“บ้านผมก็เป็นบ้านอยู่อาศัยธรรมดาๆ เท่านั้นนะครับ” เสียงทุ้มๆ ของชายวัย 79 ปีที่ยังดูแข็งแรงและสดใสเอ่ยขึ้นอย่างถ่อมตัว เมื่อผมขออนุญาตเข้าไปชมบ้านและร่วมพูดคุยด้วย วันนั้นคือวันอาทิตย์ที่ผมเดินทางไปยังคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ เพื่อทำบทความเกี่ยวกับโบสถ์หลังแรกของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย เพื่อมานำเสนอผู้อ่าน The Cloud

“ไม่นะครับ ผมว่าน่าสนใจครับ น่าสนใจมากๆ” ผมแย้ง นัยน์ตาไม่สามารถละจากบ้านโบราณหลังสวยตรงหน้า ซ้ำยังเป็นบ้านที่อยู่ด้านหลังของโบสถ์สำคัญ ใกล้กันชนิดเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง

“ถ้าอย่างนั้น เชิญได้เลยครับ” เมื่อสิ้นสุดประโยคนี้ ผมก็รู้ทันทีว่าผมได้รับความกรุณาจากเจ้าของบ้านเป็นที่เรียบร้อย

อาจารย์ชัยธวัชว์ ไทยง อดีตอาจารย์ประจำภาควิชามัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ และกรรมการผู้จัดการบริษัทชัยทัวร์ จำกัด คือเจ้าของบ้านหลังที่ผมกำลังจะพาผู้อ่าน The Cloud เข้าไปเยี่ยมชม ณ วินาทีนี้

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

พื้นที่ประวัติศาสตร์

จากประตูบ้าน อาจารย์ชัยธวัชว์พาผมเดินผ่านสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีสู่ตัวเรือน

“สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยตั้งอยู่บนสนามหญ้า ตรงที่เรากำลังเดินอยู่ตอนนี้” อาจารย์ชัยธวัชว์เริ่มเล่าเรื่องบ้านธรรมดาหลังนี้ อาจารย์เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 107 ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนประมวญ สีลม

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

เมื่อก่อนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยชื่อว่า ‘สำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล’ คณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนเริ่มตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่ชุมชนกุฎีจีนเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1852 ซึ่งถือว่าเป็นวันก่อตั้งโรงเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ ในตอนนั้นยังเรียกว่า มิชชั่นสกูล หรือ บอยสกูล อยู่ ต่อมาเมื่อมีนักเรียนมีจำนวนมากขึ้น จึงย้ายจากกุฎีจีนมาที่นี่ 

ในราวๆ ค.ศ. 1890 ศาสนาจารย์เอกิ้น (Reverend John Anderson Eakin) ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อมาเป็นครู ท่านต้องรับภาระดูแลทั้งโรงเรียนส่วนตัวของท่านที่กุฎีจีนและโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูลแห่งนี้ไปพร้อมกัน ท่านจึงยุบรวมโรงเรียนทั้งสองมาไว้ที่สำเหร่เพียงแห่งเดียว จำนวนนักเรียนจึงเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ไม่พอ ท่านจึงต้องหาที่ดินแปลงใหม่ นั่นจึงเป็นที่มาของการย้ายโรงเรียนจากสำเหร่ไปยังถนนประมวญ สีลม

เมื่อสักครู่ขณะที่ผมเดินกลับออกมาจากโบสถ์ ผมได้เดินผ่านฐานตอม่อโบราณที่มีข้อความระบุไว้บนป้ายว่า “ฐานรากโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ปัจจุบันคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” ปรากฏอยู่ริมรั้วโบสถ์ ซึ่งอยู่ติดกับริมบ้านของอาจารย์พอดี

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“ความจริงฐานรากของโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ไม่ได้อยู่ตรงนี้มาแต่แรก ได้ย้ายมาจากตำแหน่งเดิมซึ่งตั้งห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร เพราะตอนนั้นมีการก่อสร้างอาคารใหม่ตรงตำแหน่งนั้นพอดี คริสตจักรจึงตัดสินใจย้ายตอม่อมาตั้งไว้ตรงตำแหน่งปัจจุบันเพื่อรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม ผมเองก็เป็นคนชอบทำสวนและดูแลต้นไม้ เมื่อก่อนเคยขุดดินลงไปเจอซากอิฐ ผมยังเคยคิดเลยว่าอิฐเหล่านี้อาจเป็นฐานรากเดิมของโรงเรียนก็เป็นได้” อาจารย์ชัยธวัชว์กล่าวขณะที่ผมมองไปรอบๆ สนามหญ้าและสวนสวยด้วยความรู้สึกตื่นเต้น นี่ผมกำลังยืนอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ชัดๆ 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

ศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯ รุ่น 107 ได้กรุณาขยายความให้ผมฟังว่า เคยมีการสำรวจพื้นที่และสันนิษฐานว่าบริเวณฐานรากเดิมของโรงเรียนนั้นน่าจะอยู่แถวๆ สนามหญ้าของบ้านอาจารย์ และอาจครอบคลุมไปยังในบริเวณอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กันด้วย เช่น บริเวณที่ดินเปล่าข้างบ้าน สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของอาคารเรียนและโรงพิมพ์ อีกด้านหนึ่งที่เป็นลานจอดรถของโบสถ์ก็เคยเป็นอีกกลุ่มอาคารเรียน บริเวณบ้านอาจารย์เองก็เช่นเดียวกัน

การย้ายโรงเรียนไปยังถนนประมวญนั้นเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งมีบันทึกไว้ว่า คณะมิชชันนารีได้ตัดสินใจซื้อที่ดินของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ซึ่งราคาซื้อขายในขณะนั้นกำหนดไว้ที่ 17,500 บาท โดยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสมทบเป็นทุนประเดิมจำนวน 1,600 บาท มีการรวบรวมเงินบริจาคส่วนอื่น ๆ มาจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งความช่วยเหลือจากคณะมิชชันนารีจากอเมริกาจนครบจำนวน

เมื่อโรงเรียนย้ายไปแล้วจึงก่อให้เกิดพื้นที่ว่างขึ้น และคณะมิชชันนารีได้ตัดสินใจจัดสรรและแบ่งพื้นที่ว่างเหล่านี้เพื่อแบ่งขายให้กับสมาชิกของคริสตจักรเพื่อจะได้มาอาศัยอยู่ใกล้ๆ กัน ก่อให้เกิดเป็นชุมชนคริสเตียนสำเหร่ และนั่นคือที่มาของบ้านหลังนี้

บ้านสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนผสมผสาน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

