15 กรกฎาคม 2560
3 K

โดยอาชีพแล้ว หมู-อัญชลี ศรีไพศาล เป็นที่ปรึกษาให้กับไลฟ์สไตล์แบรนด์ เป็นอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์แฟชั่น เป็น Lifestyle Designer เป็นนักเขียนอิสระ

เธอเป็นคนเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่องที่อยากรู้

เพื่อความสนิทสนมเราขอเรียกเธอว่าครูพี่หมู

ก่อนจะไปฟังเรื่องงานอดิเรกแสนรักของเธอ เราอยากแนะนำเธอให้คุณรู้จักมากกว่านี้ และระหว่างนี้คุณจะอ่านไปด้วย เลือกกระดาษและสีริบบิ้นไปพร้อมกันด้วยก็ได้

หมู-อัญชลี ศรีไพศาล

หลังจากเรียนจบด้านแฟชั่นสไตลิสต์จาก Bunka Fashion College ประเทศญี่ปุ่น ครูพี่หมูทำงานในบริษัทค้าปลีกของญี่ปุ่นประจำประเทศไทยอยู่ถึง 13 ปี ก่อนทำงานกับโรงงานทอผ้า เขียนหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นมุมมองใหม่ๆ ในสมัยที่นักท่องเที่ยวชาวไทยยังไม่คุ้นเคยกับญี่ปุ่นมากนัก และทำอื่นๆ อีกมากมายตามที่เธอสนใจ

“ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่ข้อมูลเนื้อหาเยอะ เวลาเขามีเรื่องอะไรที่น่าสนใจ เขาจะไม่บอกแค่ข้อมูลนี้คืออะไร แต่จะบอกที่มาที่ไปเรื่องราวต่างๆ ตรงกับความสนใจที่คนชอบ ยิ่งเพิ่มนิสัยที่ว่าอยากรู้อะไรเราต้องรู้ให้จริง รู้ให้ลึก เราสนุกกับการทำข้อมูลมากๆ” และความชอบหาชอบค้นข้อมูล ครูพี่หมูทำงานเยอะจนออฟฟิศซินโดรมเรียกหา เริ่มจากปวดเมื่อย นานวันเข้าก็ส่งสัญญาณเป็นอาการเกร็งและเริ่มๆ ปวดหัว

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ครูพี่หมูเริ่มพบว่าตัวเองเป็นออฟฟิศซินโดรม โดยสาเหตุมาจากปัจจัยการใช้ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดรวมๆ กันที่เอื้อให้โรคออฟฟิศซินโดรมเข้ามาทักทาย หลังจากรับการกายภาพชุดใหญ่ไฟกะพริบจากหมอ เธอตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตทั้งหมด หากิจกรรมอื่นๆ ดึงความสนใจจากหน้าจอบ้าง

เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer

และเมื่อกลับสังเกตตัวเอง เธอพบว่าเธอเป็นคนชอบแพ็กเกจจิ้งมาตั้งแต่เด็ก ชอบให้ของขวัญโดยไม่เน้นมูลค่าของขวัญแต่แสดงความระลึกนึกถึงกันในโอกาสต่างๆ ชอบและสนุกกับการห่อของขวัญ จึงตัดสินใจเริ่มห่อของขวัญอย่างจริงจัง จริงจังขนาดที่ว่าหาข้อมูลคลาสเรียนห่อของขวัญที่ญี่ปุ่น จึงติดต่อขอเรียนหลักสูตรเร่งรัดเช้าจรดเย็นใน 1 สัปดาห์

“ที่ผ่านมาเราห่อแบบครูพักลักจำ ดูจากหนังสือ แต่เราอยากรู้พื้นฐานจริงๆ และเทคนิคของการห่อของขวัญ แล้วที่ญี่ปุ่นจริงจังกันมากนะ เขามีเป็นสมาคมเลย คนที่สอนตามสตูดิโอต่างๆ ต้องได้รับใบรับรองจากสมาคม” ครูพี่หมูเล่าให้ฟังถึงความตั้งใจก่อนเดินทางไปเรียนในช่วงปลายปี 2014

