มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

3 คืนติดแล้ว ที่ผม (ผู้เขียนคอลัมน์ วัตถุปลายตา) นอนไม่หลับ โดยหาสาเหตุไม่ได้ 

สันนิษฐานคือความกังวลในการส่งต้นฉบับให้ทัน บวกกับความวุ่นวายในปี 2020 ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ถึงแม้อยากจะปิดตาไว้ทั้งสองข้าง แต่แรงสั่นสะเทือนของสิ่งที่พวกเราทุกคนประสบอยู่นั้น กระหึ่มอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

กลางดึกคืนที่ 3 ของการนอนไม่หลับ สายตาผมเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ ‘Keep Calm and Carry On’ ระดับตำนานที่ประดับผนังของผมอยู่ เป็นความรู้สึกเหมือนโดนตบบ่าเบาๆ แล้วตามด้วยการตบหน้าแรงๆ หนึ่งฉาด

Keep Calm and Carry On ซึ่งผมขอแปลเป็นไทยไว้ในที่นี้ว่า ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ – มีนัยแฝงที่ซับซ้อน ห่างไกลกับตัวอักษรเรียบๆ บนพื้นภาพสีแดง จึงทำให้โปสเตอร์นี้พูดน้อย ประหยัดถ้อยคำ แต่ว่าต่อยหนัก โดยเฉพาะการต้องมาเห็นมันในคืนตาค้างในปีแห่ง COVID-19 จนมันทำให้ผม ผู้ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ของหนึ่งชิ้น วัตถุธรรมดาๆ มีเรื่องราวบอกเล่า ปะติด สิงสถิตอยู่กับมันเสมอ ต้องลุกขึ้นมาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud กลางดึกคืนนั้นทันที

และสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือผลของความสงสัย กังวล กาแฟหลายแก้ว และการนอนไม่หลับติดกันมา 3 คืนต่อเนื่อง

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

อังกฤษสู้ๆ

Keep Calm and Carry On คือโปสเตอร์กระตุ้นแรงฮึกเหิมของรัฐบาลอังกฤษใน ค.ศ. 1939 ในช่วงการเตรียมรับมือกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องด้วยเสียงเล่าลือว่าจะมีการถล่มขีปนาวุธทางอากาศในหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอังกฤษ

ถึงแม้จะถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 2.5 ล้านแผ่น และการถูกถล่มทางอากาศก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่โปสเตอร์สีแดงนี้ กลับไม่ได้ถูกเห็น ถูกแปะ มากนัก ในพื้นที่สาธารณะช่วงปีนั้น

ทำไมและเมื่อไหร่ คือคำถามที่สำคัญในการเข้าไปขุดคุ้ยนัยที่แฝงอยู่บนตัวอักษรธรรมดาๆ 3 บรรทัดนี้

ใน ค.ศ. 2000 เกือบ 60 ปีให้หลังต่างหาก เราถึงได้เห็นโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On ออกมาเฉิดฉายอยู่บนฝาผนังบ้าน บนแก้วน้ำ บนผ้าเช็ดจาน หรือแม้กระทั่งพรมเช็ดเท้า ซึ่งเป็นผลจากการเข้าไปค้นพบกองโปสเตอร์นี้ที่ร้าน Barter Books ในเมืองแอนิก (Alnwick) งานกราฟิกดีไซน์บนโปสเตอร์ระดับตำนานจึงเริ่มออกเดินทางจากคลังกระดาษไปยังวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

โปสเตอร์ร่วมชะตากรรม

โปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ไม่ใช่โปสเตอร์เดียวที่รัฐบาลอังกฤษปล่อยออกมาในช่วงก่อนสงครามโลก ‘ซีรีส์ เพื่อบ้านเมืองสงบ’ หรือ Home Publicity ยังมีเพื่อนโปสเตอร์อีก 2 แผ่น ซึ่งใช้รูปแบบในการออกแบบเหมือนกัน แต่ด้วยถ้อยคำที่ต่างกัน ดังนี้

Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

Freedom is in Peril, Defend it with all your might.

อิสรภาพกำลังเสื่อมสลาย จงปกป้องมันไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมี

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

โปสเตอร์ทั้งสามออกแบบถ้อยคำเพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของประชาชนที่รู้ชะตากรรมแน่ๆ ว่า ระเบิด แก๊สพิษ และความตาย กำลังจะมาเยือนในเวลาอันใกล้

ในยุคก่อนที่จะมีโฟโต้ชอป การจัดเรียงตัวอักษรภายใต้โลโก้มงกุฎทิวดอร์ (Tudor Crown) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ จัดเรียงและเขียนด้วยฝีมือของศิลปินนามว่า เออร์เนสต์ วอลเคาน์ซินส์ (Ernest Wallcousins) ถ้าเทียบเป็นฟอนต์ปัจจุบัน ก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับฟอนต์ Gil Sans และ Johnston

