แม้จะอยู่ในเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ หากนอกจากการมีต้นทุนทางศิลปวัฒนธรรมที่ดีและพอมีพื้นที่ในการทำมาหากินอยู่บ้าง ว่าไปแล้วการเป็นประชากรชาวเชียงใหม่ก็ไม่ได้น่ารื่นรมย์อย่างที่สายตาคนนอกมองมาเท่าใด

หมอกควันเรื้อรังประจำปีก็หนึ่ง ขนส่งสาธารณะที่ควรจะมีกลับไม่มีก็อีกหนึ่ง (โอเค จะหาว่าเหมารวมไป เพราะเดี๋ยวนี้เรามีรถประจำทางจริงๆ เริ่มวิ่งให้บริการแล้ว) และไหนจะความแออัดยัดทะนานของเมืองที่ดันสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของคนในเมืองก็อีกหนึ่ง

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่ง

นั่นล่ะครับ พอได้ยินว่าเชียงใหม่กำลังขอขึ้นทะเบียนพื้นที่เมืองเก่าและดอยสุเทพเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก คำถามที่สำคัญมากกว่าที่ว่าเมืองเมืองนี้ยังเหลืออะไรพอจะได้เป็นมรดกโลก? ก็คือ ‘เราจะเป็นมรดกโลกไปทำไม?’

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

จริงอยู่เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับนักท่องเที่ยว แต่มันเป็นคนละเรื่องสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ ลำพังแค่ชีวิตประจำวันที่ต้องฝ่าฝันความหนาแน่นของทั้งคนเมืองด้วยกันเอง และไหนจะนักท่องเที่ยวอย่างไม่มีทางระบายแล้วจะเป็นมรดกโลกไปทำไมกัน หากคุณภาพชีวิตเราไม่ดี

ผมเคยตั้งคำถามเช่นนี้กับ คุณแสนเมือง บรรณาธิการบริหารนิตยสาร COMPASS พี่ที่ผมเคารพ ผู้ที่ยังเป็นที่ปรึกษาของหลากหลายโครงการเกี่ยวกับเมืองและสิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่ หนึ่งในนั้นคือ ‘คณะทำงานขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก’ น่าสนใจที่คำตอบของพี่ท่านนี้เปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อสถานะมรดกโลก

การที่จะได้เป็นหรือไม่เป็นมรดกโลกไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่กระบวนการที่เชียงใหม่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่างหากที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเมืองมากทีเดียว คุณแสนเมืองบอก

ว่าแต่มันเกี่ยวกันอย่างไร?

1

เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

ก่อนจะไปถึงคำตอบว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร ผมอยากชวนให้มาสำรวจคุณค่าของพื้นที่ประวัติศาสตร์อายุเจ็ดร้อยกว่าปีของเมืองนี้ ว่ามันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งเป็นสมบัติของโลกแค่ไหนในเบื้องต้น

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

ขีดเส้นล้อมรอบพื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมืองรวมไปถึงพื้นที่ขอบนอกหนึ่งวง ก่อนจะขีดล้อมรอบผืนป่าบนดอยสุเทพทางทิศตะวันตกของเมืองที่รวมเอาวัดพระธาตุดอยสุเทพไปด้วยอีกหนึ่งวง นี่คือ 2 พื้นที่หลักที่คณะทำงานขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลกยื่นเสนอคณะกรรมการของยูเนสโก (เสนอเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น หรือ Tentative List ผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรมไปเมื่อปี 2558) ผ่านข้อเสนอสำคัญว่าพื้นที่เหล่านี้คือ ‘พื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต’ (Living Heritage) กล่าวคือยังคงเป็นพื้นที่ที่วิถีชีวิตแบบเมืองสมัยใหม่ซ้อนทับไปกับแหล่งโบราณสถาน และยังคงมีการสืบต่อคุณค่าจากครั้งอดีตต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

เป็นเรื่องชวนลังเลอยู่เล็กน้อยในการเลือกหมุดหมายต่อการเล่าถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ว่าควรจะเริ่มจากไหนดี ระหว่างที่ราบเชิงเขาอันเป็นที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน หรือดอยสุเทพ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการก่อร่างสร้างเมือง หากด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่า ภายหลังกุบไลข่านนำทัพมองโกลเข้าตีอาณาจักรพุกามของพม่าใน พ.ศ. 1816 และมีความเป็นไปได้ว่าจะรุกรานทางตอนใต้ลงมาเรื่อยๆ พญามังราย กษัตริย์จากเชียงราย จึงเลือกลงมาตั้งราชธานียังที่ราบที่มีดอยสุเทพอันเป็นภูเขาต้นน้ำอยู่ทางตะวันตก และแม่น้ำสายใหญ่ (ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อแม่น้ำปิง) ทางทิศตะวันออก โดยล้อมรอบด้วยแนวเขาแอ่งกระทะอีกหนึ่งชั้น

