The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ทุกวันนี้​ความเท่าเทียมของชายจริงหญิงแท้และเพศทางเลือก​กำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าทั้งในสภาหรือมิติสังคมโลก และฉันอยากใช้พื้นที่คอลัมน์นี้เล่าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในอีกมุมหนึ่ง ที่ฉันสัมผัสได้ว่า เรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

มันคือความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงของกลุ่มชาวม้ง 

คุณรัศมี ทอศิริชูชัย คือเลขานุการและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘โครงการพาลูกสาวกลับบ้าน’ หรือ Koom Haum PojNiam HmoobThaib ร่วมกับเพื่อนสมาชิกหลายสิบคนทั่วประเทศในนามเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และได้รับรางวัลการันตีอย่างเป็นรูปธรรมจากหลายหน่วยงาน อีกทั้งผลสัมฤทธิ์ของโครงการ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชาวม้งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในกลุ่มชาวม้งด้วยกันอย่างแท้จริง

คุณรัศมี ทอศิริชูชัย คือเลขานุการและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘โครงการพาลูกสาวกลับบ้าน’ หรือ Koom Haum PojNiam HmoobThaib

เรื่องราวต่อไปนี้อาจดราม่าและเข้มข้นเหมือน (หรือยิ่งกว่า) ละครหลังข่าว แต่เชื่อฉันเถอะ มันคือความจริงที่มิติสังคมเล็กๆ กำลังเผชิญอยู่ เพราะปัญหาทั้งหมดที่คุณรัศมีกำลังจะเล่าให้ฟัง กลับดีขึ้นเพียงเพราะการปรับทัศนคติ การทำความเข้าใจ เปิดใจรับฟัง

และยอมลดทิฐิการยึดถือค่านิยมหรือประเพณี เพื่อเข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

01

ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

ชาวม้ง หรือชาวเขาเผ่าม้งตามการเรียกของทางราชการ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายอยู่ทางภาคเหนือเป็นส่วนมาก ถิ่นอาศัยเดิมคือพื้นที่สูงบนภูเขา จึงได้ชื่อว่าชาวเขา

ชาวม้งดั้งเดิมคือชาวจีนที่อพยพจากประเทศจีนสู่ประเทศลาว และเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2387 ชาวม้งจึงซึมซับวัฒนธรรม ค่านิยมส่วนมาก ของชาวจีนและยึดถือกันมา คุณรัศมีที่เป็นชาวม้งโดยกำเนิด จึงได้รับอิทธิพลทางความคิดดังกล่าวจากทั้งพ่อ แม่ และตระกูลแซ่ของเธอ 

หนึ่งในนั้นคือ การปฏิบัติตนต่อผู้หญิงของชาวม้ง ที่ต่างจากเด็กชายโดยสิ้นเชิง

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

“เราถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่เด็กๆ เลยว่าต้องขยันนะ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ต้องตื่นแต่เช้ามาหุงข้าว ทำกับข้าว หรือสมัยก่อนที่ยังอยู่บนดอยก็ต้องไปตักน้ำในลำห้วย หรือต้องไปเลี้ยงสัตว์ ไปเอาหญ้าให้หมู ให้ม้ากิน ไปเอาอาหารให้ไก่ หรืองานบ้านทั้งกวาดบ้าน ถูกบ้าน ซักผ้า เป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งหมดเลย” คุณรัศมีเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเธอ

การเห็นความสำคัญของผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายในหลายมิติ ทั้งการให้การศึกษาที่ผู้ชายมักมีโอกาสที่ดีกว่าในการเรียนหนังสือในโรงเรียน หรือการเรียงลำดับความสำคัญของพ่อแม่ที่ให้ลูกชายก่อนเป็นอันดับหนึ่ง คือเรื่องที่คุณรัศมีรับรู้และต้องยอมรับสภาพและชะตากรรมของตนมาตลอด

ฉันถามคุณรัศมีว่า เธอเคยตั้งคำถามถึงการเป็นชาวม้งหญิงที่ได้รับความเท่าเทียมหรือโอกาสน้อยกว่าผู้ชายหรือไม่ เธอตอบฉันว่า

“ไม่คิดเลย เพราะโตมาเราก็รู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง เราต้องทำงานบ้าน แต่ถ้าน้องไม่ทำแล้วเราไปพูดกับคุณพ่อ คุณแม่ ก็จะทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง แต่เราไม่เคยเรียกร้องสิทธิ์นะ ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเราเรียกร้องได้”

ยิ่งมองออกจากบ้านมาสู่ตัวตนในระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน ผู้หญิงม้งแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในสังคม

“ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ยังด้อยกว่าผู้ชาย ยังแบ่งเป็นชนชั้นกันอย่างนี้ เพราะเราจะเห็นว่าผู้หญิงแทบไม่มีบทบาทอะไรในกิจกรรมของชุมชนหรือหมู่บ้าน การประชุมงานอะไรก็จะมีแต่ผู้ชายในที่ประชุม ผู้หญิงจะได้แต่แอบมอง นั่งฟังห่างๆ ตอนนี้มีผู้หญิงนั่งประชุมแล้ว แต่ก็มีน้อยมาก มีบางพื้นที่ผู้หญิงได้ทำงานใน อบต. ชุมชนแล้ว หรือมีบางพื้นที่ผู้หญิงเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็จะมีแค่คนเดียว เพราะผู้หญิงส่วนมากจะถูกสามีเบรก บอกว่าให้อยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำงาน”

นั่นอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ของปัญหาความเท่าเทียมของสตรีในกลุ่มชาวม้ง

แต่ปัญหามันใหญ่และขยายวงกว้างกว่านั้น

02

ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย

คุณรัศมีเติบโตขึ้นถึงช่วงวัยหนึ่งที่ต้องแต่งงาน จึงได้เรียนรู้ความจริงในการมีตัวตนของหญิงชาวม้งอีกหนึ่งประการผ่านพิธีแต่งงาน หลังจากชายหญิงเกี่ยวข้องและมีสัมพันธ์กันจนตัดสินใจลงหลักปักฐานเพื่อมีชีวิตคู่ จึงถึงเวลาที่คนทั้งคู่จะเข้าพิธีแต่งงานกัน 

หากแต่ความจริงนั้นกลับเจ็บปวดอย่างเหลือทน เพราะการแต่งงานในภาษาม้งคือคำว่า “ซื้อเมีย”

“ในภาษาม้ง คำว่า ‘หยัว’ แปลว่าซื้อ ถ้าบอกว่าเราจะซื้อหมู ซื้อไก่ ก็คือหยัวหมู หยัวไก่ เวลาเด็กตัวเล็กๆ เขาคุยกันเขาก็จะแปลทับศัพท์เลยว่า ‘เดี๋ยวโตขึ้นผมจะไปซื้อเมีย’ (หัวเราะ)”

ถึงแม้จะเป็นการพูดเล่นๆ ของเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง แต่ฟังผ่านๆ แล้วอาจดูเจ็บปวดเหลือเกิน

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

การขอแต่งงานของชาวม้งหลักๆ มี 3 รูปแบบใหญ่ๆ ประกอบด้วย หนึ่ง พิธีกางร่มไปรับหญิงสาวในบ้าน ซึ่งเป็นพิธีที่ให้เกียรติกับผู้หญิงมากที่สุด สอง การหนีตามไปอยู่ด้วยกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ฝ่ายชายจึงให้เถ้าแก่มาสู่ขอ พร้อมแจ้งพ่อแม่ของฝ่ายหญิงว่าจะขอลูกสาวไปอยู่ด้วย และสุดท้ายคือ การแต่งแม่ม่ายหรือแม่หย่า

หลังจากตกลงปลงใจว่าจะใช้ชีวิตคู่กันอย่างถูกต้องตามกฎหมายและค่านิยมประเพณี ครอบครัวฝ่ายหญิงจึงจะเรียกค่าสินสอด ส่วนฝ่ายชายก็จะมีหน้าที่จ่ายค่าสินสอดที่ประมาณ 4 – 8 หมื่นบาท บางพื้นที่อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีส่งตัวเจ้าสาว หรือพิธีผู่ในภาษาม้ง 

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

การส่งตัวเจ้าสาวจะมีไก่ตัวหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แบ่งแยกชีวิตของแม่กับลูกสาวออกจากกัน ผู้ทำพิธีจะนำไก่มาวนรอบๆ ตัวเจ้าสาว จึงแบ่งไก่เป็น 2 ส่วน ให้แม่ 1 ส่วน ลูกสาว 1 ส่วน จึงส่งตัวเจ้าสาวออกจากประตู โดยห้ามให้เจ้าสาวมองกลับมาในบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสองแม่ลูกจะอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันไม่ได้ 

