราเห็นว่าเกษตรกรที่รู้จัก เริ่มขายของไม่ได้ ทุกคนเริ่มบ่นว่าลำบาก”

ส่วนมุกได้ลองทำงานหลายอย่างระหว่างเรียนมหาลัย จนเรียนจบออกมาได้ไปทำงานในเอเจนซี่โฆษณา เมื่อทำไปสักพักก็เริ่มรู้ว่าไม่ใช่พื้นที่ที่เธอคุ้นเคย 

“มันไม่เหมือนกับที่เราเรียนมาเลย ที่ทุกไอเดียพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ เรายังปล่อยไอเดียไม่ได้เต็มที่ เลยอึดอัดกับสิ่งที่ทำอยู่ ตอนทำงานไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ รู้สึกไม่มีอิสระ เราอยากเห็นพระอาทิตย์ เห็นต้นไม้ตอนเลิกงาน”

ไอเดียริเริ่มของโมในตอนนั้น บวกเข้ากับโปรเจกต์เรื่อง E-commerce ผักผลไม้ที่มุกทำส่งอาจารย์ก่อนเรียนจบ ทำให้มุกและโมได้มาเจอกันอีกครั้ง ทั้งคู่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเขาคิดจะทำได้จริงไหมผ่านโพสต์บนเฟสบุ๊กเพียงโพสต์เดียว

‘If you guys want some groceries, you can order them with me. I can delivery on the next day’ 

“ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องส่งของยังไง ซื้อที่ไหน เลยไปเริ่มที่ตลาดไทก่อน เพื่อดูว่ามันมีดีมานด์จริงไหม กลายเป็นว่าเราได้ยี่สิบออเดอร์ภายในคืนเดียว 

“เราเริ่มจากไอเดียแล้วทดลองเลย เอาเสียงตอบรับลูกค้ามาปรับ แล้วค่อยไปลงทุน เป็น Mindset ที่มีมาแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้มีทุนในตั้งต้น เลยเลือกเริ่มจากการพรีออเดอร์ แล้วเอาทุนตรงนั้นมา Re-invest ไปเรื่อยๆ”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เริ่มต้นตามหาที่มาที่ไป

จากประสบการณ์ทำงานกับเกษตรกรกว่า 7 เดือน โมและมุกเข้าใจเกษตรกรรายย่อย ผู้เป็นต้นทางของผลผลิตทั้งผักและผลไม้ในระบบอาหารที่คนเราบริโภคกันทุกวันนี้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนไม่ใช่เพียงแค่การส่งผักจากเกษตรกรไปขายในตลาด แต่การกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดมากกว่าที่เราเห็น

ผักจากทั่วภูมิภาคที่จะเข้ามาสู่ตลาดกลาง ไม่ว่าจากภาคไหนๆ จะต้องผ่านตลาดกลาง คือตลาดไทและตลาดศรีเมือง ผักจากเหนือจะลงไปขายภาคใต้ได้ ต้องผ่านตลาดใดตลาดหนึ่งในสองตลาดนี้ ก่อนจะเข้าสู่ตลาดทางภาคใต้ได้ เช่นเดียวกันกับภาคอื่นๆ ก็ต้องผ่านกลไกตลาดนี้เช่นกัน 

“ตลาดไทและตลาดศรีเมืองเป็นสองตลาดที่อยู่ใน Supply Chain ใหญ่ของผักที่เรากินกันทั้งประเทศ เกษตรกรขนาดเล็กเขาจะมีคนมารับหน้าสวนเพื่อส่งเข้าล้ง แล้วล้งค่อยส่งเข้าตลาดไท ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ตลาดรายย่อยทั่วไป กว่าจะถึงมือผู้บริโภคผ่านมาหลายมือมากๆ” มุกอธิบาย