ด้วยเชื่อว่าชัยภูมิดังกล่าวไม่เพียงจะเป็นปราการป้องกันการรุกราน หากยังเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้พญามังรายยังได้หยิบยืมภูมิปัญญาการจัดการน้ำและการวางผังเมืองทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก (ที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำ ป้อมปราการ และกำแพง) มาจากอาณาจักรสุโขทัย และเพื่อนบ้านอย่างพุกาม จีน ไปจนถึงอาณาจักรทางใต้อย่างทวารวดี ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ เมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา บนพื้นที่ดังกล่าว

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะด้วยเหตุปัจจัยบางประการ ทัพมองโกลไม่มีโอกาสเดินทางมาถึง ขณะเดียวกันเมืองเมืองนี้ก็มีการสืบทอดต่อกันหลายศตวรรษ ซึ่งแม้จะเคยถูกเพื่อนบ้านรุกรานจนร้างเมืองอยู่บ้างในช่วงเวลาหนึ่ง หากสุดท้ายเชียงใหม่ก็มีการฟื้นเมือง และยังคงมีชีวิตอยู่ได้ถึงปัจจุบัน

2

ทัวร์ส่องพระ 5 วัด

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

ห้อมล้อมของคูเมืองโบราณ ไม่ไกลจากประตูช้างเผือก-ประตูทางทิศเหนือของเมือง เราเริ่มต้นกันที่ ‘วัดเชียงมั่น’ วัดที่พบศิลาจารึกซึ่งบอกเล่าถึงการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ พื้นที่ซึ่งเดิมคือพื้นที่ที่พญามังรายใช้ประทับระหว่างการสร้างอาณาจักร ก่อนจะสถาปนาพื้นที่ให้กลายเป็นพระอารามหลวง ศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของอาณาจักร  

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

ในกิจกรรม Chiang Mai Heritage Walk กิจกรรมเดินเท้าและนั่งรถรางสำรวจเมืองเก่าเชียงใหม่ ที่จัดโดยคณะทำงานขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ผศ. ดร.ชาญณรงค์ ศรีสุวรรณ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้นำชมและบรรยาย บอกเราว่า วัดเชียงมั่นหาใช่เป็นวัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่เท่านั้น หากที่นี่ยังเป็นจุดเชื่อมร้อยอันสำคัญระหว่างศาสนาผีที่ชาวลัวะ (ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เชิงดอยสุเทพมาก่อน) กับพุทธศาสนาที่พญามังรายรับมาจากอาณาจักรหริภุญชัยของลำพูน ก่อรูปจนเป็นพุทธศาสนาแบบล้านนาอันเป็นฐานความเชื่อแบบทั้งพุทธและผีของคนเมือง ที่ซึ่งทุกวันนี้ความเชื่อและประเพณีต่างๆ ก็ยังคงหลงเหลือเป็นที่ประจักษ์อยู่

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่ที่พญามังรายอัญเชิญมาจากลำพูน ภายหลังที่พระองค์ผนวกลำพูนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา คือรูปธรรมสำคัญของการรับพุทธศาสนามาเผยแพร่ในล้านนา เช่นเดียวกับเจดีย์ช้างล้อม เจดีย์ทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยมภายในวัดที่พญามังรายหยิบยืมคติความเชื่อเรื่องการมีรูปปั้นช้างล้อมเจดีย์ไว้รอบทิศทางมาจากสุโขทัย (วัดช้างล้อมในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย)

“อัตลักษณ์ที่สำคัญของล้านนาคือการหยิบอิทธิพลทางศิลปะและสถาปัตยกรรมจากที่ต่างๆ มาผสมผสานและประยุกต์เข้ากับความเชื่อและภูมิปัญญา จนสร้างความเฉพาะตัวสืบต่อมาถึงปัจจุบัน เจดีย์ช้างล้อมที่วัดเชียงมั่น รวมไปถึงแนวคิดในการวางผัง และศิลปกรรมอื่นๆ ภายในวัด เป็นหนึ่งในงานมาสเตอร์พีซที่เป็นต้นแบบให้กับพุทธสถาปัตยกรรมของวัดอื่นๆ รวมไปถึงเจดีย์หลวงของวัดเจดีย์หลวง เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดใจกลางเมืองที่ไม่เพียงจะมีรูปปั้นช้างล้อมรอบฐานเหมือนกัน หากส่วนยอดไม่หักโค่นไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าปลายยอดเจดีย์มีลักษณะเดียวกับเจดีย์ช้างล้อมแห่งนี้” ผศ. ดร.ชาญณรงค์ กล่าว

