เคยได้ยินคำว่า ‘สีกรมท่า’ กันมาบ้างแล้วนะครับ และทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าสีดังกล่าวคือสีน้ำเงินเข้ม เวลาออกเสียงก็ต้องออกเสียงว่า สี-กรม-มะ-ท่า โดยออกเสียง มะ แต่เพียงครึ่งเสียงและโดยเร็วเท่านั้น เหตุที่เรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่านี้ เพราะข้าราชการที่อยู่ในสังกัดกรมดังกล่าวนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าสีน้ำเงินเป็นประจำทำนองอย่างเครื่องแบบ ไปๆ มาๆ คนจึงเรียกสีน้ำเงินนั้นว่าสีกรมท่า

แจกแจงกันต่อไปว่ากรมท่านั้นมีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แบ่งย่อยออกเป็น 2 กรม เรียกว่ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา เพื่อความเข้าใจและจดจำได้ง่าย นึกเสียว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเดินเรือออกจากอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา พ้นจากปากน้ำไปแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเมืองญวน เมืองจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร บางทียังเลยเถิดไปถึงเมืองญี่ปุ่นด้วย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าซ้าย เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘โชฎึกราชเศรษฐี’ พระยาผู้มีราชทินนามดังกล่าวมีผู้สืบสายสกุลมาหลายตระกูล มักได้รับพระราชทานนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘โชติก’ เช่น โชติกเสถียร โชติกสวัสดิ์ หรือ โชติกพุกณะ เป็นต้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : www.silpa-mag.com

แต่ถ้าเดินเรือเลี้ยวขวา ก็จะไปเมืองแขกและเมืองฝรั่งทั้งปวง ตั้งแต่ลังกา อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม กินแดนไปจนถึงเมืองยุโรปทั้งหลาย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าขวา เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายแขก มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘จุฬาราชมนตรี’ ซึ่งราชทินนามนี้ยังใช้เป็นชื่อประจำตำแหน่งของผู้นำชาวมุสลิมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแม้จนทุกวันนี้

ทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาเป็นกรมย่อย ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ประกอบด้วยเวียง วัง คลัง และนา เสนาบดีพระคลังที่ว่านี้ถือตราบัวแก้ว สำหรับประทับเป็นสำคัญในเอกสารต่างๆ ด้วยเหตุที่ผู้คนในกรมทั้งสองเป็นผู้สันทัดจัดเจนในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากการดูแลภารกิจเรื่องการค้าขายแล้ว ภารกิจในเรื่องการติดต่ออย่างเป็นทางการกับคนต่างชาติต่างภาษา ที่เรียกโก้หรูว่า ‘ทางพระราชไมตรี’ จึงพลอยตกติดมาอยู่ในความรับผิดชอบของเสนาบดีพระคลังด้วย

ยังแถมด้วยงานพิเศษ คือ การดูแลหัวเมืองชายทะเลที่เป็นเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขาย หรือเป็นด่านเข้าออกของชาวต่างประเทศแถมพกมาอีกอย่างหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าเสนาบดีพระคลังสมัยก่อนนั้น ท่านทำงานหลายหน้าที่เหลือเกิน นอกจากงานเรื่องการเงินการคลังของตัวเองโดยตรงแล้ว ยังมีเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยยุคนี้รวมห่อเข้าไปด้วย

อธิบายเตลิดเปิดเปิงต่อไปว่า กฎหมายตราสามดวงซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับแผ่นดินที่ชำระขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ใบปกหน้าประทับตราพระราชลัญจกรสามดวง คือตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเสนาบดีพระคลัง ตามลำดับ เพื่อแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากฎหมายเล่มนี้ใช้ได้ตลอดทั่วราชอนาจักร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความกำกับดูแลของเสนาบดีคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : th.m.wikipedia.org

เล่ามายืดยาวเพียงนี้ คงพอเข้าใจแล้วนะครับ ว่าเหตุใดกระทรวงการต่างประเทศในยุคปัจจุบันจึงใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งมีรูปร่างเป็นเทวดานั่งแท่นถือดอกบัวอยู่ในมือ เป็นตราประจำกระทรวง