ระบบพ่อค้าคนกลางและกลไกตลาดทำให้ผักผลไม้ที่มีราคาหน้าสวนแค่กิโลกรัมละ 7 บาท พุ่งสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 50 – 60 นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตตัวจริงจะไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เมื่อเทียบกับน้ำพักน้ำแรงที่พวกเขาลงไป มุกและโมจึงต้องหาทางช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ศึกษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคิดค้นหาวิธีการทำธุรกิจที่ลดบทบาทของพ่อค้าคนกลางออกให้หมด แล้วทำงานโดยตรงกับเกษตรกรหน้าสวนเลย

วิกฤตโรคระบาดทำให้ผักผลไม้ทั่วไปไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ เพราะการขนส่งเริ่มชะลอตัว แม้แต่ผักออร์แกนิกก็ขายได้ยาก เป็นผลจากห้างร้านทยอยปิดตัวลง ทั้งมุกและโมจึงเริ่มสนใจในผลผลิตออร์แกนิกมากขึ้น

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

ปัญหาของคนแต่ละกลุ่ม

“เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดไม่ได้ คนที่ทำโปรดักต์หรือผลผลิตดีๆ ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีตลาดโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะออกไปหาตลาด เกษตรกรอินทรีย์จึงยอมขายในราคาเคมีซึ่งถูกกว่า เพราะไม่รู้จะไปหาตลาดที่ไหน 

“ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องที่มาที่ไป เขาไปให้คุณค่ากับความสวย ความงาม ความใหญ่ การไม่มีแมลง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกทำเกษตรกรรมเคมี เพราะไม่กล้าลงทุน ถ้าเปลี่ยนเป็นออร์แกนิกต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปีรอให้ดินไม่มีเคมีแล้ว เพื่อให้ได้ Certificate แปลว่าสินค้ายั่งยืนยังมีน้อยเกินไปในตอนนี้”

เมื่อทั้งคู่ศึกษาปัญหาและเบื้องหลังของประเด็นเหล่านั้นก็พบโอกาส จนนำมาสู่การสร้างโซลูชันเพื่อแก้ Pain Point ที่ผู้บริโภคหาซื้อผลผลิตที่เชื่อใจไม่ได้ว่าจริงๆ ปลอดภัยไหม และไม่ลืมมองเรื่องความยั่งยืนด้วย

“เราหยิบประเด็น ‘ถ้าคุณอยากช่วยโลก อาจจะไม่ต้องออกไปสร้างเขื่อน ปลูกต้นไม้ แค่คุณเริ่มจากการกินอาหาร’ การที่คุณกินแต่ของสวยงามตลอดเวลา คุณอาจคิดว่าคุณได้ช่วยเกษตรกร แต่มันไม่ใช่นะ พอเรามีความคาดหวังเหล่านั้นเยอะขึ้น ก็สร้างความกดดันให้เกษตรกร งั้นเขาใช้ยาดีกว่า งั้นแอบใช้อันนี้ดีกว่า เขาถึงจะขายได้”

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

เชื่ออะไรให้ทำแบบนั้น

ห้างร้านขายผักผลไม้ที่ชินตา มักมีตู้กระจกแช่ผักให้สด ผลไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบรอลูกค้ามาเลือกสรร หน้าตาและขนาดไม่แตกต่างกันมาก ลูกสวยๆ จะถูกเลือกไปแต่หัววัน ทิ้งไว้แค่ลูกที่ไม่เต่งตึงหรือหน้าตาไม่งามตามมาตรฐาน 

ก่อนจะมาเป็นผักผลไม้บนห้าง หรือส่งขายตามตลาดใหญ่ๆ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของต้องคัดเลือกผลผลิตที่ดีที่สุด สวยที่สุด ที่น่าเสียดายคือ ผลผลิตที่ขายให้ตลาดมีเพียง 40 – 50 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ผักตกเกรด ใบแหว่ง ก้านหัก ผลไม้รูปร่างบิดเบี้ยว สีไม่สดใส จะถูกคัดทิ้งตั้งแต่แรก 

จากที่เกษตรกรควรได้ค่าตอบแทนจากการขายผักผลไม้เหล่านี้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

