คอลัมน์หมู่บ้านหลาย ๆ ตอนที่ผ่านมา เราเล่าถึงชุมชนและโครงการสำหรับอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ เมื่อความจำเป็นทำให้เราต้อง Work from Home จึงมีอีกหนึ่งประเภทที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่อย่าง Home Office อาคารซึ่งรวมทั้งบ้านและที่ทำงานไว้ในที่เดียวกัน

จริง ๆ แล้วโฮมออฟฟิศเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นมานาน และได้รับความนิยมขึ้นตามวิถีชีวิตในโลกใหม่ หากย้อนไปราว 7 ปี ก็สอดรับกับกระแสธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ หรือกระทั่งฟรีแลนซ์ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพทย์หลายเจ้าเลือกพัฒนาโครงการประเภทโฮมออฟฟิศ และขยายตัวไปยังพื้นที่ใกล้รถไฟฟ้า รอบนอกศูนย์กลางธุรกิจ

หนึ่งในนั้น คือ HOF Sukhumvit 101/1 ซึ่งมองเห็นข้อแตกต่างเรื่องทำเล โดยความสนุกในแต่ละส่วนของโครงการ อยู่ที่สถาปนิกกระโดดลงมาทำอสังหาฯ เอง จึงใส่ใจต่อดีเทลการออกแบบเป็นพิเศษ ทำให้โซนออฟฟิศแยกจากโซนอยู่อาศัยอย่างชัดเจน ซึ่งตอบโจทย์การทำงานอย่างแท้จริง และส่วนที่เป็นบ้าน ก็ทำให้ที่อยู่ได้อย่างสบายใจด้วยฟังก์ชันที่ครบถ้วนควรมี 

จากความสำเร็จของโครงการแรกในวันนั้น ม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์ จึงชักชวน กวง-วรวุฒิ เอื้ออารีมิตร และ เช่-บุญชนะ มนต์ชัยตระกูล สองหุ้นส่วน มาร่วมกันทำ HOF Udomsuk ในชื่อบริษัท ‘UNI-Living’ ที่ยังคงแนวคิดเดิม ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาพื้นที่เพื่อเติมเต็มฝันคนอยากมีบ้านที่ทำงานได้อย่างมืออาชีพ โดยไม่ลืมคิดเผื่อคุณภาพชีวิตผู้อยู่ที่ออกแบบไว้ให้หมดแล้ว

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

HOF = Home and Office

โครงการ HOF Sukhumvit 101/1 เริ่มต้นจากที่ดินในบริเวณบ้าน หลังม่อนทำงานเป็นสถาปนิก เปิดบริษัทรับออกแบบร่วมกับหุ้นส่วน และได้มีโอกาสเรียนต่อด้านธุรกิจ ด้วยความจับพลัดจับผลู เมื่อเรียนจบคุณพ่อก็ปรึกษาว่ามีที่ดินอยู่หนึ่งแปลงในซอยบ้าน จะพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง เขามองเห็นเทรนด์เรื่องเทคโนโลยี การทำงานออนไลน์ และโฮมออฟฟิศ น่าจะมาแน่

“อาคารประเภทที่เรียกว่าโฮมออฟฟิศมันยังไม่เป็นที่นิยมเท่าตอนนี้เลย แค่พูดว่าโฮมออฟฟิศ ทุกคนก็จะถามว่าคืออะไร ตอนนั้นยังมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นทาวน์โฮมเอย บ้านแถว จำได้ว่า Bid ค่า Google Ads ถูกมาก เพราะไม่มีใครใช้คีย์เวิร์ดนี้เลย”

ม่อนเล่าต่อว่าช่วงที่เขาทำการรีเสิร์ชตลาดโฮมออฟฟิศ พบว่าส่วนใหญ่แปลนจากทาวน์โฮมหรือบ้านแถว เป็นทรงแคบและลึก ถ้าจะปรับเป็นอาคารสำนักงานก็แค่จัดแปลนใหม่ ซึ่งบางที่ไม่ได้คิดถึงการไหลเวียนของอากาศหรือแสงไว้ เพราะต้องการให้อาคารนั้นมีห้องเยอะที่สุด

“ทุกคนจะขายมาเลยว่าสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ สองห้องนั่งเล่น แล้วพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ทุกอย่างมันบล็อกหมดเลย ลมไม่ได้ ตรงกลางจะเป็นที่ที่ตายที่สุด ปิดมืดที่สุด เพราะว่าแสงไม่เคยลง รู้สึกว่าถ้าเป็นเราอยู่ในพื้นที่แบบนั้น ไม่น่าจะแฮปปี้ แล้วพอเราไปเซอร์เวย์หลาย ๆ ที่ก็คล้ายกันหมด

“ด้วยตัวความเป็นนักออกแบบเอง มันไม่น่าใช่นะ การทำโฮมออฟฟิศประเภทนี้ควรจะมีบางอย่างที่ตอบโจทย์คนใช้งานได้ดีกว่านี้ แล้วที่สำคัญ มันควรจะสวยได้มากกว่านี้ เราก็เลยหยิบยกเรื่องนั้นมา แล้วบอกว่ามันจะมาเป็นจุดขายของเรา”

จุดขายที่ว่า คือตัวเขาเองที่เป็นสถาปนิกผู้หันมาทำโครงการที่อยู่อาศัย โดยใช้ดีไซน์มาเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่ ก็เลยเป็นโครงการที่ตั้งใจใส่การออกแบบมาเต็มที่ เช่น คอร์ทภายในทำให้แสงธรรมชาติเข้ามา เปิดหน้าต่างกระจกด้านหน้า และด้านหลัง ทำให้มี Ventilation Flow รวมถึงออกแบบคาแรกเตอร์หลังคาทรงจั่วแบ่งบ้านแต่ละหลัง ซึ่งเกิดจากการอยากให้เพดานชั้นบนสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามข้อกฎหมาย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
ภาพ : Integrated Field

