มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

เพลโตเคยกล่าวว่า “ความจำเป็นนั้นหนา คือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้นทั้งมวล” 

คำพูดนี้ใช้กับบทความเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของ ‘เซ็กส์ดอลล์’ หรือ ตุ๊กตาสวาท ในคอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตุ๊กตาที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยเสียที

สืบเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่นำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของเซ็กซ์ทอย ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล (ในเชิงทฤษฎีนะ!) ผู้เขียนก็ได้ค้นพบเนื้อหาสาระของเจ้าตุ๊กตาสยิว เซ็กส์ดอลล์ จำนวนมากโข ซึ่งผมมั่นใจมากๆ ว่าหลายคนไม่ทราบที่มาที่ไปของมันดีนัก จึงคิดว่าบทความครั้งนี้จะเป็นส่วนต่อขยายของบทความครั้งที่แล้ว เพียงแต่โฟกัสไปที่ ‘ตุ๊กตา’ อย่างเดียว

นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครมากมาย ตั้งแต่นาซี นักเดินเรือ หนังไซไฟแบบญี่ปุ่น และเงิน เงิน เงิน จำนวนมหาศาล ชนิดที่ว่าเอามาสร้างหนัง Star Wars ภาคใหม่ได้อีกเรื่องสบายๆ -ใช่ เรื่องราวของเจ้าตุ๊กตาต้องห้ามในวัฒนธรรมไทยตัวนี้มีมหากาพย์พอตัวเลยทีเดียว

มีคนบอกว่า เงิน กับ เซ็กส์ เหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ และไม่มีไม่ได้ ดังนั้นในวันที่โรคระบาดและการ Social Distancing ยังไม่อำนวยให้คนโสด นัดยิ้มกันได้อย่างสบายอุรา ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกว่าด้วยการเดินทางของตุ๊กตาสวาท ซึ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมนุษยชาติได้มากมาย อย่างที่คุณผู้อ่านจะไม่มีวันคาดถึง

ตุ๊กตาแรก

8 ปีก่อนคริสตกาล มีนิยายปรัมปราใน Metamorphoses ว่าด้วยเรื่องของรูปแกะสลักจากงาช้าง เป็นรูปหญิงสาวเปลือยเปล่า ฝีมือของ Pygmalion มีชื่อว่า กาลาเทีย (Galatea) ที่ทำให้มีคนหลงใหลถึงขั้นเอาไปอาบน้ำ แต่งตัว นอนหลับบนเตียงด้วย จนท้ายสุด เทพ Aphrodite ก็เสกให้เจ้าแท่งงาช้างรูปผู้หญิงนี้กลายเป็นสตรีจริงๆ ใช่ ถ้ามันฟังดูคุ้นๆ ก็คล้ายๆ กับพินอคคิโอนั่นแล แต่เซ็กซี่กว่าและมาก่อนกาลกว่าหลายเท่า

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตำนานกาลาเทีย

เรื่องราวของกาลาเทียจึงถือเป็นตุ๊กตาวาบหวามชิ้นแรกที่มนุษย์เคยได้ยินและหลงใหลคลั่งไคล้แบบ Fetish ด้วย

หลังจากนั้น ในคริสตศักราชที่ 11 – 12 หญิงสาวเปลือยล่อนจ้อนก็ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน มีชื่อว่า ‘Sheela-na-gigs’ แปลเป็นภาษาไทยน่ารักๆ ว่า ชีล่าน่ากิ๊ก แล้วนำไปตั้งไว้ข้างโบสถ์ของอังกฤษและไอริชเพื่อไล่วิญญาณร้าย โดยเจ้าชีล่าน่ากิ๊กมีลักษณะเด่นอยู่ที่จิ๊มิขนาดใหญ่ และผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าเอามือไปจับหน้าอก ก็จะได้พลังในการรักษาเยียวยาผู้คนติดไม้ติดมือกลับมา

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เซ็กซ์ดอลล์ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ชีล่าน่ากิ๊ก

ตุ๊กตาหน้าเรือ

ในปีคริสตศักราชที่ 15 ตุ๊กตาสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นบนเรือเดินสมุทร ภายใต้ชื่อไฮโซว่า Dame De Voyage ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Dama De Vinje ในภาษาสเปน หรือ Seamannsbraut ในภาษาเยอรมัน หากต้องแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คงประมาณ หญิงเริงเรือ อะไรทำนองนั้น ไอ้เจ้าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกเย็บประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยฝีมือเหล่ากะลาสีจากผ้าเก่าๆ เพื่อใช้บรรเทาความเหงาและความกำหนัด