ต่อมาเจ้าสาวจึงเดินทางไปยังบ้านเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจึงจะแจ้งผีบรรพบุรุษของบ้านว่า เขาได้รับสมาชิกใหม่เข้ามาในบ้าน ดังนั้น ขวัญและวิญญาณที่ติดตัวเจ้าสาวจะอยู่ในบ้านของเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจึงนำไก่ครึ่งซีกที่เตรียมไว้มาวนรอบตัวเจ้าสาว เป็นการแสดงให้เห็นว่าผีบ้านผีเรือนได้รับลูกสะใภ้เข้าบ้าน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีจึงเลี้ยงฉลองโดยการทานอาหารร่วมกัน 

03

กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง

อาจดูเป็นวันชื่นคืนสุขที่บ่าวสาวได้ใช้ชีวิตร่วมกัน หลังผ่านพิธีกรรมความเชื่อของชาวม้ง 

บางคราวชีวิตคู่ย่อมมีจุดสะดุดหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่การสะดุดของความสัมพันธ์อาจลงเอยด้วยการสูญเสีย แยกทาง หรือเลวร้ายที่สุดคือการหย่าร้าง เมื่อชีวิตคู่ต้องขาดสะบั้น อดีตเจ้าสาวจะต้องกลายเป็นหญิงผู้ปราศจากเจ้าของ

“การเป็นผู้หญิงม้ง เราเติบโตมา ผู้ปกครองเราคือพ่อ พอเราแต่งงาน ผู้ปกครองเราคือสามี หรือแซ่ตระกูลของสามี อย่างแซ่เราคือแซ่ย่าง เราแต่งงานแล้วเรากลายเป็นแซ่ท้าว ถ้าเกิดว่าเราหย่ากัน ต้องย้อนกลับไปว่าแซ่ย่างตัดขาดเราแล้ว ตอนที่เราออกจากบ้านต้องย้ายทะเบียนบ้านด้วย แล้วไปอยู่อาศัยกับแซ่ของสามี เราก็ไปอยู่กับแซ่ท้าว

“ทีนี้ถ้าเราเลิกกับสามี เราถูกตัดขาดจากสามีแซ่ท้าวอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะไม่มีพื้นที่ให้อยู่อีกแล้ว เพราะเราต้องย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่บ้านกำนัน และเรากลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ได้นะ ไม่มีพื้นที่ทางสังคมที่แท้จริง ยิ่งเรากลับมาอาศัยบ้านเดิม เราจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในบ้านตอนทำพิธีกรรม เพราะเราออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว ผีบรรพบุรุษตัดเราออกไปแล้วตอนเราแต่งงาน” คุณรัศมีเล่า

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

นอกจากบ้านที่กลับไม่ได้ หญิงม้งที่ผ่านการสูญเสียสามี การหย่าร้าง หรือข่มขืนจนตั้งครรภ์ ยังประสบปัญหาการถูกแปะป้ายจากสังคม จนกลายเป็นความไม่ยุติธรรมที่เธอถูกตัดสินจากกรอบวัฒนธรรมและค่านิยมของคนในพื้นที่

“ผู้หญิงม้งเกิดมาก็จะเจอปัญหาแบบนี้ เมื่อเรื่องมันแดงออกมาคนในหมู่บ้าน ในพื้นที่ ก็จะคอยด่าว่า พ่อแม่มันไม่สั่งสอน”

“ไม่สั่งสอนอะไร” ฉันสงสัย

“ไม่สั่งสอนให้เป็นคนอดทนไง ถึงทนอยู่กับสามีไม่ได้ ถึงต้องเลิกกัน ยิ่งเวลาออกไปไหนมาไหน ชาวบ้านก็จะชี้ว่า เห็นมั้ย อย่าเป็นเหมือนคนนี้นะ มันอยู่กับผัวไม่ได้ถึงกลับมาอยู่กับพ่อแม่ อย่าทำแบบผู้หญิงคนนี้นะ บางทีมีหนุ่มๆ จากต่างหมู่บ้านมาเที่ยว เวลากลุ่มผู้ชายคุยกันเรื่องผู้หญิงก็จะบอกว่า บ้านนี้มีสาวคนหนึ่งเพิ่งหย่าผัวมา สถานะของเราจะกลายเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“ถึงจะหย่าแต่พ่อแม่รักเรามาก จึงให้เรากลับมาอยู่บ้านด้วย แต่ญาติพี่น้องในตระกูลแซ่ก็จะไม่ยอมรับเรา เพราะมีความเชื่อว่าถ้าคุณรับลูกสาวคุณกลับเข้าบ้านจะเกิดภัยพิบัติ อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ คุณต้องรับผิดชอบกันเอง เพราะผู้หญิงคนนี้ออกจากบ้านไปแล้ว ผีบ้านผีเรือนไม่รับแล้ว แต่คุณให้กลับเข้ามาที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เขาจะนำสิ่งชั่วร้ายกลับมาสู่ตระกูลของเรา ฉะนั้น พ่อแม่จึงต้องเลือกเอาระหว่างลูกสาวกับตระกูลแซ่ ก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ” คุณรัศมีตอบคำถามของฉัน