เมื่อจุดขายข้อนี้นำมาหักล้างกับจุดขายเรื่องทำเล ที่ทั้งเป็นที่ดินกลางซอยส่วนตัว ห่างรถไฟฟ้า ต่างกับเจ้าอื่น ๆ ในตลาดอย่างสิ้นเชิง การนำการออกแบบซึ่งตอบโจทย์คนที่มองหาโฮมออฟฟิศที่ทั้งสวยและสเปซดีมาพิสูจน์นี้ ทำให้ HOF Sukhumvit 101/1 ขายหมดเกลี้ยง

HOF = Happiness and Opportunity

จากเฟสแรก ขยับสู่เฟสที่ 2 ที่ 3 กระทั่งที่ดินหมด ม่อนหยุดไปสักพัก เขาเผยว่าช่วงนั้นเป็นเวลาที่นั่งทบทวนว่าจะทำต่อดีไหม เพราะมีงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่แล้ว แล้วถ้าทำต่อจะทำไปเพื่ออะไร

“ผมรู้สึกว่าเหตุผลของการทำงานออกแบบหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อเงินอย่างเดียว ก็เลยมานั่งคิดว่าจริง ๆ แล้วอสังหาฯ มีข้อดียังไง สุดท้ายก็ค้นพบเป้าหมายที่เราต้องการทำ คือเราอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้ดีขึ้นจริง ๆ ด้วยการใช้งานออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไป ไม่ว่าเราจะออกแบบบ้านให้ใคร หรือทำอาคารอย่างนี้ขาย และสิ่งที่เกิดขึ้นจะขอเรียกว่าเป็นความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ นะ ที่ที่นี่ถูกยกเป็นกรณีศึกษาค่อนข้างเยอะ เราทำให้ลูกค้าเห็นว่ามันมีทางเลือกนะ มันพัฒนาต่อไปได้ แล้วอย่างน้อยมันขับเคลื่อนให้วงการนี้ขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง ผมก็แฮปปี้แล้ว”

สิ่งที่เจ้าตัวค้นพบต่อจากนั้น เปลี่ยน HOF ที่เดิม ย่อมาจาก Home and Office เป็น Happiness and Opportunity ที่สร้างทั้งความสุขและโอกาส

“อสังหาฯ ในยุคนี้มันต้องเป็นแบบนี้ เราเชื่อว่าคนสมัยนี้ที่เลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เขาไม่ได้ซื้อเรื่อง Emotion หรือซื้อแค่ Function แล้ว แต่เขาดูว่าซื้อไปแล้วมันคุ้มค่าไหม สร้างโอกาสอะไรให้กับเขาได้บ้างไหม ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันเหมือนการลงทุนอะไรสักอย่าง ในขณะที่เราลงทุนนั้น เรามีความสุขกับที่ที่นั่นได้ด้วย” เขาเล่าถึงคีย์เวิร์ดสำคัญที่เป็นอีกหนึ่งหัวใจของโครงการโฮมออฟฟิศหลังใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“จะดีกว่าไหมถ้ามันสวยด้วย ฟังก์ชันครบด้วย และมีโอกาสบางอย่างให้กับพื้นที่เขาด้วย”

เมื่อตัดสินใจทำต่อ เขาชวนหุ้นส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันอีก 2 คนมาเสริมทัพ ทั้งกวง ผู้มีประสบการณ์ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเป็นพาร์ตเนอร์อยู่ที่บริษัท IF ด้วยนับสิบปีแล้ว มาดูแลเรื่องกำหนดทิศทางการออกแบบและโปรดักต์ของบริษัท ส่วน เช่ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในแวดวงด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มาเติมทีมในด้านการหาที่ดิน รวมถึงการมองหาโอกาสของการพัฒนาพื้นที่ พวกเขาตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่า UNI-Living โดยกวงและม่อน ยังควบตำแหน่งสถาปนิกของบริษัท IF (Integrated Field) ผู้ออกแบบโครงการ HOF Udomsuk ด้วย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“Uni มันคือหน่วยเล็กท่ีสุด เราเชื่อในเรื่องของงานออกแบบที่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด แม้กระทั่งจุดที่เล็กที่สุดมันก็มีความสำคัญเหมือนกัน แล้วอีกอย่างความเชื่อของ UNI-Living คือเราต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นด้วยการใช้งานออกแบบ ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตาม จะเห็นว่าเราไม่ได้ตั้งชื่อบริษัทที่เป็น Development เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็น Developer ด้วยซ้ำ เพราะว่าแผนในอนาคต เราคิดว่าจะทำยังไงให้มันมากกว่าการเป็นอสังหาริมทรัพย์ มันอาจจะมีโปรดักต์หรือมีอื่น ๆ ที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ขึ้นได้ด้วย” เขากลับมาย้ำเป้าหมายด้วยชื่อบริษัทใหม่

Work at Home

เมื่อตัดสินใจทำต่อ การบ้านแรกพวกเขากลับไปดูว่าโครงการ HOF 1 ว่า การออกแบบอันไหนเป็นเรื่องที่ดี และมีอะไรต้องแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเซอร์เวย์ลูกค้าที่ซื้อไปทั้งหมด ทั้งใช้วิธีทำแบบสอบถามและพูดคุยถึงการใช้งานจริง จึงได้เห็นคอมเมนต์น่าสนใจหลายประเด็น และจากนั้นจึงมองหาโอกาสจากทำเล

