มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

เคยมีคนพูดไว้ว่ายอดขายของมาม่าหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือมาตรวัดของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ

“เนี่ย วันนี้เจ้าของหอพักผมส่งเมสเสจมาทวงค่าเช่าห้อง ผมยังไม่อยากอ่านเลย กลัวเขาจะรู้ว่าอ่านแล้ว แต่ไม่มีปัญหาจ่าย-ทุกวันนี้มีปัญญาซื้ออย่างเดียวคือมาม่า สองโหลตุนไว้” พี่คนขับ Grab ขากลับบ้านบ่นให้ผู้เขียนฟัง

บางคนก็กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ขายดี

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายดีเข้าไปใหญ่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพที่คุ้นตา โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน

วันนี้ วันที่คลื่นของความเดือดร้อนในเชิงเศรษฐกิจค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 คอลัมน์วัตถุปลายตาจะชวนท่านผู้อ่านต้มน้ำร้อน ตอกไข่ หั่นผักรอ แล้วเข้าไปสำรวจเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ที่สิงสถิตอยู่ใน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ที่ไม่แน่ว่า ปีนี้มันอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนรักที่สุดของคุณในเวลาอันใกล้ก็ได้ (เช็ดน้ำตา)

ที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จริงๆ แล้วมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ถ้าคนท้องอิ่มเมื่อไหร่ โลกถึงจะสงบสุขเมื่อนั้น” แล้วใช้แป้งสาลีบวกกับเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการ Democratize หรือปฏิรูป ‘ความเท่าเทียมทางท้อง’ ของโลกหลังสงคราม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านอิ่มอก อิ่มใจ และบันดาลใจ ไปด้วยไม่มากก็น้อย

ผู้ชายคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้อย่างอุกอาจ ว่า “Mankind is Noodlekind” หรือ “มวลมนุษยชาตินั้นหรือ แท้จริงคือมวลบะหมี่

ใกล้แค่ไหน คือไก่

หากเราย้อนเวลาอันไกลที่ ค.ศ. 1958 สิ่งหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ได้แก่ นวัตกรรมทางอาหารที่คิดค้นโดยอดีตเซลล์แมนขายถุงเท้า ขายเกลือ คือ โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัทนิชชินในตำนาน เขาผสมผสานการทำให้สุก อบแห้ง ปรุงรส ของแป้งบะหมี่เข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถต้มเส้นในน้ำร้อน รับประทานได้ภายใน 2 -3 นาที ซึ่งกลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน จนถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า Magical Ramen หรือ บะหมี่มหัศจรรย์

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลกใบนี้

บะหมี่รสไก่หรือ Chicken Ramen คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแรกของโลก เติบโตมาพร้อมการขยายตัวทางวัฒนธรรมและการผลิตแบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของสื่อโทรทัศน์ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมการบริโภคหรือรับประทานอาหารของผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างช้าๆ

อดีตเคยหรู

ถึงกระนั้น ไอ้เจ้า Chicken Ramen ของนายอันโดในท้องตลาดเวลานั้นก็ยังถือเป็นอาหารหรู หรือเป็น Luxury Item เพราะเมื่อเทียบกับบะหมี่สดในตลาดสดแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่า 6 เท่า

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายโมโมฟุกุ อันโด สมัยหนุ่ม ผู้ซึ่งเปรียบเหมือน สตีฟ จ็อบส์ แห่งโลกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ถึงกระนั้น ความแพงก็ไม่ได้หยุดความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงวิสัยทัศน์ของนายโมโมฟุกุ อันโด ในการ Democratize ประสบการณ์การทำและทานอาหารแต่อย่างใด

“นี่พวกพี่หนีตายกันหมดอะน้อง พี่นี่ อีกนิดจะคิดถึงเชือกผูกคอตายแล้ว” ตัดมาที่เสียงตัดพ้อจากพี่คนขับ Grab ในขณะที่ผู้เขียนยังโดยสารอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การเมืองของบะหมี่

