“บ้านผมก็เป็นบ้านอยู่อาศัยธรรมดาๆ เท่านั้นนะครับ” เสียงทุ้มๆ ของชายวัย 79 ปีที่ยังดูแข็งแรงและสดใสเอ่ยขึ้นอย่างถ่อมตัว เมื่อผมขออนุญาตเข้าไปชมบ้านและร่วมพูดคุยด้วย วันนั้นคือวันอาทิตย์ที่ผมเดินทางไปยังคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ เพื่อทำบทความเกี่ยวกับโบสถ์หลังแรกของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย เพื่อมานำเสนอผู้อ่าน The Cloud

“ไม่นะครับ ผมว่าน่าสนใจครับ น่าสนใจมากๆ” ผมแย้ง นัยน์ตาไม่สามารถละจากบ้านโบราณหลังสวยตรงหน้า ซ้ำยังเป็นบ้านที่อยู่ด้านหลังของโบสถ์สำคัญ ใกล้กันชนิดเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง

“ถ้าอย่างนั้น เชิญได้เลยครับ” เมื่อสิ้นสุดประโยคนี้ ผมก็รู้ทันทีว่าผมได้รับความกรุณาจากเจ้าของบ้านเป็นที่เรียบร้อย

อาจารย์ชัยธวัชว์ ไทยง อดีตอาจารย์ประจำภาควิชามัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ และกรรมการผู้จัดการบริษัทชัยทัวร์ จำกัด คือเจ้าของบ้านหลังที่ผมกำลังจะพาผู้อ่าน The Cloud เข้าไปเยี่ยมชม ณ วินาทีนี้

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

พื้นที่ประวัติศาสตร์

จากประตูบ้าน อาจารย์ชัยธวัชว์พาผมเดินผ่านสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีสู่ตัวเรือน

“สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยตั้งอยู่บนสนามหญ้า ตรงที่เรากำลังเดินอยู่ตอนนี้” อาจารย์ชัยธวัชว์เริ่มเล่าเรื่องบ้านธรรมดาหลังนี้ อาจารย์เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 107 ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนประมวญ สีลม

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

เมื่อก่อนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยชื่อว่า ‘สำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล’ คณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนเริ่มตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่ชุมชนกุฎีจีนเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1852 ซึ่งถือว่าเป็นวันก่อตั้งโรงเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ ในตอนนั้นยังเรียกว่า มิชชั่นสกูล หรือ บอยสกูล อยู่ ต่อมาเมื่อมีนักเรียนมีจำนวนมากขึ้น จึงย้ายจากกุฎีจีนมาที่นี่ 

ในราวๆ ค.ศ. 1890 ศาสนาจารย์เอกิ้น (Reverend John Anderson Eakin) ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อมาเป็นครู ท่านต้องรับภาระดูแลทั้งโรงเรียนส่วนตัวของท่านที่กุฎีจีนและโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูลแห่งนี้ไปพร้อมกัน ท่านจึงยุบรวมโรงเรียนทั้งสองมาไว้ที่สำเหร่เพียงแห่งเดียว จำนวนนักเรียนจึงเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ไม่พอ ท่านจึงต้องหาที่ดินแปลงใหม่ นั่นจึงเป็นที่มาของการย้ายโรงเรียนจากสำเหร่ไปยังถนนประมวญ สีลม

เมื่อสักครู่ขณะที่ผมเดินกลับออกมาจากโบสถ์ ผมได้เดินผ่านฐานตอม่อโบราณที่มีข้อความระบุไว้บนป้ายว่า “ฐานรากโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ปัจจุบันคือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” ปรากฏอยู่ริมรั้วโบสถ์ ซึ่งอยู่ติดกับริมบ้านของอาจารย์พอดี