HOF Udomsuk อยู่ในซอยอุดมสุข 18 ระยะทางจากรถไฟฟ้าราว 600 เมตร อนาคตกำลังจะมี Bangkok Mall โครงการห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในไทยเกิดขึ้นอยู่ในระยะ 100 เมตร ซึ่งเช่ให้ข้อสังเกตเรื่องทำเลนี้ว่า จะกลายเป็นฮับที่เกิดขึ้นใหม่ มีโอกาสในเชิงการสร้างมูลค่าของที่ดิน และเห็นว่าจะมีการเติบโตขึ้นในอนาคต

“เราเลือกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้เวลาหกถึงแปดเดือน แล้วผมนึกก็ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนผมอายุยี่สิบสี่ ก่อนมี Emporium ที่ดินซอยนั้นวาละประมาณแสนกว่า ซึ่งพอเอ็มโพเรียมเปิดกลายเป็นสี่แสนห้า แล้วทุกวันนี้ซื้อขายกันประมาณล้านกว่า ผมก็เลยคิดว่าแปลงนี้ อนาคต ศักยภาพมันต้องเป็นประมาณนั้นแน่เลย”

มีทำเลที่ตรงใจแล้ว เรื่องของการออกแบบ ก็ไม่ใช่แค่จับฟังก์ชันการเป็นบ้านหรือออฟฟิศใส่เข้าไปในอาคารแล้วจบ พวกเขาคิดถึงการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกปลอดภัยให้กับผู้อยู่

ตั้งแต่เรื่องที่จอดรถ แก้ปัญหาคลาสสิกนี้ด้วยการกดพื้นให้มีระดับต่ำกว่าพื้นดินลงไป 0.9 เมตร และยกพื้นชั้นหนึ่งขึ้นสูงขึ้นไป 2 เมตร ทำที่จอดรถใต้ดินไว้ให้ 5 – 8 คันต่อหลัง

“เราให้ความสำคัญเรื่องพื้นที่สาธารณะ เราเห็นมาตลอดว่าเวลาโครงการมีที่จอดรถได้น้อย ทุกคนไปจอดริมถนนบ้าง พื้นที่ส่วนกลางโครงการบ้าง จอดหน้าบ้านใครกันบ้าง เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เราอยากให้ทุกคนรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองมีได้”

HOF Udomsuk ขนาด 3.5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยต่อหลัง 388 ตารางเมตร การแบ่งโซนออฟฟิศให้อยู่ 2 ชั้นล่าง ส่วน 2 ชั้นบนเป็นบ้าน ใช้ลิฟต์แยกการเข้าถึงของ 2 ชั้น โดยส่วนออฟฟิศจะขึ้นไปชั้นบนบ้านไม่ได้เลย ส่วนคนที่อยู่บ้านก็ออกไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่านชั้นออฟฟิศ

“เท่ากับว่าโอกาสที่เกิดขึ้นคือ ถ้าคุณซื้อไปแล้วคุณอยากได้บ้าน แล้วคุณจะใช้แค่สองชั้นนี้ คุณแฮปปี้แล้ว สองชั้นล่างคุณปล่อยเช่าได้นะ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณซื้อเป็นออฟฟิศ ใช้สองชั้นล่างเต็มแล้ว สองชั้นบนปล่อยให้ใครมาเช่าเป็นบ้านก็ได้ คุณจ่ายไป สุดท้ายผลตอบแทนตรงนี้กลับมาได้ด้วย

“สองชั้นล่าง ชั้นหนึ่ง กับชั้นลอย มีเป็นฟังก์ชันที่เป็น Open Space เราไม่ได้กั้นห้องอะไรให้เลย เพราะเชื่อว่า เหตุผลของการเป็นพื้นที่ Open-plan แบบนี้ เปิดโอกาสให้ทำฟังก์ชันข้างล่างเป็นอะไรก็ได้ คุณอยากทำสตูดิโอ อยากทำร้านค้าเล็ก ๆ อยากทำพื้นที่จัดโชว์ของ ทำได้หมดเลย แล้วที่สำคัญ ชั้นลอยเราออกแบบเตรียมโครงสร้างเอาไว้เพื่อรองรับการต่อเติมในอนาคต ซึ่งโครงการแรกก็มีอยู่แล้ว แต่เราทำเป็นปูนปิดเอาไว้ พอลูกค้าจะต่อเติมชั้นลอยมันยากมาก โครงการนี้เลยเตรียมคานเหล็กรัดรอบไว้ให้ แค่เอาเหล็กวาง แล้วปูพื้นก็จบเลย ทำเสร็จได้ในเวลาไม่เกินสองวัน เมื่อต่อเติมการใช้งานได้ มันก็เป็นโอกาสการเติบโตในอนาคตของเขาต่อไป”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังออกแบบการวางระบบไฟ จุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟ ระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ ท่อแอร์ ตำแหน่งเสาและคาน และงานระบบอื่น ๆ ที่เอื้อให้เกิดความสะดวกสบายไว้ด้วย

