การเดินทางรอบโลกคงเป็นความฝันของใครหลายๆ คน นั่นก็เป็นความฝันของฉันด้วยเหมือนกัน แต่ภายใต้เงื่อนไขชีวิตมากมาย รายได้ไม่ค่อยพอรายจ่าย ภาระหนี้สิน ปัญหาจิปาถะโน่นนี่นั่น ทำให้ความฝันอันสวยงามที่จะท่องโลกกว้างดับสลายไปกับสายลม 

ฉันปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ ความฝันก็ค่อยๆ ลบเลือนหายไป จนอยู่มาวันหนึ่งก็คิดได้ว่า ความฝันของเรา ตัวเราเท่านั้นที่สร้างขึ้น และมีเพียงเราเท่านั้นที่จบมันลง ไม่ต้องโทษดิน ฟ้า อากาศ หรือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น วันนั้นสายลมพัดหวนทวนทางมาปลุกไฟในใจฉัน ที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชติช่วงอีกครั้ง และทำให้เกิดความคิดในทางกลับกันอย่างหนึ่งว่า 

“เมื่อการเที่ยวรอบโลกเป็นไปได้ยาก ให้คนทั่วโลกมาหาเราแทนคงจะง่ายกว่า” ฉันพูดประโยคนี้กับเด็กน้อยในตัว

หมู่บ้านฮิปปี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างครอบครัวของฉัน เราอนุญาตให้พวกฮิปปี้อยู่ที่ไร่ของคุณยาย เพราะคุณยายแก่แล้ว ไม่อยากให้ท่านทำงานหนักอีกต่อไป ประจวบกับฉันเองก็ทำโครงการเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่พอดี เลยชวนพวกเขามาช่วยในโครงการห้องเรียนสีเขียว หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าน่าจะเดินไปในทางเดียวกันได้ ซึ่งก็ถือว่าประสบผลสำเร็จจริงๆ 

มากไปกว่านั้น เราได้ขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขวางขึ้น โดยร่วมมือกับองค์กรอิสระในจังหวัดขอนแก่นอีกหลายที่ด้วยกัน ถ้าจะเรียกหมู่บ้านฮิปปี้ว่าเป็น International Volunteers Hub ก็เป็นคำเรียกที่เหมาะสม

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ชุมชนฮิปปี้นานาชาติ

ใครจะไปคิดฝันว่าในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 20 กิโลเมตรกว่าๆ จะเป็นแลนด์มาร์กของชาวต่างชาติจากนานาประเทศทั่วโลก

ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอชาวบ้านพบเจอฝรั่งเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างก็แปลกใจกันไปเป็นแถว แต่ปัจจุบันพวกเขาชินกันหมดแล้ว ถ้ามีฝรั่งหอบของพะรุงพะรัง ทรงผมแปลกตา เสื้อผ้าไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง คนที่นี่จะรู้ทันทีว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปที่ไหน มากไปกว่านั้นยังอาสาพาไปส่ง หรือบางทีก็ชี้นิ้วบอกให้ไปทางทิศใต้ของหมู่บ้าน พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้โดยอัตโนมัติ

ภาพเหล่านี้สร้างความประทับใจอย่างมากให้แขกไปใครมารวมถึงตัวฉันด้วย ก็อย่างว่า คนบ้านเราน้ำใจงามเป็นที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นความจริง

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ไทบ้านอินดี้ กับ ฮิปปี้อินเตอร์

วิถีการดำเนินชีวิตของคนอีสานเรียบง่าย ไม่หวือหวา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ความแห้งแล้งมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนโน้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ในทุกๆ ด้าน ทำให้เราเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ติดต่อกันได้เร็ว ไปมาหาสู่กันก็ง่ายแสนง่าย รวมไปถึงเข้าใจและเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทำให้วิถีชีวิตคนแลดูทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าความเป็นคนอีสาน

เหตุปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความคิดของฉันที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า อีสานมันดี วิถีมันฮิปแค่ไหน ก็ง่ายขึ้นไปตามๆ กัน 

ในทางกลับกัน ผู้คนจากอีกซีกโลกหนึ่งก็โหยหาชีวิตที่เนิบช้า อยากนอนกลางดินกินกลางทราย เล่นโคลน เล่นน้ำฝน ปั้นดินให้เป็นบ้าน ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ รักสงบ ความปรารถนาบวกกับความหลงใหลในการใช้ชีวิตแบบเดียวกันนี้ จึงกลายเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว

การใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายอยู่แบบกลมกลืนกับธรรมชาติ คือเป้าหมายอันสูงสุดของพวกเรา แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว การปรับตัวเข้าหากันนั้นจึงสำคัญ เพราะเหตุผลนี้ ห้องเรียนไร้กำแพงของพวกเราจึงได้นำเอาหลักการศึกษาเชิงพหุวัฒนธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในทุกๆ คลาสเรียน

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

พวกเรามีกฎ 50 : 50 ที่ทุกคนต้องปฏิบัติร่วมกัน หมายความว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้เก็บเอาไว้เพื่อเติมสิ่งใหม่ๆ ลงไป

พัฒนาตนเองจากภายในสู่การพัฒนาสังคมภายนอก

เนื่องจากกิจกรรมในหมู่บ้านฮิปปี้เป็นไปตามสภาพอากาศและฤดูกาล เพราะเราอยากปรับตัวเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุด จึงไม่มีบทเรียนที่ตายตัวมากนัก แต่ฉันมีเรื่องราวที่อยากแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกท่านได้ลองอ่านกันดูเพลินๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้รับได้รู้และซาบซึ้งกับบทเรียนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้ฉันอยู่ในสังคมทุกๆ รูปแบบได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

บทที่ 1

ฟังอย่างลึกซึ้ง

ในทุกวันเวลา 6 โมงเย็น เราจะนั่งล้อมวงแล้วตั้งคำถามเพื่อให้ทุกคนได้ตอบผ่านการเล่าเรื่อง โดยสุ่มว่าใครจะได้เริ่มก่อน แล้วเวียนเป็นวงกลมจนครบทุกคน 

บ้านม่วงหวาน ขอนแก่น หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ขณะที่มีการเล่าเรื่องราวอยู่นั้น พวกเราหัวเราะ ร้องไห้ แสดงอารมณ์ที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่มีกฎสำคัญหนึ่งข้อ คือห้ามพูดโดยเด็ดขาด ภายในเวลา 2 – 3 ชั่วโมง วันแรกของการฝึกวิชานี้ ฉันอึดอัดมากที่ต้องฟังอย่างเดียว พูดเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ สักระยะหนึ่งจึงได้รู้ว่าการฟังแบบจริงๆ คืออะไร

ฉันตั้งคำถามตัวเองว่า ในแต่ละวันเราต้องฟังคนอื่นๆ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ติติง เสนอแนะ ชื่นชมยินดี แต่เราเคยฟังพวกเขาแบบฟังจริงใจบ้างหรือไม่

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทเรียนนี้นอกจากส่งผลดีต่อคู่สนทนาแล้ว ยังมีประโยชน์กับตัวเราเองอีกด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งใจฟัง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เราจะมีมุมมองและทัศนคติที่กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ยิ่งได้มีโอกาสฟังเหล่าฮิปปี้ทั้งจากทั่วทุกมุมโลกเล่าประสบการณ์ต่างๆ ของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นนิทานสอนใจตัวเราเองได้ดีเลยทีเดียว 

แม้ทำได้ยากเพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แต่ฉันก็ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นกับคนในครอบครัวในช่วงมื้ออาหารเย็น ตั้งคำถามเชิงบวกกับทุกคนให้ค่อยๆ ตอบ และโอบกอดหลังจากทานข้าวเสร็จ ช่วงแรกก็เขินๆ พอถึงตอนนี้ก็เริ่มชินกันแล้ว