จากสนาม ผมเดินตามอาจารย์ชัยธวัชว์มาหยุดยืนมองตัวบ้านที่สีเหลืองขลิบเทาซึ่งสร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมแขนงนี้ คือการตกแต่งอาคารอย่างอ่อนช้อยด้วยลวดลายเลียนแบบพฤกษาพรรณตามธรรมชาติ เช่น ลายน้ำ ลายเถาวัลย์ ลายดอกไม้ ฯลฯ ในกรณีนี้เราเห็นได้ชัดเจนจากเชิงชายฉลุลายประณีตเหนือหน้าต่างและระเบียงบริเวณด้านข้างของตัวบ้าน อีกสิ่งที่แสดงความเป็นวิกตอเรียนก็คือหน้าจั่วตัดที่หน้าบ้าน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนพัฒนาขึ้นในอังกฤษช่วง ค.ศ. 1837 – 1901 ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษกำลังรุ่งเรืองและมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก จึงส่งผลให้สถาปัตยกรรมแขนงนี้แผ่ขยายไปทั่วโลกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายแห่งก็สร้างขึ้นตามแบบวิกตอเรียน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือพระที่นั่งวิมานเมฆ

“บ้านหลังนี้สร้างขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2467 ตัวบ้านและที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวคุณแม่ (คุณครูการุญรัตน์ ไทยง – สกุลเดิม วีรเธียร) มาแต่เดิม ต่อมาใน พ.ศ. 2470 เมื่อคุณแม่แต่งงาน บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นเรือนหอของคุณแม่และคุณพ่อ (ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง) ในที่สุด” อาจารย์กล่าว

พ.ศ. 2468 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวรรคต และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ บ้านหลังนี้จึงเป็นรอยต่อทางสถาปัตยกรรมของ 2 รัชกาล และมีนัยทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมจะมีลายฉลุที่อ่อนช้อยหรูหราปรากฏไปทั่วทั้งอาคาร ซึ่งเป็นไปตามพระราชนิยมที่สืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 7 รูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยรวมจะเปลี่ยนไป โดยลดทอนลวดลายหรูหราลง เน้นเพียงความเรียบโก้ ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังประสบปัญหาจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยการพังทลายของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา จนเกิดวิกฤตทางการเงินแผ่ขยายไปทั่วโลก

ตัวอย่างความผสมผสานที่เห็นได้จากบ้านหลังนี้คือ หน้าจั่วเป็นหน้าจั่วตัดและเชิงชายฉลุไม้ลายละเอียดอ่อนช้อยนั้น เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 ในขณะที่ลายลูกกรงและลายแผงไม้ใต้หลังคานั้นกลับเป็นลายเรียบๆ เลียนแบบรูปทรงเรขาคณิตอันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 7

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สำหรับหน้าต่างบานกระทุ้งนั้น แม้จะเป็นบานกระทุ้งตามแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 5 และ 6 แต่มีขนาดกว้างกว่าต้นแบบในอดีต จึงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในช่วงรัชกาลที่ 7

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สำหรับผนังด้านนอกตัวบ้านนั้น เป็นผนังตีทับแนวทางตั้ง เพราะเส้นแนวตั้งจะช่วยนำสายตาให้รู้สึกว่าตัวบ้านดูสูงโปร่งและเด่นสง่า ส่วนหลังคานั้นเป็นหลังคาปั้นหยาทรงสูง ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นที่นิยมในประเทศแถบร้อนชื้น เพราะจะก่อให้เกิดพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน คอยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนจากแสงแดดไม่ให้แผ่ลงมาถึงตัวบ้าน และยังลาดเอียงเพื่อระบายน้ำฝนได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหน้าจั่วตัดที่จะยื่นคลุมเหนือห้องนอนหลัก (Master Bedroom) ก็ช่วยทำหน้าที่กันแดดกันฝนเช่นกัน บนหน้าจั่วตัดยังปรากฏเป็นรูปดอกไม้สี่กลีบขนาดใหญ่ในวงกลม เลียนแบบหน้าต่างรูปวงกลมตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิก ซึ่งคล้ายคลึงกับลายที่ปรากฏอยู่บนหน้าบันของโบสถ์และบนผนังภายนอกหอระฆังที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน

เพื่อให้เห็นภาพของสำเหร่ในสมัยก่อนว่าไกลและไปยากขนาดไหน รวมทั้งบรรยากาศของบ้านหลังนี้ในวันที่กลายมาเป็นเรือนหอ ผมขอถ่ายทอดสิ่งที่ คุณเสถียร ตามรภาค ศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯ รหัส 1928 ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า

“ในวันที่อาจารย์เล็กจะทำการสมรสกับคุณครูการุญรัตน์ วีรเธียร นั้น บ้านของเจ้าสาวตั้งอยู่ที่ตำบลสำเหร่ ขณะนั้นรกเป็นป่า อาจารย์เล็กทราบดีว่าหากไม่ใช้แรงงานช่วยกันทำความสะอาดแล้วคงจะเรียบร้อยได้ยากมาก อาจารย์เล็กจึงไปขออนุญาตต่อท่านอาจารย์ เอ็ม. บี. ปาล์มเมอร์ เพื่อให้นักเรียนประจำชั้นมัธยมปีที่ 8 ไปช่วย และอาจารย์ปาล์มเมอร์ก็อนุมัติให้ตามคำขอ พวกเราต้องนั่งรถรางไปลงที่บางคอแหลมแล้วลงเรือจ้างข้ามไปยังสำเหร่ เมื่อไปถึงบ้านก็ช่วยกันวัดและกะว่าแต่ละคนจะต้องดายหญ้ากี่ตารางเมตร คำนวณเสร็จแล้วก็รีบลงมือจนแล้วเสร็จก่อนเที่ยง อาจารย์เล็กและครูการุญรัตน์เลี้ยงขนมจีนแกงไก่เป็นอาหารเที่ยง ซึ่งนานๆ พวกเราจะได้รับอาหารอร่อยอย่างนี้สักครั้ง ตอนบ่ายก็ขัดบันไดกับพื้นบ้านให้เสร็จก่อน 17.00 น. เมื่อข้าพเจ้ามาเยี่ยมบ้านหลังนี้ทีไรก็จะนึกถึงวันนั้นเสมอ” 

นอกจากจะได้จินตนาการถึงบรรยากาศแล้ว ผมว่าเรายังสัมผัสได้ถึงความผูกพันที่ครูและศิษย์กรุงเทพคริสเตียนฯ ต่างมอบให้กันและกันอันเป็นสิ่งที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง

“สมัยผมเด็กๆ ทุกเช้าผมก็ต้องไปรอข้ามเรือจากท่าที่หน้าโบสถ์ไปฝั่งพระนคร แล้วค่อยต่อรถรางไปโรงเรียนเหมือนกัน” อาจารย์เล่า

สิ่งสำคัญที่อยู่คู่บ้านหลังนี้คือต้นอโศก (กามนิตวาสิฏฐี) ที่อาจารย์ระลึกได้ว่า “เห็นตั้งแต่เกิด” เป็นที่น่าเสียดายว่าต้นเดิมได้หมดอายุขัยไปเสียแล้ว ยังโชคดีที่มีต้นใหม่เกิดขึ้นจากหน่อของต้นเดิม โดยอาจารย์ได้เฝ้าประคบประหงมดูแลจนเติบโตสูงใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