พี่แกออกแบบฟอนต์ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ฟอนต์มีความหนักแน่น เป็นปึกแผ่น ก็อปปี้ยาก ถ้านายเออร์เนสต์รู้ชะตากรรมของโปสเตอร์นี้ในอนาคต ที่มีอยู่แม้บนกระทั่งผ้าเช็ดจาน ผู้เขียนเองก็เดาไม่ออกว่า พี่แกจะภูมิใจหรือเสียใจกันแน่

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม

กระดาษที่ถูกดอง

โปสเตอร์ทั้งสามชุด ถูกพิมพ์ออกมาจำนวนเกือบ 3 ล้านแผ่น ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 และพร้อมที่จะนำไปบอมบ์แปะทั่วประเทศ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการถูกโจมตี

แต่สุดท้าย รัฐบาลก็ไม่ได้แปะ ปล่อยให้กระดาษปึกมหึมาและโปสเตอร์หลากหลายขนาด ถูกดองไว้ในคลัง – หากจะมีหลุดออกมา ก็เพียงเล็กน้อย

ทำไม

คำถามที่ผมถามตัวเองตอนตีสาม ซึ่งบัดนี้ความพยายามจะกลับไปนอนให้หลับได้มลายหายไปแล้วโดยสิ้น

ทำไมรัฐบาลอังกฤษและกระทรวงข้อมูลในสมัยนั้นถึงดองโปสเตอร์ไว้ ทั้งที่ถูกพิมพ์ออกมาแล้ว

ซีรีส์เพื่อบ้านเมืองสงบ หรือ Home Publicity ถูกยกเลิกในปีเดียวกัน ตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบและความมีประสิทธิภาพของโปสเตอร์ ชาวอังกฤษหลายคนบอกว่า ตัวเองไม่เคยแม้แต่จะเห็นโปสเตอร์ ในขณะที่คนซึ่งมีโอกาสได้เห็น บางคนก็มองว่า โปสเตอร์เหล่านี้เปรียบเสมือนการ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ของชนชั้นสูง และกลับสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มากกว่าที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดการปรองดองด้วยซ้ำ

ซูซานนาห์ วอล์กเกอร์ (Susannah Walker) นักประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบดีไซน์ถึงกับยกตัวอย่างว่า โปสเตอร์ชุดนี้ คือหลักฐานของความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในการอ่านบรรยากาศและอารมณ์ผู้คนของชนชั้นปกครอง

ถ้อยแถลงที่ทิ่มแทง

ทำไมถ้อยคำที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้กำลังใจ สร้างขวัญ สร้างความฮึกเหิม ถึงถูกมองว่าเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ได้

“Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory.”

ความกล้าหาญ ความสดใส และปณิธานของพวกคุณ จะนำพามาซึ่งชัยชนะของพวกเรา

โครงการค้นคว้าที่ชื่อว่า Mass Observation ตั้งสมมติฐานว่า ถ้อยคำข้างบนที่มีการแบ่งคำว่า ‘คุณ’ และ ‘เรา’ คือเส้นแบ่งที่เกิดขึ้นจากทัศนคติของชนชั้นสูงและประชาชน ทำให้ถ้อยคำบนโปสเตอร์เหล่านี้เป็นเหมือนเสียงที่ตะโกนลงมาจากด้านบน มากกว่าจะเป็นเสียงที่อยู่ในระนาบเดียวกันที่กำลังเผชิญชะตาชีวิตเดียวกัน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
Keep Calm เวอร์ชันไทยแท้

ในเชิงประวัติศาสตร์ โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างและออกแบบโดยชนชั้นปกครองนั้น มีพื้นที่ในประวัติศาสตร์การเมืองมากมาย ในหลายยุคหลายสมัย หลายประเทศ และหลายระบบการปกครอง โดยเฉพาะในระบอบคอมมิวนิสต์

ในประเทศไทยเราเอง โปสเตอร์ถ้อยแถลงจากชนชั้นปกครองที่คุ้นตาที่สุดน่าจะได้แก่ โปสเตอร์ ‘พี่น้องชาวไทย’ และ ‘เงียบไว้ปลอดภัยดีกว่า’ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า เสียงตะโกนของโปสเตอร์นี้มาจากทิศทางไหน และเส้นแบ่งระหว่าง ‘คุณ’ และ ‘เรา’ หรือ ‘เขา’ นั้น มากมาย โจ่งแจ้ง โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าเป็น Copywriting ที่ยาวไปสักนิด เกินกว่าจะก้าวเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเหมือนโปสเตอร์ Keep Calm and Carry On

จากถ้อยแถลงรัฐบาลสู่ผ้าเช็ดจาน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
ร้านหนังสือ Barter Books

ใน ค.ศ. 2000 สจวต แมนลีย์ (Stuart Manley) เจ้าของร้านหนังสือ Barter Books ในเมืองแอนิกกำลังเก็บกวาดกล่องหนังสือมือสองที่ซื้อมาจากการประมูล เขาก็คือผู้ค้นพบโปสเตอร์ ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ รุ่นออริจินัลในกล่อง และตัดสินใจเอามาใส่กรอบแขวนไว้ในร้าน เหนือเคาน์เตอร์คิดเงิน

