Hettie Geenen คือผู้หญิงในโลกของกัปตันเรือที่ผู้ชายครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่

เรือที่เฮตตีเป็นกัปตันไม่ใช่เรือทั่วไป แต่คือเรือรณรงค์ของ Greenpeace องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและผลงานทั่วโลก ตั้งแต่การต่อต้านการล่าวาฬ จนถึงการต่อต้านมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมในบ้านเรา

ความโดดเด่นทั้งหมดด้านบนคือเหตุผลที่ทำให้ฉันไปนั่งพูดคุยกับเธอ เมื่อ Rainbow Warrior เรือรณรงค์ของ Greenpeace มาเทียบท่าเรือไทย เพื่อรณรงค์เรื่องปัญหาทางทะเลให้สังคมรับรู้

บ่ายวันอาทิตย์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ฉันก้าวขึ้นเรือสีเขียวเข้มที่ด้านข้างมีลวดลายนกพิราบสีขาวและสายรุ้งสดใสประดับอยู่ ในเรือนั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่หัวใจของเรืออยู่ด้านหน้าสุด อาณาจักรของกัปตันเรือที่แม้ในยามกลางคืนก็ต้องมีคนคอยเฝ้ายาม

เฮตตีนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าแผงควบคุมเรือ ตำแหน่งที่เรามักเห็นผู้ชายนั่งอยู่ นอกกระจกหน้าต่างเห็นใบเขียวของเหล่าต้นไม้ที่เธอเพิ่งให้ลูกเรือไปซื้อเพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้ห้องกัปตัน  

บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้น บนเรือนักรบสายรุ้งที่ไหวเอียงเล็กน้อยด้วยแรงคลื่นจากทะเล

เฮตตีเกิดและเติบโตที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ บ้านของเธอไม่ได้อยู่ติดทะเล ทั้งบ้านไม่ได้มีใครทำงานบนเรือ แต่เมื่อเฮตตีในวัย 13 ปีได้ไปทะเลและแล่นเรือใบออกไปกลางผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม เธอก็ตกหลุมรัก

“บอกตามตรงนะ ฉันก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน” เฮตตียอมรับ “ฉันเริ่มแล่นเรือตอนอายุ 13 พออายุ 15 ฉันก็รู้ว่าต้องใช้ชีวิตที่ทะเล”

เมื่อต้องเลือกศึกษาต่อ เด็กสาวชาวดัตช์จึงพุ่งตรงไปที่สถานศึกษาซึ่งเรียกว่า Maritime College หรือโรงเรียนการเรือ ซึ่งเป็นที่สอนทักษะสำหรับคนที่จะไปเป็นลูกเรือ ร่ำเรียนจนจบแล้วเริ่มต้นชีวิตบนเรือสำราญ

ในตอนแรก เฮตตีไม่เคยฝันจะเป็นกัปตัน เพราะรู้สึกว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องบริหารจัดการทุกอย่างซึ่งไม่ค่อยเข้ากับบุคลิกของเธอ แต่คำถามหนึ่งจากคนในครอบครัวก็ทำให้เธอเปลี่ยนความคิด

“เขาถามฉันว่า ถ้าวันหนึ่งเธอเกษียณ มีอะไรที่จะเสียดายถ้าไม่ได้ทำ แล้วฉันก็ตระหนักว่าบางทีฉันควรเป็นกัปตันเรือ ซึ่งองค์กรที่ฉันทำงานอยู่ก็ถามเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ในที่สุดฉันจึงตอบตกลง”

กัปตันเรือเป็นงานของผู้ชาย ใคร ๆ ก็รู้ แต่เฮตตีก็ตัดสินใจก้าวสู่พื้นที่นั้น

“ฉันไม่ได้คิดว่าการอยู่บนเรือเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มันอาจยากถ้าคุณเป็นหญิงสาวที่เพิ่งขึ้นมาใช้ชีวิตบนเรือและยังไม่ชิน แต่สิ่งที่ยากเสมอคือการที่เราเป็นคนส่วนน้อยในที่ที่หนึ่ง ถ้าคุณเป็นบุรุษพยาบาลในที่ที่มีแต่นางพยาบาล มันก็จะยากเหมือนกัน” เฮตตีแสดงความเห็น แล้วอธิบายต่อว่า มันจะดีกว่าถ้ามีสัดส่วนหญิงชายใกล้เคียงกัน เพราะ ‘ความสมดุล’ เป็นสิ่งสำคัญ