การอนุรักษ์อาจไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงตัวบ้าน แต่หมายถึงการอนุรักษ์ของคู่บ้านเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยให้รำลึกถึงบรรยากาศแห่งวันวานได้อย่างมีความสุข อย่างเช่นการอนุรักษ์ต้นไม้คู่บ้านต้นนี้

บ้านหลังโบสถ์

หลังจากยืนชมสถาปัตยกรรมจากภายนอกกันอยู่พักใหญ่ อาจารย์ชัยธวัชว์ได้กรุณาชวนผมขึ้นไปชมภายในบ้าน เมื่อก้าวพ้นกระไดไม้ขึ้นมา ก็จะพบกับโถงโปร่งโล่งที่ล้อมไปด้วยระเบียงขาวและแผงไม้ใต้หลังคารูปสามเหลี่ยมตามแบบลายเรขาคณิต อันเป็นไปตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 7 มีโคมไฟโบราณประดับอยู่และยังใช้งานได้ดีจนปัจจุบัน

“มุมนี้เป็นมุมนั่งเล่นและสังสรรค์กันในหมู่สมาชิกครอบครัว มีลมจากแม่น้ำพัดมาทั้งวัน ที่สำคัญคือมองออกไปก็เห็นโบสถ์และหอระฆัง” อาจารย์เล่าขณะที่ผมยืนรับลมเย็นพร้อมมองกลับไปยังโบสถ์โบราณ ทัศนียภาพและบรรยากาศแบบนี้สร้างความรู้สึกสุขสงบมากๆ

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ
บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

จากโถง เราเดินตามอาจารย์ไปยังห้องกลางของบ้านซึ่งมีตู้ไม้ทรงยุโรปตั้งอยู่ ตู้ไม้ชนิดนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันว่าตู้เกลียว ด้วยมีไม้กลึงเป็นทรงเกลียวประดับที่ขอบ ตู้เกลียวเป็นเครื่องเรือนที่นิยมกันมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลอื่นๆ สืบต่อมา เดิมเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมา มหาเสวกเอก จางวางเอก เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัง ได้ริเริ่มธุรกิจผลิตตู้เกลียวเพื่อทำเป็นเครื่องเรือนและโต๊ะเครื่องแป้งจัดจำหน่าย จึงทำให้ตู้เกลียวกลายเป็นสินค้าฝีมือคนไทยที่ขายดีมากๆ

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“ตอนแรกก็ไม่ทราบว่ามีที่มาจากไหน หลานสาวมาลองหาดู ก็พบป้ายที่ระบุว่าเป็นตู้โบราณผลิตจากเยอรมนี ในตู้เก็บเครื่องกระเบื้องดั้งเดิม อย่างถ้วยกาแฟ จาน ชาม เพราะเมื่อก่อน เวลามีฝรั่งมิชชันนารีมาทำพันธกิจที่คริสตจักร พอท่านเทศนาเสร็จ เราก็เชิญท่านมาทานข้าวที่บ้านเป็นประจำ การเป็นบ้านหลังโบสถ์ต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ที่มาทำพันธกิจกับโบสถ์ไปด้วย ต้องดูแลว่าท่านได้ทานข้าวไหม มีที่พักไหม มีอะไรที่เราพอช่วยท่านเหล่านั้นได้บ้าง เวลามีมิชชันนารีหรือแขกมาจากโบสถ์ คุณพ่อคุณแม่จะให้ผมก็ต้องเป็นคนเสิร์ฟ เก็บโต๊ะ คือทำหน้าที่บริกรเต็มรูปแบบเลย รวมทั้งล้างถ้วยล้างจานทุกใบด้วย ภาพจำของผมคือมิชชันนารีฝรั่งจะมาทานอาหารที่บ้านเราอยู่เสมอ” อาจารย์ชัยธวัชว์รำลึกเหตุการณ์ในอดีต

ใกล้ๆ กับตู้เกลียวมีเปียโนไม้หลังงามตั้งอยู่ ผมคิดว่าต้องเป็นของมีประวัติแน่ๆ และก็ได้คำตอบที่น่าสนใจ

“เปียโนเป็นเปียโนโบราณครับ ตอนแรกผมก็ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีความเป็นมาอย่างไร หลานสาวของผมเพิ่งมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูล แล้วก็พบว่าเปียโนทรงนี้เรียกว่าเปียโนทรงโลงศพด้วยรูปลักษณ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเรียบร้อยแล้วที่อเมริกา” อาจารย์เล่า 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

วันหนึ่งอาจารย์และหลานสาวได้ลองเปิดฝาเปียโนออกแล้วพบแผ่นโลหะแผ่นหนึ่งปรากฏเป็นตัวอักษรสลักไว้ว่า ‘Hickstein Piano Company’ อาจารย์และหลานสาวจึงได้ลองสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจนพบว่าบริษัทฮิกชไตน์ เป็นบริษัทเล็กๆ ตั้งอยู่ที่เมืองออเบิร์น รัฐนิวยอร์ก และเปียโนทรงโลงศพเป็นทรงที่นิยมมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสมัยนั้นเปียโนเป็นสินค้าราคาสูง อาจเทียบเท่าราคาบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งเลยทีเดียว บริษัทนี้จึงใส่ใจผลิตทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เปียโนคุณภาพดีที่สุด แต่ละปีจึงผลิตได้เพียงปีละไม่กี่หลังเท่านั้น เปียโนแต่ละหลังจึงเปรียบประหนึ่งงานประณีตศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยมือล้วนๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าบริษัทฮิกชไตน์ดำเนินธุรกิจอยู่เพียงระยะหนึ่งก็ล้มเลิกกิจการไป แต่ผลงานของบริษัทนี้กลับกลายเป็นงานศิลป์ที่ทรงคุณค่าของนักสะสมด้วยมีจำนวนจำกัด แต่สำหรับบ้านหลังนี้ เปียโนเป็นสิ่งที่สูงด้วยคุณค่ามากกว่ามูลค่า เพราะเป็นสิ่งที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเปียโนที่เคยบรรเลงให้มิชชันนารีฟัง และยังทำหน้าที่ให้ความบันเทิงกับสมาชิกครอบครัวอยู่จนทุกวันนี้

จากห้องกลาง เราเดินบนพื้นไม้ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายต่อไปยังห้องหนังสือที่อยู่ติดกัน เหนือตู้ไม้สีขาวมีตะเกียงโบราณทรงสวยตั้งอยู่