Home that works

“กลับมาเรื่องบ้าน ความเป็นบ้านคือการที่เรารู้สึกว่ามันคือความสุข ทีนี้ความสุขมาด้วยวิธีการไหนได้บ้าง เราตั้งใจออกแบบให้มีฟังก์ชันทุกอย่างในความเป็นบ้านหมดเลย เหมือนยกบ้านมาไว้ที่ชั้นนี้เลย เพราะฉะนั้น มันมีทั้งห้องครัวที่ทำอาหาร ทำผัดกะเพราได้จริงจัง มีพื้นที่กินข้าว มีพื้นที่นั่งเล่น มีห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำ มี Walk-in Closet แล้วก็มีพื้นที่สวนเล็ก ๆ ด้วย” ม่อนเล่าขณะพาเดินไปดูยังส่วนอยู่อาศัย

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง
HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

เมื่อลิฟต์เปิดออกจะพบกับชานบ้าน พื้นที่ Semi-Outdoor ที่มีประตูเลื่อนเปิดปิดได้ เชื่อมต่อไปยังห้องนั่งเล่นแบบดับเบิ้ลสเปซด้านใน พร้อมเจาะช่องหน้าต่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้าน เพื่อเกิดการไหลเวียนของลมที่เหมาะสม 

 ดีเทลเล็กน้อยที่เขาแอบใส่ไว้ตั้งแต่หน้าลิฟต์เลยคือพื้นกระเบื้อง ให้เหมือนเดินเข้าหน้าบ้านและล้างทำความสะอาดง่าย เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ พร้อมพื้นที่สำหรับทำสวนเล็ก ๆ ได้ ส่วนหน้าลิฟต์ซ่อนตู้เก็บรองเท้าและงานระบบไว้อย่างเนียนตา

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

“อันนี้เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญของบ้านหลังนี้ ในการสร้างความสุขที่เราตั้งใจออกแบบตั้งแต่ตอนแรก มันเปลี่ยนได้ด้วยนะ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าการใช้งานของแต่ละคนเป็นยังไง พอปิดประตูบานนี้แล้วเลื่อนบานนี้ออก จะเห็นว่ามันเชื่อกันเป็นสเปซเดียวกันได้ 

“อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความสุข ซึ่งเรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์ก็คือ การออกแบบที่ช่วยให้สุขภาพของคนที่อยู่อาศัยนั้นดีที่สุด มันคือเรื่องเบสิกเลย คือ Orientation การวางอาคารถูกทิศ เรื่องแสงและลมธรรมชาติ จะเห็นว่าด้านหน้าด้านหลังกระจกเปิดเต็มบาน เปิดได้ อากาศไหลเวียน แล้วเราก็ทำตรงกลางให้เป็นพื้นที่โล่ง มี Skylight ตั้งใจให้แสงธรรมชาติมันลงมา ถ้าปิดไฟทุกอย่างก็ยังจะสว่างอยู่ แล้วสุดท้ายเรามองไปในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบด้วย” ม่อนเล่าพลางพาไปชี้หลาย ๆ จุดให้ดู

ไล่ตั้งแต่องค์ประกอบทางวัสดุที่เห็นทั้งหมดที่นี่ ผู้ซื้อจะได้ทั้งหมดตามนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจออกแบบและเลือกมาว่าให้แล้วว่าสวย 

“เราออกแบบให้คุณเรียบร้อยแล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วผมไม่อยากใช้คำว่า Fully Furnished ด้วย เพราะยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่หายไปลูกค้าต้องเติมเอง ด้วยเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ ที่เป็นตัวคุณลงไป ถ้ายกเก้าอี้ ยกโต๊ะ ยกโคมไฟ ต้นไม้กระถาง ยกออกไปปุ๊บ นี่คือตามนั้นเลย พื้นฝ้าตามนี้เป๊ะ ตู้ทีวีมีเก๊ะเก็บของ เราออกแบบไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว ไฟทุกดวงที่คุณเห็น เราก็ใช้ Lighting Designer เข้ามาทำให้ แล้วเรื่องของอุปกรณ์ที่ดี สีก๊อกน้ำ ต้องเป็นสีดำตัดกับโต๊ะสีขาว แล้วสีขาวมันแมตช์กับพื้นกระเบื้องสีเทา มาเจอต้นไม้สีเขียวตรงนี้ก็จะสวย แต่ต้นไม้คุณชอบต้นอะไรคุณก็เลือกเองได้

“ผมรู้สึกว่าอันนี้ก็เป็นความสุขเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ที่ลูกค้าจะต้องเข้ามาเติมบ้านให้มันเต็มด้วยตัวของเขาเอง”

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

in Design, in Details

ด้วยความเป็นสถาปนิก รายละเอียดในเชิงการออกแบบเลยเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มองข้ามสักจุด และเสริมเทคโนโลยี Home Automation ต่าง ๆ เข้าไปด้วย

ที่น่ารักคือ ราวกันตกหลังบ้านในส่วนพื้นที่ซักล้าง ทำเป็นราวแขวนผ้าได้ด้วย ปรับจากฟีดแบ็กโครงการแรกที่ไม่มีที่ตากผ้า ซึ่งถ้าไม่อยากให้หลังบ้านดูรก ก็แขวนต้นไม้หรือทำมูลี่บังตาได้

HOF Udomsuk โฮมออฟฟิศที่ออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านและที่ทำงานอย่างแท้จริง