ขณะที่กระทรวงการคลังแยกไปใช้ตรานกวายุภักษ์ กินลมเป็นภักษาหารไปตามเรื่อง

ระบบราชการที่เคยเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์ มีกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง กลายเป็นของพ้นสมัยไปเสียแล้วในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆ ผ่อนผันแยกราชการเรื่องการต่างประเทศกับงานการคลังการค้าออกจากกันตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ต่อมาเมื่อทรงปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในช่วงกลางรัชกาล ทรงยกเลิกวิธีการแบ่งส่วนราชการแบบเดิมที่ใช้มาหลายร้อยปี และเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม อย่างใหม่แทน

ภารกิจในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเกียรติยศของประเทศ และมีผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของบ้านเมือง ทรงกำหนดให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ใช้ตราบัวแก้วของเสนาบดีพระคลังแต่เดิมเป็นตราของกระทรวง

เวลานั้นฝรั่งหลายชาติเริ่มเข้ามาค้าขายและติดต่อเป็นทางพระราชไมตรีเนื่องสนิทกับเมืองไทย มีสถานกงสุลเข้ามาตั้งประจำอยู่ในพระนคร มีธุระราชการต้องติดต่อสื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศที่ว่านี้เป็นประจำ ตามแบบธรรมเนียมแต่เดิมของบ้านเรานั้น ไม่มีที่ทำการของหน่วยราชการใดเป็นพิเศษ หากแต่ใช้บ้านของเสนาบดีหรือข้าราชการผู้ใหญ่ของแต่ละกรมเป็นที่ทำงาน

ชีวิตในแต่ละวัน ประมาณว่าตื่นเช้ามา ข้าราชการทั้งหลายก็ไปหาท่านเสนาบดีที่บ้าน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษาหารือกันไป ได้เวลาอันสมควรเสนาบดีก็เข้าวังไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่าราชการอย่างใด ก็รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ กลับมาบอกลูกน้องซึ่งรออยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือถ้าไม่ใช่การเร่งร้อน พรุ่งนี้ค่อยบอกกันก็ได้

วิธีทำงานแบบนี้ถ้าเราทำกันเองแต่เฉพาะหมู่คนไทยก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่กงสุลหรือทูตชาวต่างประเทศเขาไม่คุ้นกับวิธีการอย่างนี้ ย่อมรู้สึกประดักประเดิดกันอยู่มิใช่น้อย ราชการฝ่ายไทยเราก็ต้องผันผ่อนให้เข้าแบบธรรมเนียมสากล กล่าวคือต้องคิดอ่านให้มีที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว ยุคแรกสุดนั้นก็ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์ ที่อยู่ใกล้กันกับกระทรวงกลาโหมเป็นศาลาว่าการต่างประเทศแห่งแรก พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย และรับเสด็จเจ้านายต่างประเทศมาแล้วแต่เดิม ปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่ทำงานได้ไม่ขัดเขิน และสง่างามสมเกียรติยศด้วย

เพื่อนของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อแรกเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน ยังได้เคยทำงานอยู่ที่วังสราญรมย์ที่ว่านี้เลยครับ หมายความว่าวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศมากว่าร้อยปี

และเป็นธรรมดาครับ ที่วันหนึ่งสถานที่ที่เคยใหญ่โตโอ่โถง จะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จำเป็นจะต้องคิดหาทางขยับขยายไปหาที่ตั้งใหม่ เพื่อให้หน่วยงานทั้งหลายมีพื้นที่สำหรับทำงานได้สมประโยชน์

คนรุ่นผมย่อมรู้จักองค์การระหว่างประเทศองค์การหนึ่งที่ชื่อว่า SEATO (ซีโต้) หรือมีชื่อไทยยาวเหยียดว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อต้านกับคอมมิวนิสต์กันพอสมควร องค์การที่ว่ามีสมาชิก 8 ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
ภาพ : dvifa.mfa.go.th