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

บนรถรางขนาด 35 ที่นั่งของเครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม ที่ใช้รองรับนักท่องเที่ยวสำหรับกิจกรรมชมย่านเมืองเก่า (โครงการเขียวชมเมืองเชียงใหม่) ผศ. ดร.ชาญณรงค์ พาเราลัดเลาะผ่านถนนสายเล็กๆ ในย่านใจกลางเมือง ที่ซึ่งอาคารพาณิชย์สมัยใหม่ บ้านเรือน ร้านรวง และโรงแรมบูติกที่นำรูปแบบศิลปะล้านนามาใช้ในการออกแบบ ตั้งสลับกับวัดวาอารามที่ถูกสร้างขึ้นต่างยุคสมัยตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ก่อนที่รถรางมุ่งสู่ทิศตะวันตก ไปจอดภายในลาน ‘วัดปราสาท’

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2035 เหตุผลสำคัญที่รถรางมาจอดยังวัดแห่งนี้คือวิหารหลวงของวัด อันเป็นอาคารไม้สักทรงปราสาทโครงสร้างม้าต่างไหม (โครงสร้างการประกอบขื่อและคานไม้ของหลังคาที่ลดหลั่นกันขึ้นไปโดยไม่ใช้การตอกตะปูสักดอก โครงสร้างดังกล่าวจึงดูเหมือนม้าที่ต่าง หรือบรรทุกสิ่งของในอดีต) รวมไปถึงด้านหลังของวิหารที่มีซุ้มประตูโขงเชื่อมสู่อาคารก่ออิฐที่มีลักษณะคล้ายเจดีย์ซึ่งด้านหลังอาคารไม้ของวิหาร สถาปนิกล้านนา อธิบายโครงสร้างดังกล่าวว่า เป็นวิหารต่อซุ้มจระนำ อันเป็นรูปแบบวิหารดั้งเดิมของล้านนาที่ปัจจุบันแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

จากวัดปราสาท เราเดินข้ามถนนเข้าสู่ ‘วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร’ วัดสำคัญอีกแห่งของเมือง (หากใครเคยเดินถนนคนเดินวันอาทิตย์และมองไปยังสุดทิศตะวันตกปลายถนน จะเห็นวัดแห่งนี้ตระหง่านอยู่ โดยมีทิวทัศน์ดอยสุเทพเป็นฉากหลังอยู่ลิบๆ) ในสมัยโบราณพื้นที่บริเวณวัดพระสิงห์เป็นตลาดมีชื่อว่าตลาดลีเชียงพระ ก่อนจะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานยังพื้นที่วัด ทำให้ต่อมาวัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อวัดพระสิงห์

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

พระพุทธสิหิงค์ไม่เพียงเป็นพระพุทธรูปที่สวยที่สุดองค์หนึ่งในล้านนา หากวิหารทรงเครื่องไม้สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปก็มีความสำคัญในเชิงศิลปกรรมไม่ต่างกัน โดยเฉพาะ ‘ลายคำ’ หรือลวดลายลงรักปิดทองบริเวณฉากด้านหลังของพระพุทธรูป รวมไปถึงลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าวิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีต

เรานั่งรถรางไปต่อยังสี่แยกใจกลางย่านเมืองเก่า มีวัดอีก 2 แห่งที่บอกเล่าความรุ่มรวยในพุทธศิลป์เก่าก่อนได้ดี นั่นคือ ‘วัดพันเตา’ ที่มีวิหารที่ซุ้มประตูไม้แกะสลักรูปนกยูงอันงดงาม ขณะที่ตัววิหารไม้สักทองโครงสร้างม้าต่างไหมของวัดก็เคยเป็นคุ้มหลวง (ที่ประทับ) ของพระเจ้ามโหตรประเทศ ผู้ครองนครเชียงใหม่ในอดีต หากเมื่อท่านสิ้นพระชนม์ ภายหลังก็มีการรื้อถอนคุ้มหลวงมาประกอบใหม่กลายเป็นวิหารเช่นในปัจจุบัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องสะท้อนภูมิปัญญาเชิงช่างของอาณาจักร