นอกจากดีไซน์เรื่องแสงเกี่ยวกับการใช้งานแล้ว ยังออกแบบเพื่อความสวยงามด้วย ความสว่างจากช่องแสงเหนือบันไดที่สาดมาตรงผนัง เป็นความตั้งใจด้านองค์ประกอบเรื่องความสวยงาม บันไดไม้จริงคล้ายก้อนยื่นออกมาจากตัวผนัง หากลองนั่งบนโซฟา ก็เห็นเป็นภาพภาพหนึ่งบนผืนผนังออกสีเทา ๆ และบันไดก็ดูราวกับมีมิติลอยออกมา ตรงราวมือจับขึ้นบันไดออกแบบ Lighting ใส่เข้าไปตรง ๆ เลยไม่จำเป็นต้องมีไฟห้อยให้ยุ่งยากกับการเปลี่ยนเมื่อหลอดขาด และยังเจาะช่องให้แสงธรรมชาติลงกระทบต้นไม้ เห็นเป็นเงาต้นไม้ร่มรื่นบนผนัง

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ชั้นบนสุดมีเพียงห้องนอน Master Bedroom ที่คาแรกเตอร์ของสเปซเป็นหลังคารูปทรงจั่ว ภายในห้องเน้นโทนสีขาวสบายตา มี Walk-in Closet ความยาวขนาด 5 เมตร และห้องน้ำในตัว ซึ่งใช้งานได้พร้อมกัน 2 คน

ไม่ง่ายเลยที่จะขายบ้านขนาด 1 ห้องนอน

“ทุกคนก็แบบจะบ้าหรอ ทุกวันนี้เขาขายกันสาม สี่ห้องนอนนะ คุณมาขายหนึ่งห้องนอนได้ยังไง” เขาพูดแทนสิ่งที่เรากำลังคิด

“ปรากฏว่าลูกค้าจากโครงการเราแฮปปี้ เพราะทาร์เก็ตเราเป็นกลุ่มอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ สามสิบกลาง ๆ ไม่เกินสี่สิบเป็นคนเน้นคุณภาพของพื้นที่ และอย่างมากก็มีลูกหนึ่งคน เขาได้จัดพื้นที่ของตัวเอง เราก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้น ซึ่งจริง ๆ มันเริ่มที่หนึ่งห้องนอนนะ แล้วเราออกแบบพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นสองห้องนอนได้”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

“ห้องน้ำก็เป็นฟีดแบ็กจากโครงการที่แล้วเหมือนกัน อันเก่ามันจิ๋วมาก คราวนี้ก็เลยใหญ่ขึ้น อยากรู้สึกว่าไม่ได้เป็นห้องน้ำปิด เพราะแสงธรรมชาติสัมพันธ์กับห้องน้ำ ต้องได้รับแสงที่ดีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วก็เรื่องลมให้มันไหลเวียน แสงส่องลงสองข้างนี้ได้” ม่อนอธิบายก่อนเดินนำไป เพื่อชี้ให้เห็นทั้งสองฝั่งห้องน้ำ มีกั้นพื้นที่เล็ก ๆ เจาะช่องสกายไลต์ไว้ด้านบน ฝั่งหนึ่งมีพื้นที่สำหรับซักล้าง วางเครื่องซักผ้า และทำโครงเหล็กแขวนเป็นราวตากผ้าไว้

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส

ที่ขาดไม่ได้คือพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ เขาทำกระถางปลูกต้นไม้หน้าบ้านไว้ให้ทุกหลัง และวางระบบน้ำ Sprinkles Automation ไว้แล้ว ข้อดีคือทำให้แต่ละคนดูแลต้นไม้ของตัวเองให้ดีงามต่อไป สุดท้ายการที่ทุกคนต่างคนต่างดูแลหน้าบ้านของตัวเองให้ดี พื้นที่สาธารณะตรงกลางเป็นมิตรทางสายตาไปด้วย

Valuable Community Service

สิ่งหนึ่งที่ HOF Udomsuk มีไม่เหมือนอุดมคติโครงการบ้านของหลาย ๆ คน คือ Facility ส่วนกลาง พวกเขาบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ได้ตั้งใจไปถึงการทำแบบบ้านจัดสรร แต่อยากสร้างชุมชนเล็ก ๆ มากกว่า เพื่อให้ต่างคนต่างช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน ให้เหมือนที่ HOF Sukhumvit 101/1 กลายเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ

“ตอนแรกก็กังวลนะว่าโครงการทั่วไปมีส่วนกลาง แต่พอเราไม่มี เขา (ลูกบ้าน) ก็แฮปปี้ เขาบอกว่าดีจังเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าส่วนกลางที่ก็ไม่ได้ใช้ อย่างบ้านแต่ละหลังเขารู้จักกัน ตอนเย็นก็เอาหมามาจูง มาเจอกัน แล้วสุดท้ายความเจ๋งคือ เวลาบ้านไหนไม่อยู่ ก็ฝากบ้านกับอีกหลังหนึ่งว่าช่วยดูทีนะ เหมือนเพื่อนบ้านเป็นคอมมูนิตี้ที่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะด้วยกลุ่มผู้อยู่ถูกเลือกด้วยโปรดักต์มาแล้วว่าค่อนข้างคล้ายกัน จริง ๆ ทำออฟฟิศอยู่ตรงนั้นด้วย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหมดเลย เห็นบ้านสามบ้านเขามาเล่นกันที่ออฟฟิศเรา เอาหมามาเล่นกับพนักงานเรา เราก็คิดว่าดีจัง ไม่ต้องมีคลับเฮ้าส์ แต่กลายเป็นเพื่อนบ้านกันจริง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แจ๋วสำหรับผมนะ

“สิ่งที่เราเห็นและเราก็แฮปปี้ คือเราได้เห็นเขาใช้พื้นที่ที่เราสร้าง สร้างคุณภาพชีวิตของเขาให้มันดีขึ้น ธุรกิจของเขามันก็เติบโตขึ้น เป็นสังคม เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่เราอยากเห็นจากการทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาจริง ๆ”

