เคยได้ยินคำว่า ‘สีกรมท่า’ กันมาบ้างแล้วนะครับ และทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าสีดังกล่าวคือสีน้ำเงินเข้ม เวลาออกเสียงก็ต้องออกเสียงว่า สี-กรม-มะ-ท่า โดยออกเสียง มะ แต่เพียงครึ่งเสียงและโดยเร็วเท่านั้น เหตุที่เรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่านี้ เพราะข้าราชการที่อยู่ในสังกัดกรมดังกล่าวนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าสีน้ำเงินเป็นประจำทำนองอย่างเครื่องแบบ ไปๆ มาๆ คนจึงเรียกสีน้ำเงินนั้นว่าสีกรมท่า

แจกแจงกันต่อไปว่ากรมท่านั้นมีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แบ่งย่อยออกเป็น 2 กรม เรียกว่ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา เพื่อความเข้าใจและจดจำได้ง่าย นึกเสียว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเดินเรือออกจากอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา พ้นจากปากน้ำไปแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเมืองญวน เมืองจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร บางทียังเลยเถิดไปถึงเมืองญี่ปุ่นด้วย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าซ้าย เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘โชฎึกราชเศรษฐี’ พระยาผู้มีราชทินนามดังกล่าวมีผู้สืบสายสกุลมาหลายตระกูล มักได้รับพระราชทานนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘โชติก’ เช่น โชติกเสถียร โชติกสวัสดิ์ หรือ โชติกพุกณะ เป็นต้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : www.silpa-mag.com

แต่ถ้าเดินเรือเลี้ยวขวา ก็จะไปเมืองแขกและเมืองฝรั่งทั้งปวง ตั้งแต่ลังกา อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม กินแดนไปจนถึงเมืองยุโรปทั้งหลาย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าขวา เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายแขก มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘จุฬาราชมนตรี’ ซึ่งราชทินนามนี้ยังใช้เป็นชื่อประจำตำแหน่งของผู้นำชาวมุสลิมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแม้จนทุกวันนี้

ทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาเป็นกรมย่อย ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ประกอบด้วยเวียง วัง คลัง และนา เสนาบดีพระคลังที่ว่านี้ถือตราบัวแก้ว สำหรับประทับเป็นสำคัญในเอกสารต่างๆ ด้วยเหตุที่ผู้คนในกรมทั้งสองเป็นผู้สันทัดจัดเจนในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากการดูแลภารกิจเรื่องการค้าขายแล้ว ภารกิจในเรื่องการติดต่ออย่างเป็นทางการกับคนต่างชาติต่างภาษา ที่เรียกโก้หรูว่า ‘ทางพระราชไมตรี’ จึงพลอยตกติดมาอยู่ในความรับผิดชอบของเสนาบดีพระคลังด้วย

ยังแถมด้วยงานพิเศษ คือ การดูแลหัวเมืองชายทะเลที่เป็นเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขาย หรือเป็นด่านเข้าออกของชาวต่างประเทศแถมพกมาอีกอย่างหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าเสนาบดีพระคลังสมัยก่อนนั้น ท่านทำงานหลายหน้าที่เหลือเกิน นอกจากงานเรื่องการเงินการคลังของตัวเองโดยตรงแล้ว ยังมีเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยยุคนี้รวมห่อเข้าไปด้วย

อธิบายเตลิดเปิดเปิงต่อไปว่า กฎหมายตราสามดวงซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับแผ่นดินที่ชำระขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ใบปกหน้าประทับตราพระราชลัญจกรสามดวง คือตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเสนาบดีพระคลัง ตามลำดับ เพื่อแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากฎหมายเล่มนี้ใช้ได้ตลอดทั่วราชอนาจักร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความกำกับดูแลของเสนาบดีคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น

เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ : th.m.wikipedia.org

เล่ามายืดยาวเพียงนี้ คงพอเข้าใจแล้วนะครับ ว่าเหตุใดกระทรวงการต่างประเทศในยุคปัจจุบันจึงใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งมีรูปร่างเป็นเทวดานั่งแท่นถือดอกบัวอยู่ในมือ เป็นตราประจำกระทรวง

