The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ทุกวันนี้​ความเท่าเทียมของชายจริงหญิงแท้และเพศทางเลือก​กำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าทั้งในสภาหรือมิติสังคมโลก และฉันอยากใช้พื้นที่คอลัมน์นี้เล่าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในอีกมุมหนึ่ง ที่ฉันสัมผัสได้ว่า เรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

มันคือความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงของกลุ่มชาวม้ง 

คุณรัศมี ทอศิริชูชัย คือเลขานุการและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘โครงการพาลูกสาวกลับบ้าน’ หรือ Koom Haum PojNiam HmoobThaib ร่วมกับเพื่อนสมาชิกหลายสิบคนทั่วประเทศในนามเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และได้รับรางวัลการันตีอย่างเป็นรูปธรรมจากหลายหน่วยงาน อีกทั้งผลสัมฤทธิ์ของโครงการ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชาวม้งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในกลุ่มชาวม้งด้วยกันอย่างแท้จริง

คุณรัศมี ทอศิริชูชัย คือเลขานุการและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘โครงการพาลูกสาวกลับบ้าน’ หรือ Koom Haum PojNiam HmoobThaib

เรื่องราวต่อไปนี้อาจดราม่าและเข้มข้นเหมือน (หรือยิ่งกว่า) ละครหลังข่าว แต่เชื่อฉันเถอะ มันคือความจริงที่มิติสังคมเล็กๆ กำลังเผชิญอยู่ เพราะปัญหาทั้งหมดที่คุณรัศมีกำลังจะเล่าให้ฟัง กลับดีขึ้นเพียงเพราะการปรับทัศนคติ การทำความเข้าใจ เปิดใจรับฟัง

และยอมลดทิฐิการยึดถือค่านิยมหรือประเพณี เพื่อเข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

01

ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

ชาวม้ง หรือชาวเขาเผ่าม้งตามการเรียกของทางราชการ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายอยู่ทางภาคเหนือเป็นส่วนมาก ถิ่นอาศัยเดิมคือพื้นที่สูงบนภูเขา จึงได้ชื่อว่าชาวเขา

ชาวม้งดั้งเดิมคือชาวจีนที่อพยพจากประเทศจีนสู่ประเทศลาว และเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2387 ชาวม้งจึงซึมซับวัฒนธรรม ค่านิยมส่วนมาก ของชาวจีนและยึดถือกันมา คุณรัศมีที่เป็นชาวม้งโดยกำเนิด จึงได้รับอิทธิพลทางความคิดดังกล่าวจากทั้งพ่อ แม่ และตระกูลแซ่ของเธอ 

หนึ่งในนั้นคือ การปฏิบัติตนต่อผู้หญิงของชาวม้ง ที่ต่างจากเด็กชายโดยสิ้นเชิง

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

“เราถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่เด็กๆ เลยว่าต้องขยันนะ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ต้องตื่นแต่เช้ามาหุงข้าว ทำกับข้าว หรือสมัยก่อนที่ยังอยู่บนดอยก็ต้องไปตักน้ำในลำห้วย หรือต้องไปเลี้ยงสัตว์ ไปเอาหญ้าให้หมู ให้ม้ากิน ไปเอาอาหารให้ไก่ หรืองานบ้านทั้งกวาดบ้าน ถูกบ้าน ซักผ้า เป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งหมดเลย” คุณรัศมีเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเธอ

การเห็นความสำคัญของผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายในหลายมิติ ทั้งการให้การศึกษาที่ผู้ชายมักมีโอกาสที่ดีกว่าในการเรียนหนังสือในโรงเรียน หรือการเรียงลำดับความสำคัญของพ่อแม่ที่ให้ลูกชายก่อนเป็นอันดับหนึ่ง คือเรื่องที่คุณรัศมีรับรู้และต้องยอมรับสภาพและชะตากรรมของตนมาตลอด

ฉันถามคุณรัศมีว่า เธอเคยตั้งคำถามถึงการเป็นชาวม้งหญิงที่ได้รับความเท่าเทียมหรือโอกาสน้อยกว่าผู้ชายหรือไม่ เธอตอบฉันว่า

“ไม่คิดเลย เพราะโตมาเราก็รู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง เราต้องทำงานบ้าน แต่ถ้าน้องไม่ทำแล้วเราไปพูดกับคุณพ่อ คุณแม่ ก็จะทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง แต่เราไม่เคยเรียกร้องสิทธิ์นะ ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเราเรียกร้องได้”

ยิ่งมองออกจากบ้านมาสู่ตัวตนในระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน ผู้หญิงม้งแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในสังคม

“ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ยังด้อยกว่าผู้ชาย ยังแบ่งเป็นชนชั้นกันอย่างนี้ เพราะเราจะเห็นว่าผู้หญิงแทบไม่มีบทบาทอะไรในกิจกรรมของชุมชนหรือหมู่บ้าน การประชุมงานอะไรก็จะมีแต่ผู้ชายในที่ประชุม ผู้หญิงจะได้แต่แอบมอง นั่งฟังห่างๆ ตอนนี้มีผู้หญิงนั่งประชุมแล้ว แต่ก็มีน้อยมาก มีบางพื้นที่ผู้หญิงได้ทำงานใน อบต. ชุมชนแล้ว หรือมีบางพื้นที่ผู้หญิงเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็จะมีแค่คนเดียว เพราะผู้หญิงส่วนมากจะถูกสามีเบรก บอกว่าให้อยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำงาน”

นั่นอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ของปัญหาความเท่าเทียมของสตรีในกลุ่มชาวม้ง

แต่ปัญหามันใหญ่และขยายวงกว้างกว่านั้น

02

ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย

คุณรัศมีเติบโตขึ้นถึงช่วงวัยหนึ่งที่ต้องแต่งงาน จึงได้เรียนรู้ความจริงในการมีตัวตนของหญิงชาวม้งอีกหนึ่งประการผ่านพิธีแต่งงาน หลังจากชายหญิงเกี่ยวข้องและมีสัมพันธ์กันจนตัดสินใจลงหลักปักฐานเพื่อมีชีวิตคู่ จึงถึงเวลาที่คนทั้งคู่จะเข้าพิธีแต่งงานกัน 

หากแต่ความจริงนั้นกลับเจ็บปวดอย่างเหลือทน เพราะการแต่งงานในภาษาม้งคือคำว่า “ซื้อเมีย”

“ในภาษาม้ง คำว่า ‘หยัว’ แปลว่าซื้อ ถ้าบอกว่าเราจะซื้อหมู ซื้อไก่ ก็คือหยัวหมู หยัวไก่ เวลาเด็กตัวเล็กๆ เขาคุยกันเขาก็จะแปลทับศัพท์เลยว่า ‘เดี๋ยวโตขึ้นผมจะไปซื้อเมีย’ (หัวเราะ)”

ถึงแม้จะเป็นการพูดเล่นๆ ของเด็กๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง แต่ฟังผ่านๆ แล้วอาจดูเจ็บปวดเหลือเกิน

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

การขอแต่งงานของชาวม้งหลักๆ มี 3 รูปแบบใหญ่ๆ ประกอบด้วย หนึ่ง พิธีกางร่มไปรับหญิงสาวในบ้าน ซึ่งเป็นพิธีที่ให้เกียรติกับผู้หญิงมากที่สุด สอง การหนีตามไปอยู่ด้วยกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ฝ่ายชายจึงให้เถ้าแก่มาสู่ขอ พร้อมแจ้งพ่อแม่ของฝ่ายหญิงว่าจะขอลูกสาวไปอยู่ด้วย และสุดท้ายคือ การแต่งแม่ม่ายหรือแม่หย่า

หลังจากตกลงปลงใจว่าจะใช้ชีวิตคู่กันอย่างถูกต้องตามกฎหมายและค่านิยมประเพณี ครอบครัวฝ่ายหญิงจึงจะเรียกค่าสินสอด ส่วนฝ่ายชายก็จะมีหน้าที่จ่ายค่าสินสอดที่ประมาณ 4 – 8 หมื่นบาท บางพื้นที่อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีส่งตัวเจ้าสาว หรือพิธีผู่ในภาษาม้ง 

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

การส่งตัวเจ้าสาวจะมีไก่ตัวหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แบ่งแยกชีวิตของแม่กับลูกสาวออกจากกัน ผู้ทำพิธีจะนำไก่มาวนรอบๆ ตัวเจ้าสาว จึงแบ่งไก่เป็น 2 ส่วน ให้แม่ 1 ส่วน ลูกสาว 1 ส่วน จึงส่งตัวเจ้าสาวออกจากประตู โดยห้ามให้เจ้าสาวมองกลับมาในบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสองแม่ลูกจะอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันไม่ได้ 

ต่อมาเจ้าสาวจึงเดินทางไปยังบ้านเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจึงจะแจ้งผีบรรพบุรุษของบ้านว่า เขาได้รับสมาชิกใหม่เข้ามาในบ้าน ดังนั้น ขวัญและวิญญาณที่ติดตัวเจ้าสาวจะอยู่ในบ้านของเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจึงนำไก่ครึ่งซีกที่เตรียมไว้มาวนรอบตัวเจ้าสาว เป็นการแสดงให้เห็นว่าผีบ้านผีเรือนได้รับลูกสะใภ้เข้าบ้าน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีจึงเลี้ยงฉลองโดยการทานอาหารร่วมกัน 

