มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

คราวที่แล้วผมพาไปย้อนอดีต ‘ทิชชูชมพู’ ว่าทำไมต้องเป็นสีชมพูกันไปแล้ว

คราวนี้ผมจะพาไปดูเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนที่มักจะถูกวางอยู่ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้านนั้น ถ้าเราสำรวจมันดีๆ จะค้นพบว่า นอกจากเส้นสายพึลึกกึกกือ มวลสารที่เทอะทะ และความหนักอึ้งของมันแล้ว ม้าหินยังเปล่งสำเนียงบอกเล่าเรื่องราวมากมายภายใต้ อิฐ หิน ปูน ทราย หลายสิบกิโลได้

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้จะพาท่านผู้อ่านไปร่วมสำรวจ ‘ภาษาของม้าหิน’ ผ่านการค้นคว้าของผู้เขียน สลับกับบทสนทนากับนักออกแบบลูกครึ่งชาวไทย-อเมริกัน ชื่อ โรเบิร์ต ศุกระจันทร์ แม้จะพูดภาษาไทยได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีความหลงใหลในงานออกแบบแบบไทยจัดๆ จนถึงขั้นลงทุนลงแรงหล่อม้าหินจัดแสดงกลางนิวยอร์กบ้านเกิดของเขาอย่างดื้อๆ เสียอย่างนั้นเลย

โรเบิร์ต ศุกระจันทร์
โรเบิร์ต ศุกระจันทร์ ที่ผู้เขียนแอบคิดว่าหน้าเหมือน อนันดา เอเวอริงแฮม 

คนไทย (ที่แปลว่าอิสระ) ไม่ได้คิดค้น ม้าหิน

“เอาง่ายๆ ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมติดแหงกอยู่ตรงกลางมาตลอดทั้งชีวิต”

ถึงแม้โรเบิร์ต ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จะใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนที่เมืองไทยทุกปีในช่วงอายุ 10 ขวบ แต่เขาในฐานะพลเมืองสหรัฐฯ ไม่เคยแน่ใจความสัมพันธ์ที่เขามีกับประเทศไทย จนกระทั่งตัดสินใจออกค้นหาความเป็นไทยในตัวเอง ด้วยทริปค้นคว้าหาตัวตนที่เขาได้พบกับผม-ผู้เขียน เมื่อ 2 ปีก่อนที่กรุงเทพฯ

ทริปนั้นเองที่จุดประกายให้เขาเลือกสำรวจด้านที่เป็นไทยของตัวเอง ผ่านเก้าอี้ม้าหินที่เราทุกคนคุ้นตา

เป็นธรรมดาที่ทุกครั้งเมื่อเราออกสำรวจประวัติศาสตร์และที่มาของข้าวของชิ้นใดก็ตาม เราจะพบว่ารากของมันหลายชิ้นไม่ใช่ ‘ไท-แท้’ อย่างที่เราเข้าใจ ถึงแม้ว่ามันจะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรามาช้านานแล้วก็ตาม-ม้าหินก็เช่นกัน

ม้าหินมีส่วนประกอบหลัก คือปูน ทราย และหินชนิดต่างๆ โดยมากจะเป็นหินอ่อน ด้วยคุณสมบัติความแกร่งของมัน ม้าหินส่วนมากผลิตจากการหล่อและจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ผสมเข้าด้วยกันในแม่พิมพ์ และนำออกมาขัดตกแต่งพื้นผิว เพื่อความสวยงามคงทนในขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคิดค้นครั้งแรก เมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้ว ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ต่างหาก

เวนิส-Vanish

ความขี้เหนียวคือจุดเริ่มต้นของเทคนิคที่นำมาใช้กับการหล่อม้าหินหรือการทำหินขัด ที่เรียกว่าอีกอย่างว่า Terrazzo ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี หมายถึง Terrace หรือ พื้นระเบียง