“ถ้าคุณมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปในประเทศ หรือมีคนที่พูดภาษาหนึ่งมากเกินไป เราจะเสียความสมดุลและจะเกิดปัญหา จริงอยู่ว่าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีผู้ชายเยอะมานานจนแยกรูปแบบที่แตกต่างของชาย-หญิงได้ยาก แต่มันเป็นเรื่องของบรรยากาศ เช่น ผู้ชายอาจเน้นพูดเรื่องเทคนิค แต่ผู้หญิงอาจต้องการพูดเรื่องส่วนตัวด้วย” 

อย่างไรก็ตาม เฮตตีก็กลายเป็นกัปตันเรือหญิงที่ทุกคนให้การยอมรับได้สำเร็จ และใช้ชีวิตเป็นกัปตันเรือสำราญอยู่หลายปี 

“โดยรวมแล้ว ฉันไม่ได้คิดว่างานของกัปตันเรือเป็นเรื่องยาก การคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ยากเย็นไม่ใช่ตัวตนของฉัน ในบางครั้ง งานนี้มีเรื่องท้าทาย แต่ฉันก็มองมันเป็นสิ่งที่ต้องรับมือ นี่เป็นส่วนหนึ่งของงาน”  

แต่แม้ไปได้ดีในฐานะกัปตันหญิง การทำงานกับเรือสำราญก็ทำให้เธอถึงจุดทบทวนความหมายของชีวิต

“ฉันล่องเรือไปกับนักท่องเที่ยว แต่งานนี้ไม่เติมเต็มชีวิต ฉันต้องการทำบางสิ่งที่มีเป้าหมาย” เฮตตีเล่า ก่อนเอ่ยต่อว่าโชคดีที่เธอมีเพื่อนทำงานที่กรีนพีซ และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ก็กำลังเปิดรับกัปตันเรือพอดี

ในที่สุด กัปตันเฮตตีจึงก้าวลงจากเรือสำราญ เพื่อก้าวขึ้นเรือรณรงค์

ไม่เลย เฮตตีไม่เคยสนใจหรือเป็น Activist ด้านสิ่งแวดล้อม เธอเล่าว่าตัวเองมีงานอดิเรกเป็นการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วยซ้ำ 

แต่การมาร่วมงานกับกรีนพีซทำให้โลกในสายตากัปตันหญิงคนนี้เปลี่ยนไป

“ทริปแรกของฉันคือโครงการ Toxic Free Asia Tour กับเรือ Rainbow Warrior ฉันเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย แล้วแล่นเรือต่อมายังประเทศไทย” เฮตตีย้อนเล่า “ทริปแรกสุดนี้ทำให้ฉันตระหนักว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และทำไปเพื่ออะไร เพราะเรือรณรงค์ของกรีนพีซช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ผู้คน และนั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ชุมชนท้องถิ่นกำลังต่อสู่ในบางเรื่องอยู่ เมื่อเราแล่นเรือที่เป็นสากลมา เราอาจช่วยส่งต่อสารของพวกเขาสู่องค์กรในประเทศนั้นได้” 

ตลอดหลายสิบปี กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมบนหลักสันติวิธี สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากมาย แต่บางครั้งวิธีการของพวกเขาที่อาจดู ‘ล้ำเส้น’ ไปบ้างก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่เป็นสันติวิธีจริงไหม