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

เชียงใหม่, เมืองมรดกโลก

ขณะที่วัดที่ตั้งอยู่ติดกันอย่าง ‘วัดเจดีย์หลวง’ เป็นสถานที่ตั้งเจดีย์อันเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สุด เป็นแลนด์มาร์กของเมือง และเป็นศาสนาสถานที่สะท้อนความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของพุทธศาสนาในอาณาจักร เจดีย์ที่มีฐานกว้าง 60 เมตร และสูงถึง 80 เมตร สร้างขึ้นมาในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา (พ.ศ.1928) ก่อนที่รัชสมัยต่อมาจะมีการบูรณะด้วยการขยายขนาดของเจดีย์ขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ขนาดปัจจุบันในสมัยพระเจ้าติโลกราช (1984 – 2030) กระทั่งในปลายราชวงศ์มังรายก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ทำให้ส่วนยอดหักโค่นลงมาดังที่เห็นในปัจจุบัน

“ชาวบ้านสมัยก่อนเชื่อว่าการสร้างวัดคือการสร้างผลบุญครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเราขึ้นสวรรค์ ทำให้นอกจากวัดที่พระมหากษัตริย์สร้าง เชียงใหม่ยังเต็มไปด้วยวัดที่ชาวบ้านสร้างด้วย ซึ่งไม่เพียงวัดจะเป็นที่ทำบุญ หากยังเป็นทั้งสถานศึกษา แหล่งรวมภูมิปัญญาเชิงช่าง และที่สำคัญคือ ศูนย์กลางหรือที่พบปะของผู้คนในชุมชน ซึ่งฟังก์ชันหลังของวัดก็ยังคงปรากฏอยู่ในหลายชุมชนทุกวันนี้” ผศ. ดร.ชาญณรงค์ กล่าว

บนพื้นที่ 3.2 ตารางกิโลเมตรของสี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่มีวัดด้วยกันทั้งสิ้น 38 วัด (ไม่รวมวัดร้างหรือซากโบราณสถานที่เคยเป็นวัดอีก 5 แห่ง) ไม่เพียงคุณค่าโดยสังเขปจาก 5 วัดข้างต้นที่เล่าไป หากวัดเล็กๆ แห่งอื่นที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตชุมชน รวมไปถึงวัดนอกเขตเมืองเก่าที่สำคัญๆ อย่างวัดสวนดอก วัดเจ็ดยอด วัดเกตการาม ไปจนถึงวัดต้นเกว๋นในอำเภอหางดง ที่ถึงแม้กาลเวลาและการบูรณปฏิสังขรณ์บางช่วงเวลาอาจลบคุณค่าหรือเปลี่ยนรูปแบบดั้งเดิมของพื้นที่ไปพอสมควร หากสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ยังคงอยู่ และนี่คือเครื่องบ่งบอกรากเหง้าของเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปวัฒนธรรมเมืองนี้ได้ดี

3

คุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล

ในร่างเอกสารขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Nomination Dossier) ที่คณะทำงานฯ มีแผนจะส่งถึงคณะกรรมการยูเนสโกภายในปี 2562 นี้ เชียงใหม่ได้กำหนดเกณฑ์ (Criteria) การพิจารณาคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ไว้ 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้

เกณฑ์ข้อที่ 2 (ii) ที่ว่าด้วยการแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชนชาติและการส่งอิทธิพลต่อเนื่อง ที่ซึ่งผังเมืองและระบบการจัดการชลประทานอันยั่งยืนของเมืองเป็นประจักษ์พยาน

เกณฑ์ข้อที่ 3 (iii) ที่คณะทำงานฯ เสนอ ‘ประเพณีล้านนา’ เป็นหลักฐานทางอารยธรรมที่มีการสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ประเพณีล้านนาเกือบทั้งหมดก็ล้วนเชื่อมโยงกับสถานที่ โบราณสถาน รวมไปถึงชุมชนต่างๆ ภายในพื้นที่ที่ยื่นเสนอ (Property Zone) อีกด้วย

และเกณฑ์ข้อที่ 4 (iv) ที่ซึ่งสถาปัตยกรรมและงานศิลปกรรมภายในวัดวาอาราม สะท้อนการพัฒนาด้านวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ของผู้คนในพื้นที่