Happy Grocers โอบกอดผลผลิตที่เหลือเหล่านี้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น โดยเชื่อว่าหากปรับมุมมองคนในการเลือกบริโภคผักผลไม้เบอร์หลัก มาเป็นการบริโภคผักเบอร์รองร่วมด้วยได้ จะช่วยทำให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนในที่สุด

Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย
Happy Grocers สตาร์ทอัพเกษตรอินทรีย์ รถขนผักผลไม้ที่เชื่อมคนเมืองกับเกษตรกรรายย่อย

“ถ้าเราไม่เอาผักไม่สวย มันกลายเป็นขยะ แทนที่ปลูกร้อยได้อย่างน้อยแปดสิบ เพราะปกติเขาขายให้เจ้าใหญ่ๆ เบอร์สวยเขาขายได้แค่ห้าสิบเท่านั้น อีกห้าสิบขายไม่ออก เราไปรับซื้อตรงนั้นเพื่อเพิ่มรายได้ และได้ลดขยะอาหารที่เป็นต้นกำเนิดของแก๊สมีเทน”

นอกจากทำงานกับเกษตรกร Happy Grocers ยังทำงานกับเด็กๆ ช่วยให้ความรู้เรื่องการอุดหนุนเกษตรกร การบริโภคผักที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อปลูกฝังแนวคิดการบริโภคอาหารยั่งยืน 

“เราไม่สามารถคาดหวังให้มันเท่ากันหมด บางทีเราบอกเขาตรงๆ ว่า ถ้าอยากกินผักผลไม้ออร์แกนิกอาจจะมีหนอนนะ บางทีมังคุดแกะไปอาจจะมีมดวิ่งออกมา เพราะเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง เราเสนอลูกค้าตลอดเลยว่า เขาเอามาเคลมได้ บางคนก็เคลม บางคนก็ไม่

“ผักที่เหลือหรือขายไม่ได้ก็ทำเป็นชุด Surplus เป็น Mix Fruit ลดราคาเหลือสามร้อยบาท ลูกค้าก็เอาไปทำอวดกันเองว่า ซื้อ Surplus ของ Happy Grocers ไปทำเมนูอะไรดี บางคนซื้อแต่ Surplus ไม่ซื้ออย่างอื่นเลย แล้วก็ลงรูปในอินสตาแกรมกัน”

ทั้งสองคนยังเชื่ออีกว่า การรู้ถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่กิน ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ หรืออะไรก็ตาม จะช่วยให้คนเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่กินและมองเห็นถึงความตั้งใจของเกษตรกร 

“หากรู้ที่มาที่ไป พอลูกค้ามีปัญหา เจ้าของผลผลิตสามารถตอบได้อย่างละเอียด เขาคือ Expert ถ้าเกิดคุณไปถามเรื่องชีสกับตัวแทนจำหน่ายเขาตอบไม่ได้ ถ้าเราถาม Supplier เรา เขาตอบได้ มี Reference มีข้อมูลอ้างอิงทุกอย่างให้ครบ”

Ideal vs Reality

Happy Grocers เริ่มจากการทำงานกับเกษตรกรรายย่อยอย่างฟาร์มหรือสวนเล็กๆ ก่อน 

“แม้ว่าลูกค้าจะอยากช่วยโลกยังไง เขาก็ยังต้องการความสะดวก ถ้าเข้ามาในเว็บก็อยากซื้อของทุกอย่างในครั้งเดียว ถ้าทำงานกับแค่เกษตรกรรายเล็กๆ มันมีข้อจำกัด คุณต้องสั่งอันนี้วันจันทร์ สั่งนมวันอังคาร สั่งไข่วันพุธ ในทางปฏิบัติลูกค้าไม่มาจำหรอกว่าต้องสั่งอะไรวันไหน