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“ความจริงฐานรากของโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ไม่ได้อยู่ตรงนี้มาแต่แรก ได้ย้ายมาจากตำแหน่งเดิมซึ่งตั้งห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร เพราะตอนนั้นมีการก่อสร้างอาคารใหม่ตรงตำแหน่งนั้นพอดี คริสตจักรจึงตัดสินใจย้ายตอม่อมาตั้งไว้ตรงตำแหน่งปัจจุบันเพื่อรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม ผมเองก็เป็นคนชอบทำสวนและดูแลต้นไม้ เมื่อก่อนเคยขุดดินลงไปเจอซากอิฐ ผมยังเคยคิดเลยว่าอิฐเหล่านี้อาจเป็นฐานรากเดิมของโรงเรียนก็เป็นได้” อาจารย์ชัยธวัชว์กล่าวขณะที่ผมมองไปรอบๆ สนามหญ้าและสวนสวยด้วยความรู้สึกตื่นเต้น นี่ผมกำลังยืนอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ชัดๆ 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

ศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯ รุ่น 107 ได้กรุณาขยายความให้ผมฟังว่า เคยมีการสำรวจพื้นที่และสันนิษฐานว่าบริเวณฐานรากเดิมของโรงเรียนนั้นน่าจะอยู่แถวๆ สนามหญ้าของบ้านอาจารย์ และอาจครอบคลุมไปยังในบริเวณอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กันด้วย เช่น บริเวณที่ดินเปล่าข้างบ้าน สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของอาคารเรียนและโรงพิมพ์ อีกด้านหนึ่งที่เป็นลานจอดรถของโบสถ์ก็เคยเป็นอีกกลุ่มอาคารเรียน บริเวณบ้านอาจารย์เองก็เช่นเดียวกัน

การย้ายโรงเรียนไปยังถนนประมวญนั้นเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งมีบันทึกไว้ว่า คณะมิชชันนารีได้ตัดสินใจซื้อที่ดินของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ซึ่งราคาซื้อขายในขณะนั้นกำหนดไว้ที่ 17,500 บาท โดยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสมทบเป็นทุนประเดิมจำนวน 1,600 บาท มีการรวบรวมเงินบริจาคส่วนอื่น ๆ มาจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งความช่วยเหลือจากคณะมิชชันนารีจากอเมริกาจนครบจำนวน

เมื่อโรงเรียนย้ายไปแล้วจึงก่อให้เกิดพื้นที่ว่างขึ้น และคณะมิชชันนารีได้ตัดสินใจจัดสรรและแบ่งพื้นที่ว่างเหล่านี้เพื่อแบ่งขายให้กับสมาชิกของคริสตจักรเพื่อจะได้มาอาศัยอยู่ใกล้ๆ กัน ก่อให้เกิดเป็นชุมชนคริสเตียนสำเหร่ และนั่นคือที่มาของบ้านหลังนี้

บ้านสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนผสมผสาน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

จากสนาม ผมเดินตามอาจารย์ชัยธวัชว์มาหยุดยืนมองตัวบ้านที่สีเหลืองขลิบเทาซึ่งสร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมแขนงนี้ คือการตกแต่งอาคารอย่างอ่อนช้อยด้วยลวดลายเลียนแบบพฤกษาพรรณตามธรรมชาติ เช่น ลายน้ำ ลายเถาวัลย์ ลายดอกไม้ ฯลฯ ในกรณีนี้เราเห็นได้ชัดเจนจากเชิงชายฉลุลายประณีตเหนือหน้าต่างและระเบียงบริเวณด้านข้างของตัวบ้าน อีกสิ่งที่แสดงความเป็นวิกตอเรียนก็คือหน้าจั่วตัดที่หน้าบ้าน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนพัฒนาขึ้นในอังกฤษช่วง ค.ศ. 1837 – 1901 ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษกำลังรุ่งเรืองและมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก จึงส่งผลให้สถาปัตยกรรมแขนงนี้แผ่ขยายไปทั่วโลกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายแห่งก็สร้างขึ้นตามแบบวิกตอเรียน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือพระที่นั่งวิมานเมฆ