บทที่ 2

เท้าเหยียบโคลน มือปั้นดิน

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ที่นี่ต้องทำอิฐดินใช้เอง เพราะเราอยากใช้สิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอาไปสร้างบ้าน ศาลาพักผ่อน ทำห้องน้ำ ต่อเติมห้องครัวแบบ Open Air หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตามสถานการณ์ในแต่ละฤดูกาล 

ความพิเศษในช่วงเวลาที่หมู่บ้านฮิปปี้ปิดชั่วคราวเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้น ฉันชอบแอบไปย่ำดินในบ่อเล็กๆ ที่พวกเขาขุดไว้ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าก่อน 10 โมงเป็นเวลาเหมาะที่จะไปเหยียบโคลนแล้วปั้นดิน ทั้งเป็นการออกกำลังกาย แถมยังได้ฝึกสมาธิโดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิ มือประสานกัน 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

การย่ำดินไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็นึกฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คิดเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อผ่านไปชั่วครู่ ฉันก็กำหนดลมหายใจ และเพ่งไปที่การก้าวย่ำเท้าเป็นจังหวะในบ่อดินเหนียว พร้อมดูการเปลี่ยนแปลงของดินไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ฉันสัมผัสถึงความผ่อนคลาย การปล่อยอารมณ์ให้เป็นไป บ่อดินนั้นดึงความสนใจของฉันให้ตัวเองอยู่กับจังหวะการเดินกลับไป-มา การยกเท้า การเคลื่อนไหวของลำตัว ไปพร้อมกันกับการดูความหนืดของดิน โดยมีน้ำและแกลบเป็นตัวประสาน จนกระทั่งตัวตนของฉันผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับดิน แล้วเกิดจิตที่ว่างโดยแท้จริงในที่สุด 

บทที่ 3

Art Gallery 

ที่นี่มี Art Gallery แต่จะให้ดีต้องไปเยี่ยมชมในวันพระ เพราะ Art Gallery ที่นี่ก็คือวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านนั่นเอง 

เมื่อเกิดการตั้งรกราก ณ แห่งหนตำบลใด ต้องมีการก่อตั้งวัดประจำถิ่นขึ้นมาด้วย ถ้าใครอยากเรียนศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม วัดเก่าแก่ถือเป็นสถานที่ที่ต้องมาเยือน เพราะอยู่ในชุมชนเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน มีเรื่องเล่าผ่านผลงานศิลปะที่อยู่ในศาลาหลังเก่ามากมาย สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของผู้คน รวมไปถึงชุมชนได้เป็นอย่างดี

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เหตุที่ควรไปเยี่ยมชมในวันพระ ก็เพื่อจะได้รับวัฒนธรรมใหม่ๆ แบบครบรส ผ่านอาหารการกิน ภาษา พิธีกรรม และที่ขาดไม่ได้เลยคือเรียนรู้จากชาวบ้าน เพราะพวกเขาจะพร้อมใจมาที่วัด ทำบุญตักบาตร ถามสารทุกข์สุขดิบ และมีสิ่งที่พิเศษๆ มากมายมอบให้แก่กันและกัน ถ้าฮิปปี้สายบุญไม่ได้เข้าวัดประจำหมู่บ้าน ก็ถือว่าทริปนั้นไม่สมบูรณ์

บทที่ 4

งานศิลปะ 12 รูปแแบบ

ฉันคิดว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเปรียบเสมือน Curator ผู้ช่ำชอง อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมานักต่อนัก นำเสนอผลงานและจัดแสดงงานศิลปะแต่ละแขนงออกมาได้เป็นอย่างดี

