เคยได้ยินคำว่า ‘สีกรมท่า’ กันมาบ้างแล้วนะครับ และทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าสีดังกล่าวคือสีน้ำเงินเข้ม เวลาออกเสียงก็ต้องออกเสียงว่า สี-กรม-มะ-ท่า โดยออกเสียง มะ แต่เพียงครึ่งเสียงและโดยเร็วเท่านั้น เหตุที่เรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่านี้ เพราะข้าราชการที่อยู่ในสังกัดกรมดังกล่าวนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าสีน้ำเงินเป็นประจำทำนองอย่างเครื่องแบบ ไปๆ มาๆ คนจึงเรียกสีน้ำเงินนั้นว่าสีกรมท่า

แจกแจงกันต่อไปว่ากรมท่านั้นมีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แบ่งย่อยออกเป็น 2 กรม เรียกว่ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา เพื่อความเข้าใจและจดจำได้ง่าย นึกเสียว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเดินเรือออกจากอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา พ้นจากปากน้ำไปแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเมืองญวน เมืองจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร บางทียังเลยเถิดไปถึงเมืองญี่ปุ่นด้วย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าซ้าย เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘โชฎึกราชเศรษฐี’ พระยาผู้มีราชทินนามดังกล่าวมีผู้สืบสายสกุลมาหลายตระกูล มักได้รับพระราชทานนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘โชติก’ เช่น โชติกเสถียร โชติกสวัสดิ์ หรือ โชติกพุกณะ เป็นต้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : www.silpa-mag.com

แต่ถ้าเดินเรือเลี้ยวขวา ก็จะไปเมืองแขกและเมืองฝรั่งทั้งปวง ตั้งแต่ลังกา อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม กินแดนไปจนถึงเมืองยุโรปทั้งหลาย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าขวา เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายแขก มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘จุฬาราชมนตรี’ ซึ่งราชทินนามนี้ยังใช้เป็นชื่อประจำตำแหน่งของผู้นำชาวมุสลิมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแม้จนทุกวันนี้

ทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาเป็นกรมย่อย ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ประกอบด้วยเวียง วัง คลัง และนา เสนาบดีพระคลังที่ว่านี้ถือตราบัวแก้ว สำหรับประทับเป็นสำคัญในเอกสารต่างๆ ด้วยเหตุที่ผู้คนในกรมทั้งสองเป็นผู้สันทัดจัดเจนในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากการดูแลภารกิจเรื่องการค้าขายแล้ว ภารกิจในเรื่องการติดต่ออย่างเป็นทางการกับคนต่างชาติต่างภาษา ที่เรียกโก้หรูว่า ‘ทางพระราชไมตรี’ จึงพลอยตกติดมาอยู่ในความรับผิดชอบของเสนาบดีพระคลังด้วย

ยังแถมด้วยงานพิเศษ คือ การดูแลหัวเมืองชายทะเลที่เป็นเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขาย หรือเป็นด่านเข้าออกของชาวต่างประเทศแถมพกมาอีกอย่างหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าเสนาบดีพระคลังสมัยก่อนนั้น ท่านทำงานหลายหน้าที่เหลือเกิน นอกจากงานเรื่องการเงินการคลังของตัวเองโดยตรงแล้ว ยังมีเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยยุคนี้รวมห่อเข้าไปด้วย

อธิบายเตลิดเปิดเปิงต่อไปว่า กฎหมายตราสามดวงซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับแผ่นดินที่ชำระขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ใบปกหน้าประทับตราพระราชลัญจกรสามดวง คือตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเสนาบดีพระคลัง ตามลำดับ เพื่อแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากฎหมายเล่มนี้ใช้ได้ตลอดทั่วราชอนาจักร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความกำกับดูแลของเสนาบดีคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : th.m.wikipedia.org

เล่ามายืดยาวเพียงนี้ คงพอเข้าใจแล้วนะครับ ว่าเหตุใดกระทรวงการต่างประเทศในยุคปัจจุบันจึงใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งมีรูปร่างเป็นเทวดานั่งแท่นถือดอกบัวอยู่ในมือ เป็นตราประจำกระทรวง