กัปตันเรือกรีนพีซมองเรื่องนี้อย่างไร – ฉันสงสัย

“ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่กรีนพีซทำเป็นความรุนแรงนะ ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงไม่ยอมรับเพราะฉันเองก็ไม่ชอบความรุนแรง” เฮตตีตอบ “แต่บางครั้งคุณก็ต้องเป็นคนแข็งสักหน่อยเพื่อให้คนอื่นรับฟังสารของคุณ และเคยมีคนอธิบายกับฉันว่า ถ้าคุณทำแบบนี้ (ใช้นิ้วจิ้มลงบนแขนตัวเอง) นี่ไม่ใช่ความรุนแรง แต่ถ้าคุณทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มันจะกลายเป็นสิ่งนั้น”

เฮตตีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมของกรีนพีซมาต่อเนื่องยาวนาน ระหว่างทำงานเป็นผู้ส่งสาร สิ่งที่กัปตันเรือหญิงของกรีนพีซได้เห็นด้วยตาตัวเอง หรือเรียกอีกอย่างว่าได้เป็น ‘ประจักษ์พยาน’ ยังทำงานกับภายในของเธออย่างรุนแรง

“ฉันได้ขับเรืออีกลำของกรีนพีซที่ชื่อว่า Arctic Sunrise ไปที่ประเทศบราซิล และได้เห็นการตัดไม้ทำลายป่า ฉันตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างลึกซึ้ง จนหลังจากนั้น เวลาทำงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ฉันจะใช้ไม้มือสองหรือไม้จากประเทศของตัวเองเท่านั้น 

“นี่คือสิ่งที่ฉันได้จากการขับเรือของกรีนพีซ คุณได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยตาตนเอง และการได้เห็นกับตานั้นส่งผลต่อคุณ ฉันคิดว่าการเดินทางท่องเที่ยวไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนนัก แต่ฉันหวังว่าผู้คนจะได้เดินทาง เพราะการได้เห็นด้วยตาตัวเองนั้นแตกต่างมากจริง ๆ อย่างที่ประเทศเนเธอร์แลนด์มีการเชิญนักธุรกิจไปดูธารน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่กำลังหดตัว (ธารน้ำแข็งเก่าละลายจนธารน้ำแข็งใหม่เกิดไม่ทัน) และนั่นส่งผลต่อพวกเขาอย่างมหาศาล”

ลึกซึ้งกว่านั้น เฮตตียังได้เข้าใจด้วยว่าทุกปัญหาสิ่งแวดล้อมล้วนสัมพันธ์และสำคัญไม่แพ้กัน

“ฉันไม่คิดว่ามีปัญหาไหนสำคัญที่สุด” เฮตตีบอกกับฉัน “ฉันเห็นว่าทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน เมื่อแล่นเรือไปรอบโลก คุณจะเห็นมลพิษทางทะเล ที่อีกด้าน คุณเห็นการทำประมงเกินขนาด แล้วที่อีกด้านหนึ่ง คุณได้เห็นน้ำทะเลเพิ่มสูง เกาะกำลังจมหาย ขณะที่อีกฟาก คุณได้เจอการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ คุณได้เห็นปัญหาต่าง ๆ มากมาย และทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”  

และแน่นอน สิ่งแวดล้อมล้วนเชื่อมโยงกับมนุษย์อย่างพวกเรา ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเรือ Rainbow Warrior แล่นมาเทียบท่าที่เมืองไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมา เฮตตีจะกล่าวลงท้ายสุนทรพจน์เปิดงานอย่างเรียบง่ายแต่คมคาย

“ทะเลไม่ได้เป็นของเรา เราต่างหากที่เป็นของทะเล”

นอกจากทำงานที่มีความหมาย สิ่งที่เฮตตีชอบมากคือการเรียนรู้

งานกัปตันเรือทำให้เธอได้เดินทางไปรอบโลก เมื่อเรือจอดเทียบท่า เธอเรียนรู้จากประเทศเหล่านั้น เมื่อเรือถอนสมอ เธอเรียนรู้ต่อจากสิ่งรอบตัวและการใช้ชีวิตกับเหล่าลูกเรือที่มาจากพื้นเพรวมถึงช่วงวัยหลากหลาย 