พร้อมไปกับการประเมินและนำเสนอคุณค่า คณะทำงานฯ ยังต้องประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการวางกรอบนโยบายการจัดการเมือง และสร้างกระบวนการการรับรู้และมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านกิจกรรมอันหลากหลายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะโจทย์สำคัญที่ยูเนสโกพิจารณาไม่ใช่แค่คุณค่า แต่เป็นกระบวนการบริหารจัดการเมือง รวมไปถึงแนวทางการอนุรักษ์พื้นที่ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชนทั้งพื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมือง และพื้นที่ดอยสุเทพอย่างยั่งยืน

“เราจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดกับหน่วยงานและผู้คนในชุมชนหลายครั้งมาก เพราะเวลาเราพูดถึงการเป็นมรดกโลก ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวชาวบ้าน บางคนยังคิดว่าถ้าเชียงใหม่เป็นมรดกโลก พวกเขาจะต้องย้ายออกจากเขตเมือง เพื่อกันพื้นที่ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างสุโขทัยไหม หรือบางคนก็ห่วงว่าเชียงใหม่จะเดินซ้ำรอยหลวงพระบางหรือเปล่า ที่พอประกาศแล้วพื้นที่ของคนท้องถิ่นก็ถูกแปลงให้รองรับนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมด” รศ. ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าคณะขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก กล่าว

ไม่เพียงการสร้างความรับรู้ คณะทำงานยังชี้ชวนให้ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของที่แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมเสนอแนวทางในการจัดการเมืองร่วมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างข้อตกลงในการดูแลเมืองที่ทุกคนพอใจ

“หัวใจสำคัญมีอยู่ 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานของเมืองค่ะ หลายคนบอกว่าเชียงใหม่แทบไม่เหลืออะไรให้อนุรักษ์แล้ว ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้เราก็จะไม่มีทางได้เริ่มอนุรักษ์กันเสียที และสุดท้ายก็อาจไม่เหลืออะไรจริงๆ

ขณะที่เรื่องที่สองคือ การเป็นมรดกโลก หรือกระบวนการที่จะได้มาซึ่งมรดกโลกเนี่ย มันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองได้ เพราะถ้าภาคประชาชนและภาครัฐมีข้อตกลงและเป้าหมายร่วมกัน พร้อมไปกับการสร้างกระบวนการอนุรักษ์ ภาครัฐก็ต้องปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาสาธารณูปโภคในเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วม ภาคประชาชนก็จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางการเจริญเติบโตของเมืองร่วมกับภาครัฐ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรขอขึ้นทะเบียนให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลก” รศ. ดร.วรลัญจก์ กล่าว

4

เป้าหมายไม่สำคัญเท่ากระบวนการ

สอดคล้องไปกับความคิดของคุณแสนเมือง และอาจารย์วรลัญจก์ ผมได้คุยกับ อาจารย์แฟน-อจิรภาส์ ประดิษฐ์ อาจารย์พิเศษสาขาวิชาสถาปัตยกรรมผังเมือง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงใหม่ ผู้ประสานงานคณะทำงานมรดกโลก คนรุ่นใหม่ผู้อยากเห็นเมืองเชียงใหม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าเดิม เธอบอกผมว่า หากเชียงใหม่จะเป็นมรดกโลกหรือไม่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาเมืองที่กำลังจะเริ่มต้นนี้

“เป้าหมายของเมืองมรดกโลกมันไม่ใช่การอนุรักษ์แบบขึ้นหิ้ง หรือแช่แข็งโดยที่เราไม่ไปแตะต้อง แต่มันคือกระบวนการหาแนวทางร่วมกันว่าจะฟื้นฟูแหล่งมรดกให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนและเมือง หรือพัฒนาต่อไปได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้มรดกโลกจึงเป็นคล้ายเครื่องมือในการสร้างข้อผูกมัดว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จะร่วมหาทางพัฒนาและอนุรักษ์เมืองของพวกเราให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไปได้อย่างไร”

คล้ายการปักธงเอาไว้ และเริ่มเดินหน้าไปยังจุดหมาย แม้จะคิดในแง่ร้าย สุดท้ายเราอาจเดินไปไม่ถึงธง แต่นั่นก็หมายความว่าเราได้เดินออกจากจุดเดิมแล้ว อาจารย์แฟนเปรียบเปรย