บ้านเมืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกนั้น ผู้คนยังอดอยากและเดือดร้อนจากพิษสงคราม ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนให้คนบริโภคขนมปังและแป้งสาลี ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จนนายอันโดถึงกับงุนงงว่า คนญี่ปุ่นจะกินขนมปังทำไม ในเมื่อบะหมี่เป็นรากฐานของสังคมญี่ปุ่นแท้ๆ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
Let them Eat Noodles – บะหมี่เป็นรากของอาหารญี่ปุ่นมาช้านานอยู่แล้ว

คำตอบที่ได้จากกระทรวงคือ วงการบะหมี่ (สด) ในเวลานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและการบริโภคแบบแมสที่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอายุขัยบนชั้นวางสินค้ายืนยาวได้

นายอันโดจึงตัดสินใจคิดค้นบะหมี่สำหรับคนหมู่มาก ภายใต้ความเชื่อว่า ‘ถ้าท้องอิ่ม สันติสุขก็จะเกิด’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ส้อมก็ไม่ต้องเช่า ถ้วยก็ไม่ต้องซื้อ

ค.ศ. 1971 ในวันที่ความนิยมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัว ลอยอืด ก็มีนวัตกรรมของการ ‘แถมถ้วย’ มาพร้อมบะหมี่และซองผงปรุงรสเลย ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้าง ไม่ต้องจัดหาจาน ไม่ต้องหาส้อม แค่เปิดถ้วย เทน้ำร้อน รอสองสามนาที ก็อิ่ม แล้วก็โยนทิ้งถังขยะได้ทันที-นวัตกรรมนี้เราทุกคนรู้จักดีในฐานะ Cup Noodle

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ภาพประวัติศาสตร์การบุกตลาดอเมริกาของ Cup Noodles จาก Nissin

อันโดในวัย 60 ปี สังเกตเห็นพฤติกรรมการต้มบะหมี่ของลูกค้าชาวอเมริกัน พวกเขาหักเส้นแห้งๆ เป็น 2 ท่อน แล้วค่อยใส่ไว้ในถ้วยกระดาษ หลักจากนั้นจึงเติมน้ำร้อนให้สุก อีกทั้งยังไม่นิยมกินด้วยตะเกียบ แต่กินด้วยส้อมแทน ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของ Cup Noodle จนถึงยุคปัจจุบัน

Cup Noodle เป็นการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบรรจุอาหารทนความร้อน ในขณะเดียวกันก็วางไว้บนชั้นวางสินค้าสะดวก อีกทั้งยังง่ายต่อการรับประทาน ชนิดที่เรียกว่า ความ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ไม่เคยมีความ ‘เกือบสำเร็จรูป’ มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งมันก็เปลี่ยนฐานะและสถานะของนายโมโมฟุกุ อันโด กับบริษัท นิชชิน ในระดับโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้คนขี้เกียจขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประสบการณ์การปรุงอาหาร ทานอาหาร แพร่หลายได้รวดเร็วขึ้นด้วย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ถ้วยบะหมี่สำหรับโลกของคนขี้เหงา ต้องซดบะหมี่คนเดียวหน้าจอมือถือ

การแผ่ขยายของบะหมี่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของชาวเอเชีย ค่อยๆ ได้รับความนิยม และแผ่ขยายไปยังประเทศตะวันตกมากขึ้น ในยุค 90 การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจาก 15 ล้านใน ค.ศ. 1990 จนไปถึง 100 ล้านภายใน ค.ศ. 2012

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
ดีไซน์ระดับตำนาน ขึ้นหิ้งบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมไปแล้ว

การเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจากปัจจัย 5 อย่างด้วยกัน คือ ราคาไม่แพง ความสะดวก ความสะอาด ปลอดภัย และเก็บไว้รับประทานได้นาน ทั้งหมดทั้งมวลเหมาะกับยุคแห่งโรคระบาดและเศรษฐกิจล่มสลายเป็นอย่างยิ่ง

ทุกครั้งที่ประชากรโลกเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อาหารเหล่านี้จึงตอบโจทย์ทุกคนโดยปริยาย