ขณะที่กระทรวงการคลังแยกไปใช้ตรานกวายุภักษ์ กินลมเป็นภักษาหารไปตามเรื่อง

ระบบราชการที่เคยเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์ มีกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง กลายเป็นของพ้นสมัยไปเสียแล้วในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆ ผ่อนผันแยกราชการเรื่องการต่างประเทศกับงานการคลังการค้าออกจากกันตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ต่อมาเมื่อทรงปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในช่วงกลางรัชกาล ทรงยกเลิกวิธีการแบ่งส่วนราชการแบบเดิมที่ใช้มาหลายร้อยปี และเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม อย่างใหม่แทน

ภารกิจในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเกียรติยศของประเทศ และมีผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของบ้านเมือง ทรงกำหนดให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ใช้ตราบัวแก้วของเสนาบดีพระคลังแต่เดิมเป็นตราของกระทรวง

เวลานั้นฝรั่งหลายชาติเริ่มเข้ามาค้าขายและติดต่อเป็นทางพระราชไมตรีเนื่องสนิทกับเมืองไทย มีสถานกงสุลเข้ามาตั้งประจำอยู่ในพระนคร มีธุระราชการต้องติดต่อสื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศที่ว่านี้เป็นประจำ ตามแบบธรรมเนียมแต่เดิมของบ้านเรานั้น ไม่มีที่ทำการของหน่วยราชการใดเป็นพิเศษ หากแต่ใช้บ้านของเสนาบดีหรือข้าราชการผู้ใหญ่ของแต่ละกรมเป็นที่ทำงาน

ชีวิตในแต่ละวัน ประมาณว่าตื่นเช้ามา ข้าราชการทั้งหลายก็ไปหาท่านเสนาบดีที่บ้าน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษาหารือกันไป ได้เวลาอันสมควรเสนาบดีก็เข้าวังไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่าราชการอย่างใด ก็รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ กลับมาบอกลูกน้องซึ่งรออยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือถ้าไม่ใช่การเร่งร้อน พรุ่งนี้ค่อยบอกกันก็ได้

วิธีทำงานแบบนี้ถ้าเราทำกันเองแต่เฉพาะหมู่คนไทยก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่กงสุลหรือทูตชาวต่างประเทศเขาไม่คุ้นกับวิธีการอย่างนี้ ย่อมรู้สึกประดักประเดิดกันอยู่มิใช่น้อย ราชการฝ่ายไทยเราก็ต้องผันผ่อนให้เข้าแบบธรรมเนียมสากล กล่าวคือต้องคิดอ่านให้มีที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว ยุคแรกสุดนั้นก็ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์ ที่อยู่ใกล้กันกับกระทรวงกลาโหมเป็นศาลาว่าการต่างประเทศแห่งแรก พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย และรับเสด็จเจ้านายต่างประเทศมาแล้วแต่เดิม ปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่ทำงานได้ไม่ขัดเขิน และสง่างามสมเกียรติยศด้วย

เพื่อนของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อแรกเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน ยังได้เคยทำงานอยู่ที่วังสราญรมย์ที่ว่านี้เลยครับ หมายความว่าวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศมากว่าร้อยปี

และเป็นธรรมดาครับ ที่วันหนึ่งสถานที่ที่เคยใหญ่โตโอ่โถง จะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จำเป็นจะต้องคิดหาทางขยับขยายไปหาที่ตั้งใหม่ เพื่อให้หน่วยงานทั้งหลายมีพื้นที่สำหรับทำงานได้สมประโยชน์

คนรุ่นผมย่อมรู้จักองค์การระหว่างประเทศองค์การหนึ่งที่ชื่อว่า SEATO (ซีโต้) หรือมีชื่อไทยยาวเหยียดว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อต้านกับคอมมิวนิสต์กันพอสมควร องค์การที่ว่ามีสมาชิก 8 ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
ภาพ : dvifa.mfa.go.th

อยู่ที่ไหนหรือครับ อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศถนนศรีอยุธยาเวลานี้นั่นเอง ผมยังจำได้เลยครับว่าหน้าตาเป็นตึกสองหรือสามชั้น สีเทาๆ มีขนาดไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก จนกระทั่งเมื่อองค์การดังกล่าวยกเลิกไปใน พุทธศักราช 2520 เพราะสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว ครั้นจะปล่อยตึกที่ว่านั้นทิ้งร้างอยู่ก็ใช่ที่ กระทรวงต่างประเทศของเราจึงรับโอนทรัพย์สินรายการนี้มาเป็นที่ทำการแห่งที่สอง คู่ขนานกันกับศาลาว่าการกระทรวงต่างประเทศที่วังสราญรมย์ซึ่งคับแคบลงไปทุกที

หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
ภาพ : www.silpathai.net/หม่อมหลวงเติบ-ชุมสาย/

ในความทรงจำของคนรุ่นผม อดีตอาคารที่ทำการของซีโต้ในยุคที่มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว มีของขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งคือร้านอาหาร ซึ่งขายอาหารดีมีคุณภาพ รสอร่อย ราคาคบหากันได้ ฝีมือของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินระดับชาติมาเปิดร้านอยู่ในอาคารดังกล่าว เวลาจะไปกินร้านที่ว่าต้องนัดหมายกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในตึกที่ว่านั้นให้เป็นคนพาเข้าพาออก เพราะไม่ได้เปิดให้บริการสำหรับคนทั่วไป แต่ตั้งใจจะขายอาหารสำหรับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และเพื่อนฝูงผู้มีฐานานุรูปเช่นผมเท่านั้น ฮา!

อยู่ไปอยู่มานานปีเข้า กระทรวงต่างประเทศมีความเห็นว่าควรจะสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ขึ้นในบริเวณริมถนนศรีอยุธยานี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน การก่อสร้างคราวนั้นมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของกรมโยธาธิการหรือสถาปนิกของทางราชการ เพราะฉะนั้น หน้าตาถึงได้ออกมางดงามแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในพุทธศักราช 2542

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ

ของชำร่วยในงานนั้นเป็นจานเบญจรงค์สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามใจปรารถนา ลวดลายที่อยู่บนจานเป็นรูปเรือในกระบวนพระราชพิธี ซึ่งผมเข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากภาพเขียนเก่าสมัยอยุธยา ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มีทูตฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองไทย ดูเหมาะสมกับพิธีเปิดที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่สุด

Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam

ผมเองไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือไปในงานพิธีการต่างๆหลายครั้งที่อาคารดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ตอนกลางของอาคารซึ่งมีชื่อเรียกว่าห้องวิเทศสโมสร ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์จริงๆ ครับ บางคราวเมื่อมีความขัดข้อง ไม่สามารถจัดงานสโมสรสันนิบาตในวาระสำคัญได้ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ไปจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ห้องวิเทศสโมสรนี้แทน และห้ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติองเดียวกันนี้เอง ผมก็ได้เคยฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นการฟังบรรยายโดยแถมมื้อกลางวันด้วยหนึ่งมื้อ อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งสมอง เป็นที่ปลาบปลื้มมากครับ

นอกจากเรื่องกินเลี้ยงแล้วเรื่องไปประชุมก็มีครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไม่ทำการทำงานอะไรเสียเลย จำได้ว่าในสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ครั้งหนึ่งทางกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่าเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศ G-7 มีประเด็นหารือเรื่องมาตรการในการป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลอมพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ผมก็ได้ไปร่วมพูดคุยหารือ และกลับมาทำงานในส่วนของเราจนสำเร็จเรียบร้อยครับ

ทุกวันนี้เวลานั่งรถผ่านบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ผมอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวมองดูอาคารที่มีความสง่างดงามหลังนี้ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและผมเองได้เคยพบเห็นมา สุดท้ายก็กลับมาจ้องดูจานเบญจรงค์ ของชำร่วยเก่าแก่ใบนี้ที่บ้าน พอให้ครึ้มใจว่า เรานี้ก็ช่างเก็บเสียเหลือเกิน อิอิ

ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ
เรื่องเล่าจากจานเบญจรงค์ ประวัติสีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และตึกกระทรวงการต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

สำหรับคนไทยที่มีอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับผม เห็นจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นแน่แท้ ชีวิต ผลงาน และเรื่องราวของท่าน เป็นสีสันที่มีความสำคัญในเมืองไทยมาช้านาน งานเขียนของท่านยังเป็นงานที่ได้รับความนิยมไม่ตกยุคตกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเขียนเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนนำไปทำละครก็หลายครั้ง ทั้งละครโทรทัศน์ ละครร้อง และละครเวที มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ถึงขนาดที่ท่านได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านวรรณกรรม โดยไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถด้านนี้ของท่านเลย

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

อีกมิติหนึ่งในด้านการเมือง คนรุ่นผมต้องจำได้แน่ว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยในราว พ.ศ. 2518 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.​ 2516 

น่าสนุกยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะได้ทบทวนความทรงจำกันว่า ในวันที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันกับเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียวกันเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น รัฐบาลท่านจึงมีสภาพเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น และนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาในเวลาต่อมา