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“อันนี้เป็นตะเกียงแก๊สครับ เมื่อก่อนที่บ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ต้องใช้ตะเกียงแก๊สแบบนี้ให้แสงสว่างเวลากลางคืน สำเหร่เป็นป่าเป็นสวน เงียบและมืดมาก ต่างกับฝั่งพระนครโดยสิ้นเชิง ลองจินตนาการดูว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์เล่ายิ้มๆ แม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าผมเห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความสงบสุขขณะนั้น

ของดีที่ควรสังเกตในห้องหนังสือก็คือลูกบิดประตูยี่ห้อคอร์บิน (Corbin) ซึ่งเป็นลูกบิดนำเข้าตั้งแต่สมัยมิชชันนารีอเมริกันเดินทางมาสู่ประเทศไทย ลูกบิดทรงนี้สันนิษฐานว่าเป็นของสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อนำมาสร้างบ้านพักให้เหล่ามิชชันนารีมิชชันนารีในขณะนั้น 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“เคยมีสถาปนิกอนุรักษ์มาเห็นลูกบิดที่ห้องนี้เข้า เขาบอกว่าเคยเจอลูกบิดลักษณะเดียวกันนี้ที่คุ้มเจ้านายฝ่ายเหนือที่เมืองแพร่ อย่างที่คุ้มวงศ์บุรีด้วย” อาจารย์ถ่ายทอดสิ่งที่หลานสาวได้รับข้อมูลมาอีกต่อหนึ่งให้ผมรับรู้

ของดีอีกอย่างที่ตั้งอยู่ตรงหน้าตู้ก็คือจักรซิงเกอร์ (Singer) รุ่นแรกๆ ที่วันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เย็บผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นที่ประดิษฐานพระรูปพระเยซูและไม้กางเขนอย่างงดงามและลงตัว

“ในฐานะที่ตอนนี้เราก็อยู่ในห้องหนังสือกันแล้ว ถ้าผมจะขอให้อาจารย์เลือกหยิบหนังสือสักเล่มที่อาจารย์คิดว่าน่าสนใจ ไม่ทราบว่าจะเป็นเล่มไหนครับ” ผมลองสอบถาม

ไม่กี่วินาทีอาจารย์ก็นำหนังสือเล่มกะทัดรัดออกมาเปิดให้ดู ภายในเล่มบรรจุลายลูกไม้สวยๆ มากมาย

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมลายลูกไม้ต่างๆ 174 ลายที่คุณแม่ออกแบบและประดิษฐ์ขึ้น คุณแม่ติดลายลูกไม้เหล่านั้นลงไปทีละหน้า บางลายก็จะอธิบายว่าประดิษฐ์ขึ้นได้อย่างไร” อาจารย์เล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ ผมขออนุญาตพลิกชมไปทีละหน้า ลวดลายลูกไม้ที่สวยงามมีอยู่หลากหลาย บางลายดูซับซ้อน ผู้ประดิษฐ์ต้องมีความสามารถสูงมาก ที่สำคัญคือหนังสือได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีจนลายลูกไม้ยังไม่หมองและมองเห็นลายชัดเจน

จากห้องหนังสือ อาจารย์ชวนผมขึ้นไปข้างบนเพื่อไปชมห้องนอนหลักหรือ Master Bedroom ที่อยู่ใต้หน้าจั่วตัดพอดี ความจริงผมเกรงใจอาจารย์มากๆ ด้วยบ้านนี้หลังเป็นบ้านส่วนบุคคล ต้องนับเป็นความกรุณาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่อนุญาตให้ผมขึ้นไปชม

ห้องนอนหลักมีบานกระทุ้งล้อมรอบอยู่ทุกทิศเพื่อรับลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบานกระทุ้งสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีขนาดกว้างกว่ายุคก่อนหน้านี้ 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“เมื่อก่อนบ้านมีเจ็ดห้อง คือห้องนอนคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วก็ห้องนอนลูกๆ ทั้งห้าคน เตียงนี้เดิมก็เป็นเตียงเก่าที่ท่านใช้มาก่อน เดิมมีเสาสูงสี่เสาอยู่ทุกมุมเตียง ด้านบนมีหลังคาและมีมุ้งโรยตัวลงมาคลุมทั้งสี่ด้าน ผมเคยไปที่พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี แล้วมีโอกาสเห็นพระแท่นบรรทมที่พบในพระตำหนักเพ็ชรภูมิไพโรจน์ ก็พบว่ามีลักษณะคล้ายเตียงหลังนี้มาก เมื่อคุณพ่อเสีย ผมก็กรุมุ้งลวดที่หน้าต่างเพื่อกันยุง ต่อมาก็ตัดสินใจกรุกระจกโดยรอบเพื่อติดเครื่องปรับอากาศแทน เลยไม่มีความจำเป็นต้องใช้มุ้งอีกต่อไป นานๆ เข้าเตียงก็เริ่มเสื่อมสภาพและทรุดลง ผมเลยตัดสินใจเลื่อยเสาทั้งสี่มุมออกรวมทั้งหลังคาของเตียงด้วย เพื่อรักษาเตียงเอาไว้ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้นอนห้องนี้แล้ว เพราะเตียงสูง ขึ้นลงลำบาก ขาและเข่าผมก็ไม่ค่อยดี อายุก็มากขึ้น ผมเลยย้ายไปนอนห้องข้างๆ แทน” อาจารย์เล่าให้ฟังพร้อมชี้ให้ชมเตียงโบราณที่ตั้งอยู่

เราเดินกลับลงมาที่โถงหน้าบ้านเพื่อสนทนาเกี่ยวกับบ้านหลังโบสถ์หลังนี้กันต่อ ลมแม่น้ำยามบ่ายยังคงพัดมาให้รู้สึกชื่นใจคลายร้อน

“คุณพ่อคุณแม่สอนลูกๆ เสมอว่าต้องรับใช้คริสตจักรอย่างเต็มที่ มีอะไรที่ทำได้ต้องลงมือทำ บ้านเราอยู่ใกล้โบสถ์ ยิ่งต้องทำหน้าที่นี้” อาจารย์เล่า

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ เป็นคริสตจักรแรกๆ ที่มีกิจกรรมอันเรียกว่า ค่ายอาสาพัฒนา หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Work Camp มาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 และถือว่าเป็นผู้บุกเบิกกิจกรรมลักษณะนี้ในประเทศไทย ผู้เข้าค่ายทุกคนจะมาพักค้างด้วยกันในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น 7 วัน เป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันทำงานต่างๆ เช่น ทำความสะอาด ปลูกและตกแต่งต้นไม้ พัฒนาบริเวณรอบๆ คริสตจักร ทาสีโบสถ์ ซ่อมแซมอาคารและเครื่องเรือน ทำเขื่อนดินกั้นน้ำ ฯลฯ มีการศึกษาพระคัมภีร์และฝึกฝนตนตามวิถีคริสเตียนที่ดี รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการที่มีทั้งดนตรีและกีฬาเป็นส่วนประกอบด้วย กิจกรรมนี้จะมีอนุชนจากคริสตจักรอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