“บ้านหลังนี้สร้างขึ้นปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2467 ตัวบ้านและที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวคุณแม่ (คุณครูการุญรัตน์ ไทยง – สกุลเดิม วีรเธียร) มาแต่เดิม ต่อมาใน พ.ศ. 2470 เมื่อคุณแม่แต่งงาน บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นเรือนหอของคุณแม่และคุณพ่อ (ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง) ในที่สุด” อาจารย์กล่าว

พ.ศ. 2468 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวรรคต และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ บ้านหลังนี้จึงเป็นรอยต่อทางสถาปัตยกรรมของ 2 รัชกาล และมีนัยทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมจะมีลายฉลุที่อ่อนช้อยหรูหราปรากฏไปทั่วทั้งอาคาร ซึ่งเป็นไปตามพระราชนิยมที่สืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 7 รูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยรวมจะเปลี่ยนไป โดยลดทอนลวดลายหรูหราลง เน้นเพียงความเรียบโก้ ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังประสบปัญหาจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยการพังทลายของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา จนเกิดวิกฤตทางการเงินแผ่ขยายไปทั่วโลก

ตัวอย่างความผสมผสานที่เห็นได้จากบ้านหลังนี้คือ หน้าจั่วเป็นหน้าจั่วตัดและเชิงชายฉลุไม้ลายละเอียดอ่อนช้อยนั้น เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 ในขณะที่ลายลูกกรงและลายแผงไม้ใต้หลังคานั้นกลับเป็นลายเรียบๆ เลียนแบบรูปทรงเรขาคณิตอันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 7

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สำหรับหน้าต่างบานกระทุ้งนั้น แม้จะเป็นบานกระทุ้งตามแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 5 และ 6 แต่มีขนาดกว้างกว่าต้นแบบในอดีต จึงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในช่วงรัชกาลที่ 7

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

สำหรับผนังด้านนอกตัวบ้านนั้น เป็นผนังตีทับแนวทางตั้ง เพราะเส้นแนวตั้งจะช่วยนำสายตาให้รู้สึกว่าตัวบ้านดูสูงโปร่งและเด่นสง่า ส่วนหลังคานั้นเป็นหลังคาปั้นหยาทรงสูง ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นที่นิยมในประเทศแถบร้อนชื้น เพราะจะก่อให้เกิดพื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดาน คอยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนจากแสงแดดไม่ให้แผ่ลงมาถึงตัวบ้าน และยังลาดเอียงเพื่อระบายน้ำฝนได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหน้าจั่วตัดที่จะยื่นคลุมเหนือห้องนอนหลัก (Master Bedroom) ก็ช่วยทำหน้าที่กันแดดกันฝนเช่นกัน บนหน้าจั่วตัดยังปรากฏเป็นรูปดอกไม้สี่กลีบขนาดใหญ่ในวงกลม เลียนแบบหน้าต่างรูปวงกลมตามแบบสถาปัตยกรรมโกธิก ซึ่งคล้ายคลึงกับลายที่ปรากฏอยู่บนหน้าบันของโบสถ์และบนผนังภายนอกหอระฆังที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน

เพื่อให้เห็นภาพของสำเหร่ในสมัยก่อนว่าไกลและไปยากขนาดไหน รวมทั้งบรรยากาศของบ้านหลังนี้ในวันที่กลายมาเป็นเรือนหอ ผมขอถ่ายทอดสิ่งที่ คุณเสถียร ตามรภาค ศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯ รหัส 1928 ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า