04

เพื่อนหญิง พลังหญิง

จุดเริ่มต้นของโครงการพาลูกสาวกลับบ้าน เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2547 นับแต่การก่อตั้งเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย

ไฟแห่งการเริ่มต้นโครงการถูกจุดขึ้นระหว่างบทสนทนาระหว่างกลุ่มหญิงชาวม้งในเครือข่ายฯ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้า ความทุกข์ระทมที่เธอคนถูกในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันตัดสิน ทั้งอคติ หรือค่านิยมประเพณีอันฝังรากลึกจนยากจะเปลี่ยน

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

“เราเจอกันก็ทุกปีเพื่อพูดคุยเรื่องงานในสมาคมฯ ก็มานั่งร้องไห้กันทุกวัน กลุ่มนี้ร้องไห้เสร็จปีหน้าก็มีกลุ่มใหม่ๆ เข้ามา ทุกคนก็จะพูดถึงเรื่องเดิมๆ เรื่องนี้หาทางออกไม่เจอ มันตันไปหมดเลย พวกคณะกรรมการ พวกพี่มาคิดกันว่า ถ้าเรามัวแต่นั่งร้องไห้กันแบบนี้มันก็จะเกิดแต่ความทุกข์กันมากมายเหลือเกิน เราจะทำยังไงอะ ประกอบกับ สสส. เขาให้การสนับสนุนพอดี พร้อมกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านมาชวนไปทำงานวิจัย”

คุณรัศมีและสมาชิกในสมาคมจึงเริ่มทำงานวิจัยที่หมู่บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแย่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ดร.ประสิทธิ์ ลีประชา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ. ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

งานวิจัยดังกล่าวคือเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่เชิงลึก ทั้งการสัมภาษณ์และพูดคุยกับชาวบ้านในประเด็นต่างๆ จนสรุปประเด็นปัญหาที่หญิงม้งในพื้นที่พบเจอได้อยู่ 20 ประเด็น ในเวลาการทำวิจัยกว่า 9 เดือน แต่เครือข่ายฯ เลือกแก้ไขปัญหาที่เล็งเห็นว่าเร่งด่วนจริงๆ 3 ประเด็นคือ หนึ่ง ปัญหาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจากการถูกข่มขืน จนส่งผลให้หญิงเหล่านั้นใช้ชีวิตหรือทำพิธีกรรมใดๆ ในพื้นที่บ้านไม่ได้ “พี่กลับมาอยู่กับพ่อแม่พี่ เวลาคลอดลูกก็ต้องคลอดลูกนอกบ้าน เวลาป่วย ตาย ก็ต้องอยู่นอกบ้าน” 

สอง ปัญหาการหย่าร้างเนื่องจากสามีมีบ้านเล็กบ้านน้อย จนภรรยาต้องกลับมาอาศัยที่บ้านและไม่ได้รับการยอมรับตามค่านิยมหรือประเพณี และสุดท้าย การที่ครอบครัวไม่มีลูกชายทำให้สมาชิกทั้งหมดต้องเสียชีวิตนอกตัวบ้าน ทำให้การจัดการพิธีศพยากลำบากขึ้น เนื่องจากไม่มีลูกชายช่วยจัดการศพตามธรรมเนียมม้ง

เดิมทีเครือข่ายฯ แก้ได้เพียงปัญหาข้อที่สอง จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเธอก็พบวิธีจากการล้อมวงคุย ที่จัดการปัญหาทั้งหมดได้อย่างอยู่หมัด

“ระหว่างที่เราคุยกัน มีลุงคนหนึ่งในวงสนทนาบอกว่า จริงๆ แล้วเขาเคยรับผู้หญิงที่ไปแต่งงานแล้วกลับมา ทุกวันนี้เราไม่เคยรู้ว่ามันทำได้ แต่ลุงบอกว่า มันทำได้สิ เพราะบรรพบุรุษเราปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด ลูกสาวเป็นลูกที่พ่อแม่รักมากนะ แม้ว่าเวลาแต่งงานไป เขาก้าวเท้าออกประตูบ้านแล้ว ถูกพ่อแม่ตัดขาด แต่พอเขากลับมา เราก็ทำพิธีกรรมเช่นเดียวกับตอนที่เราให้ออกจากบ้านไป ลูกสาวเข้ามาเราก็ต้องทำพิธีเช่นเดียวกัน”