ลอยไปในอวกาศ

Space Cup Noodle สำหรับนักบินอวกาศ

ใน ค.ศ. 2005 เกิดกระแสถกเถียงในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครั้งใหญ่ เมื่อมีการคิดค้น ‘บะหมี่นอกโลก’ หรือบะหมี่ที่ต้มให้สุกได้ภายใต้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เพื่อความสะดวกของนักบินอวกาศในสภาพไร้น้ำหนักและมีพลังงานจำกัด ซึ่งเป็นมาตรวัดว่า ‘การพัฒนา’ ของบะหมี่พร้อมรับประทานยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หรือแค่บนโลกใบนี้แต่อย่างใด

กอล์ฟ ความฝัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากผลสำรวจประจำชาติใน ค.ศ. 2000ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมยอดประจำศตวรรษของชาติญี่ปุ่นคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สิ่งประดิษฐ์ประจำศตวรรษของญี่ปุ่น ที่ออกแบบเพื่อยุติความหิวของโลก
นายอันโดกับชีวิตการกินบะหมี่ทุกวัน

“The fundamental misunderstanding of humanity is believing that we can achieve all our desires without limitation.” หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ คือความเชื่อที่ว่า เราทำความฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด” คำพูดนี้ ไลฟ์โค้ชไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นนายโมโมฟุกุ อันโด นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่พี่คนขับ Grab ซึ่งกำลังเล่าสถานการณ์ของแกต่อ คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ต้องดูแลด้วยลูกชายที่น่าจะอายุเกือบ 50 ปลายๆ แล้วเพียงคนเดียวในยุคแห่ง COVID-19

“ผมมีเงินอยู่ในบัญชีสามร้อยบาท ผมยังไม่รู้เลยว่าเดือนนี้ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง” พี่คนขับรถรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เล่าต่อ

วันนี้ผู้เขียนคอลัมน์วัตถุปลายตาเองไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ค.ศ. 2021 เป็นปีที่มีข้อจำกัดวางรายล้อมรออยู่ข้างหน้ามากมายตั้งแต่ต้นปี และเชื่ออย่างยิ่งว่า หลายคนเองก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ร้อนของโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญร่วมกันในฐานะมวลมนุษยชาติ

ถึงกระนั้น หากเงินในกระเป๋าสตางค์เรากำลังจะร่อยหรอ และเราอาจจะต้องอยู่กับมวลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างน้อยทุกครั้งที่เราต้มน้ำร้อน รอเวลาบะหมี่สุก-ผู้เขียนขอเตือนใจสั้นๆ ว่า แป้งกึ่งสุกกึ่งดิบที่อยู่ในถ้วยกระดาษในมือเรานั้น ครั้งหนึ่งมันก็เป็นความฝันและวิสัยทัศน์ของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ เติบโตภายใต้ข้อจำกัดของสังคม เศรษฐกิจ หลังสงครามที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชวนให้หดหู่ เช่นเดียวกับบรรยากาศของ ค.ศ. 2021 นี้

‘ความสุข’ ของปีอาจจะใช้เวลานานกว่า 2 -3 นาที แต่หากเราอดทนรอได้ การันตีว่ามวลมนุษยชาติในเวลานี้คงจะดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย-ผู้เขียนขอมอบบทความนี้เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังสิ้นหวังกับ ค.ศ. 2021

ผู้เขียนลงจากรถโดยไม่กล้าใช้คำว่า Happy New Year กับพี่คนขับ ได้แต่อวยพรให้ทุกอย่างคลี่คลาย และให้พี่มีสติ อดทน เท่าที่การพบเจอกันสั้นๆ จะช่วยให้กำลังใจเขาได้

ส่วนนายโมโมฟุกุ อันโด เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 96 ปี และตัวเขาอ้างว่าเคล็ดลับของอายุยืนยาวมาจากการเล่นกอล์ฟและทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