หลังจากที่เริ่มมีคนมาขอซื้อต่อเยอะขึ้น นายสจวตก็เลยตัดสินใจผลิตซ้ำ และทำโปสเตอร์รุ่น Re-production ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการเดินเข้ามาสู่วัฒนธรรมของชำร่วย ของโปสเตอร์ที่ครั้งหนึ่งถูกออกแบบโดยรัฐ แบบกู่ไม่กลับ

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ถูกนำไปทำเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์มากมาย ตั้งแต่แก้วกาแฟ เสื้อยืด ยันผ้าเช็ดจาน เหตุผลในความสำเร็จของโปสเตอร์นี้น่าจะประกอบด้วยถ้อยคำที่สั้น กระชับ คล้องจอง จดจำง่าย ในขณะเดียวกัน รูปแบบทั้งการจัดวางและตัวอักษรที่เรียบง่าย ไร้กาลเวลา ทำให้การประยุกต์ลงไปบนสินค้าต่างๆ ไม่มีขีดจำกัด เมื่อรวมกับประวัติศาสตร์ของตัวโปสเตอร์เอง ที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ชาติ’ แล้ว วัฒนธรรมของชำร่วยแบบอังกริ๊ด อังกฤษ จึงต้องมี ‘Keep Calm and Carry On’ ฝังตัวอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปสเตอร์ Keep Calm เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของวัฒนธรรมป๊อปในช่วงการล่มสลายของเศรษฐกิจโลกใน ค.ศ. 2008 หลังจากการฟื้นฟูใน ค.ศ. 2009 โปสเตอร์นี้เริ่มขายดีในประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา เนื่องจากไม่มีลิขสิทธิ์และโทนเสียงที่ดูเหมือนจะปลอมประโลม และให้กำลังใจในการต่อสู้กับโลกที่ล่มสลาย

การตีความของ Keep Calm and Carry On จึงเริ่มมีความเป็นกลางมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ทุกครั้งที่มี ‘วิกฤต’ โปสเตอร์และถ้อยคำบนแผ่นกระดาษนี้จะถูกหยิบยืมมาใช้ และไม่มีวันจางหายไปจากประวัติศาสตร์การ ‘ลูบหลัง’ อย่างแน่นอน

Keep Calm and Carry On ตัวอักษร 4 บรรทัดที่ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ประชาชนอังกฤษในยุคสงคราม
เป็นพรมเช็ดเท้าก็มี

คุณ เรา และเขา

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การประชาสัมพันธ์คือการ ‘อ่านอารมณ์สาธารณะ’ ว่าผู้คนที่กำลังรับสารนั้น กำลังเผชิญกับอะไร รู้สึกกับอะไร (และไม่รู้สึกกับอะไร) และออกแบบมู้ดแอนด์โทนของการสื่อสารให้ตรงใจ ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังคิด สงสัยใคร่รู้ ร่วมกันให้มากที่สุด

การสื่อสารที่ตีความคำว่า ‘สาธารณะ’ ที่มีการแบ่งแยก เรา-คุณ-เขา ย่อมทำให้เกิดเสียงสะท้อน และเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมผลลัพธ์อย่างแน่นอน ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นของทุกคน

‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ชวนให้ผมคิดว่า แม้กระทั่งคำว่า ‘สงบ’ หรือ ‘ไปต่อ’ แต่ละคนก็ตีความและวาดภาพไว้ ไม่เหมือนกัน หากคุณมองเขาเป็นหนึ่งในสาธารณะและสังคม การตีความ ความสงบ หรือการไปต่อ ของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกันได้เช่นกัน

เสียงตะโกนที่บอกให้คุณสงบและไปต่อ จึงเป็นได้ทั้งการให้กำลังใจ เย้ยหยัน ตบหัว ลูบหลัง คำสั่ง คำขอร้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับสาร คุณ เรา และเขา กำลังเผชิญกับอะไร และวาดภาพความสงบและการไปต่อไว้แบบไหน

ที่สำคัญที่สุด เสียงนี้ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหน

ผมเขียนต้นฉบับจนเช้า จนความหิวเข้าครอบงำความง่วง ความกังวลใดๆ ผมตัดสินใจเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งใจจะซื้ออาหารแช่แข็งง่ายๆ มาทาน

“อย่าลืมสแกนไทยชนะด้วยนะคะ” น้องคนขายที่ซูเปอร์ฯ เตือน

เดินหิ้วข้าวกล่องกลับบ้าน สายตาก็เหลือบเห็นโปสเตอร์ ‘กรุงเทพ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ก็อดคิดไม่ได้ว่า เจ้าคำว่า ‘ชนะ’ และ ‘ลงตัว’ นี่คนเขียนเขาอนุญาตให้เราตีความไม่เหมือนกับที่เขาตั้งใจไว้ได้หรือไม่ แล้วเสียงตะโกนบนกระดาษและแผ่นไวนิลเหล่านี้ ถูกเปล่งออกมาจากทิศทางไหนกันแน่

ขอบคุณข้าวกล่องราคาไม่แพงที่ทำให้ผม ‘สงบไว้ แล้ว ไปต่อ’ ได้อีกหนึ่งวัน

Writer & Photographer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load