พิธีกรรมดังกล่าวคือพิธีผู่ ซึ่งปฏิบัติดังเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติเมื่อลูกสาวจะออกจากบ้านไปแต่งงานกับสามี มีวิธีการคือ หลังจากหย่าร้างตามกฎหมาย เมื่อลูกสาวกลับมาที่บ้านของตน พ่อแม่จะนำไก่ 1 ตัวมาวนๆ รอบตัวลูกสาว แล้วทำพิธีแจ้งผีบ้านผีเรือนว่า ลูกสาวกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว เพื่อขอให้ผีปู่ย่าคุ้มครอง จากนั้นจึงทานอาหารร่วมกัน 1 มื้อ ก่อนทำพิธีสู่ขวัญลูกเพื่อต้อนรับกลับบ้าน อาจเป็นการผูกข้อมือหรือพิธีอื่นๆ ตามสะดวก

 หลังจากคุณรัศมีทราบว่าเครือข่ายฯ พาลูกสาวกลับบ้านได้จริง จึงเริ่มทดลองกับครอบครัวกลุ่มตัวอย่าง 3 ครอบครัว เริ่มจากการปรับทัศนคติและทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดของกระบวนการทั้งหมด จนเมื่อสมาชิกเริ่มเปิดใจจึงทำพิธีผู่ได้สำเร็จ

05

เข้าใจถึงคุณค่าในตัวผู้หญิง

กุญแจสำคัญของโครงการพาลูกสาวกลับบ้านคือ การปรับทัศนคติของชาวม้งให้เข้าใจถึงคุณค่าของความเป็นผู้หญิง ซึ่งขัดกับค่านิยมเดิมที่มีมาแต่ช้านาน คุณรัศมีเล่าว่า ในช่วงแรกของโครงการ เครือข่ายฯ ถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านในหลายภาคส่วน

“ครั้งแรกที่เราเข้าไปในชุมชน พอคณะกรรมการผู้ใหญ่บ้านอ่านหนังสือเราปั๊บ เขาบอกว่า คุณต้องตัดคำว่า ‘การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง’ ‘ผู้หญิงเป็นคนชายขอบ’ หรือคำอื่นๆ ออกไป อะไรที่เขารู้สึกไม่พอใจ เขาให้เราตัดออกหมดเลย จนเขาบอกเราว่า ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า”

ยิ่งโครงการฯ ถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง รวมทั้งกลุ่มผู้ชายม้งที่ทำแฟนเพจขึ้นมาต่อต้าน การต่อต้านเหล่านั้นอาจทำให้เครือข่ายฯ ทำงานยากขึ้น แต่ด้วยบทพิสูจน์ที่มีลูกสาวกว่า 50 ครัวเรือนได้กลับบ้าน อีกทั้งรางวัลซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ในการทำงาน ทั้งโครงการที่ทำประโยชน์และสร้างสรรค์สังคมแก่ชาวม้งโดยเยาวชนม้งรุ่นใหม่ และรางวัลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระแสการต่อต้านจึงค่อยๆ เบาบางลงไปในที่สุด

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

เป้าหมายต่อไปของเครือข่ายฯ ที่จะผลักดันคือ การเสริมสร้างพลังและต่อยอดประเด็นความเท่าเทียมให้หญิงชาวม้งมากขึ้น

“เราเห็นแล้วว่าเราเข้าไปในชุมชน คนที่ต่อต้านเรามากที่สุดคือผู้หญิง สิ่งที่เราทำคือ เราจะทำยังไงให้เสริมพลังผู้หญิง ถ้าคุณไม่ให้ความสำคัญผู้หญิง วันนี้คุณจะไม่มีพวกเราที่จะมายืนตรงนี้นะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนนะ เรากลับไปอยู่บ้านอย่างเดิม ถ้าเริ่มจากลูกอาจจะสายเกินไป ฉะนั้น ควรที่จะเริ่มจากพ่อแม่ มันอาจจะยุติปัญหา ณ วันนี้ อย่างน้อยที่สุด ลูกเราอาจจะเป็นเจเนอเรชันใหม่ที่มีความเท่าเทียมกัน ไม่รู้ผิดหรือถูก แต่สิ่งที่เราทำได้ พูดแล้วเขาฟังก็คือ เราอาจจะต้องไปเริ่มต้นที่ผู้หญิงอย่างเราๆ นี่แหละ” คุณรัศมีกล่าวส่งท้าย

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load