Curator ที่นี่จัดงานนิทรรศการตามแบบฮีตสิบสองของคนอีสาน กล่าวคือ ทั้ง 12 เดือนจะมีงานบุญเกิดขึ้นทุกๆ เดือน แถมแต่ละเดือนก็มีวิธีการมากมายต้องอาศัยความรู้ ความประณีต และทักษะ แตกต่างกันออกไป เช่น บางเทศกาลต้องนำเสนอผ่านอาหาร บ้างก็ต้องถ่ายทอดผ่านการทอผ้า การประดิดประดอย ซึ่งแต่ละงานเป็นผลงานชิ้นใหญ่ และทำคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้แรงคนเยอะมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

สิ่งนี้คือตัวชี้วัดความสามัคคีของชุมชนได้เป็นอย่างดี และยังแสดงความร่วมมือของผู้คนว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าผู้คนเริ่มร่อยหรอ ไม่สนใจกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน ตลอดจนความเป็นปึกแผ่นก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน 

การที่บรรดาฮิปปี้อินเตอร์เข้าวัดไปร่วมงานบุญต่างๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักและภูมิใจในความเป็นคนอีสาน อยู่แบบบ้านๆ ตลอดจนหวงแหนทั้งวัฒนธรรมและศิลปะประจำถิ่นของตนเองมากขึ้น ถือได้ว่าการเข้ามาเยี่ยมเยือนของฝรั่งฮิปปี้มากหน้าหลายตา สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานี้ เป็นการช่วยรักษาสิ่งดีงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมไปด้วยอีกแรง เมื่อคนในสังคมนั้นๆ ภาคภูมิใจในรากเหง้าแล้ว สังคมนั้นก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

บทที่ 5

อาหารและธรรมชาติ

เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องอาหารจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด

เวลาพวกเราเดินมาที่วัดก่อน 6 โมงเช้า พร้อมอาหารนานาชาติที่ปรุงแต่งด้วยความตั้งใจมาถวายพระภิกษุ ชาวบ้านทุกคนก็นำอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารพื้นบ้าน มาถวายเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าอาหารของแต่ละบ้านหอมฟุ้งทะลุปิ่นโต ช่างยั่วน้ำลายบรรดาฮิปปี้เหลือเกิน 

หลังจากพระภิกษุฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่ญาติโยมฝรั่งจะต้องเติมพลังกันบ้าง พวกเราเอาอาหารที่ทำมา รวมกันกับของชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็มีมื้อเช้าที่แสนอร่อยและละลานตาแล้ว 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

เมนูสารพัดอย่างที่อยู่ตรงหน้าสร้างความตื่นตาตื่นใจ หรือบางทีก็สร้างความตกอกตกใจให้ฮิปปี้อินเตอร์อยู่บ่อยครั้งด้วย ก็คนที่นี่เขากินดักแด้ กบ แย้ หนูนา กิ้งก่า แถมยังมีอาหารรสแซ่บสะท้านทรวง เช่น ลาบเทา ก้อยกุ้งสะดุ้งเครื่อง ไข่มดแดง ปลานานาพันธุ์ หอยชนิดต่างๆ ตลอดจนผักหน้าตาแปลกๆ แต่รสอร่อยลงตัว ไล่ไปตั้งแต่ผักหนาม ผักกาดย่า สายบัว ชะอม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักกะโตวา บักไข่ผำ และอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งฉันไม่สามารถเขียนต่อจนครบ 

นอกจากความอร่อยของอาหารตามฤดูกาล พืชผักยังเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี ถ้าน้ำไม่ใส อากาศไม่ดี พืชผักบางชนิดก็เจริญเติบโตไม่ได้ ปริมาณสัตว์บกที่ลดลงเพราะคนถางป่า เผาไร่นาทำเกษตรเชิงเดี่ยวกันหมด สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำพวกนี้เป็นอย่างมาก 