บทเรียนแรกสุดจากหลักสูตรห่อของขวัญแบบเร่งรัดนี้คือ วิธีการกรีดกระดาษ และบทเรียนพื้นฐานของการห่อของขวัญอื่นๆ ตั้งแต่การห่อแบบคาราเมล หรือการห่อกล่องของขวัญทั่วๆ ไป การห่อแบบเฉลียง หรือการห่อแบบห้างฯ ญี่ปุ่น แล้วยังมีการห่อที่ดัดแปลงจากพื้นฐานทั่วไปอีกมากมาย วิธีการวางของขวัญกับกระดาษ เทคนิคการจับกระดาษ ก่อนจะพับ จะกรีด หรือจับกลีบ หรือบางเรื่องเรารู้มาแล้วเพียงแต่ไม่รู้ที่มาที่ไป เรียนรู้วัฒนธรรมการ ‘ไฮ่’ ในโอกาสต่างๆ โดยจะเห็นจากหีบห่อกับทุกสิ่งของญี่ปุ่น นอกจากวันเกิดวันปีใหม่แบบทั่วไปแล้ว ยังมีวันครึ่งปี

เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer

“ความหมายที่ซ่อนในรายละเอียด โบที่ผูกซองเงินงานมงคลกับงานไม่มงคลก็ต่างกัน โบสำหรับงานศพจะเป็นเงื่อนตายหมายถึงไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก หรือสิ่งไหนที่อยากให้เกิดหลายๆ ครั้งอย่างงานมงคลก็จะใช้วิธีการผูกที่ทำให้แกะริ้บบิ้นง่ายและผูกซ้ำได้อีก” ครูพี่หมูเล่าตัวอย่างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญในวัฒนธรรมการให้ของญี่ปุ่น ว่าที่แม่บ้านญี่ปุ่นในฝันอย่างเราก็ได้แต่ตั้งใจฟังและจดแบบละเอียดยิบ

“หลังจากเรียนจบหลักสูตรพื้นฐานการห่อของขวัญกลับมา เราก็คิดว่าทำยังไงให้การห่อของขวัญของเราต่อเนื่อง จึงมาลงเอยด้วยการใช้ Instagram (@curiouspig) เป็นที่ส่งการบ้านของตัวเอง บังคับให้ตัวเองห่อของ ท้าทายตัวเองด้วยโจทย์ใหม่ๆ หาวิธีการใหม่แบบใหม่ๆ จากพื้นฐานที่เรียนมา

“ถ้าดูในสมุดส่งการบ้านของเราจะเห็นว่ามันไม่มีแต่สี่เหลี่ยมธรรมดาอย่างเดียวแต่ผสมกับทักษะพื้นฐานและสิ่งรอบตัว หรือวัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่จำกัดเฉพาะกระดาษ มีผ้าชนิดต่างๆ หรือหากเป็นกระดาษก็ไม่จำเป็นว่าต้องติดกาวอาจจะเจาะรูร้อยด้ายเหมือนการเย็บ หรือการใช้คอนเซปต์เพิ่มความสนุกกับตัวเอง”

เอกลักษณ์ของการห่อของขวัญของครูพี่หมูคือ การใส่ตัวตนลงไปในงาน การไม่จำกัดตัวเองทั้งวัสดุและความคิด บางชิ้นงานใช้วิธีการผูกมัดกลัดติดอย่างขนมไทยและแทนที่จะใช้กระดาษสีเขียวแบบใบตอง เธอเลือกใช้กระดาษขาวดำวาดรูปใบไม้

เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer
เลือกกระดาษริบบิ้นสวยมาสนุกกับการ ห่อของขวัญ สไตล์ญี่ปุ่น เป็นงานอดิเรกกับ Lifestyle Designer

สิ่งที่ครูพี่หมูให้ความสำคัญเสมอคือเน้นการห่อที่แกะง่าย เช่นเดียวกับของขวัญที่เธอส่งมอบให้เราในตอนที่พูดคุยเรื่องนี้ ปมเชือกอย่างง่ายผูกคล้องเกี่ยวกันไว้สวยงามซึ่งหากมองเผินๆ จะดูคล้ายกับการผูกรัดเงื่อนตาย รวมไปถึงวิธีการพับกลัดกระดาษแทนการใช้กาวหรือเทปใส นอกจากนี้ งานของครูพี่หมูยังมีอารมณ์ขันซ่อนอยู่ในงานเสมอ

“การห่อแต่ละครั้ง หากเราคิดวางลำดับขั้นก่อนหลังไว้ล่วงหน้า พอห่อจริงมักไม่เป็นอย่างที่คิดนะ แต่พอด้นสดบางทีระหว่างนั้นเราจะพบวิธีใหม่ เป็นความรู้สึกที่สนุกมาก ลับคมความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา แอบคิดไว้เหมือนกันอยากให้สิ่งนี้เป็นงานอดิเรกของเราไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะอายุมากขึ้น”

สำหรับครูพี่หมู นอกจากการห่อของขวัญจะช่วยพาเธอออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว การห่อของขวัญให้อะไรกับครูพี่หมูบ้าง เราถาม