เปิดโฮมออฟฟิศขนาด 3.5 ชั้น ในซอยอุดมสุข ฟังเบื้องหลังการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการออกแบบ ผ่านแนวคิดสร้างความสุขและโอกาส
ภาพ : Integrated Field

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

60 

  เห็นตัวเลขนี้ทีไรก็นึกถึงอายุขวบปีที่ต้องเกษียณออกจากงานที่ทำสู่คำว่าผู้สูงวัย แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้มีความสุข 

เราพบอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจอย่าง ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County)’ ซึ่งความพิเศษแรกอยู่ตรงที่ นี่คือคอนโดมิเนียม Wellness Mixed Use 7 ชั้น 5 อาคาร ขนาด 494 ยูนิตเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ความพิเศษข้อต่อมาคือได้ผู้มีประสบการณ์ด้านโรงพยาบาลและการแพทย์กว่า 40 ปีอย่าง ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) มาเป็นผู้พัฒนาโครงการ จนกลายเป็นความพิเศษข้อที่สาม คือการนำสุขภาพแบบบูรณาการ หรือ Integrated Healthcare มาผนวกกับที่พักอาศัย (Active Living) จนสร้างที่อยู่ทางเลือกแห่งนี้ได้สำเร็จ 

แต่ความเจ๋งแจ๋วยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเราพาไปคุยกับ ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินการโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถึงที่มาที่ไปและแนวคิดการออกแบบให้ชาวสูงวัยอยู่ดีทั้งกายและใจในช่วงบั้นปลายอย่างแท้จริง 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

เปลี่ยนหมู่บ้านสูงวัยในภาพจำ

ไม่บอกก็คงพอเดาได้ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังต้องการโครงการที่พักอาศัยเพื่อวัยเกษียณ

เพราะจากกราฟสถิติ พบว่าประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขยายเพิ่มขึ้นมากถึง 13 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนหมู่บ้านที่รองรับผู้สูงอายุได้ กลับมีจำนวนน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Jin Well Being กลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่อยากทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรเป็นแห่งแรก ๆ ในไทย

“แม้เราจะเห็นโรงพยาบาลเปิดใหม่เยอะขึ้น แต่เราเห็นว่าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้หรือในโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุยังไม่มาก ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ซึ่งทำเรื่องโรงพยาบาลมา 55 ปี เห็นความสำคัญข้อนี้ เลยอยากสร้างหมู่บ้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะเรารู้ว่าประชากรในส่วนนี้กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 – 7 ปีที่ผ่านมา” คุณทิมโมตี้เกริ่นถึงที่มา 

  คงปฏิเสธไม่ได้กับข้อเท็จจริงดังกล่าวเรื่องแนวโน้ม Aging Society ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าถามกันตามตรง วัยเก๋าและลูกหลานหลายคนคงส่ายหัว ถ้ารู้ว่าต้องไปอยู่บ้านพักคนชราหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ อาจด้วยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าการเป็นลูกต้องกตัญญูและเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า ห้ามปล่อยให้พวกเขาไปอยู่โครงการเพื่อผู้สูงวัย กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโครงการ ซึ่งคุณทิมโมตี้บอกว่าเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน

“คนไทยหลายคน พอได้ยินเรื่องหมู่บ้านผู้สูงอายุครั้งแรก ก็บอกว่าไม่มีทางไปแน่นอน ต่อต้านก่อน แต่ถ้าลองคิดอีกมุม ในบ้านที่มีผู้สูงอายุ เราให้เขานั่งติดวีลแชร์อยู่เฉย ๆ ในบ้าน ลูกหลานไม่ให้ออกไปไหนเพราะห่วงไปหมด พอคนแก่ต้องอยู่ติดบ้านทุกวันเป็นเวลาหลายปี เขาก็เบื่อ หรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง คิดในอีกแง่ ถ้าเขาได้เจอเพื่อนคนวัยเดียวกัน ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ พวกเขาก็จะสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น” 

เปิดบ้านทดลองอยู่

คำถามต่อมาคือ แล้วโครงการนี้เปลี่ยนความคิดของพวกเขาอย่างไร คำตอบก็น่าสนใจมาก นั่นคือทางโครงการให้คนมาทดลองใช้ชีวิตจริง ๆ ก่อนซื้อได้

“อีกกรณีคือ บางครั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุไม่อยากมาเอง แต่ลูกอยากให้มา เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เดี๋ยวจะโดนหาว่าพาเขาไปทิ้งหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มจากการชวนมาทำกิจกรรมก่อน เช่น เรามีวันเก็บผัก ชวนแวะมาแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้เขาได้มาเจอเพื่อน ๆ แล้วเราก็มีกิจกรรม Open House กันทุกเดือน ให้เชิญพ่อแม่มานอนที่นี่ เราเปิดห้องให้ทดลองมาอยู่ฟรี มีอาหารบริการ ลองอยู่ก่อนได้ในวันเสาร์และอาทิตย์” 

คุณทิมโมตี้บอกว่าพอเริ่มให้พวกเขาคุ้นชินและสนุก เหล่าชาวสูงวัยก็จะอยากกลับไปที่โครงการเองเพราะเริ่มมีเพื่อน ส่วนคนที่ติดใจก็ซื้อที่พักเข้ามาอยู่เลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่อยากซื้อบ้านหลังปลดระวาง เพราะเมื่อเกษียณตัวไปก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อกลับไปหาญาติหรือเพื่อนที่มีอยู่ดี