ขณะที่กระทรวงการคลังแยกไปใช้ตรานกวายุภักษ์ กินลมเป็นภักษาหารไปตามเรื่อง

ระบบราชการที่เคยเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์ มีกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง กลายเป็นของพ้นสมัยไปเสียแล้วในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆ ผ่อนผันแยกราชการเรื่องการต่างประเทศกับงานการคลังการค้าออกจากกันตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ต่อมาเมื่อทรงปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในช่วงกลางรัชกาล ทรงยกเลิกวิธีการแบ่งส่วนราชการแบบเดิมที่ใช้มาหลายร้อยปี และเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม อย่างใหม่แทน

ภารกิจในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเกียรติยศของประเทศ และมีผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของบ้านเมือง ทรงกำหนดให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ใช้ตราบัวแก้วของเสนาบดีพระคลังแต่เดิมเป็นตราของกระทรวง

เวลานั้นฝรั่งหลายชาติเริ่มเข้ามาค้าขายและติดต่อเป็นทางพระราชไมตรีเนื่องสนิทกับเมืองไทย มีสถานกงสุลเข้ามาตั้งประจำอยู่ในพระนคร มีธุระราชการต้องติดต่อสื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศที่ว่านี้เป็นประจำ ตามแบบธรรมเนียมแต่เดิมของบ้านเรานั้น ไม่มีที่ทำการของหน่วยราชการใดเป็นพิเศษ หากแต่ใช้บ้านของเสนาบดีหรือข้าราชการผู้ใหญ่ของแต่ละกรมเป็นที่ทำงาน

ชีวิตในแต่ละวัน ประมาณว่าตื่นเช้ามา ข้าราชการทั้งหลายก็ไปหาท่านเสนาบดีที่บ้าน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษาหารือกันไป ได้เวลาอันสมควรเสนาบดีก็เข้าวังไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่าราชการอย่างใด ก็รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ กลับมาบอกลูกน้องซึ่งรออยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือถ้าไม่ใช่การเร่งร้อน พรุ่งนี้ค่อยบอกกันก็ได้

วิธีทำงานแบบนี้ถ้าเราทำกันเองแต่เฉพาะหมู่คนไทยก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่กงสุลหรือทูตชาวต่างประเทศเขาไม่คุ้นกับวิธีการอย่างนี้ ย่อมรู้สึกประดักประเดิดกันอยู่มิใช่น้อย ราชการฝ่ายไทยเราก็ต้องผันผ่อนให้เข้าแบบธรรมเนียมสากล กล่าวคือต้องคิดอ่านให้มีที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว ยุคแรกสุดนั้นก็ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์ ที่อยู่ใกล้กันกับกระทรวงกลาโหมเป็นศาลาว่าการต่างประเทศแห่งแรก พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย และรับเสด็จเจ้านายต่างประเทศมาแล้วแต่เดิม ปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่ทำงานได้ไม่ขัดเขิน และสง่างามสมเกียรติยศด้วย

เพื่อนของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อแรกเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน ยังได้เคยทำงานอยู่ที่วังสราญรมย์ที่ว่านี้เลยครับ หมายความว่าวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศมากว่าร้อยปี

และเป็นธรรมดาครับ ที่วันหนึ่งสถานที่ที่เคยใหญ่โตโอ่โถง จะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จำเป็นจะต้องคิดหาทางขยับขยายไปหาที่ตั้งใหม่ เพื่อให้หน่วยงานทั้งหลายมีพื้นที่สำหรับทำงานได้สมประโยชน์

คนรุ่นผมย่อมรู้จักองค์การระหว่างประเทศองค์การหนึ่งที่ชื่อว่า SEATO (ซีโต้) หรือมีชื่อไทยยาวเหยียดว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อต้านกับคอมมิวนิสต์กันพอสมควร องค์การที่ว่ามีสมาชิก 8 ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
ภาพ : dvifa.mfa.go.th