“เราเลยต้องมาทำงานกันหลังบ้าน เริ่มมิกซ์ระหว่างเกษตรกร ใหญ่ เล็ก กลาง เพื่อมั่นใจว่าเราจะมีของ เลยต้องทำงานกับคนที่ส่งสินค้าให้เราได้ด้วย”

ทั้งมุกและโมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเกษตร ช่วงแรกจึงมีปัญหาค่อนข้างเยอะ การลองผิดลองถูกในบางครั้งก็ทำให้ได้รู้ข้อเท็จจริงหลายอย่าง 

“เราเริ่มโดยสั่งของจากตลาดไท คิดว่าคนนี้เป็นเกษตรกรตัวจริง เพราะเขาเสนอว่าอยากได้อะไรก็หาให้ได้หมด เรารู้สึกว่าดีจัง รอรับออเดอร์อย่างเดียว ง่าย แต่ไม่ได้ฉุกคิดว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังทุกอย่างก็ได้นะ”

ทั้งสองลองตรวจสอบที่มาที่ไปของผักผลไม้ที่พวกเขาได้มา เพราะการตั้งคำถามจากคนใกล้ชิด ถึงเรื่องราวของผักที่ทั้งสองคนกำลังขายอยู่ 

“มีพี่ถามว่า เรารู้เรื่องภูมิศาสตร์ของประเทศไทยไหม รู้ไหมว่าแต่ละภาคอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไหร่ และอุณหภูมิมันแปรผันตรงว่าผักไหน ปลูกได้ปลูกไม่ได้ เช่น แครอทไม่มีทางปลูกได้นอกจากภาคเหนือ และปลูกได้แค่หน้าหนาวเท่านั้น ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับ Supplier คนที่ทำงานด้วยตอนนั้น เพราะแครอทของเขามาจากสระบุรี ซึ่งสระบุรีนอกจากจะไม่ได้อยู่ในภาคเหนือแล้ว มันเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหลักด้วย” โมบอกกับเรา

“เขาถามต่อว่า แล้วรู้ไหม คะน้าดอกสีเหลืองคืออะไร เราไม่รู้ เลยฉุกคิดว่า ทำไมเราไม่รู้เรื่องโปรดักต์ที่เรากำลังขายอยู่เลย เรารู้แค่ว่ามันคือผักอะไร มาจากที่ไหนก็เพราะเขาบอกมา แสดงว่าเราตอบคำถามไม่ได้ เราไม่รู้จริง เราเลยสอบถามกลับไปที่ Supplier คนนั้นว่า อันนี้ๆ คืออะไร เขาก็ตอบเราไม่ได้ 

“การรู้แหล่งที่มาที่ไปจึงสำคัญ ไม่ใช่คนนี้บอกว่าอันนี้เป็นออร์แกนิก แล้วคุณจะเชื่อว่ามันออร์แกนิก” 

ด้วยสองกำลังสี่มือของมุกและโม Happy Grocers ไม่สามารถเป็นออร์แกนิกทุกอย่าง ทั้งสองเลยตัดสินใจว่าจะตั้งตนเป็นร้านขายผลผลิตที่โปร่งใส นอกจากสินค้า สิ่งที่จะมอบให้คือข้อมูลที่มาที่ไว้ใจได้ ชนิดไหนไม่ใช่สวนอินทรีย์ ก็สื่อสารตรงๆ อันไหนเป็นอินทรีย์ ก็บอกอย่างนั้น แล้วให้ผู้บริโภคเลือกเอง 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

ปรับปรุงเพื่อลูกค้าโดยพัฒนาจากฟีดแบ็ก

“เรื่องของโลจิสติกส์เราคุมเวลาไม่ได้ เพราะว่าถ้าวันนี้เรามียี่สิบออเดอร์ เราขับส่งกันเอง ออกประมาณบ่ายโมง ออเดอร์สุดท้ายดึกสุดประมาณสี่ทุ่มกว่าจะส่งเสร็จ

