เคยได้ยินคำว่า ‘สีกรมท่า’ กันมาบ้างแล้วนะครับ และทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าสีดังกล่าวคือสีน้ำเงินเข้ม เวลาออกเสียงก็ต้องออกเสียงว่า สี-กรม-มะ-ท่า โดยออกเสียง มะ แต่เพียงครึ่งเสียงและโดยเร็วเท่านั้น เหตุที่เรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่านี้ เพราะข้าราชการที่อยู่ในสังกัดกรมดังกล่าวนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าสีน้ำเงินเป็นประจำทำนองอย่างเครื่องแบบ ไปๆ มาๆ คนจึงเรียกสีน้ำเงินนั้นว่าสีกรมท่า

แจกแจงกันต่อไปว่ากรมท่านั้นมีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แบ่งย่อยออกเป็น 2 กรม เรียกว่ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา เพื่อความเข้าใจและจดจำได้ง่าย นึกเสียว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเดินเรือออกจากอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา พ้นจากปากน้ำไปแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเมืองญวน เมืองจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร บางทียังเลยเถิดไปถึงเมืองญี่ปุ่นด้วย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าซ้าย เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘โชฎึกราชเศรษฐี’ พระยาผู้มีราชทินนามดังกล่าวมีผู้สืบสายสกุลมาหลายตระกูล มักได้รับพระราชทานนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘โชติก’ เช่น โชติกเสถียร โชติกสวัสดิ์ หรือ โชติกพุกณะ เป็นต้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : www.silpa-mag.com

แต่ถ้าเดินเรือเลี้ยวขวา ก็จะไปเมืองแขกและเมืองฝรั่งทั้งปวง ตั้งแต่ลังกา อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม กินแดนไปจนถึงเมืองยุโรปทั้งหลาย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าขวา เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายแขก มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘จุฬาราชมนตรี’ ซึ่งราชทินนามนี้ยังใช้เป็นชื่อประจำตำแหน่งของผู้นำชาวมุสลิมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแม้จนทุกวันนี้

ทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาเป็นกรมย่อย ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ประกอบด้วยเวียง วัง คลัง และนา เสนาบดีพระคลังที่ว่านี้ถือตราบัวแก้ว สำหรับประทับเป็นสำคัญในเอกสารต่างๆ ด้วยเหตุที่ผู้คนในกรมทั้งสองเป็นผู้สันทัดจัดเจนในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากการดูแลภารกิจเรื่องการค้าขายแล้ว ภารกิจในเรื่องการติดต่ออย่างเป็นทางการกับคนต่างชาติต่างภาษา ที่เรียกโก้หรูว่า ‘ทางพระราชไมตรี’ จึงพลอยตกติดมาอยู่ในความรับผิดชอบของเสนาบดีพระคลังด้วย

ยังแถมด้วยงานพิเศษ คือ การดูแลหัวเมืองชายทะเลที่เป็นเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขาย หรือเป็นด่านเข้าออกของชาวต่างประเทศแถมพกมาอีกอย่างหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าเสนาบดีพระคลังสมัยก่อนนั้น ท่านทำงานหลายหน้าที่เหลือเกิน นอกจากงานเรื่องการเงินการคลังของตัวเองโดยตรงแล้ว ยังมีเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยยุคนี้รวมห่อเข้าไปด้วย

อธิบายเตลิดเปิดเปิงต่อไปว่า กฎหมายตราสามดวงซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับแผ่นดินที่ชำระขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ใบปกหน้าประทับตราพระราชลัญจกรสามดวง คือตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเสนาบดีพระคลัง ตามลำดับ เพื่อแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากฎหมายเล่มนี้ใช้ได้ตลอดทั่วราชอนาจักร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความกำกับดูแลของเสนาบดีคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : th.m.wikipedia.org

เล่ามายืดยาวเพียงนี้ คงพอเข้าใจแล้วนะครับ ว่าเหตุใดกระทรวงการต่างประเทศในยุคปัจจุบันจึงใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งมีรูปร่างเป็นเทวดานั่งแท่นถือดอกบัวอยู่ในมือ เป็นตราประจำกระทรวง

ขณะที่กระทรวงการคลังแยกไปใช้ตรานกวายุภักษ์ กินลมเป็นภักษาหารไปตามเรื่อง

ระบบราชการที่เคยเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์ มีกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง กลายเป็นของพ้นสมัยไปเสียแล้วในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆ ผ่อนผันแยกราชการเรื่องการต่างประเทศกับงานการคลังการค้าออกจากกันตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ต่อมาเมื่อทรงปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในช่วงกลางรัชกาล ทรงยกเลิกวิธีการแบ่งส่วนราชการแบบเดิมที่ใช้มาหลายร้อยปี และเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม อย่างใหม่แทน

ภารกิจในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเกียรติยศของประเทศ และมีผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของบ้านเมือง ทรงกำหนดให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ใช้ตราบัวแก้วของเสนาบดีพระคลังแต่เดิมเป็นตราของกระทรวง

เวลานั้นฝรั่งหลายชาติเริ่มเข้ามาค้าขายและติดต่อเป็นทางพระราชไมตรีเนื่องสนิทกับเมืองไทย มีสถานกงสุลเข้ามาตั้งประจำอยู่ในพระนคร มีธุระราชการต้องติดต่อสื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศที่ว่านี้เป็นประจำ ตามแบบธรรมเนียมแต่เดิมของบ้านเรานั้น ไม่มีที่ทำการของหน่วยราชการใดเป็นพิเศษ หากแต่ใช้บ้านของเสนาบดีหรือข้าราชการผู้ใหญ่ของแต่ละกรมเป็นที่ทำงาน

ชีวิตในแต่ละวัน ประมาณว่าตื่นเช้ามา ข้าราชการทั้งหลายก็ไปหาท่านเสนาบดีที่บ้าน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษาหารือกันไป ได้เวลาอันสมควรเสนาบดีก็เข้าวังไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่าราชการอย่างใด ก็รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ กลับมาบอกลูกน้องซึ่งรออยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือถ้าไม่ใช่การเร่งร้อน พรุ่งนี้ค่อยบอกกันก็ได้

วิธีทำงานแบบนี้ถ้าเราทำกันเองแต่เฉพาะหมู่คนไทยก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่กงสุลหรือทูตชาวต่างประเทศเขาไม่คุ้นกับวิธีการอย่างนี้ ย่อมรู้สึกประดักประเดิดกันอยู่มิใช่น้อย ราชการฝ่ายไทยเราก็ต้องผันผ่อนให้เข้าแบบธรรมเนียมสากล กล่าวคือต้องคิดอ่านให้มีที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว ยุคแรกสุดนั้นก็ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์ ที่อยู่ใกล้กันกับกระทรวงกลาโหมเป็นศาลาว่าการต่างประเทศแห่งแรก พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย และรับเสด็จเจ้านายต่างประเทศมาแล้วแต่เดิม ปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่ทำงานได้ไม่ขัดเขิน และสง่างามสมเกียรติยศด้วย

เพื่อนของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อแรกเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน ยังได้เคยทำงานอยู่ที่วังสราญรมย์ที่ว่านี้เลยครับ หมายความว่าวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศมากว่าร้อยปี

และเป็นธรรมดาครับ ที่วันหนึ่งสถานที่ที่เคยใหญ่โตโอ่โถง จะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จำเป็นจะต้องคิดหาทางขยับขยายไปหาที่ตั้งใหม่ เพื่อให้หน่วยงานทั้งหลายมีพื้นที่สำหรับทำงานได้สมประโยชน์

คนรุ่นผมย่อมรู้จักองค์การระหว่างประเทศองค์การหนึ่งที่ชื่อว่า SEATO (ซีโต้) หรือมีชื่อไทยยาวเหยียดว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อต้านกับคอมมิวนิสต์กันพอสมควร องค์การที่ว่ามีสมาชิก 8 ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
ภาพ : dvifa.mfa.go.th

อยู่ที่ไหนหรือครับ อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศถนนศรีอยุธยาเวลานี้นั่นเอง ผมยังจำได้เลยครับว่าหน้าตาเป็นตึกสองหรือสามชั้น สีเทาๆ มีขนาดไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก จนกระทั่งเมื่อองค์การดังกล่าวยกเลิกไปใน พุทธศักราช 2520 เพราะสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว ครั้นจะปล่อยตึกที่ว่านั้นทิ้งร้างอยู่ก็ใช่ที่ กระทรวงต่างประเทศของเราจึงรับโอนทรัพย์สินรายการนี้มาเป็นที่ทำการแห่งที่สอง คู่ขนานกันกับศาลาว่าการกระทรวงต่างประเทศที่วังสราญรมย์ซึ่งคับแคบลงไปทุกที

หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
ภาพ : www.silpathai.net/หม่อมหลวงเติบ-ชุมสาย/