อยู่ที่ไหนหรือครับ อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศถนนศรีอยุธยาเวลานี้นั่นเอง ผมยังจำได้เลยครับว่าหน้าตาเป็นตึกสองหรือสามชั้น สีเทาๆ มีขนาดไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก จนกระทั่งเมื่อองค์การดังกล่าวยกเลิกไปใน พุทธศักราช 2520 เพราะสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว ครั้นจะปล่อยตึกที่ว่านั้นทิ้งร้างอยู่ก็ใช่ที่ กระทรวงต่างประเทศของเราจึงรับโอนทรัพย์สินรายการนี้มาเป็นที่ทำการแห่งที่สอง คู่ขนานกันกับศาลาว่าการกระทรวงต่างประเทศที่วังสราญรมย์ซึ่งคับแคบลงไปทุกที

หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
ภาพ : www.silpathai.net/หม่อมหลวงเติบ-ชุมสาย/

ในความทรงจำของคนรุ่นผม อดีตอาคารที่ทำการของซีโต้ในยุคที่มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว มีของขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งคือร้านอาหาร ซึ่งขายอาหารดีมีคุณภาพ รสอร่อย ราคาคบหากันได้ ฝีมือของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินระดับชาติมาเปิดร้านอยู่ในอาคารดังกล่าว เวลาจะไปกินร้านที่ว่าต้องนัดหมายกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในตึกที่ว่านั้นให้เป็นคนพาเข้าพาออก เพราะไม่ได้เปิดให้บริการสำหรับคนทั่วไป แต่ตั้งใจจะขายอาหารสำหรับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และเพื่อนฝูงผู้มีฐานานุรูปเช่นผมเท่านั้น ฮา!

อยู่ไปอยู่มานานปีเข้า กระทรวงต่างประเทศมีความเห็นว่าควรจะสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ขึ้นในบริเวณริมถนนศรีอยุธยานี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน การก่อสร้างคราวนั้นมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของกรมโยธาธิการหรือสถาปนิกของทางราชการ เพราะฉะนั้น หน้าตาถึงได้ออกมางดงามแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในพุทธศักราช 2542

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ

ของชำร่วยในงานนั้นเป็นจานเบญจรงค์สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามใจปรารถนา ลวดลายที่อยู่บนจานเป็นรูปเรือในกระบวนพระราชพิธี ซึ่งผมเข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากภาพเขียนเก่าสมัยอยุธยา ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มีทูตฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองไทย ดูเหมาะสมกับพิธีเปิดที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่สุด

Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam

ผมเองไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือไปในงานพิธีการต่างๆหลายครั้งที่อาคารดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ตอนกลางของอาคารซึ่งมีชื่อเรียกว่าห้องวิเทศสโมสร ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์จริงๆ ครับ บางคราวเมื่อมีความขัดข้อง ไม่สามารถจัดงานสโมสรสันนิบาตในวาระสำคัญได้ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ไปจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ห้องวิเทศสโมสรนี้แทน และห้ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติองเดียวกันนี้เอง ผมก็ได้เคยฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นการฟังบรรยายโดยแถมมื้อกลางวันด้วยหนึ่งมื้อ อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งสมอง เป็นที่ปลาบปลื้มมากครับ

นอกจากเรื่องกินเลี้ยงแล้วเรื่องไปประชุมก็มีครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไม่ทำการทำงานอะไรเสียเลย จำได้ว่าในสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ครั้งหนึ่งทางกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่าเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศ G-7 มีประเด็นหารือเรื่องมาตรการในการป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลอมพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ผมก็ได้ไปร่วมพูดคุยหารือ และกลับมาทำงานในส่วนของเราจนสำเร็จเรียบร้อยครับ