หมู-อัญชลี ศรีไพศาล

“ความสนุกกับการคิดใช้วัสดุอะไร วิธีการแบบไหน ให้ความสดชื่น เปิดมุมมอง ไม่จำกัดอยู่กับกรอบและรูปแบบเดิมๆ ได้คิดและต่อยอดอยู่ตลอด ซึ่งส่วนใหญ่วัสดุใช้จะเป็นของรอบตัวหรือเป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่ดัดแปลงได้ เช่น ที่เปิดกระป๋องน้ำอัดลมมาทำเป็นหัวเข็มขัดผูกกับริบบิ้นใช้ห่อของขวัญ คู่มือการต่อโต๊ะที่มากับกล่อง IKEA ใช้เป็นกระดาษห่อของขวัญ”

ไม่แปลกที่ส่วนมากคนจะเน้นมูลค่าของที่อยู่ด้านในกล่องของขวัญ เพราะสังคมอุดมความดีงามนี้ใครๆ ก็ยกย่องคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใน ทั้งที่เราก็รู้กันดีว่าเราต่างพึงใจจะเลือกหยิบบางสิ่งด้วยสิ่งห่อหุ้มภายนอก

แต่ก็ใช่ว่าความสนใจสิ่งห่อหุ้มจะเป็นเรื่องแค่เปลือกหรือผิวเสมอไป ลองมองให้ดี เหล่านี้แสดงให้เห็นคุณค่าต่อจิตใจที่เริ่มตั้งแต่ภายนอก หีบห่อที่สะท้อนความใส่ใจ หีบห่อที่สะท้อนความระลึกถึง

“แล้วของแบบไหนควรค่าแก่การหีบห่อ” เราถามเธอเป็นคำถามสุดท้าย แม้เดิมทีตั้งใจจะถามคำถามนี้เป็นคำถามแรก ครูพี่หมูยิ้มก่อนจะใช้เวลาคิดสักครู่

“ของทุกอย่าง อะไรก็ได้ ของที่พึงใจผู้รับ”

หมู-อัญชลี ศรีไพศาล

 ขอขอบคุณ : อัญชลี ศรีไพศาล

HOW TO: ออกแบบการห่อของขวัญ เพื่อแอบบอกความห่วงใย (จริงๆ นะ)

ของขวัญไม่ได้จำเป็นต้องราคาแพง และโอกาสของการให้ของก็ไม่จำเป็นต้องรอวันเกิด ปีใหม่ หรือครบรอบวันพิเศษ บางทีคิดถึงกันก็มองของให้กันก็ได้ หรือให้กำลังใจกันและกัน ครูพี่หมูมีตัวอย่างการห่อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เช่น ห่อช็อกโกแลตรสอร่อยแล้วแอบวางไว้บนโต๊ะหรือลิ้นชักเพื่อนที่ทำงานเพื่อให้กำลังใจ ไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษใด แค่มีกระดาษขนาด A4 อาจใช้กระดาษหน้านิตยสารที่ชอบ ที่เจาะกระดาษ เชือกหรือริบบิ้น และกิ๊บดำติดผม

1. เริ่มจากพับกระดาษครึ่งเป็นสี่ส่วนให้พอมีรอย จากนั้นกางออกแล้วพับเป็นสามเหลี่ยมเพื่อทำรอย ก่อนที่จะพับรอยสามเหลี่ยมนั้นกลัดเข้าช่องใดช่องหนึ่งเพื่อล็อกให้กระดาษอยู่ทรงเป็นซองใส่ของ เหมือนกระเป๋าใส่เหรียญสตางค์

2. ใช้ที่เจาะกระดาษเจาะรูรอบส่วนที่ยังไม่ติดกัน เดินเส้นเป็นรูปตัว L แล้วร้อยเชือกเข้ากับกิ๊บดำใช้แทนเข็มและด้ายเพื่อเย็บห่อซองของขวัญ ก่อนจะเว้นที่เพื่อใส่ช็อกโกแลตหรือของขวัญอื่นๆ ลงไปในซอง จากนั้นเย็บปิดปากซอง ผูกปมไว้อย่างหลวม เป็นอันเรียบร้อย

3. สามารถปรับขนาดกระดาษ เลือกระยะห่างระหว่างรูร้อยเชือกหรือวัสดุที่ใช้ตามสะดวก และหากใครอยากสนุกขึ้น ลองหาที่กลิ้งสำหรับตัดเสื้อมากลิ้งสร้างรอยปรุบริเวณริมกระดาษเพื่อให้ผู้รับพร้อมฉีกซอง เติมใจ ใส่น้ำร้อน