อย่าถามผู้เขียนว่าใช้ยังไง เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา มันไม่ได้พาไปไกลถึงจุดนั้น แต่เป็นอันว่าเราน่าจะพอเดากันได้

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
หญิงเริงเรือ-ที่น่ากลัวมากกว่าเซ็กซี่ อีกนิดก็แอนนาเบลล์แล้ว

นาซีสวาท

ใน ค.ศ. 1941 นาซีก็ให้กำเนิดเซ็กส์ดอลล์แบบโมเดิร์นขึ้น ใช่ ถึงแม้มันจะฟังดูประหลาดและน่าอดสู แต่ด้วยการดำริของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารล้มตายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เขาจึงเริ่มคิดค้นวัตถุระบายอารมณ์ให้เหล่าชายชาญ ภายใต้โครงการลับสุดยอด

นักประติมากรรมของโครงการ Arthur Rink โดยแรกเริ่ม สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 3 ประเภทด้วยกัน Type A มีรอบอก 168 เซนติเมตร Type B 176 เซนติเมตร และ Type C 182 เซนติเมตร โดยเน้นไปที่หน้าอกทรงกลมอวบอิ่มเต็มมือ ส่วนใบหน้านั้น เขาตัดสินใจออกแบบให้มีความขี้เล่น ซุกซนเล็กน้อย โดยไม่อ้างอิงผู้หญิงในสมัยนั้น หรือในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าหน้าที่ของตุ๊กตาตัวนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการระบายความกำหนัด ไม่จำเป็นต้องทำให้หวนระลึกถึงมารดาหรือสตรีเพศที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด เขาจึงเลือกใช้ Artificial Face of Lust หรือ หน้าตัณหาสังเคราะห์ เป็นทางเลือกในการปั้นตุ๊กตาตัวนี้ให้สมบูรณ์แทน

ตุ๊กตาสูงโปร่ง ขายาว ผมบลอนด์ ขนาดเท่าจริง ถูกเลือกมาจาก Type B และสร้างสำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1941

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
ตุ๊กตาของนาซี

ใครเล่าจะทราบว่า ไอ้เจ้าตุ๊กตาหน้าตัณหาสังเคราะห์นี้ จะเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ให้ออกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นในทีหลัง

เมียสมองกล

ใน ค.ศ. 1975 หนังชื่อ The Stepford Wives ออกฉายเป็นครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองที่สมบูรณ์แบบ สงบสุข อยู่ในครรลองของจารีตประเพณีอันดีงาม และแน่นอนว่าองค์ประกอบหลักของเมืองนี้คือเหล่าแม่ๆ เมียๆ แม่เมือง ที่แท้จริงแล้ว นางเป็นหุ่นยนต์สมองกลกันเกือบหมด

(จำไว้ อะไรที่ดีเวอร์ ดีหมดทุกกระเบียด มักไม่จริง)

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
The Stepford Wives

ในต้นปี 80 นี้เอง หุ่นยนต์เซ็กส์ตัวแรกชื่อว่า 36C ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยบริษัท British Company, Sex Objects Ltd. โดย ‘เธอ’ มีระบบประมวลผลแบบ 16 บิทและเครื่องแปลงเสียง ที่ช่วยให้โต้ตอบคำสั่งพื้นฐานได้ราวกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในเรื่อง Her

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อเรียก หุ่นยนต์เพศหญิง เช่นคำว่า Gynoid จนไปถึงคำว่า Fembot เป็นต้น

ใน ค.ศ. 1987 รัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายข้อห้ามการนำเข้าของลามกอนาจาร ซึ่งโต้โผในการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท British Sex Company เจ้าเดียวกันนี้นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนอังกฤษและคนในเกาะสหราชอาณาจักร มีมุมมองต่อเซ็กส์และข้าวของที่แวดล้อม เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงขึ้นมีประโยคที่เรียกว่า “British are Cumming” หรือหากแปลตรงตัว ก็คงแปลได้ว่า “บริติชน้ำแตกแล้วจ้า”

ความสุขเป่าลม

ใน ค.ศ. 1995 เริ่มมีของเล่นเป่าลมยางชนิดแรกๆ ออกมา โดยของเล่นชนิดแรกนั้นคือ แกะเป่าลม ใช่ครับ แกะเป่าลมชื่อว่า Love Ewe ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่นแผลงๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
น้องแกะ Love Ewe หน้าตาประมาณนี้