ทุกวันนี้เวลานั่งรถผ่านบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ผมอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวมองดูอาคารที่มีความสง่างดงามหลังนี้ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและผมเองได้เคยพบเห็นมา สุดท้ายก็กลับมาจ้องดูจานเบญจรงค์ ของชำร่วยเก่าแก่ใบนี้ที่บ้าน พอให้ครึ้มใจว่า เรานี้ก็ช่างเก็บเสียเหลือเกิน อิอิ

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เคยคิดเคยฝันอยากจะให้จิตรกรผู้มีชื่อเสียงมาวาดภาพเหมือนของเราเก็บไว้เป็นมรดกสักภาพหนึ่งไหมครับ ผมเองก็เคยนึกฝันแบบนี้แต่ยังทำไม่ได้จริงสักที ด้วยข้อขัดข้องหลายประการ

ยังจำได้ดีครับว่า เมื่อตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเรียนชั้นประถม มัธยม พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่ก็จะพาผมกับน้องชายไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านรองเมือง บ้านนั้นอยู่กันหลายครอบครัวตามลักษณะสังคมแบบครอบครัวขยายของไทยดั้งเดิม จากเรือนไม้ซึ่งเป็นที่พำนักของคุณย่า มีหลังคาเชื่อมต่อไปยังอาคารที่เป็นตึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณลุงผู้เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพ่อ บนตึกหลังนั้นมีห้องรับแขกหน้าตาโอ่อ่าหรูหราพอสมควร สมแก่ฐานะของคุณลุงซึ่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมอยู่ในเวลานั้น ระหว่างที่ผู้ใหญ่นั่งพูดคุยกันด้วยเรื่องสารพัด เด็กอย่างผมจะมีอะไรทำได้เล่า นอกจากการหยิบหนังสือจากตู้หนังสือของคุณย่าออกมาอ่าน หรือมิเช่นนั้นก็เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เป็นการแก้เหงาตามประสาเด็ก

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในห้องรับแขกของคุณลุง ฝาผนังด้านหนึ่งประดับรูปเขียนขนาดใหญ่ เป็นรูปของคุณลุงและคุณป้าแต่งเต็มยศสวยงามคู่กัน ในความรู้สึกของเด็กวัยนั้น ผมรู้สึกประทับใจมากกับรูปนี้ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ในภาพเขียนนั้น คุณลุง ดร.สิริลักขณ์ จันทรางศุ แต่งเต็มยศประดับสายสะพายประถมาภรณ์ช้างเผือก ยืนซ้อนข้างหลังคุณป้า คุณหญิงสงวนศรี จันทรางศุ แต่งชุดไทยสีชมพูสวยงาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานครบถ้วน

ผมถามผู้ใหญ่ว่ารูปนี้ใครเป็นคนวาด ก็ได้คำตอบว่าเป็นจิตรกรหรือศิลปินที่ชาวอินโดนีเซียผู้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่เมืองไทยช่วงนั้น ชื่อว่า ระเด่นบาซูกิ

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ภาพ : https://www.wikiart.org/en/basuki-abdullah

ผมฟังและจดจำไว้แค่นั้น พลางนึกในใจว่า มีคำนำหน้านามว่า ‘ระเด่น’ แบบนี้ น่าจะเป็นคนมีเชื้อมีแถวอยู่เหมือนกัน ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นญาติกับอิเหนาก็เป็นได้ เพราะครูสอนภาษาไทยบอกว่า เจ้านายเมืองชวานั้นมีคำนำหน้านาม 2 แบบ ถ้าเป็นชั้นสูงหน่อยก็ใช้คำว่าระเด่น เช่น ระเด่นมนตรี ซึ่งหมายถึงอิเหนา หรือระเด่นบุษบา แต่ถ้าเป็นเจ้านายชั้นรองลงไปจะใช้คำนำหน้านามว่า ระตู เช่น ระตูจรกา เป็นต้น

อีก 4 – 5 ปีต่อมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ
ศ. 2516
ไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ผมได้ข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (คือ สมเด็จพระพันปีหลวง ในปัจจุบัน) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการภาพเขียนฝีมือระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ในวันที่ 2 ธันวาคม และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 3 – 8 ธันวาคม