อยู่ที่ไหนหรือครับ อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศถนนศรีอยุธยาเวลานี้นั่นเอง ผมยังจำได้เลยครับว่าหน้าตาเป็นตึกสองหรือสามชั้น สีเทาๆ มีขนาดไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก จนกระทั่งเมื่อองค์การดังกล่าวยกเลิกไปใน พุทธศักราช 2520 เพราะสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว ครั้นจะปล่อยตึกที่ว่านั้นทิ้งร้างอยู่ก็ใช่ที่ กระทรวงต่างประเทศของเราจึงรับโอนทรัพย์สินรายการนี้มาเป็นที่ทำการแห่งที่สอง คู่ขนานกันกับศาลาว่าการกระทรวงต่างประเทศที่วังสราญรมย์ซึ่งคับแคบลงไปทุกที

หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
ภาพ : www.silpathai.net/หม่อมหลวงเติบ-ชุมสาย/

ในความทรงจำของคนรุ่นผม อดีตอาคารที่ทำการของซีโต้ในยุคที่มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว มีของขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งคือร้านอาหาร ซึ่งขายอาหารดีมีคุณภาพ รสอร่อย ราคาคบหากันได้ ฝีมือของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินระดับชาติมาเปิดร้านอยู่ในอาคารดังกล่าว เวลาจะไปกินร้านที่ว่าต้องนัดหมายกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในตึกที่ว่านั้นให้เป็นคนพาเข้าพาออก เพราะไม่ได้เปิดให้บริการสำหรับคนทั่วไป แต่ตั้งใจจะขายอาหารสำหรับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และเพื่อนฝูงผู้มีฐานานุรูปเช่นผมเท่านั้น ฮา!

อยู่ไปอยู่มานานปีเข้า กระทรวงต่างประเทศมีความเห็นว่าควรจะสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ขึ้นในบริเวณริมถนนศรีอยุธยานี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน การก่อสร้างคราวนั้นมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของกรมโยธาธิการหรือสถาปนิกของทางราชการ เพราะฉะนั้น หน้าตาถึงได้ออกมางดงามแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในพุทธศักราช 2542

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ

ของชำร่วยในงานนั้นเป็นจานเบญจรงค์สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามใจปรารถนา ลวดลายที่อยู่บนจานเป็นรูปเรือในกระบวนพระราชพิธี ซึ่งผมเข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากภาพเขียนเก่าสมัยอยุธยา ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มีทูตฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองไทย ดูเหมาะสมกับพิธีเปิดที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่สุด

Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam

ผมเองไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือไปในงานพิธีการต่างๆหลายครั้งที่อาคารดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ตอนกลางของอาคารซึ่งมีชื่อเรียกว่าห้องวิเทศสโมสร ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์จริงๆ ครับ บางคราวเมื่อมีความขัดข้อง ไม่สามารถจัดงานสโมสรสันนิบาตในวาระสำคัญได้ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ไปจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ห้องวิเทศสโมสรนี้แทน และห้ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติองเดียวกันนี้เอง ผมก็ได้เคยฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นการฟังบรรยายโดยแถมมื้อกลางวันด้วยหนึ่งมื้อ อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งสมอง เป็นที่ปลาบปลื้มมากครับ

นอกจากเรื่องกินเลี้ยงแล้วเรื่องไปประชุมก็มีครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไม่ทำการทำงานอะไรเสียเลย จำได้ว่าในสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ครั้งหนึ่งทางกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่าเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศ G-7 มีประเด็นหารือเรื่องมาตรการในการป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลอมพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ผมก็ได้ไปร่วมพูดคุยหารือ และกลับมาทำงานในส่วนของเราจนสำเร็จเรียบร้อยครับ

ทุกวันนี้เวลานั่งรถผ่านบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ผมอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวมองดูอาคารที่มีความสง่างดงามหลังนี้ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและผมเองได้เคยพบเห็นมา สุดท้ายก็กลับมาจ้องดูจานเบญจรงค์ ของชำร่วยเก่าแก่ใบนี้ที่บ้าน พอให้ครึ้มใจว่า เรานี้ก็ช่างเก็บเสียเหลือเกิน อิอิ