ผมจำได้ดีว่าในระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในราวเดือนเมษายน พุทธศักราช 2518 ผมซึ่งเป็นนิสิตของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน และออกไปทำงานอาสาสมัครด้านกฎหมายในต่างจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลของคุณชายคึกฤทธิ์ที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ประกาศนโยบาย ‘เงินผัน’ ใช้วงเงินมากถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งมหึมามหาศาลมากสำหรับค่าเงินยุคสมัยนั้น โดยมอบให้สภาตำบลที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศนำไปบริหารจัดการตำบลละ 1 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีอธิบายว่านี่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนฐานราก เพื่อให้คนมีงานทำ ไม่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ในเวลาว่างจากฤดูทำนาเข้ามาหากินในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็เป็นการฝึกวิถีประชาธิปไตย ให้ชาวบ้านตกลงคิดอ่านกันเองด้วยว่า เงิน 1 ล้านบาทนี้จะนำไปใช้สอยอย่างไร จึงเกิดประโยชน์สำหรับตำบลของเขามากที่สุด

ผมและเพื่อนๆ ไปอยู่ในท้องถิ่นชนบท พอดีกันกับที่นโยบายเรื่องนี้กำลังเริ่มปฏิบัติ จึงได้ช่วยพ่อกำนันและพี่ผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายตระเตรียมเอกสารสำหรับโครงการ และพลอยสนุกกับทั้งได้ประสบการณ์จริงด้วย ว่าเงินผันนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จำได้แม่นยำว่า หลังจากโครงการนี้เดินหน้าไปได้ระยะหนึ่ง มีข่าวว่าการทุจริตเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง คุณชายคึกฤทธิ์ตอบตามสไตล์ของท่านว่า เรื่องนี้ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย พร้อมกับให้ข้อสังเกตมหัศจรรย์ว่า

“ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมา นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ราษฎรได้โกงเงินของตัวเองบ้าง”

ทั้งฮา ทั้งน่าคิดมิใช่หรือครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องพรรคกิจสังคมของท่านอีกทีหนึ่ง พรรคนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Action Party ใช้อักษรย่อว่า SAP สื่อมวลชนทั้งหลายเรียกโดยย่อว่า ‘พรรคแสป’ เห็นไหมครับว่าเพียงแค่ชื่อพรรคก็แสบไปถึงไหนๆ แล้ว

เมื่อแรกตั้งพรรคขึ้นใหม่ การทำให้ชื่อเสียงและนโยบายของพรรคเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ก็มีเครื่องมือให้เลือกใช้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ทำคลิปขนาดสั้นเล่าประเด็นที่น่าสนใจแล้วเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ถ้าถูกใจคนดู เขาก็จะช่วยเผยแพร่ออกไปให้คนอื่นได้รู้เห็นด้วย เป็นต้น

อย่าลืมว่าการตั้งพรรคแสปนี้ เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ.​ 2517 ต่อเนื่องกับ พ.ศ. 2518 ยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีออนไลน์อะไรทั้งสิ้น คุณชายผู้มีประสบการณ์ในแวดวงของสิ่งพิมพ์มาช้านานและเป็นหัวหน้าพรรค จึงตัดสินใจเลือกใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือแนะนำพรรคให้คนรู้จัก ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนแรกเปิดตัวพรรค มีหนังสือออกมาเผยแพร่กี่เล่ม แต่ที่แน่ใจคือ มีหนังสือเรื่อง ‘สังคมนิยม’ ที่ คุณบุญชู โรจนเสถียร ผู้บริหารใหญ่ของธนาคารกรุงเทพซึ่งตัดสินใจมาร่วมตั้งพรรคกิจสังคมกับเขาด้วยเป็นผู้เขียนเล่มหนึ่ง

อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือเรื่อง ‘ทุนนิยมคืออะไร’ ผู้เขียนคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผมนิดเดียว หนา 33 หน้า หนังสือนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ใครอยากได้ต้องจ่ายเงินซื้อหา ผมซึ่งเป็นนิสิตเรียนกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัย ย่อมสนใจกับหนังสือนี้เป็นธรรมดา ถึงขนาดที่ยอมควักเงิน 5 บาทออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้อหนังสือมาอ่านครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หน้าปกของหนังสือใช้สีแดงขาวน้ำเงินที่ทุกคนคุ้นเคย มุมปกหนังสือด้านบนซ้ายมือ นี่คือชื่อและตราสัญลักษณ์ของพรรคกิจสังคม เป็นวงกลมรูปฟันเฟือง ภายในวงกลมนั้นมีภาพเคียวและรวงข้าว 3 รวง