นี่ต้องเป็นระเด่นบาซูกิคนเดียวกันกับที่ผมเคยเห็นฝีมือมาแล้วแน่นอน

เป็นเช่นนี้แล้วผมจะยอมพลาดหรือครับ จากอาคารเรียนของผมภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้กันกับถนนอังรีดูนังต์มากแล้ว การเดินเท้าไปโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ที่แยกศาลาแดงจึงใช้เวลาเพียงนิดเดียว อาคารของโรงแรมดุสิตธานีเวลานั้นเป็นอาคารที่มีการจัดอันดับว่ามีความสูงเป็นที่ 2 ของประเทศไทย ขณะที่อันดับหนึ่งเป็นของตึกโชคชัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 24 กับซอย 26 ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมดุสิตธานีที่ชื่อว่าห้องนภาลัย ก็เป็นห้องจัดเลี้ยงที่งดงามหรูหรา จัดงานเชิญเสด็จพระราชดำเนินได้ไม่อายใครเลยทีเดียว

ในความทรงจำของนิสิตปีหนึ่งเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว การได้ไปเดินชมนิทรรศการของจิตรกรหรือศิลปินฝีมือระดับนานาชาติคราวนั้นทำให้หัวใจเบิกบานแจ่มใสมาก ภาพที่นำไปจัดแสดงมีจำนวนรวมกันถึง 230 ภาพ เป็นภาพที่พระราชทานยืมมาให้จัดแสดงจำนวน 11 ภาพ เป็นพระสาทิสลักษณ์หรือภาพของผู้มีฐานานุรูปในสังคมไทยเวลานั้นอีกหลายสิบรูป ซึ่งรวมทั้งภาพของคุณลุงคุณป้าของผมด้วย แต่นอกจากนั้น อีกกว่าครึ่งก็เป็นภาพวิวทิวทัศน์และเรื่องราวของเมืองไทย มีตั้งแต่ชีวิตชาวเขาทางภาคเหนือ ท้องทะเลสวยงามที่พังงา รวมตลอดไปจนถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ มีวัวควายเดินอยู่ในทุ่ง รูปหญิงชาวนาหน้าตาสะสวยสวมงอบและถือรวงข้าวอยู่ในอุ้งมือ

นิทรรศการครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Beautiful Thailand และเป็นงานที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

ผมยังมีโอกาสได้สูจิบัตรมาจากงานนั้น แต่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี รวมกับสมบัติพระศุลีรายการอื่นในห้องสมุดของผม

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ระเด่นบาซูกินี้ ตามประวัติที่สืบค้นได้ก็เป็นเชื้อสายเจ้านายอินโดนีเซียตามที่คาดไว้ไม่ผิด ท่านเป็นผู้มีใจรักในงานด้านนี้มาตั้งแต่เป็นเด็ก และเมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มขึ้นก็ได้ไปเรียนต่อด้านจิตรกรรมที่กรุงเฮก ปารีส และโรม ได้สร้างผลงานหลากหลายและมีชื่อเสียงเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ ด้วยฝีมือและกิตติศัพท์ที่แพร่หลายไปในหลายประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสูจิบัตรเล่มดังกล่าว แสดงข้อเท็จจริงว่า ท่านได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาถึง 13 ปีแล้วก่อนงานนิทรรศการ หักกลบลบตัวเลขแล้วอนุมานได้ว่า ท่านเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช 2503 เป็นต้นมา และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 10 ปี

การพำนักอยู่ในเมืองไทยของระเด่นบาซูกิ หากจะกล่าวว่าท่านเป็นศิลปินหรือจิตรกรประจำพระราชสำนัก ก็น่าจะตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไป

จำได้ไหมครับว่า บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท บริเวณท้องพระโรงหน้าก่อนเดินผ่านพระทวารเข้าไปสู่ท้องพระโรงกลางที่อยู่ชั้นใน บนฝาผนังสองข้างซ้ายขวาของพระทวารนี้เอง ประดับพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภาพหนึ่ง และพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกภาพหนึ่ง ภาพทั้งสองนี้เป็นภาพที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะประดับอยู่ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทดังที่ว่าแล้ว ยังเป็นภาพที่มีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะอยู่เป็นประจำ เพราะมีความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

นอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์สองภาพนั้นแล้ว ตามบัญชีรายการที่ปรากฏในหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ ยังทบทวนความทรงจำของผมด้วยว่า มีพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของเจ้านายอีกหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมมราชชนนี และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา เป็นต้น

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า งานเขียนภาพเหมือนของท่านย่อมเป็นที่ต้องการ และอยู่ในความนิยมของเมืองไทยในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบัญชีรายการภาพเหมือนที่จัดแสดงคราวนั้นมาให้เห็นรายชื่อท่านผู้เป็นเจ้าของภาพมาให้ได้เห็นกันนะครับ

หม่อมหลวงบัว กิติยากร, ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค, ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์, เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่, ดร.ถนัด คอมันตร์, คุณอุเทน เตชะไพบูลย์, คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, คุณชาตรี โสภณพนิช, คุณกลอเรีย มหาดำรงค์กุล และคุณโชคชัย บูลกุล

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

จากตัวอย่างรายชื่อเช่นนี้ คงทำให้เราเข้าใจได้แล้วนะครับว่า ระเด่นบาซูกิขณะนั้นฝีมือโด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของสังคมไทยขนาดไหน

ไม่ทราบว่าจะเป็นการผิดถูกหรือก้ำเกินประการใดหรือไม่ ถ้าผมจะกล่าวต่อไปว่า ค่านิยมการวาดภาพเหมือนที่แพร่วงกว้างออกไปในยุคสมัยนั้นเอง เป็นการเปิดทางให้กับศิลปินไทยในเวลาต่อมาได้แสดงฝีมือการวาดภาพเหมือนในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ในความหมายนี้ ระเด่นบาซูกิกับผลงานที่ฝากฝีมือไว้ในเมืองไทย ก็ต้องถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญชิ้นหนึ่งของวงการศิลปะในบ้านเรา แม้เจ้าตัวเองจะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ได้เข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน รู้จักเมืองไทยดี และเจ้าตัวได้แถลงไว้ในสูจิบัตรงานนิทรรศการครั้งสำคัญคราวนั้นว่า

“… ข้าพระพุทธเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาพต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้โลกได้มีโอกาสเห็นสภาพอันสงบสุขและสวยงามของประเทศไทย”

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในขณะเดียวกันกับที่ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวังในเวลานั้น กล่าวเสริมความว่า

“ระเด่นบาซูกิหวังว่าการเปิดนิทรรศการเขียนภาพสีของท่านครั้งนี้ เป็นการอุทิศให้กับประเทศไทยทั้งสิ้น ประเทศไทยอันสวยสดงดงามจะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้นแก่ประชาชนของโลก และพร้อมกันนี้ ท่านพยายามที่จะสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ และจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยสืบไปด้วย”

หลังจากการแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญเมื่อปลายปีนี้พุทธศักราช 2516 แล้ว ระเด่นบาซูกิได้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียอย่างสุขสบาย สมกับฐานะจิตรกรผู้มีฝีมือระดับนานาชาติ จนกระทั่งมีอายุได้ 78 ปี กลางดึกคืนวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2536 ระเด่นบาซูกิ ได้ยินเสียงกุกกักในบ้านจึงตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ พบว่าคนสวนในบ้านของท่านเองกำลังพยายามขโมยของออกไปจากบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากันแล้วแทนที่จะหลบหนี คนสวนกลับทำร้ายจิตรกรเอกท่านนี้จนถึงเสียชีวิต เป็นการปิดฉากตำนานจิตรกรผู้มีชื่อเสียงแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะลงเอยแบบนี้

คงทิ้งไว้เบื้องหลังแต่เพียงผลงานที่จรรโลงใจผู้พบเห็น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไปอีกนานแสนนาน

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load