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ความเป็นเมืองเริ่มคืบคลานมากลืนกินความเป็นชนบทเข้าไปทุกวี่ทุกวัน แถมยังแอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ไปทีละน้อยอีกด้วย โชคดีที่คนในหมู่บ้านหัวดื้อพอ หากมีอะไรแปลกใหม่เข้ามา ถ้าส่งผลกระทบเชิงลบต่อพวกเขาเมื่อไหร่ รับรองว่ามีการประท้วงแหลกแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเล็กๆ ของฉันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมากนัก มีเพียงเรื่องทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องฟื้นฟูและรักษาไว้ เพราะกาลเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ต้นไม้ล้มตายไปเหมือนกัน 

บรรดาเหล่าฮิปปี้ทั้งหลายจึงเริ่มโครงการคืนความเขียวให้ป่าชุมชน โดยลงแรงปลูก ลงทุนซื้อ ระดมสมอง เพื่อสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจร่วมกับคนในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสอนเพาะเมล็ดควบคู่กับแทรกบทเรียนภาษาอังกฤษเข้าไป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติเรื่องอาหารที่ยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป โดยประยุกต์ใช้ความรู้แบบ Permaculture และดูแลจิตใจของบรรดาฮิปปี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่า “เราคือธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” 

สิ่งที่ฉันเล่ามาจนถึงตอนนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในชุมชนฮิปปี้นานาชาติเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าประทับใจรอให้คนทั่วทุกมุมโลกมาสัมผัสอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะบอกคือ “อยู่บ้านเฮา ก็ว้าวได้เด้อ”

บ้านม่วงหวาน หมู่บ้านฮิปปี้นอกเมืองขอนแก่นที่เป็นแหล่งพักใจของฮิปปี้ทั่วโลก

ช่องทางการรับสมัคร

หมู่บ้านฮิปปี้ปิดเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คนไทยที่สนใจสมัครเข้ามาเยี่ยมชมหรือใช้ชีวิตที่หมู่บ้านฮิปปี้ในช่วงหลังจากนี้ ติดต่อผ่านทาง Facebook : Mindfulness Project Thailand ได้เลย 

ที่อยู่ : 7 หมู่ 1 บ้านม่วงหวาน ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 40310

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวารินทร์ ศิริบุรี

นักเขียนมือสมัครเล่นภาคอีสาน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษคู่กับครูชาวต่างชาติ ที่ โรงเรียนเอกชนใกล้บ้านแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจฮิปปี้เข้าหมู่บ้าน พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้เขาตลอดการใช้ชีวิตอยู่ในเขตบ้านม่วงหวาน

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา: สามัญคือสำคัญ
คำอธิบายรายวิชา: ฝึกฝนทักษะในการมองเห็นความงามในความธรรมดาสามัญ
ประเภทวิชา: วิชาสามัญ (มากๆ)
ประเทศ: ไทย

ห้องเรียนธรรมชาติในเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสายน้ำ ต้นฤดูฝน เมฆฝนก้อนโตลอยต่ำอยู่เหนือบ้านและทุ่งนาของเรา ลมเขย่าตะเกียงและม่านไม้ไผ่เสียงดัง ม่านฝนพลิ้วบางบดบังเทือกเขาเป็นชั้นๆ จนทั้งหมดจางหายไปกับท้องฟ้า ที่นั่นเราแยกไม่ออกว่าตรงไหนแผ่นดิน ตรงไหนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังเหลือเพียงแค่จุดขาวรางเลือนบนฟ้าสีเทา เสียงน้ำไหลลอยตามลมเย็นมาจากลำเหมือง

ระดับน้ำที่สูงขึ้นเป็นหมายที่ชาวนาแถบนี้รู้หน้าที่ดีว่า ต้องหามจอบออกเดินไปตามคันนาเพื่อทำอะไร การปล่อยให้น้ำจากเมฆมาสัมผัสดินในผืนนาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรีบทำก่อนสิ่งอื่นใด มดรีบขนไข่และปิดรัง ปูออกจากรูดิน กบเขียดพากันวางไข่ ทุกชีวิตฉกฉวยเวลาที่สุกงอมและหอมหวนนี้อย่างไม่เอียงอาย