“เราไม่คิดถึงเรื่องเวลา เราไม่ได้คิดว่าผักต้องสดอยู่เพราะเราไม่รู้จักผักของเรา ช่วงใหม่ๆ ไปส่งแค่ยี่สิบนาที สลัดกับผักบุ้งเหี่ยวแล้ว เพราะเราไม่รู้วิธีการจัดการมันเลย”

ในตอนแรกทั้งมุกและโมยังไม่เชี่ยวชาญ อาจทำผิดทำถูกไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาที่ทั้งสองคนอาจมองข้ามไป แต่สิ่งที่ช่วยให้พวกเขารู้ถึงปัญหาและพัฒนาได้ไว ก็คือการฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าโดยตรง ข้อดีของการที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้การสะท้อนความพึงพอใจได้อย่างไม่เคอะเขิน ลูกค้าส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดใจ เข้าใจ และแนะนำ เพราะเห็นในความตั้งใจ เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจากวันแรกที่ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมา 

นอกจากการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อแก้จุดด้อย สิ่งที่ทำให้ Happy Grocers เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมๆ กับผักของชาวสวน คือการวางตัวเป็นผู้เรียนอยู่เสมอ

“เราตั้งตัวเองว่าเราเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว แล้วเราก็ไม่อายที่จะเดินไปบอกลูกค้าว่า ฉันทำอันนี้อยู่ คุณมีอะไรที่จะให้แนะนำไหม แล้วเขาเห็นว่าเวลาเขาให้ฟีดแบค เราทำ ไม่ใช่แค่ให้ฟีดแบคแล้วปล่อยผ่าน แต่เราพัฒนา” 

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

บทเรียนนอกตำรา

“เพราะเราไม่ได้รีบขาย รีบรวย เราเน้นขายของสุขภาพดีให้กับลูกค้า” 

ธุรกิจที่โมและมุกทำขึ้นมาจากความตั้งใจในวันนั้น ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจคือความใส่ใจ ทั้งในการส่งต่อสินค้า เลือกผลผลิต ทำความเข้าใจลูกค้า และทำความเข้าใจเกษตรกร นอกเหนือไปจากผลกำไร ทั้งคู่ยังได้เรียนรู้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจ 

พวกเขาทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง ด้วยนิยามที่ชัดเจน รู้ความต้องการและเป้าหมายที่ชัดเจน ใครคือคู่ค้า ใครคือผู้ซื้อ นิยามที่ชัดเจนจะทำให้ธุรกิจพัฒนาได้ถูกทางและตรงเป้ามากขึ้น

การรู้ความต้องการของทีมงานจึงสำคัญเท่ากับการรู้ความต้องการของลูกค้า 

“กว่าบริษัทจะโตได้ต้องวิเคราะห์ว่า Core Team ต้องการอะไรก่อน”

โมสะท้อนบทเรียนจากการทำธุรกิจ เธอเล่าว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคมก็คือการทำธุรกิจ ต้องทำให้มั่นคงเท่ากับธุรกิจทั่วไป แข่งกับธุรกิจอื่นๆ ในตลาดได้ และต้องทำให้คนอุดหนุนเพราะธุรกิจดี มิใช่การอุดหนุนเพราะช่วยสังคมอย่างเดียว

“สุดท้ายแล้วก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพเท่าธุรกิจปกติ เพราะเราคือธุรกิจ เพียงแต่สุดท้ายเราสร้าง Impact อะไรเท่านั้นเอง”

ธุรกิจในวันนี้

จากจุดเริ่มต้น จนถึงวันนี้ Happy Grocers กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ครองใจลูกค้าประจำ ซึ่งกว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติ ส่วนจำนวนลูกค้าชาวไทยก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเช่ารถเพื่อนำผักผลไม้ไปให้ลูกค้า เปลี่ยนมาเป็นรถบรรทุกขนาดกะทัดรัดของตัวเอง เปิดขายสินค้าอินทรีย์ที่มีคุณภาพได้ในหลายๆ พื้นที่