03

กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง

อาจดูเป็นวันชื่นคืนสุขที่บ่าวสาวได้ใช้ชีวิตร่วมกัน หลังผ่านพิธีกรรมความเชื่อของชาวม้ง 

บางคราวชีวิตคู่ย่อมมีจุดสะดุดหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่การสะดุดของความสัมพันธ์อาจลงเอยด้วยการสูญเสีย แยกทาง หรือเลวร้ายที่สุดคือการหย่าร้าง เมื่อชีวิตคู่ต้องขาดสะบั้น อดีตเจ้าสาวจะต้องกลายเป็นหญิงผู้ปราศจากเจ้าของ

“การเป็นผู้หญิงม้ง เราเติบโตมา ผู้ปกครองเราคือพ่อ พอเราแต่งงาน ผู้ปกครองเราคือสามี หรือแซ่ตระกูลของสามี อย่างแซ่เราคือแซ่ย่าง เราแต่งงานแล้วเรากลายเป็นแซ่ท้าว ถ้าเกิดว่าเราหย่ากัน ต้องย้อนกลับไปว่าแซ่ย่างตัดขาดเราแล้ว ตอนที่เราออกจากบ้านต้องย้ายทะเบียนบ้านด้วย แล้วไปอยู่อาศัยกับแซ่ของสามี เราก็ไปอยู่กับแซ่ท้าว

“ทีนี้ถ้าเราเลิกกับสามี เราถูกตัดขาดจากสามีแซ่ท้าวอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะไม่มีพื้นที่ให้อยู่อีกแล้ว เพราะเราต้องย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่บ้านกำนัน และเรากลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ได้นะ ไม่มีพื้นที่ทางสังคมที่แท้จริง ยิ่งเรากลับมาอาศัยบ้านเดิม เราจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในบ้านตอนทำพิธีกรรม เพราะเราออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว ผีบรรพบุรุษตัดเราออกไปแล้วตอนเราแต่งงาน” คุณรัศมีเล่า

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

นอกจากบ้านที่กลับไม่ได้ หญิงม้งที่ผ่านการสูญเสียสามี การหย่าร้าง หรือข่มขืนจนตั้งครรภ์ ยังประสบปัญหาการถูกแปะป้ายจากสังคม จนกลายเป็นความไม่ยุติธรรมที่เธอถูกตัดสินจากกรอบวัฒนธรรมและค่านิยมของคนในพื้นที่

“ผู้หญิงม้งเกิดมาก็จะเจอปัญหาแบบนี้ เมื่อเรื่องมันแดงออกมาคนในหมู่บ้าน ในพื้นที่ ก็จะคอยด่าว่า พ่อแม่มันไม่สั่งสอน”

“ไม่สั่งสอนอะไร” ฉันสงสัย

“ไม่สั่งสอนให้เป็นคนอดทนไง ถึงทนอยู่กับสามีไม่ได้ ถึงต้องเลิกกัน ยิ่งเวลาออกไปไหนมาไหน ชาวบ้านก็จะชี้ว่า เห็นมั้ย อย่าเป็นเหมือนคนนี้นะ มันอยู่กับผัวไม่ได้ถึงกลับมาอยู่กับพ่อแม่ อย่าทำแบบผู้หญิงคนนี้นะ บางทีมีหนุ่มๆ จากต่างหมู่บ้านมาเที่ยว เวลากลุ่มผู้ชายคุยกันเรื่องผู้หญิงก็จะบอกว่า บ้านนี้มีสาวคนหนึ่งเพิ่งหย่าผัวมา สถานะของเราจะกลายเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

“ถึงจะหย่าแต่พ่อแม่รักเรามาก จึงให้เรากลับมาอยู่บ้านด้วย แต่ญาติพี่น้องในตระกูลแซ่ก็จะไม่ยอมรับเรา เพราะมีความเชื่อว่าถ้าคุณรับลูกสาวคุณกลับเข้าบ้านจะเกิดภัยพิบัติ อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ คุณต้องรับผิดชอบกันเอง เพราะผู้หญิงคนนี้ออกจากบ้านไปแล้ว ผีบ้านผีเรือนไม่รับแล้ว แต่คุณให้กลับเข้ามาที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เขาจะนำสิ่งชั่วร้ายกลับมาสู่ตระกูลของเรา ฉะนั้น พ่อแม่จึงต้องเลือกเอาระหว่างลูกสาวกับตระกูลแซ่ ก็เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ” คุณรัศมีตอบคำถามของฉัน