“เราเลยพยายามสร้างเพื่อนใหม่ ให้เขาได้เจอสังคมใหม่ รวมทั้งยังรักษาเพื่อนเก่าเขาให้ยังอยู่ อย่างถ้ามีเพื่อนมาจากต่างจังหวัด ก็นัดแก๊งเพื่อนมาเจอกันที่นี่ จะเก็บผัก เล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ดีด้วยก็ได้ เพื่อน ๆ ของลูกบ้านที่ดีเขาก็ดีใจที่ได้เจอกัน มันเลยไม่เหงา” คุณทิมโมตี้กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการในการสร้างคอมมูนิตี้ชาวสูงวัย

สร้าง Hybrid Lifestyle 

แต่กว่าจะออกมาเป็นโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุได้เช่นนี้ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน จากตอนแรกที่คิดออกแบบอย่างคนทำโรงพยาบาลกลับไม่ตอบโจทย์ หรือคิดแบบคนทำอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่เวิร์ก 

“เราทดสอบมาทุกแบบแล้ว เพราะหมู่บ้านผู้สูงอายุแบบนี้ยังไม่มีใครที่มาสอนเราได้ จะเลียนแบบใครก็ยาก เลยต้องลองผิดลองถูกจนได้ประสบการณ์ และทุกคนที่เข้ามาบอกว่าใช่ ก็ค้นพบว่าต้องสร้างโครงการนี้แบบ Hybrid ทั้งกึ่งโรงแรม กึ่งคอนโดมิเนียม กึ่งโรงพยาบาล และกึ่งโรงเรียน” เมื่อเดินสำรวจพื้นที่ ก็พบว่าที่นี่ออกแบบอย่างที่คุณทิมโมตี้ว่าจริง ๆ

ภายในโครงการขนาด 140 ไร่ การออกแบบที่พักอาศัยของ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ภายใต้อาคาร Low Rise 7 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่กิจกรรมมากมาย แถมยังอนุญาตให้เดินทางสะดวกใกล้ย่านชานเมืองแบบมีรถไฟฟ้าเข้าถึง ผนวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดมาเพื่อความปลอดภัย 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

ประกอบด้วยจำนวน 5 อาคารชื่อคล้องจองและความหมายดี แบ่งเป็นคลัสเตอร์ 1 คือ อาคารสิริ และอาคารสราญ รวมทั้งคลัสเตอร์ 2 ได้แก่ อาคารรุ่งเรือง อาคารร่มเย็น และอาคารรื่นรมย์

แม้จะมีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ฟังก์ชันด้านในก็ออกแบบมาให้โปร่ง โล่ง กว้าง ไม่ต่างกัน โดยห้องพักมีแสงธรรมชาติเข้าถึงและระบายอากาศได้ดี ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมีลูกหลานหรือเพื่อนฝูงแวะมานอนค้างด้วย หรือแวะมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง ก็จะได้ไม่แออัด สมกับเป็นคอนโดฯ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของชาวสูงวัยมากกว่า 

แถมยังคิดมาแล้วว่าต้องไม่มีพื้นต่างระดับ รวมถึงไม่มีธรณีประตู เพื่อลดความเสี่ยงการสะดุดหกล้ม ใช้วัสดุกันลื่นสำหรับพื้นห้อง จนถึงระบบไฟในห้องที่เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ให้ผู้สูงอายุเดินเหินตอนกลางคืนได้ปลอดภัย และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อไหร่ ก็กดปุ่มบนหัวเตียงเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลได้ตลอดเวลา

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

และถ้าสำรวจดี ๆ ภายในห้องน้ำก็ใช้วัสดุกันลื่นเช่นกัน พร้อมติดตั้งราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว ส่วนบานประตูแบบเลื่อน ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม อาจเปิดประตูไม่ได้หรือล้มหมดสติ และไม่ต้องแปลกใจหากห้องน้ำมีขนาดใหญ่ ก็เพื่อรองรับรถเข็นในกรณีที่ผู้สูงวัยนั่งวีลแชร์ได้ด้วย 

นอกจากนี้ ความกึ่งโรงพยาบาลยังอยู่ที่การออกแบบทุกอย่างในโครงการให้เป็นแบบ Universal Design ทุกพื้นที่ต้องให้รถวีลแชร์เข้าถึงได้ทั้งหมด ไม่มีโค้งหักศอกหรือห้องเล็ก ๆ ที่เดินยาก ทั้งยังมีโรงพยาบาลธนบุรีอยู่ภายในพื้นที่โครงการ และหากลูกบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทีมแพทย์จะเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 3 นาที มีหน่วยพยาบาลเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ Tracking บริเวณข้อมือจะส่งสัญญาณไปยังห้องฉุกเฉินทันที

ตัวโรงพยาบาลเองนอกจากรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป ยังออกแบบมาเพื่อดูแลสูงวัยในระยะยาว โดยดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Healthcare) เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ และหากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ก็มีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าใกล้มือหมอสุด ๆ 

ใครสนใจขยับแข้งขาเคลื่อนไหว ก็มี จิณณ์ เวลเนส (Jin Wellness) ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยออกแบบโปรแกรมเพื่อป้องกันและชะลอโรคภัยต่าง ๆ เฉพาะบุคคล เช่น การตรวจความยืดหยุ่น การทรงตัว รวมทั้งสุขภาพกายและใจ จนถึงออกกำลังกายภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเตรียมเอาไว้ให้ด้วย ดูแลกันเรื่องสุขภาพโดยลูกหลานไม่ต้องคอยนั่งกังวลเลย