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

น่าจะเป็นความปรารถนาของคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะรู้รากเหง้าของตัวเองและครอบครัวว่ามาจากที่ไหน ตัวเองมีเลือดเนื้อเชื้อไขของคนไทย คนจีน คนมอญ หรือชาติอะไรก็ให้ว่ามา ยิ่งถ้ายกระดับขึ้นเป็นระดับชาติ คำถามยอดนิยมที่ติดระดับท็อปฮิตข้อแรกๆ มาแต่ไหนแต่ไรย่อมได้แก่คำถามว่า ผู้ที่เรียกตัวเองว่าคนไทยมีต้นทางของความเป็นคนไทยมาจากที่ไหน

สมัยที่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาเมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ตำราเรียนบอกว่า ต้นกำเนิดของคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ในประเทศจีน ความรู้แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ไม่ได้ขวนขวายอยากรู้ต่อไปเลยว่าเจ้าภูเขาที่ว่านี้อยู่ตรงไหนกันแน่ ผมเป็นคนเชื่อคนง่าย ว่าอะไรก็ว่าตามกันครับ

อันที่จริงชุดความรู้ที่ว่าคนไทยมาจากดินแดนทางใต้ของจีน แล้วถูกรุกรานจึงต้องถอยร่นลงมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ จนกระทั่งประชิดติดทะเล แบบที่ต้องพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมว่า “เราถอยไปที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” ไม่ได้เป็นความรู้เพียงแค่ของคนรุ่นผมเท่านั้น แต่น่าจะย้อนยุคขึ้นมาได้อีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วคน คือย้อนขึ้นไปถึงสมัยพ่อแม่ของผม ซึ่งเติบโตขึ้นในยุคสมัยที่เชื่อผู้นำแล้วชาติจะพ้นภัย ข้อมูลชุดนี้ได้รับการตอกย้ำและเผยแพร่อย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

น่าแปลกไหมครับถ้าผมจะตั้งข้อสังเกตว่า ตำรับตำราหรือหนังสือที่บอกว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีนนั้น ถ้าเป็นหนังสือเก่าอายุประมาณ 100 ปีหรือย้อนหลังขึ้นไปเก่ากว่านั้น ผมยังไม่เคยพบผ่านตาเลย นั่นน่าจะหมายความว่าหนังสือเช่นว่าไม่มีอยู่ หรือถ้ามีอยู่ก็เป็นจำนวนน้อยฉบับ และไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะอย่างจริงจัง

เอาเถิดครับ สรุปเบื้องต้นว่าเมื่อตอนผมเป็นเด็กนักเรียนประถม ผมเข้าใจตามที่กระทรวงศึกษาธิการบอกว่า บรรพบุรุษไทยยุคแรกของผมเดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ที่เมืองจีนโน่น

พอเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้น มาถึงยุคสมัยที่ผมเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในพุทธศักราช 2510 มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในเมืองไทยเรื่องหนึ่ง นั่นคือการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้พบอะไรต่อมิอะไรจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจุดเด่นหรือชื่อที่เป็นที่สนใจกันในวงกว้างคือ บ้านเชียง

บ้านเชียงนี้เป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

ก่อนจะพูดคุยฟุ้งซ่านอะไร ต่อไปขอนิยามเสียก่อนครับว่า ‘ยุคก่อนประวัติศาสตร์’ คืออะไร

เรามาตกลงกันก่อนว่า ยุคประวัติศาสตร์นั้นคือยุคสมัยที่มีการจดเรื่องราวต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร จะจดครบจดขาด จดจริงจดปลอมอะไรก็ไม่ว่ากัน ถ้าถอยหลังขึ้นไปก่อนนั้นคือช่วงเวลาที่ยังไม่มีการจดเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหลักฐาน ตรงนั้นล่ะครับคือก่อนประวัติศาสตร์ การศึกษาเรียนรู้เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์จึงไม่ได้ทำโดยอาศัยเอกสารเป็นเครื่องมือ หากแต่อาศัยการขุดค้นหลักฐานที่ส่วนมากถูกกลบฝังอยู่ใต้พื้นดิน เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของวันเวลา แล้วนำมาเป็นเครื่องบ่งชี้เพื่อสันนิษฐาน หรือบอกให้เรารู้ว่าผู้คนในยุคนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร

ความรู้ทางวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์นี้ ต้องนับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา กว่าจะเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังก็เป็นช่วงหลังเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปแล้ว ดูเหมือนต้นทางจะเนื่องมาจากมีเชลยสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรคนหนึ่งที่ถูกจับมาคุมขังอยู่ในค่ายของญี่ปุ่น ที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณคนนี้เป็นนักโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ระหว่างถูกบังคับให้ทำทางรถไฟไปเมืองพม่า ได้ไปพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่ส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย เมื่อสงครามเลิกแล้ว คุณคนที่ว่าได้ย้อนกลับมาทำการศึกษาอย่างจริงจัง ทางราชการไทยจึงเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ด้วย และขยายผลจนกระทั่งความรู้แตกดอกออกช่อไปอีกเป็นอันมาก

นั่นหมายความว่า แรกทีเดียวเรามีแหล่งขุดค้นโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเป็นสำคัญ ตอนผมเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยก็เคยได้ยินชื่อของแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี มาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากันกับเรื่องราวของบ้านเชียงหรอกครับ

อย่างที่ผมเกริ่นในเบื้องต้นแล้วว่า บ้านเชียงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเมื่อพุทธศักราช 2510 เริ่มต้นจากการพบภาชนะดินเผามีลวดลายวิจิตรพิสดาร มีแหล่งใหญ่อยู่ที่บ้านเชียงดังที่ว่า แต่ไม่ได้จำกัดบริเวณอยู่ที่ตำบลบ้านแห่งนั้นที่เดียว หากแต่มีการค้นพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันกว้างขวางออกไปในบริเวณโดยรอบ ทั้งที่เป็นอำเภออื่นในจังหวัดอุดรธานีเอง และจังหวัดอื่นที่อยู่ใกล้เคียงอีก 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดขอนแก่น

สิ่งของที่ค้นพบนั้นมีทั้งในระดับใกล้ผิวดินและระดับใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปหลายชั้นดิน มีทั้งวัตถุที่ทำด้วยดินเผา เป็นภาชนะหรือเครื่องใช้ไม้สอยรูปทรงต่างๆ บางทีก็เป็นเครื่องมือสำริด เรื่อยไปจนถึงโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน พร้อมกับภาชนะดินเผาวางอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามพิธีกรรมความเชื่อในยุคนั้น

คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยทั้งหลายรวมทั้งผมด้วยคือ อายุอานามของวัฒนธรรมเหล่านี้จะอยู่ประมาณสักเท่าใดหนอ

คำถามแบบนี้จะใช้วิธีทรงเจ้าเข้าผีย้อนกลับไปถามเจ้าของหม้อดินเผาเห็นจะไม่สำเร็จเป็นแน่

ไม่เป็นไรครับ โชคดีที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เราก้าวหน้าไปพอสมควร ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการที่เรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด เพราะชื่อฟังดูขยุกขยุยเต็มที เราได้รู้ว่าอายุของเครื่องปั้นดินเผาของวัฒนธรรมบ้านเชียงนี้มีอายุเก่าแก่ย้อนหลังไปประมาณ 4,000 – 6,000 ปี

คราวนี้ก็เลยตื่นเต้นกันใหญ่สิครับ ความตื่นเต้นนี้มีทั้งในแวดวงวิชาการ รวมถึงแวดวงนักค้าของเก่า นักสะสมของเก่าด้วย

และต้องไม่ลืมว่าในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทยหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดอุดรธานีและอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานของเรา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าวของยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีเป็นลวดลายต่างๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมบ้านเชียง จะมิได้มีอยู่แต่เฉพาะในความดูแลครอบครองของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงเท่านั้น แต่ได้ไปอยู่ในบ้านของคนโน้นคนนี้ ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอกเป็นอันมาก

จะถามว่าบ้านใครบ้าง คดีก็ขาดอายุความหมดแล้ว ผมเองก็ไม่อยากก่อคดีใหม่ เป็นคดีหมิ่นประมาทหรืออะไรเทือกนั้น ให้เดือดร้อนกับชีวิตเปล่าๆ

เอาเป็นว่าละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจก็แล้วกัน

ตั้งแต่มีการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบที่บ้านเชียงและแหล่งขุดค้นอื่นในปริมณฑล หลักฐานทั้งหลายทำให้เราพอจะประมวลความได้ว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเรานั้นมีผู้คนอยู่อาศัยมาช้านานแล้วตั้งแต่ยุคหินใหม่ตอนปลาย ยุคสำริด เรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ แม้จนปัจจุบัน