04

เพื่อนหญิง พลังหญิง

จุดเริ่มต้นของโครงการพาลูกสาวกลับบ้าน เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2547 นับแต่การก่อตั้งเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย

ไฟแห่งการเริ่มต้นโครงการถูกจุดขึ้นระหว่างบทสนทนาระหว่างกลุ่มหญิงชาวม้งในเครือข่ายฯ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้า ความทุกข์ระทมที่เธอคนถูกในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันตัดสิน ทั้งอคติ หรือค่านิยมประเพณีอันฝังรากลึกจนยากจะเปลี่ยน

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

“เราเจอกันก็ทุกปีเพื่อพูดคุยเรื่องงานในสมาคมฯ ก็มานั่งร้องไห้กันทุกวัน กลุ่มนี้ร้องไห้เสร็จปีหน้าก็มีกลุ่มใหม่ๆ เข้ามา ทุกคนก็จะพูดถึงเรื่องเดิมๆ เรื่องนี้หาทางออกไม่เจอ มันตันไปหมดเลย พวกคณะกรรมการ พวกพี่มาคิดกันว่า ถ้าเรามัวแต่นั่งร้องไห้กันแบบนี้มันก็จะเกิดแต่ความทุกข์กันมากมายเหลือเกิน เราจะทำยังไงอะ ประกอบกับ สสส. เขาให้การสนับสนุนพอดี พร้อมกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านมาชวนไปทำงานวิจัย”

คุณรัศมีและสมาชิกในสมาคมจึงเริ่มทำงานวิจัยที่หมู่บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแย่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ดร.ประสิทธิ์ ลีประชา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ. ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

งานวิจัยดังกล่าวคือเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่เชิงลึก ทั้งการสัมภาษณ์และพูดคุยกับชาวบ้านในประเด็นต่างๆ จนสรุปประเด็นปัญหาที่หญิงม้งในพื้นที่พบเจอได้อยู่ 20 ประเด็น ในเวลาการทำวิจัยกว่า 9 เดือน แต่เครือข่ายฯ เลือกแก้ไขปัญหาที่เล็งเห็นว่าเร่งด่วนจริงๆ 3 ประเด็นคือ หนึ่ง ปัญหาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจากการถูกข่มขืน จนส่งผลให้หญิงเหล่านั้นใช้ชีวิตหรือทำพิธีกรรมใดๆ ในพื้นที่บ้านไม่ได้ “พี่กลับมาอยู่กับพ่อแม่พี่ เวลาคลอดลูกก็ต้องคลอดลูกนอกบ้าน เวลาป่วย ตาย ก็ต้องอยู่นอกบ้าน” 

สอง ปัญหาการหย่าร้างเนื่องจากสามีมีบ้านเล็กบ้านน้อย จนภรรยาต้องกลับมาอาศัยที่บ้านและไม่ได้รับการยอมรับตามค่านิยมหรือประเพณี และสุดท้าย การที่ครอบครัวไม่มีลูกชายทำให้สมาชิกทั้งหมดต้องเสียชีวิตนอกตัวบ้าน ทำให้การจัดการพิธีศพยากลำบากขึ้น เนื่องจากไม่มีลูกชายช่วยจัดการศพตามธรรมเนียมม้ง

เดิมทีเครือข่ายฯ แก้ได้เพียงปัญหาข้อที่สอง จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเธอก็พบวิธีจากการล้อมวงคุย ที่จัดการปัญหาทั้งหมดได้อย่างอยู่หมัด

“ระหว่างที่เราคุยกัน มีลุงคนหนึ่งในวงสนทนาบอกว่า จริงๆ แล้วเขาเคยรับผู้หญิงที่ไปแต่งงานแล้วกลับมา ทุกวันนี้เราไม่เคยรู้ว่ามันทำได้ แต่ลุงบอกว่า มันทำได้สิ เพราะบรรพบุรุษเราปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด ลูกสาวเป็นลูกที่พ่อแม่รักมากนะ แม้ว่าเวลาแต่งงานไป เขาก้าวเท้าออกประตูบ้านแล้ว ถูกพ่อแม่ตัดขาด แต่พอเขากลับมา เราก็ทำพิธีกรรมเช่นเดียวกับตอนที่เราให้ออกจากบ้านไป ลูกสาวเข้ามาเราก็ต้องทำพิธีเช่นเดียวกัน”