“ในวันที่อาจารย์เล็กจะทำการสมรสกับคุณครูการุญรัตน์ วีรเธียร นั้น บ้านของเจ้าสาวตั้งอยู่ที่ตำบลสำเหร่ ขณะนั้นรกเป็นป่า อาจารย์เล็กทราบดีว่าหากไม่ใช้แรงงานช่วยกันทำความสะอาดแล้วคงจะเรียบร้อยได้ยากมาก อาจารย์เล็กจึงไปขออนุญาตต่อท่านอาจารย์ เอ็ม. บี. ปาล์มเมอร์ เพื่อให้นักเรียนประจำชั้นมัธยมปีที่ 8 ไปช่วย และอาจารย์ปาล์มเมอร์ก็อนุมัติให้ตามคำขอ พวกเราต้องนั่งรถรางไปลงที่บางคอแหลมแล้วลงเรือจ้างข้ามไปยังสำเหร่ เมื่อไปถึงบ้านก็ช่วยกันวัดและกะว่าแต่ละคนจะต้องดายหญ้ากี่ตารางเมตร คำนวณเสร็จแล้วก็รีบลงมือจนแล้วเสร็จก่อนเที่ยง อาจารย์เล็กและครูการุญรัตน์เลี้ยงขนมจีนแกงไก่เป็นอาหารเที่ยง ซึ่งนานๆ พวกเราจะได้รับอาหารอร่อยอย่างนี้สักครั้ง ตอนบ่ายก็ขัดบันไดกับพื้นบ้านให้เสร็จก่อน 17.00 น. เมื่อข้าพเจ้ามาเยี่ยมบ้านหลังนี้ทีไรก็จะนึกถึงวันนั้นเสมอ” 

นอกจากจะได้จินตนาการถึงบรรยากาศแล้ว ผมว่าเรายังสัมผัสได้ถึงความผูกพันที่ครูและศิษย์กรุงเทพคริสเตียนฯ ต่างมอบให้กันและกันอันเป็นสิ่งที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง

“สมัยผมเด็กๆ ทุกเช้าผมก็ต้องไปรอข้ามเรือจากท่าที่หน้าโบสถ์ไปฝั่งพระนคร แล้วค่อยต่อรถรางไปโรงเรียนเหมือนกัน” อาจารย์เล่า

สิ่งสำคัญที่อยู่คู่บ้านหลังนี้คือต้นอโศก (กามนิตวาสิฏฐี) ที่อาจารย์ระลึกได้ว่า “เห็นตั้งแต่เกิด” เป็นที่น่าเสียดายว่าต้นเดิมได้หมดอายุขัยไปเสียแล้ว ยังโชคดีที่มีต้นใหม่เกิดขึ้นจากหน่อของต้นเดิม โดยอาจารย์ได้เฝ้าประคบประหงมดูแลจนเติบโตสูงใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

การอนุรักษ์อาจไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงตัวบ้าน แต่หมายถึงการอนุรักษ์ของคู่บ้านเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยให้รำลึกถึงบรรยากาศแห่งวันวานได้อย่างมีความสุข อย่างเช่นการอนุรักษ์ต้นไม้คู่บ้านต้นนี้

บ้านหลังโบสถ์

หลังจากยืนชมสถาปัตยกรรมจากภายนอกกันอยู่พักใหญ่ อาจารย์ชัยธวัชว์ได้กรุณาชวนผมขึ้นไปชมภายในบ้าน เมื่อก้าวพ้นกระไดไม้ขึ้นมา ก็จะพบกับโถงโปร่งโล่งที่ล้อมไปด้วยระเบียงขาวและแผงไม้ใต้หลังคารูปสามเหลี่ยมตามแบบลายเรขาคณิต อันเป็นไปตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 7 มีโคมไฟโบราณประดับอยู่และยังใช้งานได้ดีจนปัจจุบัน

“มุมนี้เป็นมุมนั่งเล่นและสังสรรค์กันในหมู่สมาชิกครอบครัว มีลมจากแม่น้ำพัดมาทั้งวัน ที่สำคัญคือมองออกไปก็เห็นโบสถ์และหอระฆัง” อาจารย์เล่าขณะที่ผมยืนรับลมเย็นพร้อมมองกลับไปยังโบสถ์โบราณ ทัศนียภาพและบรรยากาศแบบนี้สร้างความรู้สึกสุขสงบมากๆ

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ
บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