หนังสือเล่มนี้มีความหมายสำหรับผมในแง่มุมที่ว่า เป็นงานเขียนของคุณชายคึกฤทธิ์ ที่เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายทางการเมืองแบบแจ้งชัด ถึงแม้ท่านมีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาแล้วบ้าง เช่น ไผ่แดง หรือ โจโฉนายกตลอดกาล แต่หนังสือเหล่านั้นก็มีแบบแผนการนำเสนอที่แตกต่างไปจากหนังสือ ทุนนิยมคืออะไร ที่เขียนขึ้นเพื่อการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

การเขียนหนังสือแสดงความคิดความอ่านของบุคคลสำคัญในพรรคออกขาย เป็นวิธีหาเงินหรือระดมทุนเข้าพรรคแบบกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ความคิดก็ขายได้ เงินก็ได้รับ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดจำหน่ายหนังสือของพรรคแสป คือ คุณพงษ์ สารสิน คุณชายหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่า

“…เรื่องนี้ยกให้คุณพงษ์ สารสิน แกขายหนังสือเก่ง ตอนแรกไม่รู้ฝีมือแก ไม่งั้นผมให้แกเป็นสายส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้รวยกันตายป่านนี้”

หนังสือหนาเพียงแต่ 30 หน้าเศษที่ผมยังเก็บงำไว้ในคอลเลกชันหนังสือของผมเล่มนี้ ถึงแม้แก่นของเรื่องจะเป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องทางวิชาการ แต่ด้วยฝีมือของผู้เขียนผู้เป็นมือหนึ่งในการอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้หนังสือเล่มนี้มิได้มีฐานะเป็นยาขมที่กินแล้วขื่นคอแต่อย่างใด

ขออนุญาตยกตัวอย่างบางตอนจากหน้าแรก มาแสดงพอให้เห็นรสชาติของหนังสือนะครับ

“… คำว่านิยมนั้น ในภาษาไทยปัจจุบันใช้แทนอักษรฝรั่ง สะกดตัวว่า ism ซึ่งมักจะมีอยู่ในชื่อลัทธิหรือความเชื่อต่างๆ ตลอดจนศาสนา เช่น ศาสนาพุทธนั้น ฝรั่งก็เรียกว่า Buddhism ซึ่งเคราะห์ดีที่คนไทยเรารู้จักมาก่อนรู้จักภาษาฝรั่งจึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา แทนที่จะเรียกว่า “พุทธนิยม” แต่ความจริงอักษรสามตัวที่ว่า ism นั้น จะแปลว่า นิยมในทุกกรณีไปเห็นจะไม่ได้

“ท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งได้เคยแสดงความเห็นในทำนองนี้ไว้นานแล้ว ท่านบอกว่า ถ้าจะถือว่า ism แปลว่านิยมแล้ว โรคปวดเมื่อยอย่างหนึ่งซึ่งฝรั่งเรียกว่า Rheumatism จะไม่ต้องเรียกในภาษาไทยว่า “โรคปวดเมื่อยนิยม” หรือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะใครเลยจะไปนิยมความปวดเมื่อยได้ลงคอ?

“อย่างไรก็ตาม อักษรสามตัวที่ว่า ism ในภาษาฝรั่งนั้นหมายถึงสิ่งที่เป็นใหญ่หรือเป็นอินทรีย์ ในลัทธิความเชื่อหรือในระบบนั้นๆ เช่น Buddhism ก็หมายว่า พุทธะ หรือปัญญาเป็นใหญ่ เป็นอินทรีย์แห่งศาสนาพุทธ…”

แค่นี้ก็กระจ่างใจไปเรื่องหนึ่งแล้วครับ คุ้มราคา 5 บาทมาก

ในหนังสือเล่มเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของทุนนิยมโดยถ่องแท้ ผู้เขียนได้อธิบายลัทธิทางเศรษฐกิจอีกหลายเรื่อง ไว้เพื่อประโยชน์ในการเทียบเคียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม (Socialism) วานิชนิยม (Mercantalism) หรือระบบศักดินา (Feudalism) ข้อสำคัญที่ท่านได้ฝากข้อสังเกตไว้ให้ผู้อ่านได้คิดคือ ระบบระบอบทั้งหลายไม่ใช่ของที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตอนแรกคิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ก็จะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดกาล ตรงกันข้าม ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจนี้ก็มีพัฒนาการในตัวเองอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงรักษาหลักสำคัญไว้ได้ ถึงแม้รายละเอียดจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การจำแนกระบบว่าประเทศใด สังกัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจชนิดใด ก็ต้องดูที่หลักการเรื่องนั้นเป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาผสมปนเปบ้างก็ตาม