นี่เองเป็นที่มาของคำถามหรือทฤษฎีใหม่ว่า คนเหล่านี้เป็นใคร จะเป็นต้นทางของความเป็นคนไทยในปัจจุบันใช่หรือไม่

คำถามแบบนี้ต้องให้คนที่มีความรู้ลึกซึ้งเขาอภิปรายอธิบายกันต่อไป

สำหรับผมซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ ก็ได้แต่ติดตามข่าวคราวด้วยความสนใจ ตัวอย่างหลักฐานเอกสารที่ยังเก็บงำไว้ในบ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน้อยก็มี 2 ชิ้นครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

รายการแรกเป็นหนังสือเรื่อง ‘มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง’ กรมศิลปากรเป็นผู้จัดพิมพ์ถวายพระภิกษุสามเณรที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2516 หน้าปกเป็นรูปภาชนะดินเผาเขียนสี แม้จัดพิมพ์ด้วยเทคนิคขาวดำ แต่ก็พอทำให้เราเห็นความงามของภาชนะชิ้นดังกล่าวได้พอควรเลยทีเดียว

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

ชื่อเสียงและความสนใจของชาวโลกเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเชียงไม่ได้จำกัดอยู่เป็นแค่เมืองไทยของเราเท่านั้น อีก 12 ปีต่อมา ในพุทธศักราช 2528 ผมเรียนจบและทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้หลายปีแล้ว จังหวะชีวิตทำให้ผมมีโอกาสเดินทางไปที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประจวบเวลากันกับที่ Natural History Museum of Los Angeles County ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองนั้นจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเรื่องบ้านเชียงพอดี แบบนี้ผมจะไปรอดเหรอครับ

ว่าแล้วผมก็จัดตารางชีวิตของตัวเองให้ได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการดังกล่าว สิ่งของที่จัดแสดงนั้นมีทั้งการหยิบยืมมาจากกรมศิลปากรของประเทศไทย จากพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และจากสถาบันสมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิทรรศการนี้เขาจัดได้อะร้าอร่ามมาก ดีทั้งในแง่ของความรู้ ดีทั้งในแง่การนำเสนอ และน่าชมในเรื่องของความอุตสาหะ ระดมข้าวของจากหลายแหล่งมาจัดแสดงพร้อมกัน เป็นเวลานานราว 3 เดือน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ระหว่างที่เดินดูนิทรรศการก็แอบภูมิใจลึกๆ ว่า นี่ไงของจากบ้านฉัน

แม้จนทุกวันนี้ผมยังเก็บแผ่นพับที่แจกประกอบนิทรรศการดังกล่าวไว้ในสมบัติบ้าของผมเลยครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

แน่นอนว่า แผ่นพับที่พิมพ์แจกที่งานดังกล่าวต้องเป็นแผ่นพับภาษาอังกฤษตลอดทุกหน้า ยกเว้นใบปกที่มีการพิมพ์ตัวหนังสือไทยไว้ด้วย 2 บรรทัด มีข้อความว่า

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

“บ้านเชียง

การค้นพบยุคสัมฤทธิ์ที่สาปสูญ”

ขณะที่ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า

“Ban Chiang

Discovery of a Lost Bronze Age”

เนื้อความตอนหนึ่งในแผ่นพับบอกเล่าว่า อายุเริ่มต้นของวัฒนธรรมบ้านเชียงอยู่ที่ประมาณ 3,600 ถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล (ca. 3,600 – 1,000 B.C.)

ว้าว! ไหมล่ะคุณ

ถ้าจะวิ่งไปดูนิทรรศการเรื่องนี้ที่อเมริกาตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ เขาเลิกไปหลายปีแล้ว แต่ถ้าอยากดูของจริงของแท้ประกอบกับดูสถานที่จริงด้วย ขอเชิญไปที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ที่นั่นกรมศิลปากรของเราได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นการถาวร ถ้าแวะเวียนผ่านไปแถวนั้นไม่ควรพลาดนะครับ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load