จากโถง เราเดินตามอาจารย์ไปยังห้องกลางของบ้านซึ่งมีตู้ไม้ทรงยุโรปตั้งอยู่ ตู้ไม้ชนิดนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันว่าตู้เกลียว ด้วยมีไม้กลึงเป็นทรงเกลียวประดับที่ขอบ ตู้เกลียวเป็นเครื่องเรือนที่นิยมกันมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลอื่นๆ สืบต่อมา เดิมเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมา มหาเสวกเอก จางวางเอก เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัง ได้ริเริ่มธุรกิจผลิตตู้เกลียวเพื่อทำเป็นเครื่องเรือนและโต๊ะเครื่องแป้งจัดจำหน่าย จึงทำให้ตู้เกลียวกลายเป็นสินค้าฝีมือคนไทยที่ขายดีมากๆ

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“ตอนแรกก็ไม่ทราบว่ามีที่มาจากไหน หลานสาวมาลองหาดู ก็พบป้ายที่ระบุว่าเป็นตู้โบราณผลิตจากเยอรมนี ในตู้เก็บเครื่องกระเบื้องดั้งเดิม อย่างถ้วยกาแฟ จาน ชาม เพราะเมื่อก่อน เวลามีฝรั่งมิชชันนารีมาทำพันธกิจที่คริสตจักร พอท่านเทศนาเสร็จ เราก็เชิญท่านมาทานข้าวที่บ้านเป็นประจำ การเป็นบ้านหลังโบสถ์ต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ที่มาทำพันธกิจกับโบสถ์ไปด้วย ต้องดูแลว่าท่านได้ทานข้าวไหม มีที่พักไหม มีอะไรที่เราพอช่วยท่านเหล่านั้นได้บ้าง เวลามีมิชชันนารีหรือแขกมาจากโบสถ์ คุณพ่อคุณแม่จะให้ผมก็ต้องเป็นคนเสิร์ฟ เก็บโต๊ะ คือทำหน้าที่บริกรเต็มรูปแบบเลย รวมทั้งล้างถ้วยล้างจานทุกใบด้วย ภาพจำของผมคือมิชชันนารีฝรั่งจะมาทานอาหารที่บ้านเราอยู่เสมอ” อาจารย์ชัยธวัชว์รำลึกเหตุการณ์ในอดีต

ใกล้ๆ กับตู้เกลียวมีเปียโนไม้หลังงามตั้งอยู่ ผมคิดว่าต้องเป็นของมีประวัติแน่ๆ และก็ได้คำตอบที่น่าสนใจ

“เปียโนเป็นเปียโนโบราณครับ ตอนแรกผมก็ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีความเป็นมาอย่างไร หลานสาวของผมเพิ่งมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูล แล้วก็พบว่าเปียโนทรงนี้เรียกว่าเปียโนทรงโลงศพด้วยรูปลักษณ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเรียบร้อยแล้วที่อเมริกา” อาจารย์เล่า 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

วันหนึ่งอาจารย์และหลานสาวได้ลองเปิดฝาเปียโนออกแล้วพบแผ่นโลหะแผ่นหนึ่งปรากฏเป็นตัวอักษรสลักไว้ว่า ‘Hickstein Piano Company’ อาจารย์และหลานสาวจึงได้ลองสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจนพบว่าบริษัทฮิกชไตน์ เป็นบริษัทเล็กๆ ตั้งอยู่ที่เมืองออเบิร์น รัฐนิวยอร์ก และเปียโนทรงโลงศพเป็นทรงที่นิยมมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสมัยนั้นเปียโนเป็นสินค้าราคาสูง อาจเทียบเท่าราคาบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งเลยทีเดียว บริษัทนี้จึงใส่ใจผลิตทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เปียโนคุณภาพดีที่สุด แต่ละปีจึงผลิตได้เพียงปีละไม่กี่หลังเท่านั้น เปียโนแต่ละหลังจึงเปรียบประหนึ่งงานประณีตศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยมือล้วนๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าบริษัทฮิกชไตน์ดำเนินธุรกิจอยู่เพียงระยะหนึ่งก็ล้มเลิกกิจการไป แต่ผลงานของบริษัทนี้กลับกลายเป็นงานศิลป์ที่ทรงคุณค่าของนักสะสมด้วยมีจำนวนจำกัด แต่สำหรับบ้านหลังนี้ เปียโนเป็นสิ่งที่สูงด้วยคุณค่ามากกว่ามูลค่า เพราะเป็นสิ่งที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเปียโนที่เคยบรรเลงให้มิชชันนารีฟัง และยังทำหน้าที่ให้ความบันเทิงกับสมาชิกครอบครัวอยู่จนทุกวันนี้