เชียงดาว เชียงดาว

Nature 101 เราจะบันทึกความงาม ความจริงของโลกนี้ได้อย่างไร

นั่นเป็นคำถามที่เรามีในขณะที่เริ่มหาหนทางในการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กอนุบาลและประถม 2 คนในบ้านเรียนทางช้างเผือก ทำไมต้องบันทึกความงามและความจริงของโลก อาจเป็นเพราะทั้งสองสิ่งนี้แสดงตัวอยู่พร้อมกันในกิจการต่างๆ ของโลก ไม่สามารถแยกออกโดยโดดเดี่ยวและยังคงรักษาสภาพของตนไว้ได้ หากเราต้องการเรียนรู้โลก

เราอาจต้องตอบคำถามนี้เสียก่อน ความงามที่ไม่จริงยังคงงามอยู่ไหม หรือความจริงที่แยกความงามออกไปนั้น มันยังคงจริงอยู่แค่ไหน เปรียบดั่งสมการที่ไร้ความงามยังจริงอยู่ไหม ดอกไม้ที่ชักชวนผึ้งมาผสมเกสรเพื่อประกันอนาคตของระบบไม่งามได้ไหม รังที่นกตัวผู้สร้างแค่กองเศษฟางก็อุ่นได้นั่นพอไหม แสงของหิ่งห้อยที่ไม่ต้องกะพริบ ปีกผีเสื้อที่ไร้สีสันและลวดลาย และรูปทรงของใบไม้ที่เหมือนๆ กันทั้งหมด วิทยาศาสตร์และศาสตร์ทางศิลปะที่แยกเป็นคนละเรื่องคนละโลกมีแต่ในสมมติของความคิดเท่านั้น ความงามไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา แต่ถูกรับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำมาใช้เหมือนกับวิทยาศาสตร์ที่สังเกต รับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจธรรมชาติ ทั้งสองสิ่งที่เป็นเหมือนการแสดงออกของธรรมชาติที่นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้จากแสง ที่เป็นทั้งพลังงานและอนุภาคในเวลาเดียวกัน หรือจากพฤติกรรมของอิเล็กตรอนที่อยู่ในทุกที่และไม่อยู่ในที่ใดเลย ขึ้นอยู่กับว่าผู้สังเกตการณ์จะมองจากมุมมองใด ด้วยท่าทีเช่นไร

เชียงดาว

เชียงดาว เชียงดาว

ทักษะและทัศนคติของผู้สังเกตจึงมีผลมากต่อการแปลผลจากความจริง นั่นคือเราเป็นตัวแปรในการเรียนรู้ เรามีผลต่อความงามที่เป็น ต่อความจริงที่เห็น การฝึกฝนทั้งทางทักษะ ทัศนคติ และระบบประสาทสัมผัส จึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้โลก ความสามารถที่จะมองเห็นความงามในความจริง

เราเริ่มต้นด้วยการรักษาความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่เป็นพื้นเดิมของเด็กๆ ไม่ให้ถูกทำลายไปด้วยความรักและความหวังดี แล้วค่อยๆ พาเขาไปรู้จักเพื่อนใหม่ที่แตกต่างออกไป ทั้งไส้เดือน กิ้งกือ หนอนหัวขวาน ด้วงดิ่ง ด้วงงวงยีราฟ ชีปะขาว แมลงปอน้ำตก ปลาพลวง ปลาเลียหิน ปลาไหล ปูนา นกเอี้ยง นกปากห่าง เป็ดแดง นกแสก นกเค้าโมง นกติ้ด ค้างคาว…