“ผู้ชายจะพักที่อาคารเตียงหยก ข้างๆ โบสถ์ ส่วนผู้หญิงก็จะมาพักที่บ้านของเรา เมื่อก่อนไม่มีน้ำประปา ข้างๆ บ้านเป็นคลอง ผมกับพี่ๆ ก็จะช่วยกันเอาปี๊บไปตักน้ำจากคลอง ขนกลับมาเติมลงไปในตุ่ม มีตุ่มกว่าสี่สิบใบตั้งอยู่รอบบ้าน ต้องเติมให้เต็มทั้งหมด เอาไว้ใช้อาบ ต้องแกว่งสารส้มให้น้ำใสสะอาด ใส่คลอรีนฆ่าเชื้อ ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็ต้องต้มให้ร้อนผสมให้เป็นน้ำอุ่นเพื่อให้อาบ ส่วนน้ำดื่มนั้น ผมต้องรองน้ำฝนเก็บไว้ในถังใบใหญ่ เพื่อสำรองไว้ด้วย นอกจากนี้ก็ช่วยกันทำอาหารเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกที่มาพักที่บ้านเรากันทุกคน” อาจารย์รำลึกถึงความหลัง

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“แขกของคริสตจักรอย่างมิชชันนารีที่ท่านเดินทางมาจากต่างประเทศ เราก็ช่วยต้อนรับดูแลให้ท่านได้พักค้างอ้างแรม รวมทั้งดูแลเรื่องอาหารอย่างที่เล่าไป ผมอยู่ใกล้โบสถ์ก็ไปทำความสะอาดที่โบสถ์เป็นประจำ ไปกวาดพื้น ถูพื้น ต้องก้มลงถูด้วยมือนะครับ จะได้มั่นใจว่าสะอาดแน่ๆ บางทีที่โบสถ์ขาดดอกไม้ เราก็ต้องรีบไปหามาจัดแต่งไว้ให้สวยงามเพื่อใช้ในพิธีสำคัญได้ทัน” บทบาทของการเป็นบ้านหลังโบสถ์คือการทุ่มเทด้วยความช่วยเหลือ เพื่อให้พันธกิจของคริสตจักรดำเนินต่อไปได้อย่างที่อาจารย์เล่าไว้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีสมาชิกของค่ายอาสาพัฒนาของคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ รุ่นใหม่ๆ ร่วมมือสานต่อกันอย่างแข็งขัน

“สิ่งที่บ้านหลังนี้ยังรักษาไว้เป็นประเพณีก็คืองานคริสต์มาสที่จัดอยู่ต่อเนื่องเป็นประจำ ทุกวันที่ 24 ธันวาคม เป็นสิ่งที่คุณพ่อ (ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง) ได้ริเริ่มไว้และก็ฝากผมไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วก็ฝากให้เปิดบ้านในวันคริสต์มาสต่อไปนะ ให้พี่ๆ น้องๆ ญาติสนิทมิตรสหายได้มาร่วมสังสรรค์กัน เราก็เลี้ยงแขกกันที่สนามตรงนี้เลยครับ แขกมากันสองร้อยกว่าคน ทำเป็นอาหารบุฟเฟต์ มีอาหารหลายชนิด ลูกๆ หลานๆ ก็มาช่วยกันหมด แขกส่วนมากก็มีทั้งสมาชิกในชุมชนที่มาโบสถ์เป็นประจำ ลูกศิษย์ของผมจากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ คณาจารย์และบุคลากรจากจุฬาฯ น้องๆ จากชัยทัวร์ แล้วก็สมาชิกจากโบสถ์คริสเตียนอื่นๆ ที่สนิทสนมคุ้นเคย สมัยก่อนเวลาคริสต์มาสก็จะมีคนแวะมาหามาทักทายพ่อ มาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและเพลงคริสต์มาสต่างๆ พ่อก็เลยทำอาหารไว้คอยเลี้ยงต้อนรับเพื่อขอบคุณที่พวกเขาแวะมาเยี่ยมเยียนกัน บ้านเราเป็นบ้านที่พร้อมจะต้อนรับผู้อื่นเสมอ ก็อยากให้ให้รักษาประเพณีนี้ไว้ต่อไป” อาจารย์กล่าวพร้อมเชิญชวนให้ผมมาร่วมงานวันสำคัญที่บ้านในปีหน้า ซึ่งผมน้อมรับด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

วิชาดูแลรักษาบ้าน

ก่อนจากกัน ผมถามคำถามสุดท้ายกับอาจารย์ว่าด้วยเรื่องการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้

“การดูแลบ้านความเก่าจริงคือต้องดูแลทุกวัน ทำความสะอาดสม่ำเสมอ หมั่นปัดกวาดเช็ดถูเสมอๆ เพราะเราเองก็อยู่ในบ้านหลังนี้ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดคราบ เกิดรอย การทำความสะอาดเป็นประจำยังทำให้ได้สังเกตว่ามีอะไรชำรุด ผุ กร่อน เสียหาย เพื่อที่จะรีบเข้าไปบำรุงรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจจุบันเราอาจไม่ได้ใช้ทุกห้องทุกส่วน แต่ก็ต้องปิด ต้องคลุมผ้า เพื่อรักษาข้าวของเอาไว้ แล้วสัปดาห์หนึ่งก็เข้าไปดูแลทำความสะอาดเสียที” อาจารย์เผยถึงการดูแลบ้านหลังนี้

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“บ้านหลังนี้มีสภาพโครงสร้างดีมาก แม้จะอายุใกล้ร้อยปีแล้ว แต่สภาพไม้ก็ยังอยู่ในสภาพเดิม เคยมีการซ่อมครั้งใหญ่ไปเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งสำคัญคือการเปลี่ยนเสาไม้เป็นเสาคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณใต้ถุนบ้านหมดทุกต้น เพื่อทำให้บ้านแข็งแรง และทรงตัวอยู่ได้ ตอนที่ซ่อมนั้นน่าจะราวๆ เมื่อห้าสิบปีก่อน โดยมีสถาปนิกกับวิศวกรมาร่วมให้คำปรึกษา นอกจากนั้นก็ต่อระเบียงหลังบ้านเพื่อเพิ่มบริเวณ เพราะว่ามีคนจากโบสถ์มาพักที่บ้านบ้าง มาประชุมสังสรรค์ที่บ้านบ้าง ระเบียงเดิมมีพื้นที่ไม่พอ เลยขยายออกเพื่อรองรับคนได้มากขึ้น” อาจารย์เล่าพร้อมพาเดินไปชม

ผมกราบลาอาจารย์เมื่อตอนใกล้ค่ำ หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนผมรู้สึกเกรงใจถึงขีดสุด ผมยังจำประโยคแรกที่อาจารย์กล่าวกับผมว่า “บ้านผมก็เป็นบ้านอยู่อาศัยธรรมดาๆ เท่านั้นนะครับ” ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผม บ้านหลังนี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์อันเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ที่กลายมาเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปัจจุบัน มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนที่ผสานรอยต่อสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 