จากห้องกลาง เราเดินบนพื้นไม้ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายต่อไปยังห้องหนังสือที่อยู่ติดกัน เหนือตู้ไม้สีขาวมีตะเกียงโบราณทรงสวยตั้งอยู่

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“อันนี้เป็นตะเกียงแก๊สครับ เมื่อก่อนที่บ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ต้องใช้ตะเกียงแก๊สแบบนี้ให้แสงสว่างเวลากลางคืน สำเหร่เป็นป่าเป็นสวน เงียบและมืดมาก ต่างกับฝั่งพระนครโดยสิ้นเชิง ลองจินตนาการดูว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์เล่ายิ้มๆ แม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าผมเห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความสงบสุขขณะนั้น

ของดีที่ควรสังเกตในห้องหนังสือก็คือลูกบิดประตูยี่ห้อคอร์บิน (Corbin) ซึ่งเป็นลูกบิดนำเข้าตั้งแต่สมัยมิชชันนารีอเมริกันเดินทางมาสู่ประเทศไทย ลูกบิดทรงนี้สันนิษฐานว่าเป็นของสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อนำมาสร้างบ้านพักให้เหล่ามิชชันนารีมิชชันนารีในขณะนั้น 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“เคยมีสถาปนิกอนุรักษ์มาเห็นลูกบิดที่ห้องนี้เข้า เขาบอกว่าเคยเจอลูกบิดลักษณะเดียวกันนี้ที่คุ้มเจ้านายฝ่ายเหนือที่เมืองแพร่ อย่างที่คุ้มวงศ์บุรีด้วย” อาจารย์ถ่ายทอดสิ่งที่หลานสาวได้รับข้อมูลมาอีกต่อหนึ่งให้ผมรับรู้

ของดีอีกอย่างที่ตั้งอยู่ตรงหน้าตู้ก็คือจักรซิงเกอร์ (Singer) รุ่นแรกๆ ที่วันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เย็บผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นที่ประดิษฐานพระรูปพระเยซูและไม้กางเขนอย่างงดงามและลงตัว

“ในฐานะที่ตอนนี้เราก็อยู่ในห้องหนังสือกันแล้ว ถ้าผมจะขอให้อาจารย์เลือกหยิบหนังสือสักเล่มที่อาจารย์คิดว่าน่าสนใจ ไม่ทราบว่าจะเป็นเล่มไหนครับ” ผมลองสอบถาม

ไม่กี่วินาทีอาจารย์ก็นำหนังสือเล่มกะทัดรัดออกมาเปิดให้ดู ภายในเล่มบรรจุลายลูกไม้สวยๆ มากมาย

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมลายลูกไม้ต่างๆ 174 ลายที่คุณแม่ออกแบบและประดิษฐ์ขึ้น คุณแม่ติดลายลูกไม้เหล่านั้นลงไปทีละหน้า บางลายก็จะอธิบายว่าประดิษฐ์ขึ้นได้อย่างไร” อาจารย์เล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ ผมขออนุญาตพลิกชมไปทีละหน้า ลวดลายลูกไม้ที่สวยงามมีอยู่หลากหลาย บางลายดูซับซ้อน ผู้ประดิษฐ์ต้องมีความสามารถสูงมาก ที่สำคัญคือหนังสือได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีจนลายลูกไม้ยังไม่หมองและมองเห็นลายชัดเจน

จากห้องหนังสือ อาจารย์ชวนผมขึ้นไปข้างบนเพื่อไปชมห้องนอนหลักหรือ Master Bedroom ที่อยู่ใต้หน้าจั่วตัดพอดี ความจริงผมเกรงใจอาจารย์มากๆ ด้วยบ้านนี้หลังเป็นบ้านส่วนบุคคล ต้องนับเป็นความกรุณาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่อนุญาตให้ผมขึ้นไปชม