การใช้ชีวิตกับผู้คนที่ช่างแตกต่างกับเราอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน (ลูกเรือกรีนพีซใช้คำว่า เราไม่ควรทะเลาะกับใครเลย เพราะพื้นที่จำกัดบนเรือทำให้หลบหน้ากันลำบาก) แต่อย่างที่เฮตตีบอกไว้ การมองทุกอย่างเป็นเรื่องยากเย็นไม่ใช่สไตล์ของเธอ 

“เมื่อเทียบกับลูกเรือคนอื่น ฉันแก่ที่สุดเลยนะ แต่ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากคนหนุ่มสาว และฉันก็ยังคงความเยาว์วัยในตัวเองไว้ได้เพราะสิ่งนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องยากเลย  

“แต่ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันได้เรียนรู้ ฉันตอบไม่ได้หรอก ฉันไม่เก่งเรื่องการเลือกว่าอะไรคือที่สุด แต่ฉันคิดว่าการแล่นเรือของกรีนพีซเป็นการเรียนรู้ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด ทุกวันบนเรือไม่เคยเหมือนกัน และคุณต้องปรับตัวเสมอ” 

เฮตตีบอกว่าเธอตั้งใจให้กัปตันเรือกรีนพีซเป็นงานสุดท้ายของชีวิต และแม้การแล่นเรือรณรงค์จะทำให้เห็นโลกที่กำลังเดือดขึ้นเรื่อย ๆ จนดูน่าหดหู่และท้อใจ เฮตตีก็บอกฉันว่าการแล่นเรือทำให้เธอได้เรียนรู้สิ่งอื่นมากมายกว่านั้น

“ฉันไม่ได้พบแค่สิ่งเลวร้าย ฉันได้เห็นความงามด้วย ปีที่แล้วเมื่อเราอยู่ในอ่าวของประเทศออสเตรเลีย เราได้เห็นวาฬหลังค่อมกำลังว่ายน้ำอยู่กับลูก ๆ และเมื่อฉันกลับไปที่ประเทศตัวเองหลังแล่นเรือรอบโลก ฉันก็มองเห็นความงามของเนเธอร์แลนด์ได้มากกว่าเดิม เรามีชายหาดสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยซึ่งดูเหมือนจะมีสีเดียวกัน แต่ในตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าพวกมันมีเฉดสีที่แตกต่าง

ที่สำคัญ เราได้พบความพยายามแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของผู้คนมากมาย ฉันเจอคุณแม่ชาวบัลแกเรียคนหนึ่ง เธอบอกว่าอยากทำเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ต้องเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน จึงตัดสินใจลดปริมาณขยะของตัวเอง แล้วเธอก็นำขยะจำนวนน้อยนิดออกมาแล้วกล่าวว่านี่คือปริมาณขยะของทั้งเดือน”

ฉันยังคงมีความหวัง – กัปตันเรือกรีนพีซยืนยัน และย้ำว่าทุกอย่างยังไม่สายเกินไป

“เมื่อเห็นสภาพอากาศ คุณคงรู้แล้วว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง แต่สิ่งนั้นไม่ต้องใหญ่โต คนบางคนอาจใช้ชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย บางคนหยุดนั่งเครื่องบิน และบางคนอาจเป็นมังสวิรัติ ขอแค่เราเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง”

พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วเมื่อฉันกลับจากเรือนักรบสายรุ้ง วันรุ่งขึ้นเฮตตีจะพาเรือรณรงค์ลำนี้ออกจากท่ากลับสู่ท้องทะเล

แสงสีส้มส่องสะท้อนระลอกคลื่นเป็นประกายระยับ โลกยังคงงดงาม เรือและกัปตันยังเดินทาง ปัญหาสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ 

แต่พรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่ให้เราได้เรียนรู้และปรับตัว

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

นักศึกษาเอกญี่ปุ่นจากมหาสารคาม สนใจภาพถ่าย ชีวิตขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลง อยากมีเงินไปมิวสิกเฟสติวัลเยอะๆ