 โมเล่าให้ฟังว่า “เริ่มแรกเป็นรถขนปุ๋ย เราพยายามจะทดสอบว่า ลูกค้าจะชอบไหม แค่นั้นเอง ซึ่งลูกค้าโฟกัสที่เป้าหมายว่าอยากซื้อผักออร์แกนิกที่เลือกเองได้ เมื่อก่อนแบกับดินจริงๆ มาเปลี่ยนโฉมเพราะมีสถานทูตห้าแห่งติดต่อให้เราไปขายพร้อมกันทีเดียว เราเลยไม่ได้แล้ว ต้องปรับโฉม”

“First Impression สำคัญที่สุด จุดนั้นเลยทำให้เราเริ่มลงทุน ที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนแต่เป็นการเช่าครั้งต่อครั้ง สเต็ปถัดมาต้องคิดว่าจะทำยังไงให้คนจำได้ ให้คนเห็นข้อมูลครั้งเดียวก็จำเราได้ ติดสติกเกอร์ไปเลยรอบคัน ให้คนเห็นว่ารถคันนี้คืออะไร ให้มันเป็น Free Marketing ที่วิ่งได้ตามท้องถนน โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเลย” มุกเสริม

ปัจจุบัน Happy Grocers มีบริการที่ครอบคลุม รองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น 

“ตอนนี้มี Home Delivery, Grocery Truck Home Delivery มีบริการผ่าน happygrocers.co ส่งวันถัดไป มีของประมาณร้อยเจ็ดสิบสามรายการ ทั้งผักผลไม้ ชา กาแฟ ชีส โยเกิร์ต เบเกอรี่ เนื้อสัตว์ ถ้าสั่งในเว็บจะมีตัวเลือกเยอะที่สุด แต่ถ้าลูกค้ารีบก็สามารถสั่งใน Grab Mart ส่งภายในหนึ่งชั่วโมง

“เราพยายามสร้าง Online Experience เหมือนกัน ตอนนี้ล็อกดาวน์ ล็อกแบบไม่ให้ข้ามไปหาเกษตรกรเลย เราเลยพยายามทำ Virtual Farmtrip หลักๆ ช่วงนี้จะเป็นแค่ Digital Marketing ทั่วไป กิจกรรมที่เราทำทุกอาทิตย์ก็จะมี Delivery และ Truck” 

วันนี้ทั้งมุกและโม ทำให้การมาถึงของ Grocery Truck คันสีขาวหลังคาสีเขียว มีความหมายมากกว่าการมาถึงของตลาดอินทรีย์เคลื่อนที่ แต่ยังบ่งบอกความสนุกสนานและพื้นที่แห่งการแชร์เรื่องราว

“ทุกทีที่ไป ลูกค้าคนนี้ก็จะเอาลำโพงมาเปิดเพลงละตินของเขา ร้องเพลง ทุกคนก็จะเต้น เป็นคอมมูนิตี้จริงๆ มันไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไป แต่เป็นพื้นที่ให้คนมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง มักมีคนส่งข้อความมาหาเราว่า ‘ขอบคุณนะที่มา’

“ช่วงหนึ่งที่เรามีโอกาสได้จัดออฟไลน์คอมมูนิตี้ จัดปาร์ตี้ที่บ้านของเรา แล้วบ้านก็คือจอดรถได้สี่คัน แต่คนมาสามสิบสี่สิบคน เป็นอารมณ์แบบ Networking Event 

“บางทีเราก็รู้สึกเหมือนกันนะว่า เราเป็นแพลตฟอร์มของคนที่เชื่อเหมือนๆ กัน เราดีใจและรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นสีสันในสัปดาห์นั้นๆ ของทุกคน ผักที่เราไปขายมีคุณภาพดี และยังทำให้คนได้มาเจอกันด้วย”

สตาร์ทอัพขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมเกษตรกรกับคนเมือง ส่งต่อผักผลไม้ด้วยราคาสมเหตุสมผลและความเอาใจใส่

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load