ปัจจุบันคณะทำงานได้ส่งเอกสารข้อเสนอไปยังศูนย์มรดกโลก สำนักงานยูเนสโก ณ กรุงปารีส และได้รับการตอบกลับม พร้อมข้อเสนอแนะบางส่วน ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงแก้ไขเอกสารให้สมบูรณ์  ซึ่งคณะทำงานฯ มีเวลาในการปรับปรุงเอกสารอีก 6 ปี (ยูเนสโกกำหนดระยะเวลา 10 ปีในการเสนอชื่อภายหลังมีการประกาศ Tentative List ซึ่งเชียงใหม่ได้รับการประกาศไปเมื่อปี 2558) กระนั้นจากแผนที่วางไว้ คณะทำงานฯ ก็กำหนดจะส่งเอกสารเพื่อขอเข้ารับพิจารณาภายในปี 2019 นี้

“ไม่ได้หมายความว่าพอเราส่งเอกสารไป คณะทำงานเขาจะตอบรับเราเลย เพราะยังมีกระบวนการปรับทั้งเอกสารและกระบวนการจัดการอีก บางเมืองอาจใช้เวลาทำถึง 20 ปี (2 รอบ) หรือบางเมืองทำแค่ 2 ปี อย่างสิงคโปร์ (เสนอสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์) เพราะเมืองเขามีขนาดเล็ก มีกฎหมายและกรอบการทำงานที่ชัดเจน ดังนั้น เราต้องย้อนกลับมาดูว่าเชียงใหม่มีความพร้อมในด้านการจัดการอันถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้แค่ไหน” อาจารย์แฟนอธิบายกระบวนการ

อาจารย์แฟนยังบอกผมว่า เป็นเรื่องดีหากเชียงใหม่ได้เป็นมรดกโลก หากส่วนตัวเธอคาดหวังแค่ว่า ด้วยกระบวนการที่คณะทำงานฯ ทำอยู่ จะช่วยให้ผู้คนเข้าใจเชียงใหม่ในฐานะเมืองที่มีมิติด้านคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งในทางกลับกันหากไม่ได้มรดกโลกเราก็ยังได้แผนการจัดการที่ตระหนักถึงคุณค่าเมือง ซึ่งทุกคนเห็นด้วยและพร้อมที่จะนำไปใช้

“อันนี้มันมีคุณค่ายิ่งกว่าได้มงกุฎอีกนะ เพราะเราอย่าลืมว่าคนตัดสินใจจริงๆ เขาก็อาจไม่ได้เข้าใจคุณค่าของเราก็ได้ แต่เราในฐานะคนเชียงใหม่เองต่างหาก เข้าใจคุณค่าที่ควรจะรักษาของเรารึยัง” อาจารย์แฟนกล่าว

แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่อินกับรากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เช่นคณะทำงานฯ แต่นั่นล่ะ ถึงเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีใครไม่ปรารถนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในเมืองที่ดี – การมีภูมิทัศน์ของเมืองที่เห็นแล้วพึงใจ มีทางเท้าให้เดินอย่างปลอดภัย ทางเลือกในการใช้ขนส่งมวลชนประจำวัน รวมไปถึงการมีพื้นที่สาธารณะที่ใช้ได้จริง ฯลฯ

ไม่ว่าจะทางตรงหรือด้วยทางอ้อม หากมีช่องทางแม้สักนิดที่จะนำไปสู่จุดนั้นได้ ขณะเดียวกันคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากลของเมืองก็ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วย อย่างน้อยที่สุดเราก็ควรมีส่วนสนับสนุนให้มันเกิด ไม่ใช่หรือ

  • – คณะทำงานขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลกเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สถาปนิกผังเมือง และนักกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงสถาบันการศึกษา เครือข่ายชุมชนและภาคประชาชน รวมถึงเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ติดตามความคืบหน้าของคณะทำงานฯ ได้ที่ www.chiangmaiworldheritage.net และ www.facebook.com/chiangmaitoworldheritage/
  • รถราง ‘เขียวชมเมืองเชียงใหม่’ เป็นโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศประวัติศาสตร์โดยเครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม เปิดให้บริการนั่งรถชมวัด แหล่งมรดกของเมือง และต้นไม้ใหญ่ในเขตสี่เหลี่ยมคูเมือง 4 รอบต่อวัน (รอบละ 1 ชั่วโมง) เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook: เขียวชมเมืองเชียงใหม่
  • อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับดอยสุเทพ พื้นที่อีกแห่งที่ได้รับการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ที่ readthecloud.co/scoop_doi_suthep/

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load