และเป็นบ้านที่อุทิศตนเพื่อคริสตจักรสมกับที่เป็นบ้านหลังโบสถ์อย่างแท้จริง

บันทึกท้ายบ้าน

ในหนังสือ รอยประทับ ที่คุณนฤมล เทพไชย เขียนขึ้นจากบันทึกความทรงจำของแมรี่ เลาเกอซัน ผู้เป็นบุตรีของศาสนาจารย์จอห์น เอกิ้น ที่เกิดจากอัลธา (Rose Altha Nebraska Rhamey Eakin) ภรรยาคนที่สอง ซึ่งสมรสกันในสยามเมื่อ ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442) ต่อมาแมรี่ได้สมรสกับชาวเดนมาร์กจึงเปลี่ยนนามสกุลจากเอกิ้นมาเป็นเลาเกอซัน

ในหนังสือเล่มดังกล่าวได้ปรากฏบันทึกที่แมรี่เล่าถึง ‘บ้านสีเหลืองหลังโบสถ์’ ที่สำเหร่ เมื่อคราวที่อัลธา มารดาของเธอเดินทางมาถึงสยามเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศกที่ 115 ตรงกับ พ.ศ. 2439 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของเหล่ามิชชันนารีที่มีมาแต่เดิม

บทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับบ้านหลังโบสถ์ซึ่งปรากฏในบทความนี้ มาจากการรับรู้และความทรงจำของอาจารย์ชัยธวัชว์ตั้งแต่วัยเยาว์ จะเป็นบ้านหลังเดียวกันกับบ้านหลังโบสถ์ที่ปรากฏในบันทึกของแมรี่ เลาเกอซัน หรือไม่ ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์จากผู้ทรงความรู้ด้านประวัติศาสตร์

ขอขอบพระคุณ

อาจารย์ ชัยธวัชว์ ไทยง ผู้ให้สัมภาษณ์

คุณปิ่มมาศ ศักดิ์ศรี ผู้แนะนำ

ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้ตรวจสอบต้นฉบับว่าด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้าน

เอกสารอ้างอิง

คริสตจักที่หนึ่ง สำเหร่ กับ 150 ปีแห่งศรัทธา

นมัสการขอบคุณพระเจ้า 162 ปีและพิธีมอบถวายพระวิหารคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันเสาร์ที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2011

หนังสือ ประวัติครอบครัวชาวสำเหร่

อนุสรณ์พิธีศพ คุณครูการุญรัตน์ ไทยง ณ คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2517

อนุสรณ์พิธีศพ ศาสนาจารย์ เล็ก ไทยง ณ คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันที่ 28 กันยาน พ.ศ. 2523

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

มีวัดลับวัดหนึ่งที่มีความพิเศษอยู่หลายประการ กล่าวคือ พระอุโบสถสร้างขึ้นบนตำแหน่งอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และถือว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระประธานในลักษณะที่ไม่เหมือนวัดไหนๆ จนอาจกล่าวได้ว่ามีวัดนี้เพียงวัดเดียวในโลก มีศิลป์สถาปัตย์ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัวและงดงามยิ่ง เป็นวัดที่ปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษามากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว และวัดนั้นมีนามว่า ‘วัดวงศมูลวิหาร’

หากเอ่ยนามวัดวงศมูลฯ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ไปเยือนหรือแม้แต่เคยได้ยินชื่อ เดิมทีวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘วัดในวัง’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็น ‘วัดในกรม’ ไปเสีย วัดวงศมูลฯ จึงกลายเป็นวัดลับที่หลบเร้นอยู่ในพื้นที่สงวนอยู่เสมอ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะไปทอดน่องท่องวัดนี้แบบเจาะลึกกันเสียที เพื่อจะได้เรียนรู้และร่วมภูมิใจไปกับมรดกสำคัญของชาติแห่งนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

วัดในวัง

วัดวงศมูลฯ เดิมสะกดว่า ‘วัดวงษมูล’ ทั้งยังมีปรากฏในเอกสารโบราณที่เรียกนามวัดนี้ว่า ‘วัดทรงประมูล’ อีกด้วย เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนพื้นที่อันเคยเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังเป็นสามัญชน ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพในสมัยกรุงสมัยธนบุรี โดยเราเรียกขานพื้นที่นี้ว่าพระนิเวศน์เดิม

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์และย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวรแล้ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสพระองค์สำคัญเสด็จมาประทับที่พระนิเวศน์เดิม ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และสมเด็จพระเจ้ายาลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์

 ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้ว ได้พระราชทานอุปาราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากพระนิเวศน์เดิมไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแทน

สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ จึงทรงแบ่งพื้นที่พระนิเวศน์เดิมเพื่อพระราชทานพระราชโอรส หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่

ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2394 ในช่วงตันรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ได้ทรงยกที่วังประมาณ 5 ไร่เพื่อสร้างวัดวงศมูลฯ โดยตำแหน่งพระอุโบสถนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตรงที่ตั้งของจวนหลวงเดิมที่รัชกาลที่ 1 เคยประทับมาก่อน ด้วยถือว่าเป็นตำแหน่งมงคลยิ่ง และในขณะนั้นไม่ปรากฏจวนหลวงเดิมให้เห็นอีกต่อไป เพราะรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อและชะลอไปปลูกเป็นหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตารามมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี

การก่อสร้างวัดวงศมูลฯ ดำเนินต่อมาอีก 6 ปี จน พ.ศ. 2400 พระราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรก็ประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ลง โดยการก่อสร้างยังคงค้างอยู่ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงเป็นแม่กองทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ และพระราชทานนามวัดนี้ว่าวัดวงศมูลวิหาร

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

คำว่าวงศมูลนั้นหมายถึงต้นวงศ์ สันนิษฐานว่าเหตุที่พระราชทานนามเช่นนี้ก็ด้วยทรงตระหนักว่าพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรตั้งพระทัยที่จะทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลและถวายเป็นพระกุศลแด่พระบิดา ซึ่งก็คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์นั่นเอง

วัดในกรม

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดวงศมูลฯ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2418 และมีพระสงฆ์จำพรรษาเรื่อยมา โดยมีสถานะเป็นพระอารามหลวง ปรากฏหลักฐานการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินของรัชกาลที่ 5 ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2422 และยังคงได้รับพระราชทานกฐินหลวงและเทียนพรรษาเป็นประจำทุกปี