วิชามองความงามในความสามัญ ธรรมชาติ ธรรมชาติ

ในที่สุดเราจะเริ่มเห็นทักษะที่สำคัญ คือเด็กๆ จะรู้จักและรู้วิธีปฏิบัติตัวต่อเพื่อนใหม่ของเขา เป็นมิตรและสามารถเข้าใกล้เพื่อนใหม่ได้อย่างไม่เบียดบังซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้สิ่งนั้นบนความเป็นจริง ไม่เกิดมายาคติที่เคลือบแคลง รู้สึกปลอดภัย สงบและสว่าง ในขณะที่เราเดินบนทางดินในป่า ใบไม้กี่ล้านใบที่เราเดินผ่านไปโดยไม่ได้เกิดการรับรู้สิ่งใด เราอาจพูดได้ว่า ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรน่าเรียนรู้ ไม่บอกให้ดูนี่ หรือฉันมีเรื่องที่จะต้องคิดจริงจังและกำลังยุ่งมากกว่ามามองใบไม้ที่พื้น

หากแต่ในความเป็นจริง ใบไม้หนึ่งใบนั้นเต็มไปด้วยความรู้ แม้มันจะหลุดร่วงและใกล้เน่าเปื่อยเต็มที สีที่เปลี่ยนไปจากสีเขียว เหลือง แดง น้ำตาล ดำ เส้นใบที่ลำเลียงน้ำ ขนเล็กๆ ที่อยู่ใต้ใบ ผิวมันลื่นหรือหยาบสาก ร่องรอยจากการกัดของผึ้งกัดใบ หนอนชอนใบ เห็ดรา รอยไหม้ บ้านของแมลงที่มาทำรัง… ทั้งหมดแสดงความจริงอยู่ที่นั่น ไม่ได้สนใจว่าเราจะมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลเพียงใดในการเดินเลยไป เขาแค่อยู่ที่นั่น

ธรรมชาติ ธรรมชาติ ธรรมชาติ

รอยที่สปอร์เห็ดทิ้งเอาไว้ (Spore Print) จากการเอาเห็ดมาวางบนกระดาษนิ่งๆ แล้วเอาฝาครอบกันลมทิ้งไว้คืนนึง

ธรรมชาติ ธรรมชาติ

เราจึงหาอุบายต่างๆ ในการหยุดเดินเพื่อให้โอกาสในการเรียนรู้เกิดขึ้นแม้เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ทั้งจับ จ้อง ลูบ ส่อง ขุด ดม ชิม…รู้สึก เมื่อเป็นมิตรแล้ว และมีความรู้สึกต่อสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่ยากที่จะเกิดทักษะใหม่ขึ้นมา ความสามารถในการมองเห็นความงามในความจริง เราไม่สามารถตอบคำถามที่ว่า มันจะมีทักษะนี้ไปเพื่ออะไรได้ในเวลานี้

แต่ก็เหมือนกับคำถามอื่นๆ อีกหลายคำถามที่เราไม่มีคำตอบที่สมเหตุผลให้ (หรือเพราะเราไม่ควรตอบแทนเด็กๆ) แค่รู้สึกและเห็นชัดว่าพวกเขาได้เติบโตใกล้ชิดโลก บนความจริง มีความงาม ความสุข สามารถที่จะปรับตัวได้ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นมิตร อิสระ และมีความสร้างสรรค์ นั่นก็มากพอกับการทำห้องเรียนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว

ธรรมชาติ

วิชา: สามัญคือสำคัญ
คุณสมบัติผู้เรียน: อยากเรียน
เก็งข้อสอบ: มีความสุขง่ายไม่เรื่องมาก ปรับตัวได้ เป็นมิตรกับธรรมชาติและตนเองใน 3 สัปดาห์
วิชาต่อเนื่อง: Advance Nature Appreciation, Nature Application 1 (Colors)


ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

คทา มหากายี

เรียนออกแบบแต่ไม่ได้ทำแบบที่เรียน มาออกแบบมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์แทน เริ่มทำงานกับเด็กๆ และธรรมชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 หลงป่าอยู่หลายสิบปีจนปัจจุบันมาโผล่กลางทุ่งนาที่เชียงดาว ทำบ้านเรียนกับลูกๆ สองคน และกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load