ขอให้ทุกท่านอายุมั่นขวัญยืน ท้องไม่หิว ปราศจากโรคภัย – สวัสดีปีใหม่ครับ


ข้อมูลอ้างอิง

instantnoodles.org

www.cupnoodles-museum.jp

www.vox.com/

www.nissin.com

www.huffpost.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

แบรนด์แฟชั่นอย่าง Dolce & Gabbana ครั้งหนึ่งเคยคิดแคมเปญโฆษณาที่มีภาพการใช้ตะเกียบกินพิซซ่า เพื่อหวังเอาใจลูกค้าชาวจีน แน่นอนว่าผลลัพธ์คือการทัวร์จีนลงระดับหายนะ เพราะนอกจากจะถูกมองว่าเป็นการล้อเลียนกับ Stereotype ของคนจีนแบบที่ไม่ยุติธรรมแล้ว ‘ตะเกียบ’ และวัฒนธรรมของการคีบนั้นยังมีประวัติศาสตร์ยาวนาน นานเป็นพันๆ ปี และเป็นของศักดิ์สิทธิ์กว่าที่เราทุกคนอาจจะคาดถึง จากเพียงหนังโฆษณาสร้างปัญหาของ Dolce & Gabbana

คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ จึงจะพาท่านผู้อ่านไปสำรวจวัตถุคู่ร้านติ่มซำ ซูชิ ยันร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง อย่าง ‘ตะเกียบ’ และเหตุผลว่าทำไมอากง อาม่า ของเราจึงพร่ำบอกเสมอว่า “อย่าเล่นกับตะเกียบ!”

ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ

ก้าวแรกของตะเกียบ

  ในมณฑลเหอหนาน (Henan) ของจีน นอกจากซากปรักหักพังซึ่งเป็นหลักฐานของการเขียนภาษาจีนครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่นแล้ว ยังค้นพบหลักฐานของสิ่งที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า ตะเกียบ ซึ่งผลิตด้วยสัมฤทธิ์ สันนิษฐานว่าทำให้ทนความร้อนได้ เพราะใช้ในการประกอบอาหารมากกว่าใช้รับประทาน แต่หลายร้อยปีให้หลังจากยุคบุกเบิกวัฒนธรรมตะเกียบในจีนก็เปลี่ยนไป ผู้คนหันมาเริ่มใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร อันเนื่องมาจากความประหยัดล้วนๆ

เมื่อจำนวนประชากรของจีนเริ่มขยายตัว นิสัยการประหยัดอดออมเริ่มแผ่ขยายเข้ามาในวัฒนธรรม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำอาหารด้วย ชาวจีนเริ่มหั่นอาหารให้ชิ้นเล็กลงเพื่อเลี้ยงดูคนที่มากขึ้น และไม่เปลืองวัตถุดิบในการทำครัว อาทิ น้ำมัน ตะเกียบก็เลยเข้ามามีบทบาททั้งในการกินและปรุงมากขึ้น

ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ
ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ

เมื่ออาหารมีขนาดพอคำมากขึ้น มีดก็ถูกลดบทบาทความสำคัญลง และตะเกียบก็ค่อยๆ กลายมาเป็นอาวุธประจำโต๊ะอาหาร ประกอบกับความนิยมของลัทธิขงจื้อที่ไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ อุปกรณ์อย่างมีด ส้อม ที่มีความแหลมคมและทำให้นึกไปถึงโรงฆ่าสัตว์ จึงไม่ใช่อุปกรณ์การกิน ท่ามกลางมื้ออาหารที่ถือเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน ความสุขที่นุ่มนวล หลังจากนั้นความเชื่อเรื่องการคีบและวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบจึงแผ่ขยายไปทั่วทวีปเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงประเทศไทยของเราเองด้วย รูปแบบการใช้ตะเกียบก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ตะเกียบเมลามีนของไต้หวัน ตะเกียบโลหะของเกาหลี ยันตะเกียบใช้แล้วทิ้งของญี่ปุ่น

คีบใครคีบมัน

  วัฒนธรรมการคีบที่ค่อยๆ คืบคลานไปทั่วเอเชีย พร้อมกับความเชื่อของลัทธิขงจื้อในสมัยนั้น มีบริบทแตกต่างกันไปตามอาหารและประเพณีแต่ละที่ เช่น ในขณะที่ตะเกียบของจีนปลายทื่อ ตะเกียบของญี่ปุ่นจะมีความยาว 8 นิ้วสำหรับผู้ชาย และ 7 นิ้วสำหรับผู้หญิง

ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ

  ใน ค.ศ. 1878 ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เริ่มคิดค้นตะเกียบใช้แล้วทิ้ง โดยทำจากไม้หรือไม้ไผ่แบบต้องหักครึ่งอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ในขณะที่ผู้รากมากดีนั้นอาจจะใช้ตะเกียบที่ทำจากหยก ปะการัง งาช้าง นอแรด อําพัน เลี่ยมเงิน เลี่ยมทอง ฝังเพชร ฝังพลอย หรือแม้กระทั่งเงินหรือทองเหลือง ที่บางครั้งก็เชื่อกันว่าเมื่อสัมผัสโดนอาหารที่มีพิษแล้วจะกลายเป็นสีดำ 

  ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ตะเกียบมีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับข้าวที่มีอยู่ในแทบจะทุกเมนูของชาวเอเชีย ถึงแม้ข้าวจะดูไม่ง่ายต่อการคีบสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่เมล็ดข้าวในแถบเอเชียนั้นสั้นกว่าในแถบยุโรป เมื่อนำไปหุงจึงมีความเหนียวเกาะตัวกันมากกว่า ทำให้ง่ายต่อการถูกคีบด้วยเพื่อนรักอย่างตะเกียบ

ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ

ความเชื่อของการคีบ

  ตะเกียบและวัฒนธรรมการคีบมาพร้อมกับความเชื่อหลายอย่าง เช่น เราไม่ควรปักตะเกียบทิ้งไว้บนอาหาร เพราะนั่นหมายถึงการไหว้คนตาย หรือเราไม่ควรชี้หน้าด่าใครด้วยตะเกียบ (อันที่จริงเราก็ไม่ควรชี้หน้าด่าใครเลยน่ะนะ) เราไม่ควรเอาตะเกียบมาเคาะจานชาม เพราะนั่นคือกริยาการขอข้าวของขอทาน จนไปถึงการเอาตะเกียบมาหั่น หรือใช้ทำสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากการคีบ

  เด็กๆ ที่ใช้ตะเกียบไม่คล่อง ในวัฒนธรรมจีนหมายถึงการเลี้ยงดูที่บกพร่องของผู้ใหญ่ ส่วนการเอาตะเกียบมาไขว้กันบนโต๊ะอาหาร ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอาจจะหมายความถึงความตาย

ตะเกียบกับเปียโน

ตะเกียบ อาวุธสำคัญประจำโต๊ะอาหารที่ช่วยครัวเรือนจีนประหยัดเงิน, ประวัติ ตะเกียบ

  หากใครมีโอกาสเคยดูหนังการ์ตูนเรื่อง Lady and the Tramp ของ Disney เมื่อหลายสิบปีก่อน จะสังเกตเห็นฉากหนึ่งที่ Siamese Cat (ที่พูดติดสำเนียงเอเชีย) กำลังเล่นเปียโนด้วยตะเกียบอยู่ แน่นอนว่าถ้าคุณเป็นนักอนุรักษ์นิยม คุณก็จะพบว่าซีนนั้นมีความเหยียดแบบผิดๆ อยู่หลายประการ ตั้งแต่สำเนียงของแมวสยาม เพลงที่เล่น จนวิธีใช้ตะเกียบ 

  แมวสยามกำลังโซโล่เปียโนด้วยตะเกียบสองคู่ ใน Lady and the Tramp ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของคุณ ว่าไอ้เจ้าแท่งไม้ แท่งงา แท่งเหล็กเล็กๆ สลักลายมังกรและนกฟีนิกซ์นั้นเป็นสิ่งแทนค่าอะไร มากกว่าการเป็นวัตถุคีบอาหารจากจานเข้าไปในปาก แล้วการนำมันมาใช้ในบริบทอื่นๆ นอกโต๊ะอาหาร ถือเป็นการดูหมิ่นวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันปีหรือไม่อย่างไร

  แน่นอน นั่นหมายรวมถึงการเอาตะเกียบมาใช้แทนปิ่นปักผมด้วยนะ


ข้อมูลอ้างอิง

everythingchopsticks.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load