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ในช่วง พ.ศ. 2420 – 2430 รัชกาลที่ 5 ทรงรวบทหารเรือทุกสังกัดและจัดตั้งขึ้นเป็นกรมทหารเรือ ได้พระราชทานพื้นที่พระนิเวศน์เดิมให้สร้างเป็นที่ว่าการกรมทหารเรือ ต่อมาเมื่อภารกิจของกรมทหารเรือขยายตัวมากขึ้น ก็ได้พระราชทานพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อสร้างกรมอู่ทหารเรือ รวมทั้งหน่วยงานสำคัญอื่นๆ จึงทำให้วัดวงศมูลฯ กลายมาเป็นวัดในกรมไปแทน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือทั้ง 3 ด้าน

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีลายพระหัตถ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบเลิกวัดวงศมูลฯ เพราะพิจารณาแล้วว่าไม่อาจพัฒนาให้เจริญขึ้นได้อีกด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ ได้มีลายพระหัตถ์ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2459 ประทานเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ระบุใจความสำคัญว่า

“ฉันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอนพระสงฆ์จากวัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น ไม่ตั้งอีกต่อไป มอบวัดนั้นให้กระทรวงทหารเรือรักษา แต่ให้คงเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะอันจะรื้อทิ้งไปปลูกวัดอื่นได้ จักย้ายไป ที่รื้อไม่ได้ กระทรวงทหารเรือจักอาศัยใช้สอยได้อยู่ ดังที่เคยเป็นมาแล้ว ส่วนพระอุโบสถจะอาศัยเป็นที่ไหว้พระสวดมนต์ แลทำพิธีในการพระศาสนาของพวกทหารเรือได้อยู่” 

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏชื่อวัดวงศมูลวิหารในบัญชีกฐินพระราชทานอีก 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ตลอดเวลากว่าร้อยปี แม้วัดวงศมูลฯ จะปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษา แต่ยังคงเป็นศาสนสถานสำคัญที่กองทัพเรือร่วมใจดูแล บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสวยงาม และเป็นปูชนียสถานสำคัญที่กองทัพเรือใช้ประกอบพิธีเพื่อสร้างศรัทธา ขวัญและกำลังใจกับข้าราชการทหารเรือทุกนายรวมทั้งประชาชนในท้องถิ่น และพื้นที่พระนิเวศน์เดิมแทบทั้งหมดได้กลายมาเป็นที่ตั้งของกองเรือลำน้ำ กรมพลาธิการทหารเรือ และกรมอู่ทหารเรือ ซึ่งหน้าที่ต่อและซ่อมเรือสำคัญๆ ของราชนาวีและของชาติ รวมทั้งเรือพระราชพิธีทั้งหมดด้วย

ที่นี่ที่เดียว

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดเด่นที่ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้รีบไปชมกันก่อน คือการประดิษฐานองค์พระประธานที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ จนผมกล้าฟันธงว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลก

โดยปกติ พระอุโบสถจะวางอาคารด้านยาวตามแกนทิศตะวันออก-ตก ซึ่งพระประธานก็จะหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ในกรณีนี้คือการหันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวัดริมน้ำ แต่สำหรับพระประธานที่วัดนี้ กลับหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ และหันข้างให้แม่น้ำเจ้าพระยาแทน

ตอนแรกนั้นพระประธานหันพระพักตร์ไปทิศตะวันออกตามปกติ แต่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อยๆ ไม่ทรงหายขาดเสียที ทรงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุที่พระประธานหันพระพักตร์มายังตำหนักประทับ ซึ่งปลูกขวางอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นได้ จึงโปรดฯ ให้ย้ายพระประธานมาไว้ในตำแหน่งปัจจุบัน และดัดแปลงประตูทางเข้าพระอุโบสถให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 2.6 เมตร ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปแบบเรียบง่ายมีนามว่า ‘พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล’ ซึ่งเป็นนามประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (ปัจจุบันโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร) โดยเป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 มีลักษณะพิเศษคือพระพักตร์แบบ ‘หน้าหุ่น’ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนพระเศียรมีพระอุษณีษะ (มวยผม) และพระรัศมีรูปเปลวไฟ ผ้าทาบบ่าเป็นแถบใหญ่แบบพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2 ส่วนจีวรเรียบไม่มีรอยย่น

ไทย จีน ฝรั่ง 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จากองค์พระประธาน คราวนี้เรามาค่อยๆ ไล่ชมงานศิลป์สถาปัตย์ที่ผสมผสานทั้งไทย จีน ฝรั่ง อันสะท้อนพระราชนิยมในช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำให้วัดนี้มีความพิเศษไปพร้อมๆ กันนะครับ

เริ่มด้วยตัวพระอุโบสถที่อาจกล่าวได้ว่า พระอุโบสถวัดวงศมูลฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัชกาลที่ 4 โดยแท้จริง ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว 5 ห้อง ( 5 ช่วงเสา) มีระเบียงรอบ 4 ด้าน หลังคาทรงจั่วซ้อน 2 ชั้น 3 ตับ หน้าจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา เป็นไม้ปิดทองประดับกระจก ส่วนหน้าบันไม้จำหลักเป็นลายกระจังใบเทศ 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เสาระเบียงรอบพระอุโบสถ เป็นเสาสี่เหลี่ยมเรียบ ไม่ปรากฏบัวหัวเสา บัวฐานเสา และคันทวยประดับแต่อย่างใด ส่วนพนักระเบียงกรุกระเบื้องปรุสีเขียวหลายแบบหลายลาย อันเป็นพระราชนิยมมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ยังมีศิลารูปสิงโตจีนรายรอบพระอุโบสถจำนวน 30 ตัว โดยศิลาเช่นนี้เรียกว่าอับเฉา ซึ่งใช้บรรจุถ่วงน้ำหนักใต้ท้องสำเภาที่นำสินค้าเข้าจากจีน ความที่สินค้าส่วนมากมีน้ำหนักเบา เช่น ผ้าแพร ผ้าไหม ไข่มุก แร่ทอง แร่เงิน จึงต้องถ่วงสำเภาด้วยศิลาไว้ไม่ให้โคลง บางครั้งจึงเรียกว่าอับเฉาสำเภา การตกแต่งวัดด้วยศิลาอับเฉาเช่นนี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 และเฟื่องฟูมากในสมัยรัชกาลที่ 3 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