Blog: curiouspig.net
Instagram: @curiouspig

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

23 กรกฎาคม 2565
4 K

โยเกิร์ต ของหมักดองหลอกตาว่าน่าจะทำยาก แต่เรื่องจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเพียงแค่มีนมและเชื้อจุลินทรีย์ (ที่มีอยู่ในวัตถุดิบติดครัวทุกบ้าน) ใคร ๆ ก็ทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้านได้แล้ว ปลอดภัยหายห่วงจากนมผง โปรตีนผง สารคงตัว สารทำให้ข้น และอีกสารพัดสารที่ไม่จำเป็น แถมด้วยน้ำตาลและความหวานในระดับที่เลือกเองไม่ได้

เพราะบางครั้งบางคราว เราก็อาจอยากหลีกเลี่ยงนมวัวให้ท้องได้พักบ้าง แต่การหาโยเกิร์ตจากน้ำนมพืชไม่ใช่เรื่องง่าย และนั่นยิ่งทำให้เราเข้าใจผิดไปได้ว่า โยเกิร์ตจากนมพืชทำยากกว่านมวัว

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

วันนี้เราเลยจะมาทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ด้วยวัตถุดิบเพียง 2 อย่าง คือ น้ำเต้าหู้และพริกเขียว ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก เพราะพริกเขียวคือแหล่งของจุลินทรีย์ที่ช่วยให้น้ำเต้าหู้กลายร่างเป็นโยเกิร์ตได้นั่นเอง

ถามว่าทำไมจุลินทรีย์ตัวจิ๋วถึงทำได้ ก็เพราะจุลินทรีย์จะกินอาหารในน้ำเต้าหู้ แล้วปล่อยกรดออกมา ซึ่งจะทำให้โปรตีนในน้ำเต้าหู้ตกตะกอน รวมตัวกันเป็นเนื้อโยเกิร์ต ถ้าไม่ใช้จุลินทรีย์แต่ใช้อย่างอื่นที่มีความเป็นกรดแทนก็ได้เหมือนกัน จะใช้ไซเดอร์หรือน้ำมะนาวแทนก็ได้ น้ำเต้าหู้ก็จะตกตะกอนรวมตัวกันอยู่ดี แต่จะไม่ได้จุลินทรีย์ที่มีชีวิตไปช่วยเสริมสร้างสุขภาพของลำไส้เรา

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

วัตถุดิบ

  1. น้ำเต้าหู้ 1 ถุง
  2. พริกเขียว 3 – 4 เม็ด
  3. เครื่องเคียงตามชอบ

วิธีทำ

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

1. ไปตลาด ซื้อน้ำเต้าหู้และพริกเขียวจากร้านที่ชอบ

แนะนำว่าให้ซื้อน้ำเต้าหู้สดจากตลาด แบบที่ทำจากแค่ถั่วเหลืองและน้ำ ถ้าซื้อน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองบรรจุกล่อง อาจเจอสารอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น อย่าลืมแวะซื้อพริกเขียวก่อนกลับ ถ้าหาแบบมีก้านติดมาด้วยได้ยิ่งดี

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

2. กลับบ้านมาหาถ้วยที่ชอบ นำไปลวกน้ำเดือด เพื่อฆ่าจุลินทรีย์นิสัยไม่ดีที่อาจติดอยู่บนถ้วย

ถามว่าข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ไหม คำตอบคือได้ แต่มีโอกาสที่จุลินทรีย์บนถ้วยจะมาก่อกวนโยเกิร์ตให้มีเชื้อรา ทำให้อายุการเก็บสั้นลง

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

3. ตั้งเตาอุ่นน้ำเต้าหู้ คอยคนไปเรื่อย ๆ

ยิ่งอุ่นนาน น้ำก็ยิ่งระเหยออก เราก็จะได้น้ำเต้าหู้ที่เข้มข้นขึ้น ในขณะเดียวกันโยเกิร์ตก็เข้มข้นขึ้นด้วย

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

4. ปิดเตา แล้วเช็กอุณหภูมิกันอีกที

ถ้าร้อนไป จุลินทรีย์ก็จะเสียชีวิตหมด ถามว่าอุณหภูมิแค่ไหนถึงจะดี ให้เอานิ้วชี้จุ่มลงไปในน้ำเต้าหู้ แช่ค้างไว้ นับ 1 ถึง 8 ถ้าทนไม่ไหวให้ดึงมือออกมาก่อน แปลว่าน้ำเต้าหู้ร้อนเกินไป รอให้เย็นลงแล้วทดลองใหม่ ควรนับ 1 ถึง 8 ให้ได้แล้วยังรู้สึกอุ่น ๆ อยู่