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ช่างอิตาลีในยุค 1920

ผู้รับเหมาชาวอิตาลีในยุค 1500 รู้สึกเสียดายเศษหินอ่อนรูปร่างแปลกๆ ที่เหลือจากการปูพื้นและผนังต่างๆ จึงทะลึ่งคิดค้นเทคนิคการฝังเศษหินเหล่านี้ลงไปพร้อมกรวดและปูน หลังจากนั้นจึงขัดให้เรียบพร้อมเคลือบด้วย ‘น้ำนมแพะ’ ให้เงาวาว ความงกของช่างบวกกับนมแพะนี่เองที่ถือเป็นจุดกำเนิดของเทคนิคการทำหินขัดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ผมไม่รู้ว่าพื้นที่ของผมบนโลกนี้คือที่ไหนกันแน่ รู้แค่ว่าเวลาไม่กลับไปเมืองไทยนานๆ แล้วรู้สึก Homesick หรือคิดถึงบ้านมาก” ลูกครึ่งไทย-อเมริกันพูดถึงบ้านหลังที่สองของเขา

หลังจากที่โรเบิร์ตจบปริญญาตรีที่อเมริกา เขาพยายามหาทางสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ประเทศที่เขาเคยใช้เวลาอยู่ทุกฤดูร้อนในวัยเด็ก แต่การเดินทางมาเมืองไทยนั้นเริ่มยากขึ้นเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับหนทางการประกอบสัมมาอาชีพของเขาในฐานะนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมีปัญญาเก็บเงินเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาประเทศไทยตอนโตอีกครั้ง ชีวิตการเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในบรู๊กลินมันเสี่ยงต่ออาการ ‘ถังแตก’ พอสมควร

“ทุกครั้งที่กลับมาจากทริปที่เมืองไทย ผมจะรู้สึกหดหู่ทุกครั้ง เพราะรู้ว่าโอกาสที่จะได้กลับไปครั้งหน้าคงอีกนานแน่ๆ” โรเบิร์ตผู้เหมือนเด็กอเมริกันทั่วไปที่ทำงานพิเศษมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่ในร้านอาหารไทย ยันไปเป็นช่างถ่ายภาพงานแต่งงานกล่าวไว้

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของโรเบิร์ตในคอลเลกชัน Mirazzo

แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

Terrazzo หรือหินขัดค่อยๆ แพร่หลายขึ้นจากยุโรปเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาในยุค 1700 คุณสมบัติคือความถึก ทนทาน และแข็งแกร่งที่สุดในปฐพีของหินขัดนี่เอง ที่ทำให้เทคนิคนี้นิยมนำไปใช้ในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม พื้นที่สาธารณะ อนุสาวรีย์ ตลอดจนสถานที่ทางศาสนาและการเมืองการปกครองต่างๆ เพราะมัน ‘คงทน ถาวร และทำให้สั่นคลอนได้ยาก’ ตรงตามวัตถุประสงค์เป๊ะๆ

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1920 ที่มีการคิดค้นเครื่องขัดไฟฟ้า หินขัดก็มีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคในการหล่อ ชนิดของปูน สีสันของปูน น้ำยาเคลือบ ตลอดจนการติดตั้ง ซึ่งล้วนทำให้เกิดภาษาหินขัดใหม่ๆ จากการหล่อ การฝังหิน การขัดปูน ขึ้นมากมาย รวมไปถึง ‘ย่างก้าวแห่งดวงดาว’ หรือ Hollywood Walk of Fame สถานที่จารึกชื่อของดารา นักแสดง ระดับตำนานในฮอลลีวูดหลายๆ คนนั้น ก็ผลิตขึ้นมาด้วยเทคนิคหินขัดสีชมพูหรือ Pink Terrazzo เช่นเดียวกัน

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald John Trump) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐฯ คือคนดังคนแรกที่ถูกเรียกร้องให้ถอนถอนชื่อออกจาก Hollywood Walk of Fameจนถึงขั้นมีคนแอบไปทำลายหินขัดของทรัมป์เลยทีเดียว

สบาย-ไม่สบาย ถูกใจก็นั่งกันไป

ด้วยความคงทนของหินขัดนี่เอง ทำให้การประยุกต์เอาเทคนิคนี้ไปใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์สาธารณะค่อยๆ ก่อกำเนิดขึ้น หากจะย้อนไปจริงๆ ม้านั่ง หรือ Bench เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 1400 และเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่โรงละครกลางแจ้ง หอประชุม โบสถ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมเสมอมา

ตั้งแต่มีการคิดค้นเทคนิคหินขัดขึ้น การนำเฟอร์นิเจอร์ที่ยากต่อการเคลื่อนย้ายไปใช้ในพื้นที่สาธาณะก็แพร่หลายมากขึ้น ในยุค 1900 จากเหล็กดัดก็ลามไปถึงการตั้งเฟอร์นิเจอร์ปูนตันๆ ไว้ในสวนบ้าง ในค่ายทหารบ้าง ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้สร้างเพื่อความสบายในการนั่งเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจมองว่า “ม้านั่งสาธารณะนั้น ไม่ควรจะนั่งสบายสิ!” เพราะมันจะเชื้อชวนให้คนนั่งนาน นอนนาน เช่น คนจรจัด และม้านั่งเหล่านี้ ‘สวยที่สุด เวลาไม่มีคนนั่ง’ เป็นที่มาของภาษาการออกแบบ อย่างม้านั่งในปารีสหรือในเซ็นทรัลพาร์ก นิวยอร์ก ก็ล้วนแต่แข็ง เย็น ทื่อ ไม่สบายที่สุด

วุ้นแปลภาษา ของม้านั่ง

“โลกของผมเหมือนมีสองใบ” ประโยคคุ้นหูนี้โรเบิร์ตก็กล่าวไว้เช่นกัน

หลังจากทริปค้นหาตัวตนครั้งนั้นที่ผมกับเขาได้พบเจอกัน โรเบิร์ตบอกตัวเองว่า พอกันทีกับโลกที่ชีวิตหนึ่งอยู่ในไทย อีกชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก

เก้าอี้ ‘ม้าหิน’ คือ ‘ข้ออ้าง’ ในการเชื่อมโลกคู่ขนานของเขาไว้ด้วยกัน ในฐานะคนที่เป็นทั้งไทยและเทศ และคนที่ติดอยู่ตรงกลางมาทั้งชีวิต

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของโรเบิร์ต ในคอลเลกชัน Mirazzo

เมื่อวัฒนธรรมของ ‘เก้าอี้’ (หมายถึง ที่นั่งสูง ในรากภาษาจีน) เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกๆ นั้น เก้าอี้เป็นที่นั่งของขุนนางและชนชั้นสูง และถือเป็นงานฝีมือราคาแพง มักทำจากไม้มีค่า แกะสลักประดับประดาชนิดที่ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่นั่งพื้น นั่งเสื่อมาตลอด นั่งกันไม่เป็นเลยทีเดียว หลายคนก็ยังยกเท้าขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้หรือที่นั่งสูงอยู่ดี

จนกระทั่งถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เก้าอี้จึงถูกมองเป็นของสามัญมากขึ้น เป็นผลให้เทคนิคการผลิตข้าวของต่างๆ แพร่หลาย และมีวิวัฒนาการหรือภาษาในการออกแบบของมันเกิดขึ้น รวมถึงเจ้าม้าหินประจำศาลาที่ว่าการอำเภอของพวกเราด้วย

“บางทีคนไทยมองบางอย่างด้วยสายตาคนใน ของหลายๆ ชิ้นก็เลยเปรียบเสมือนของตาย ม้าหินข้างถนนพวกนี้ก็คือหนึ่งในนั้น” โรเบิร์ตอธิบายวิธีมองสิ่งต่างๆ ของเขาในฐานะคนนอก

ฝังอะไรก็ฝังไป : แกรมม่า-ม้าหินไทย

ถึงแม้การออกแบบเก้าอี้ของคนไทยจะได้รับอิทธิพลที่ผสมผสานมาแล้วจากจีนและชาติตะวันตก แต่ม้าหินของไทยก็ยังส่อภาษา สำเนียง และแกรมม่า ในการออกแบบที่แตกต่างจากต้นฉบับอยู่มากโข