การตกแต่งบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถด้านนอกเป็นลายรดน้ำแบบลายก้านแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าสิงห์ ซุ้มประตูหน้าต่างภายนอกประดับลวดลายปูนปั้นที่เรียกว่าซุ้มทรงอย่างเทศ (มาจากคำว่าอย่างต่างประเทศ) โดยซุ้มประตูและหน้าต่างทั่วไปผูกลายด้วยดอกไม้และใบไม้อย่างฝรั่ง ดูคล้ายกรอบรูปเขียนแบบยุโรป สิ่งพิเศษที่ควรสังเกต ก็คือซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศเหนือที่จะมีการใช้ลวดลายดอกพุดตาน (ดอกโบตั๋น) ซึ่งแตกต่างจากซุ้มอื่นๆ โดยสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคราวหลังเมื่อต้องแปลงอาคารให้รับกับการย้ายองค์ประธานให้มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดสังเกตสำคัญอีกจุดคือตรงกึ่งกลางซุ้มเหนือช่องประตูที่ทำเป็นรูป ‘ครุฑยุดนาคหน้าเสี้ยว’ อันปรากฏลักษณะของตัวครุฑที่ยืนเอี้ยวตัวแบบไม่สมมาตร ซึ่งบางตำราสันนิษฐานว่าเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 พระบิดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ผู้โปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เมื่อสำรวจศิลปกรรมรอบๆ พระอุโบสถแล้ว ผมขอชวนให้กลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง เพราะยังมีสิ่งพิเศษที่ห้ามพลาด นั่นคือทางฝั่งขวาและซ้ายขององค์พระประธาน มีซุ้มหินอ่อนศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ข้างละหนึ่งซุ้ม ซุ้มฝั่งขวาประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ (ความสูง 152 ซม.) และซุ้มฝั่งซ้ายประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามพระแก่นจันทร์ (ความสูง 86 ซม.) โดยทั้งสององค์เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 สังเกตได้จากพระพุทธรูปครองจีวรแบบห่มคลุมและมีรอยยับย่นเสมือนจริง ทั้งรูปแบบขององค์พระและซุ้มหินอ่อนสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตกกำลังอยู่ในพระราชนิยม ซึ่งยังปรากฏให้เห็นจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอีกหลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์หลายองค์ที่สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ เป็นต้น

พระอุโบสถวัดวงศมูลวิหารนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2545 กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เพื่อธำรงรักษาสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กองทัพเรือยังใช้พระอุโบสถนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา บรรพชาอุปสมบทภิกษุ และพิธีกรรมบวงสรวงในโอกาสสำคัญๆ เสมอมา

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม

การเดินทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ จะไม่เสร็จสมบูรณ์ หากเราไม่ได้แวะเวียนไปชมหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตาราม (เดิมชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่) เพราะจวนหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 ย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

สมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังทรงเป็นสามัญชนและรับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระราชวรินทร์ ได้ย้ายนิวาสสถานมาอาศัยอยู่ที่จวนหลวงในเขตพระนิเวศน์เดิม

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้พระราชวรินทร์เป็นแม่ทัพขึ้นไปตีเมืองโคราช ในสงครามครั้งนั้น พระราชวรินทร์ได้ตั้งจิตอิษฐานว่าจะถวายจวนมาปลูกที่วัดบางหว้าใหญ่เพื่อเป็นพุทธบูชา จึงสั่งให้รื้อจวนหลวงจากพระนิเวศน์เดิมมาปลูกถวายที่วัดนี้ ในขณะนั้นจวนหลวงยังเป็นบ้านขุนนางที่สร้างอย่างง่ายๆ มีบันทึกว่า “เป็นหอนั่งและหอนอน หลังคามุงจาก ฝาสำหรวด กั้นด้วยกระแชง”

ต่อมาเมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ได้ทรงระลึกถึงจวนหลวงหลังนั้น มีพระราชประสงค์จะปฏิสังขรณ์ให้งดงามและถวายเป็นหอพระไตรปิฎก ขณะนั้นได้มีการขุดพบระฆังใบใหญ่ได้ในวัดบางหว้าใหญ่ มีเสียงร่ำลือว่าเป็นระฆังที่มีเสียงไพเราะเป็นอย่างยิ่ง เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระรูปสี่เหลี่ยมขึ้นตรงบริเวณที่พบระฆังนั้น ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ แล้วรื้อจวนหลวงชะลอมาปลูกลงในสระดังกล่าว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงเป็นแม่กองอำนวยการดำเนินงานทั้งหมด ในคราวนี้ได้ทรงบูรณะจวนเดิมให้ใหญ่โตงดงามขึ้น 

“เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ห้องกลางเป็นห้องโถง เปลี่ยนหลังคามุงจากเป็นมุงกระเบื้อง ชายคามีกระเบื้องกระจังดุษรูปเทพประนม เรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดและฝากั้นกระแซงเป็นฝาไม้สัก ลูกฟักปกนภายในเรียบเขียนรูปภาพ บานประตูหอด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางโถง แกะเป็นนกวายุภักษ์ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ มีซุ้มข้างบนเป็นลายกนกดอกไม้เหมือนกัน ภายนอกติดคันทวยสวยงาม”

กล่าวได้ว่าหอพระไตรปิฎกของวัดระฆังโฆษิตารามนั้น เป็นหอไตรเพียงหลังเดียวที่มีเอกลัษณ์พิเศษ โดยเป็นเรือนสามจั่วที่ดัดแปลงมาจากเรือนขุนนางเดิม สะท้อนให้เห็นวิธีการก่อสร้างและปลูกเรือนไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 อีกด้วย

เมื่อการปฏิสังขรณ์ได้แล้วเสร็จ รัชกาลที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง ทรงปลูกต้นจันทน์ไว้ในทิศทั้งแปด (จึงมีผู้เรียกหอพระไตรปิฎกแห่งนี้ว่าตำหนักจันทน์) เสร็จแล้วทรงประกาศพระราชอุทิศเป็นหอพระไตรปิฎก ได้ทรงขอระฆังเสียงไพเราะไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หล่อระฆังมาพระราชทานแทนไว้ 5 ลูก พระราชทานนามว่าวัดระฆังโฆสิตารามแทนวัดบางหว้าใหญ่ และเป็นนามที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับการเจาะลึกวัดลับทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และศิลป์สถาปัตย์ เพื่อพาให้ผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับวัดวงศมูลวิหาร วัดเล็กๆ ที่พิเศษและสำคัญแห่งนี้ รวมทั้งพาเดินต่อไปอีกนิด เพื่อไปชมหอพระไตรปิฎกแห่งวัดระฆังโฆษิตารามที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกัน

อ่านจนจบบทความนี้แล้วอยากจะให้จัดกิจกรรม Walk with The Cloud พาไปทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ พร้อมกับวัดระฆังฯ บ้างไหมครับ

อ้าว…. ไหนขอเสียงหน่อยซิ

ขอขอบพระคุณ

พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 

พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ

นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ฯ 

คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือ 100 ปีกรมอู่ทหารเรือ (อรุณการพิมพ์ พ.ศ. 2533)

2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดีๆ ที่ฝั่งธน (สำนักพิมพ์พยัญชนะ พ.ศ. 2556)

3. หนังสือ หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม (บริษัทเชลล์ในประเทศไทย จัดพิมพ์ พ.ศ. 2525) 

4. www.silpathai.net/หอไตรวัดระฆัง

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอื้อเฟื้อพระรูปพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ และแผนที่เก่าฝั่งธนบุรีโดย ผ.ศ. ด.ร. พีรศรี โพวาทอง

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load