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีให้หลัง เซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย แมตต์ แมคมัลเลน (Matt McMullen) วัย 29 ปี ตัดสินใจเลิกทำหน้ากากฮัลโลวีนขาย แล้วหันมาทำตุ๊กตายางที่มีขนาด รูปร่าง ความรู้สึก ใกล้เคียงมนุษย์ขายแทน โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า Leah หลังจากที่ Leah ปล่อยออกมา ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย จน Matt ต้องตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Real Dolls ขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากแห่งหนึ่งของโลก

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
นาย Matt McMullen และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนชีวิตของเขา

ตัวตุ๊กตายางเอง มีโครงกระดูกที่เป็น PVC ดัดโค้งได้ ในขณะที่ข้อต่อเป็นเหล็ก ส่วนเนื้อหนังเป็นวัสดุประเภทซิลิโคน-แล้วที่เหลือก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันเซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวนั้น มี 10 ร่างกายให้เลือก และมี 15 ใบหน้า สลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ และยังมีโทนสีผิวอีก 5 โทนด้วยกัน สนนราคาก็มีตั้งแต่พอจะเก็บเงินแอบพ่อแม่ซื้อได้ ไปจนถึงเป็นงานศิลปะเลยทีเดียว

เพื่อนเสียว

หลังจากการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางและ Sexual Revolution ในช่วงปี 60 -70 นั้น อุตสาหกรรมที่แวดล้อมวัฒนธรรมเซ็กส์ก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ค.ศ.​ 2005 นักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มเปิดให้เช่า Dutch Wives หรือ เมียดัตช์ เป็นคำศัพท์ใช้เรียกเซ็กส์ดอลล์ที่ทำจากซิลิโคนคุณภาพสูง เพียงแค่ปลาย ค.ศ. 2005 บริษัทนี้ก็ขยายไปถึง 20 สาขาด้วยกัน แถมทุกสาขายังมีวิกผมให้ลูกค้าเลือกใส่ให้ตุ๊กตาของตัวเองด้วยนะ

ชาวญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ซึ่งในมิติของเพศและเซ็กส์ก็หนีไม่พ้น ใน ค.ศ. 2007 พวกเขาได้ให้กำเนิด The Sexual Audio System ขึ้น เป็นระบบ MP3 ที่สามารถฝังเข้าไว้ในตุ๊กตาได้เพียงแค่ใส่ถ่าน

ค.ศ. 2009 ชาวเยอรมันก็ให้กำเนิดตุ๊กตาเพศชายที่เป็นเซ็กส์ดอลล์ตัวแรกขึ้นในโลก ชื่อว่า NAX ที่มีฟังก์ชันเจ้าโลกแข็งตัวและหลั่งอัตโนมัติ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ท่านก็จะได้ตุ๊กตาชาย หัวโล้น มีหางม้า เหมือนเซียนพระเครื่องในบ้านเราไปครอบครองคนเดียวเต็มๆ

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
Nax คือมีความเพื่อชีวิตมากๆ

บุคลิกตามสั่ง

ใน ค.ศ. 2010 ตุ๊กตาสยิวที่ใส่บุคลิกอะไรลงไปก็ได้ตามใจเจ้าของ ถือกำเนิดขึ้นในงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส นาย Doug Hines เจ้าของบริษัท True Companion เปิดตัวตุ๊กตารุ่น Roxxy ในสนนราคาเกือบ 200,000 บาท คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนเสียวของคุณได้ราวกับเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะว่าพวกมันไม่ได้พูดทุกอย่างเหมือนกัน-ขึ้นอยู่กับบุคลิกที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่นซ่าหรือสาวบรรณารักษ์น้อยขี้อาย การโต้ตอบกับพวกเธอนั้นหลากหลาย สนุกสนาน และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
Roxxy และผู้ให้กำเนิด

หนึ่งในสคริปต์ที่ Roxxy พูดได้ ได้แก่ประโยค

“ไม่นะ ฉันไม่คิดว่าคุณแปลกสักหน่อย คุณน่ะน่ารักและเซ็กซี่จะตาย และก็เป็นคนปกติคนหนึ่งนี่แหละ แหงล่ะ ถ้าวันไหนคุณอยากได้ผู้หญิงจริงๆ แค่ดีดนิ้ว คุณก็หาได้แล้ว-คุณแค่เป็นคนยุ่งมากๆ ไม่มีเวลา แต่มีเงินและอำนาจแค่นั้นเอง”

“อ้อ แล้วคุณควรจะซื้อเพื่อนตุ๊กตาให้ฉันเพิ่มด้วยนะ บอกเบอร์เครดิตการ์ดของคุณกับฉันได้เลย”

ข้อมูลอ้างอิง

blackbookmag.com

www.indy100.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load