พิธีกรรมดังกล่าวคือพิธีผู่ ซึ่งปฏิบัติดังเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติเมื่อลูกสาวจะออกจากบ้านไปแต่งงานกับสามี มีวิธีการคือ หลังจากหย่าร้างตามกฎหมาย เมื่อลูกสาวกลับมาที่บ้านของตน พ่อแม่จะนำไก่ 1 ตัวมาวนๆ รอบตัวลูกสาว แล้วทำพิธีแจ้งผีบ้านผีเรือนว่า ลูกสาวกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว เพื่อขอให้ผีปู่ย่าคุ้มครอง จากนั้นจึงทานอาหารร่วมกัน 1 มื้อ ก่อนทำพิธีสู่ขวัญลูกเพื่อต้อนรับกลับบ้าน อาจเป็นการผูกข้อมือหรือพิธีอื่นๆ ตามสะดวก

 หลังจากคุณรัศมีทราบว่าเครือข่ายฯ พาลูกสาวกลับบ้านได้จริง จึงเริ่มทดลองกับครอบครัวกลุ่มตัวอย่าง 3 ครอบครัว เริ่มจากการปรับทัศนคติและทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดของกระบวนการทั้งหมด จนเมื่อสมาชิกเริ่มเปิดใจจึงทำพิธีผู่ได้สำเร็จ

05

เข้าใจถึงคุณค่าในตัวผู้หญิง

กุญแจสำคัญของโครงการพาลูกสาวกลับบ้านคือ การปรับทัศนคติของชาวม้งให้เข้าใจถึงคุณค่าของความเป็นผู้หญิง ซึ่งขัดกับค่านิยมเดิมที่มีมาแต่ช้านาน คุณรัศมีเล่าว่า ในช่วงแรกของโครงการ เครือข่ายฯ ถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านในหลายภาคส่วน

“ครั้งแรกที่เราเข้าไปในชุมชน พอคณะกรรมการผู้ใหญ่บ้านอ่านหนังสือเราปั๊บ เขาบอกว่า คุณต้องตัดคำว่า ‘การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง’ ‘ผู้หญิงเป็นคนชายขอบ’ หรือคำอื่นๆ ออกไป อะไรที่เขารู้สึกไม่พอใจ เขาให้เราตัดออกหมดเลย จนเขาบอกเราว่า ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า”

ยิ่งโครงการฯ ถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง รวมทั้งกลุ่มผู้ชายม้งที่ทำแฟนเพจขึ้นมาต่อต้าน การต่อต้านเหล่านั้นอาจทำให้เครือข่ายฯ ทำงานยากขึ้น แต่ด้วยบทพิสูจน์ที่มีลูกสาวกว่า 50 ครัวเรือนได้กลับบ้าน อีกทั้งรางวัลซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ในการทำงาน ทั้งโครงการที่ทำประโยชน์และสร้างสรรค์สังคมแก่ชาวม้งโดยเยาวชนม้งรุ่นใหม่ และรางวัลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระแสการต่อต้านจึงค่อยๆ เบาบางลงไปในที่สุด

พาลูกสาวกลับบ้าน โปรเจกต์ทลายความเชื่อแต่โบราณที่คืนพื้นที่ทางสังคมให้หญิงชาวม้งหลังหย่าร้าง

เป้าหมายต่อไปของเครือข่ายฯ ที่จะผลักดันคือ การเสริมสร้างพลังและต่อยอดประเด็นความเท่าเทียมให้หญิงชาวม้งมากขึ้น

“เราเห็นแล้วว่าเราเข้าไปในชุมชน คนที่ต่อต้านเรามากที่สุดคือผู้หญิง สิ่งที่เราทำคือ เราจะทำยังไงให้เสริมพลังผู้หญิง ถ้าคุณไม่ให้ความสำคัญผู้หญิง วันนี้คุณจะไม่มีพวกเราที่จะมายืนตรงนี้นะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนนะ เรากลับไปอยู่บ้านอย่างเดิม ถ้าเริ่มจากลูกอาจจะสายเกินไป ฉะนั้น ควรที่จะเริ่มจากพ่อแม่ มันอาจจะยุติปัญหา ณ วันนี้ อย่างน้อยที่สุด ลูกเราอาจจะเป็นเจเนอเรชันใหม่ที่มีความเท่าเทียมกัน ไม่รู้ผิดหรือถูก แต่สิ่งที่เราทำได้ พูดแล้วเขาฟังก็คือ เราอาจจะต้องไปเริ่มต้นที่ผู้หญิงอย่างเราๆ นี่แหละ” คุณรัศมีกล่าวส่งท้าย

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load