ในความทรงจำของคนรุ่นผม อดีตอาคารที่ทำการของซีโต้ในยุคที่มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว มีของขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งคือร้านอาหาร ซึ่งขายอาหารดีมีคุณภาพ รสอร่อย ราคาคบหากันได้ ฝีมือของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินระดับชาติมาเปิดร้านอยู่ในอาคารดังกล่าว เวลาจะไปกินร้านที่ว่าต้องนัดหมายกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในตึกที่ว่านั้นให้เป็นคนพาเข้าพาออก เพราะไม่ได้เปิดให้บริการสำหรับคนทั่วไป แต่ตั้งใจจะขายอาหารสำหรับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และเพื่อนฝูงผู้มีฐานานุรูปเช่นผมเท่านั้น ฮา!

อยู่ไปอยู่มานานปีเข้า กระทรวงต่างประเทศมีความเห็นว่าควรจะสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ขึ้นในบริเวณริมถนนศรีอยุธยานี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน การก่อสร้างคราวนั้นมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของกรมโยธาธิการหรือสถาปนิกของทางราชการ เพราะฉะนั้น หน้าตาถึงได้ออกมางดงามแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในพุทธศักราช 2542

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ

ของชำร่วยในงานนั้นเป็นจานเบญจรงค์สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามใจปรารถนา ลวดลายที่อยู่บนจานเป็นรูปเรือในกระบวนพระราชพิธี ซึ่งผมเข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากภาพเขียนเก่าสมัยอยุธยา ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มีทูตฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองไทย ดูเหมาะสมกับพิธีเปิดที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่สุด

Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam

ผมเองไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือไปในงานพิธีการต่างๆหลายครั้งที่อาคารดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ตอนกลางของอาคารซึ่งมีชื่อเรียกว่าห้องวิเทศสโมสร ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์จริงๆ ครับ บางคราวเมื่อมีความขัดข้อง ไม่สามารถจัดงานสโมสรสันนิบาตในวาระสำคัญได้ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ไปจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ห้องวิเทศสโมสรนี้แทน และห้ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติองเดียวกันนี้เอง ผมก็ได้เคยฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นการฟังบรรยายโดยแถมมื้อกลางวันด้วยหนึ่งมื้อ อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งสมอง เป็นที่ปลาบปลื้มมากครับ

นอกจากเรื่องกินเลี้ยงแล้วเรื่องไปประชุมก็มีครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไม่ทำการทำงานอะไรเสียเลย จำได้ว่าในสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ครั้งหนึ่งทางกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่าเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศ G-7 มีประเด็นหารือเรื่องมาตรการในการป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลอมพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ผมก็ได้ไปร่วมพูดคุยหารือ และกลับมาทำงานในส่วนของเราจนสำเร็จเรียบร้อยครับ

ทุกวันนี้เวลานั่งรถผ่านบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ผมอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวมองดูอาคารที่มีความสง่างดงามหลังนี้ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและผมเองได้เคยพบเห็นมา สุดท้ายก็กลับมาจ้องดูจานเบญจรงค์ ของชำร่วยเก่าแก่ใบนี้ที่บ้าน พอให้ครึ้มใจว่า เรานี้ก็ช่างเก็บเสียเหลือเกิน อิอิ

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

นี่ก็ขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2564 มาได้เดือนเศษแล้ว สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 รอบใหม่ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และแน่นอนว่า นั่นย่อมหมายความถึงการรื้อค้นสมบัติพัสถานบรรดามีในบ้านขึ้นมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับคนที่มีอายุอานามขนาดผมแล้ว เห็นอะไรหยิบอะไรขึ้นมาแต่ละชิ้นก็ทำให้ความหลังครั้งเก่าฟูฟ่องขึ้นมาทีเดียว 

ช่วงเวลานี้เองทำให้ผมได้พบกับหนังสือหลายเล่มที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเสียนานอีกครั้งหนึ่ง หนังสือแต่ละเล่มหน้าตาชำรุดทรุดโทรมหรือเก่าแก่ไปบ้างพอๆ กับผู้เป็นเจ้าของ แต่เรื่องราวที่อยู่แวดล้อมหนังสือเหล่านั้นยังไม่เก่าเลย ยังสดชื่นอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ

บันทึกลับจากทุ่งใหญ่, ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ และหนังสืออื่นๆ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา

หนังสือชุดที่หยิบมาอวดกันคราวนี้ ปีที่จัดพิมพ์อยู่ในพุทธศักราช 2516 หรือ 2517 นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปีเข้าไปแล้ว พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของผม เพราะผมได้ก้าวเดินออกจากชีวิตนักเรียนมัธยมที่อยู่ในระเบียบแบบแผนอันคุ้นเคยมานานปีแล้วเดินสู่ประตูมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโลกใหม่สำหรับผมอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำในปีเดียวกันนั้นเอง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองก็ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย และยังเป็นที่ทรงจำกล่าวขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

การสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยุคโน้นเรียกกันว่าสอบเอ็นทรานซ์ วันที่นักเรียนนั่งใจระทึกอยู่ในสนามสอบ น่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายนก่อนวันสงกรานต์ สอบเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าหมดทุกข์ไปเปลาะหนึ่ง รอลุ้นฟังผลสอบว่าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และถ้าสอบได้จะได้เรียนที่ไหน ถ้าสอบไม่ติดจะไปเรียนอะไรต่อที่ไหนดี 

ระหว่างนั้นเองได้มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของทางราชการตกในเขตป่าทุ่งใหญ่จังหวัดกาญจนบุรี ซากเศษที่เหลือจากอุบัติเหตุครั้งนั้นส่อให้เห็นว่า เฮลิคอปเตอร์เครื่องดังกล่าวได้ถูกใช้เป็นพาหนะสำหรับอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

เมื่อข่าวดังกล่าวอึกทึกครึกโครมขึ้น แทนที่ทางผู้หลักผู้ใหญ่จะใช้สูตรตอบคำถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน เพื่อถ่วงเวลาหรือซื้อเวลาตามแนวปฏิบัติของประเทศไทย กลับมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลระดับนายกรัฐมนตรีออกมาแอ่นอกชี้แจงว่า บุคคลในคณะเดินทางดังกล่าวไปราชการลับ

คราวนี้ก็ยุ่งใหญ่เลยสิครับ พยานหลักฐานสารพัดโผล่ขึ้นมารายรอบและบ่งชี้ไปในทำนองเดียวกัน ว่าคณะเดินทางที่ว่านั้นเข้าไปล่าสัตว์ในเขตหวงห้ามจริงๆ ผู้ร่วมคณะนั้นมีไปจนกระทั่งดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยดังกล่าว

เมื่อรัฐบาลออกมาเป็นหนังหน้าไฟเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะชนจึงมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลด้วยเป็นธรรมดา เด็กมัธยมที่กำลังจะเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นไปนุ่งกางเกงขายาวในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างผม ย่อมตื่นเต้นสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น รู้สึกอึดอัดเต็มทีแล้วกับการที่เรามีรัฐบาลทหารสืบเนื่องกันมาหลายยุค รัฐธรรมนูญก็มัวแต่ยกร่างกันอยู่นั่น แล้วไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จเมื่อไหร่สักที

ยุคสมัยนั้น การสื่อสารสาธารณะจำกัดจำเขี่ยมากครับ เราไม่มี LINE ไม่มี Facebook ไม่มี Twitter ไม่มี Instagram สำนักข่าวออนไลน์ก็ไม่มี โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเป็นของรัฐบาล สื่อที่เข้าถึงผู้อ่านวงกว้างได้ก็มีแต่สื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น

‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’
‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

ระหว่างวิกฤตศรัทธาดังกล่าว ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะ ใช้ชื่อหนังสือว่า ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของผู้แทนนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมตัวกันเข้า ทำงานร่วมกันกับชมรมหรือกลุ่มอนุรักษ์ของหลายมหาวิทยาลัย

ลำพังเพียงแค่หน้าปกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่นอนล้มกลิ้งอยู่กับพื้น มีใบบัวใบเล็กปิดอยู่บนซากช้างนั้น พร้อมกับป้ายผูกติดอยู่ที่ใบบัวว่า “ราชการลับที่เปิดเผยไม่ได้” ก็แสบเข้าไปถึงทรวงแล้ว

หนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 5,000 เล่ม ราคาเล่มละ 5 บาทถ้วน ขายหมดไปในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง จนต้องพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองเล่มหนึ่งที่ผมเก็บรักษาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ว่าตัวเองก็ได้อยู่รู้เห็นเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญทั้งนั้นด้วย เหตุการณ์การล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรนี้นำไปสู่ความไม่พอใจกับท่าทีและการปฏิบัติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ว่าโดยย่อพอสังเขป ก็ได้แก่การเดินขบวนเพื่อประท้วงผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้นักศึกษาพ้นสภาพ เนื่องจากนักศึกษาดังกล่าวเขียนหนังสือประชดประชันรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม และถัดมาอีกสองเดือน ก็มีการจับกุมนักศึกษาที่เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในวงการเมืองมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่ใจได้ว่ามีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ คือการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ซึ่งทำโดยกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ และได้มีการผลิตหนังสือออกมาจำนวนมากเพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ในกิจกรรมที่ว่า

‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516

ผมยังเก็บเอาไว้ได้หนึ่งเล่มเลยครับ เล่มนี้ชื่อว่า ‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516 เล่มนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ขายราคาเล่มละ 2.50 บาท ยุคนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชามเชียวล่ะ

ผู้เขียนบทความคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ ธเนศวร์ เจริญเมือง เวลานั้นน่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ จนอีกหลายสิบปีผ่านไป จึงได้พบว่าคนชื่อเดียวกันนี้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียแล้ว

อีกคนหนึ่งชื่อ สุรชาติ บำรุงสุข รายนี้เรารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว เพราะเป็นนิสิตปีหนึ่งอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมชั้นปี แตกต่างคณะกันกับผม มาถึงวันนี้นิสิตที่ชื่อสุรชาติคนนี้ คือศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคสมัยนี่เอง ไม่ใช่ใครอื่น

เห็นไหมครับว่าอย่าได้ไปดูถูกนิสิตนักศึกษาที่เขียนบทความ 3 หน้า 5 หน้าลงหนังสือราคา 10 สลึงแบบนี้เป็นอันขาด

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อยู่ในชุดสะสมของผมสำหรับเหตุการณ์ พ.ศ. 2516 และ 2517 คือหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517 หนังสือเล่มนี้พิมพ์แจกครับ แต่ผมนึกไม่ออกเสร็จแล้วว่าผมได้รับแจกมาอย่างไร เพราะแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงดังกล่าวที่ท้องสนามหลวงเป็นแน่

ในหนังสือเล่มนี้ ผมสนใจเป็นพิเศษตรงแบบแปลนการก่อสร้างเมรุ ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและพิมพ์แทรกอยู่ในเล่ม ตำแหน่งที่สร้างเมรุนั้นอยู่ทางท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศเหนือ ค่อนไปทางถนนที่ลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า มิได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศใต้เช่นงานพระบรมศพหรืองานพระศพเจ้านายคราวอื่น อาคารที่เรียกว่าเมรุซึ่งเป็นประธานของสิ่งก่อสร้างทั้งหลายนั้นตั้งอยู่กลางพื้นที่ แต่ไม่ได้เชิญศพของผู้ใดขึ้นตั้งบนเมรุนั้น หากแต่มีศาลาอีก 4 หลังอยู่รายรอบ

ถ้าความจำของผมไม่ผิดพลาด จากการดูถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผมจำได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงจุดฝักแคพระราชทานเพลิงแล้ว เพลิงพระราชทานวิ่งไปตามสายชนวนตรงขึ้นไปยังเมรุกลางก่อน แล้วจึงวิ่งไปตามสายชนวนแยกไปสู่ศาลาทั้ง 4 ทำนองเดียวกันกับการพระราชทานเพลิงผู้ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในยุคนั้น

‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม

หนังสือชุดนี้ของผมจะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าหากว่าผมจะไม่พูดถึงหนังสือเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้ชื่อว่า ‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม หนึ่งในจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติอันมีนามฉายาว่า ‘สภาสนามม้า’ ในตอนปลายพ.ศ. 2516 เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกในเวลานี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2517

หนังสือเล่มนี้พันเอกสมคิดฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนพิมพ์เผยแพร่เองในปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 ผมได้รับแจกมาจากทางไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

พอหยิบมาพลิกอ่านอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็ถึงบางอ้อทีเดียวว่า การเมืองไทยสมัยโน้นกับการเมืองไทยสมัยนี้ยังไม่เดินไปไหนไกลนัก มีหลักฐานอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2517 เรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ เห็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปวงชน หนึ่งในสาระสำคัญที่ว่า คือ “ การที่ระบุให้มี 2 สภา โดยให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง”

ผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว ประเด็นอภิปรายโต้เถียงของสังคมในเรื่องนี้ยังหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนไปข้างไหน

อีก 50 ปีข้างหน้า คำถามแบบนี้จะยังอยู่ที่เดิมไหมครับ ใครบอกได้บ้างหนอ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load