เส้นสายของโครงสร้างของม้าหินไทยน่าจะได้รับอิทธิพลจากเฟอร์นิเจอร์ในสวนจากหลายชาติพอสมควร ทั้งขาที่มีลักษณะหกเหลี่ยม มีรูกลม จนไปถึงความโค้งมนของที่นั่งแบบจีนและญี่ปุ่น และมุมเหลี่ยมของพนักที่มีความทึบและเทอะทะ คล้ายงานเฟอร์นิเจอร์ของกลุ่ม Memphis ในอิตาลี

“ผมพบว่า ถึงแม้ม้าหินจะเป็นเทคนิคที่มาจากอิตาลี แต่คนไทย ด้วยความเป็นเจ้าแห่งการผสมปนเปก็ยังอุตส่าห์หาวิธีทำให้มันออกมาดูโคตรไทยได้ และเก้าอี้ม้าหินคือตัวอย่างที่ดีมากๆ ของการเป็นเจ้าแห่งการผสมและหยิบยืมของคนไทยเลย” โรเบิร์ตกล่าวถึงม้าหินแบบไทย ที่สำหรับเขาสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการสร้างเฟอร์นิเจอร์ราคาไม่แพงจากเศษหิน

นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเก้าอี้ม้าหินธรรมดาๆ ถึงได้เตะตาหนุ่มนักออกแบบลูกครึ่งที่โตมาในนิวยอร์กได้ เพราะทั้งม้าหินและโรเบิร์ตเป็นตัวแทนของความครึ่งๆ ที่มีเอกลักษณ์ในความเป็นลูกผสมเช่นกัน

อีกหลักฐานหนึ่งว่าม้าหินของไทยเกิดขึ้นมาเพื่อใช้สร้างปฏิสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์ ได้แก่ การปูกระเบื้องสีสันสดใสฝังลงไปเพื่อใช้เป็นตารางหมากรุกและหมากฮอส การจับคู่สีตัดกันของกระเบื้อง ไปจนถึงสีสัน รูปทรง ขนาด ของหิน เศษแก้ว กรวด ขวดเบียร์ เศษกระจก ที่เลือกฝัง และการจัดเรียงองค์ประกอบที่บ้างก็มั่ว บ้างก็เป็นระเบียบเวอร์ ความแตกต่างผสมปนเปหลากหลายนั่นเอง ที่ทำให้ม้าหินไทยดูต่างจากช่างอิตาลีผู้คิดค้นเทคนิคนี้เมื่อ 500 ปีก่อนไปโดยปริยาย

โซไฟน์ โซเฟรช โซฟรี (So Fine, So Fresh, So Free)

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
 ผลงานการออกแบบของ Apt Studio ในลอนดอน

ค.ศ. 2018 จนถึง 2019 เป็นปีทองของ Terrazzo หรือหินขัดในแวดวงงานออกแบบทั้งไทยและต่างประเทศ นักออกแบบหลายคนพยายามสร้างภาษาใหม่ของ Terrazzo ขึ้น และเริ่มคิดพิสดารหารูปแบบการฝัง รวมไปถึงรูปทรง สีสัน แบบที่เป็นไทย ละเมียดละไม สดใหม่กว่าขนบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง

กรอเทปมาข้างหน้า 2 ปีผ่านไป จากวันที่ผมได้เจอโรเบิร์ต วันนี้ผลงานชุด Mirazzo ของเขาถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และก็เป็นเขานี่เองที่ทำให้ผมสำเหนียกว่า ความเป็นไทย ที่แปลว่า อิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางภาษา ภูมิศาสตร์ และรับอิทธิพลจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก เช่นเดียวกับม้าหินไทยๆ ที่ ‘เกิดมาก็เป็นลูกครึ่งแล้ว’