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

Active Living, Active Learning

แนวคิดการออกแบบที่สำคัญอีกข้อก็คือ Active Living and Learing ซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่สีเขียวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการนี้ เพราะความตั้งใจสร้าง Active Aging Society สังคมผู้สูงวัยให้ยังกระปรี้กระเปร่า

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Landscape ในพื้นที่ จากปกติโครงการที่อยู่อาศัยถูกกำหนดให้มีสวนเพียง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่นี่กลับเลือกขยายไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด 

“เราอยากสร้างสวนให้ผู้สูงอายุจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความร่มรื่นหรือความสวยงาม แต่อยากเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน เราไปคุยกับผู้สูงอายุแล้วเขาบอกว่า อยากมีสวนไว้เดิน ไว้นัดเจอเพื่อน หรือบางทีก็แก้เครียด พวกเขาควรได้ใช้งานพื้นที่สีเขียว อีกอย่าง เราไม่อยากให้คนอยู่แต่บ้าน เราจะสร้างความท้าทายให้พวกเขาขยับและมีกิจกรรมทำตลอด” คุณทิมโมตี้เล่าความตั้งใจในการสร้างสวนขนาดใหญ่กลางโครงการ 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิกอย่าง Shma Company Limited ซึ่งได้รับรางวัลการันตีจากหลายเวที ทำให้สวนแห่งนี้มีทางเดินยาวที่ปลอดภัยสำหรับออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ ส่งผลดีต่อการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงวัย เพราะทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น รวมถึงมีสวนหินบำบัด ช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ผู้สูงวัยรู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อเดินเท้าเปล่า 

นอกจากนี้ ยังสร้างให้ความกว้างของทางเดินใหญ่กว่าทางเดินปกติ (ประมาณ 1.5 – 2 เมตร) มากพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์เข็นผ่านสะดวก มีราวจับอย่างน้อย 1 ด้านตลอดเส้นทาง โดยออกแบบให้กลมกลืนไปกับตัวสวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดิน พร้อมจุดนั่งพักทุก ๆ 30 – 50 เมตร ที่สำคัญคือ มีกล้องวงจรปิดกระจายอยู่ทั่วทั้งสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ก็ย้ำความตั้งใจในการออกแบบเพื่อมวลชนอย่างที่บอกไปข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการเป็นโครงการที่พักอาศัยกึ่งโรงเรียน

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ไม่ว่าคุณจะอยากทำกิจกรรมอะไร แค่บอกมา ที่นี่ก็มีให้ ทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องเกม ห้องอเนกประสงค์ ศาลาสมาธิในสวนไม้ไผ่ สระออกกำลังกาย ฟิตเนส ไปจนถึงลานกิจกรรมกลางแจ้ง

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

“เราบอกแล้วว่าจะท้าทายคุณไปเรื่อย ๆ เราจะให้ลูกบ้านออกไป Jin Wellbeing Farm ฟาร์มผักออร์แกนิก เดินออกไปทะเลสาบด้านหลัง แล้วถ้าเราทำเลนจักรยานรอบ ๆ เสร็จในระยะถัดไป ก็จะให้คุณขี่ไปหรือจะเดินรอบหมู่บ้านได้ กิจกรรมเยอะมากจนคุณจะไม่ได้อยู่เฉย ๆ” 

เราพาเดินมายังด้านหลังโครงการเฟสแรก พบกับแปลงกระบะผักสวนครัวทดลอง ที่ทางโครงการอนุญาตให้ลูกบ้านแต่ละหลังจับจองพื้นที่เป็นของตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคลายเหงาให้ชาวสูงวัย 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คุณทิมโมตี้ยังเสริมอีกว่า ยังมีคลาสสอนทำอาหาร คลาสพาไปวิ่ง จนถึงพาไปเที่ยวทริปทำบุญต่างจังหวัดแบบที่วัยเกษียณชอบใจ โดยมีคุณหมอคอยตามไปดูแลด้วย เรียกได้ว่าใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันทุกส่วน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างครบองค์ในที่เดียว

ใส่ใจกันในทุกจุดขนาดนี้ ขนาดเราไม่ใช่คนสูงวัยยังอยากจับจองพื้นที่เอาไว้บ้าง เพราะทั้งร่มรื่นและน่าอยู่มากจริง ๆ

เตรียมตัวเกษียณ

ในอนาคต คุณทิมโมตี้บอกว่าพื้นที่ส่วนแรกด้านหน้าสุด พัฒนาเป็นโรงพยาบาลธนบุรี 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับการรักษาได้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป และคาดว่าในเฟสต่อไป จะขยายหมู่บ้านเพื่อชาวสูงวัยออกไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คนในวัยที่เริ่มนับถอยหลังอายุเข้าใกล้ 60 ปีหรือที่เกษียณแล้วก็ตาม เราคาดเดาเอาเองอย่างคนในวัยนี้ว่า หากแก่ตัวไป บ้านหลังใหญ่แต่เงียบเหงาอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อาจเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ความต้องการให้เราแก่แล้วยังเก๋าอยู่ ได้เจอเพื่อนวัยเดียวกัน ยังได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ รวมทั้งยังดูแลสุขภาวะกายและใจให้แข็งแรงอยู่ได้มากกว่าหรือเปล่า

เราคงไม่กล้าตอบแทนใคร แต่เชื่อว่าความตั้งใจของโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ได้สร้างอีกทางเลือกที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยในไทย ให้กลายเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังได้ไม่มากก็น้อย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load