ท่านบอกไว้อย่างนี้ครับ

“…ทุนนิยมนั้นก็เหมือนกับสังคมนิยมในข้อที่ว่าเป็นของอย่างหนึ่งในกาลสมัยหนึ่ง พอกาลสมัยเปลี่ยนไปเป็นอีกกาลสมัยหนึ่ง ระบบทั้งสองนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของทุนนิยม เช่น ให้รัฐเข้าเกี่ยวข้องในการเศรษฐกิจมากขึ้น และให้รัฐมีอำนาจควบคุมการเศรษฐกิจมากขึ้นนั้น ทำให้คนต้องรู้สึกเป็นธรรมดาว่า ประเทศทุนนิยมกำลังจะมีลักษณะเป็นประเทศสังคมนิยมมากขึ้นทุกที ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีความจริงเป็นบางส่วน แต่ตราบใดที่ธาตุแท้ของระบบทุนนิยมยังคงอยู่ กล่าวคือ สิทธิของบุคคลที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เหลือใช้หรือทรัพย์ที่งอกเงยขึ้น เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้แล้ว ตราบนั้นก็เห็นจะยังพอชี้ได้ว่า ระบบใดเป็นทุนนิยม ระบบใดเป็นสังคมนิยม”

ผมสนุกมากที่ได้อ่านข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนว่าอะไรคือจุดแข็ง อะไรคือจุดอ่อนของระบบทุนนิยม รวมทั้งการเปรียบเทียบว่าระบบใดจะดีกว่ากันระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่การเมืองของประเทศไทยเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 ประเทศ คือลาว กัมพูชา และเวียดนาม เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองไปอยู่ในค่ายสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้น

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ หนังสือเก่ามากขึ้น คนอ่านได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นนิสิตวัยหนุ่มมาเป็นข้าราชการเกษียณอายุวัยชราไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมเวลานี้กลับกลายเป็นเรื่องจุดอ่อนของระบบทุนนิยมว่ามีอะไรบ้าง

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

คุณชายคึกฤทธิ์บอกว่า

“…จุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของระบบทุนนิยมคือ ภายใต้ระบบนี้ คนรวยมักจะมีทางที่จะรวยยิ่งขึ้นไปได้มาก ทำให้ช่องว่างระหว่าง “คนมี” กับ “คนจน” นั้น ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก… ทรัพย์ส่วนตัวนั้นทำให้เกิดทรัพย์ส่วนตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งทำให้รายได้ของคนในประเทศแตกต่างห่างไกลกันได้อย่างกว้างขวางที่สุด…. จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของทุนนิยม… คือภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นทรัพยากรของชาติไม่จำต้องถูกใช้ไปในทางที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าระบบทุนนิยมจะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบนี้ก็ยังเป็นระบบที่ก่อให้เกิดความเสียเปล่ามากอยู่… ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเอกชนได้กำไร ชาติก็ต้องขาดทุน ป่าไม้เมืองไทยเป็นตัวอย่างอันดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้”

อ่านแล้วแสบๆ คันๆ สมฐานะที่เป็นหนังสือเผยแพร่ของพรรคแสปทุกประการ

เวลานี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังพบเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ความแตกต่างระหว่าง คนมีกับคนจน ในประเทศของเราก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น มาตรการของภาครัฐหลายอย่างส่งผลกระทบกับคนมี-คนจน ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ แค่โทรศัพท์มือถือที่จะสมัครแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล คุณตาคุณยายในชุมชนแออัดริมคลองน้ำเน่าของเรา แกก็ไม่มีปัญญาจะซื้อมาใช้เสียแล้ว ในขณะที่ผู้มีฐานะมั่นคง ไม่ต้องห่วงกังวลกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย เพราะลำพังที่มีอยู่ก็กินใช้ไม่หมดแล้ว

หนังสืออายุเกือบครึ่งศตวรรษ หนา 33 หน้า เขียนโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วกว่า 25 ปี ยังน่าอ่านอยู่เสมอ

เสียดายที่หนังสือนี้ไม่เคยพิมพ์ซ้ำอีกเลย เสียดายจริงๆ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load