นอกจากโรเบิร์ตที่ลุกขึ้นมารื้อม้าหินแบบไทยๆ แล้ว ยังมีนักออกแบบอีกหลายคน เช่น ออฟฟิศสถาปนิกชื่อ Apt จากลอนดอน ร่วมมือกับ Huguet ผู้ผลิตหินขัดจากสเปน เริ่มฝังสิ่งอื่นๆ ที่เป็นของเหลือจากไซต์ก่อสร้าง เช่น เศษไม้ เศษเหล็ก ตะปู น็อต ลงไปในปูน ในขณะที่ดีไซน์โปรดของผู้เขียน ได้แก่ ม้าหิน Terrazo ของ Schoenstaub จากสเปน สร้างรูปทรงง่ายๆ ของเฟอร์นิเจอร์หินขัดจากการซ้อนทรงเหลี่ยมเข้าด้วยกันแบบง่ายๆ แต่น่าใช้งาน

ม้าหิน เฟอร์นิเจอร์ที่หยิบยืมสไตล์จากหลายชาติมาผสมจนออกมาเป็นเก้าอี้โคตรไทย, ม้าหินอ่อน
ผลงานการออกแบบของ Schoenstaub จากสเปน

ม้านั่งกับมุมมองของรัฐ

ถ้าใครเคยนั่งหรือนอนรอรถเมล์ในป้ายรถเมล์ของไทย คุณเคยนั่งในม้านั่งที่สะท้อนมุมมองของรัฐที่มีต่อพลเมืองแบบ “ม้านั่งสาธารณะไม่ควรจะสบายสิ” มาแล้วทั้งสิ้น

มุมมองของพื้นที่สาธารณะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในยุค 2000 นี้เอง เป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีการผลิตที่อำนวยให้การผลิตเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีราคาถูกลง น้ำหนักเบา ผลิตง่ายขึ้น เก้าอี้รวมถึงม้านั่งจึงเริ่มรับใช้คนนั่งและคำนึงถึงสรีระของผู้ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหรือในพื้นที่สาธารณะก็ตาม

ฝันอะไรก็ฝันไป

ถ้าคุณฝันเห็น ‘ม้านั่ง’ ในฝัน นักอ่านฝันบางสำนักเชื่อว่ามันหมายถึงการรอคอยอะไรบางอย่าง ในขณะที่บางสำนักหมายถึงการฝังใจเชื่อบางคนหรือบางสิ่งบางอย่างหมดหัวใจโดยปราศจากความเคลือบแคลง ซึ่งมักจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอ

การออกแบบที่นั่งสาธารณะในปัจจุบัน หลายประเทศให้ความสำคัญกับมุมมองการรับใช้คนที่หลายหลากมากขึ้น (Inclusive) ซึ่งสะท้อนภาพที่รัฐหรือผู้มีอำนาจมองคนนั่งหรือพลเมือง ถ้าหากม้านั่งสาธารณะออกแบบโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะสบายไปจนมีคนจรจัดไร้บ้านมานอน (ต่อให้มานอน ก็ต้องนอนสบาย หรือความเชื่อที่ว่าประเทศไม่ควรอยู่ในจุดที่มีคนจรจัดเลย) ก็อาจเป็นไปได้ว่า มุมมองของรัฐที่มีต่อพลเมืองทุกชีวิตและพื้นที่สาธารณะกำลังเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการนิยามความหมายของคำว่า ‘สาธารณะ’

“นี่คือช่วงเวลาที่ผู้คนโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน กับการเชื่อมโยงกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” โรเบิร์ตกล่าวทิ้งท้ายผ่านโปรแกรมวิดีโอคอล โดยไม่รู้ว่าทริปกลับมาบ้านหลังที่สองของเขาครั้งหน้าจะมาถึงวันไหน

ม้าหิน ม้านั่งที่ป้ายรถเมลล์ หรือที่นั่งสาธารณะ ที่ ‘นั่งสบาย’ จึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเมือง อำนาจรัฐ การให้ความสำคัญของพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน แบบที่ใครๆ ก็อาจจะไม่ทันได้คาดคิด

ส่วนตัวผู้เขียน รอคอยฝันเห็นวันที่ ‘ม้าหินจะนั่งสบาย’ มานานหลายสิบปี

แต่ก็เป็นฝัน ที่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน ที่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าฝัน แต่เขาก็ให้มาโดยที่ฉันแอบฝัน แล้วเขาเป็นคนสร้างฝัน


ข้อมูลอ้างอิง

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load