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว
สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

5. เทน้ำเต้าหู้ลงในถ้วยที่ลวกไว้ แกะก้านพริกเขียวออก ใช้มีดบากตรงกลางขั้วโดยไม่ต้องลึกมาก แล้วหย่อนพริกเขียวพร้อมก้านลงในถ้วย

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว
วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

6. ปิดฝานำไปวางในที่อุ่น ๆ มืด ๆ ได้จะดี เช่น ในเตาอบ (แต่ไม่ต้องเปิดเตานะ)

จากนั้นก็รอเวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของแต่ละบ้าน ยิ่งอุณหภูมิอุ่น น้ำเต้าหู้ก็จะยิ่งกลายเป็นโยเกิร์ตไวขึ้น

7. เมื่อน้ำเต้าหู้รวมตัวเป็นโยเกิร์ต จนมีลักษณะคล้ายเต้าฮวยก็เป็นอันใช้ได้

ถ้าทิ้งไว้นานจะยิ่งเปรี้ยว เพราะจุลินทรีย์จะขยันทำงานปล่อยกรดออกมาเพิ่มเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่ทานทันทีควรรีบหยิบพริกเขียวออกแล้วแช่ตู้เย็น เพราะความเย็นจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานช้าลง ปล่อยกรดออกมาน้อยลง โยเกิร์ตของเราจึงไม่เปรี้ยวปรี๊ดจนเกินไป

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

8. เมื่อพร้อมทาน ก็ตักโยเกิร์ตมาทานกับเครื่องเคียงต่าง ๆ และเพิ่มความหวานได้ตามใจชอบ

ก่อนกินหมด แนะนำให้แบ่งโยเกิร์ตขึ้นมาประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ เก็บใส่กระปุกไว้ ทำครั้งหน้าก็ใช้เป็นหัวเชื้อแทนพริกเขียวได้เลย เพราะโยเกิร์ตที่ทำมีน้องจุลินทรีย์อาศัยอยู่พร้อมแล้ว และรสชาติของรอบถัด ๆ ไปก็จะละมุนขึ้นด้วย

9. ถ้าใครชอบโยเกิร์ตเนื้อครีมข้นแบบ Greek Yogurt ให้เอาโยเกิร์ตที่ได้ใส่ผ้าขาวบาง แล้ววางลงบนตะแกรงหรือถ้วยที่มีรู เพื่อกรองเอาของเหลวออก

การค่อย ๆ กรองแบบนี้คือการทำ Greek Yogurt แบบฉบับดั้งเดิม แต่เพราะการกรองเอาของเหลวออก นอกจากใช้เวลาเพิ่มขึ้น ปริมาณยังหายไปเยอะมาก ยุคสมัยนี้หลายแบรนด์จึงใช้วิธีเติมสารคงตัว โปรตีนผง เข้าไปเพื่อลดต้นทุน แต่ยังได้เนื้อโยเกิร์ตที่ข้นและจับมาเรียกว่า Greek Style Yogurt ดังนั้น ถ้าอยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเหล่านี้ เราก็ทำเองได้ หรือพลิกดูฉลาก ดูส่วนผสมก่อนซื้อจะดีกว่า

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

10. กรองโยเกิร์ตจนกว่าจะได้เนื้อกรีกโยเกิร์ตในระดับความข้นที่พอใจ พอถึงจุดนั้นแล้วก็แกะออกมาจากผ้า ใช้ตะกร้อมือตีให้เนื้อเนียน แล้วทานกับเครื่องเคียงที่ชอบ

ในที่นี้เลือกใช้งาดำบดผสมน้ำผึ้งมาเป็นพระเอกของรสชาติ เพราะโยเกิร์ตที่ทำจากนมวัวจะมีความมันของนม แต่น้ำเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีไขมันน้อยกว่าในนมมาก รสชาติจะเบา ๆ เราจึงขอเลือกงาดำที่หอมมันมาช่วยทดแทนส่วนที่ขาดไป และเพิ่มเติมความหอมอีกนิดด้วยคินาโกะ ผงถั่วเหลืองญี่ปุ่นตบท้าย

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว
วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

Writer

วรรณวลี ตันติ์สันติสุข

นักบัญชีผู้แสวงหาชีวิตจนสุดท้ายผันตัวไปเป็นนักศึกษาด้านอาหารที่อิตาลี และมี IG : jp.wanwalee ไว้คอยบอกเล่าเรื่องราวที่ไปเรียนมาผ่านรูปวาดผสมรูปถ่าย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load