ห้องนอนหลักมีบานกระทุ้งล้อมรอบอยู่ทุกทิศเพื่อรับลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบานกระทุ้งสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีขนาดกว้างกว่ายุคก่อนหน้านี้ 

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“เมื่อก่อนบ้านมีเจ็ดห้อง คือห้องนอนคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วก็ห้องนอนลูกๆ ทั้งห้าคน เตียงนี้เดิมก็เป็นเตียงเก่าที่ท่านใช้มาก่อน เดิมมีเสาสูงสี่เสาอยู่ทุกมุมเตียง ด้านบนมีหลังคาและมีมุ้งโรยตัวลงมาคลุมทั้งสี่ด้าน ผมเคยไปที่พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี แล้วมีโอกาสเห็นพระแท่นบรรทมที่พบในพระตำหนักเพ็ชรภูมิไพโรจน์ ก็พบว่ามีลักษณะคล้ายเตียงหลังนี้มาก เมื่อคุณพ่อเสีย ผมก็กรุมุ้งลวดที่หน้าต่างเพื่อกันยุง ต่อมาก็ตัดสินใจกรุกระจกโดยรอบเพื่อติดเครื่องปรับอากาศแทน เลยไม่มีความจำเป็นต้องใช้มุ้งอีกต่อไป นานๆ เข้าเตียงก็เริ่มเสื่อมสภาพและทรุดลง ผมเลยตัดสินใจเลื่อยเสาทั้งสี่มุมออกรวมทั้งหลังคาของเตียงด้วย เพื่อรักษาเตียงเอาไว้ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้นอนห้องนี้แล้ว เพราะเตียงสูง ขึ้นลงลำบาก ขาและเข่าผมก็ไม่ค่อยดี อายุก็มากขึ้น ผมเลยย้ายไปนอนห้องข้างๆ แทน” อาจารย์เล่าให้ฟังพร้อมชี้ให้ชมเตียงโบราณที่ตั้งอยู่

เราเดินกลับลงมาที่โถงหน้าบ้านเพื่อสนทนาเกี่ยวกับบ้านหลังโบสถ์หลังนี้กันต่อ ลมแม่น้ำยามบ่ายยังคงพัดมาให้รู้สึกชื่นใจคลายร้อน

“คุณพ่อคุณแม่สอนลูกๆ เสมอว่าต้องรับใช้คริสตจักรอย่างเต็มที่ มีอะไรที่ทำได้ต้องลงมือทำ บ้านเราอยู่ใกล้โบสถ์ ยิ่งต้องทำหน้าที่นี้” อาจารย์เล่า

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ เป็นคริสตจักรแรกๆ ที่มีกิจกรรมอันเรียกว่า ค่ายอาสาพัฒนา หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Work Camp มาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 และถือว่าเป็นผู้บุกเบิกกิจกรรมลักษณะนี้ในประเทศไทย ผู้เข้าค่ายทุกคนจะมาพักค้างด้วยกันในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น 7 วัน เป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันทำงานต่างๆ เช่น ทำความสะอาด ปลูกและตกแต่งต้นไม้ พัฒนาบริเวณรอบๆ คริสตจักร ทาสีโบสถ์ ซ่อมแซมอาคารและเครื่องเรือน ทำเขื่อนดินกั้นน้ำ ฯลฯ มีการศึกษาพระคัมภีร์และฝึกฝนตนตามวิถีคริสเตียนที่ดี รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการที่มีทั้งดนตรีและกีฬาเป็นส่วนประกอบด้วย กิจกรรมนี้จะมีอนุชนจากคริสตจักรอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

“ผู้ชายจะพักที่อาคารเตียงหยก ข้างๆ โบสถ์ ส่วนผู้หญิงก็จะมาพักที่บ้านของเรา เมื่อก่อนไม่มีน้ำประปา ข้างๆ บ้านเป็นคลอง ผมกับพี่ๆ ก็จะช่วยกันเอาปี๊บไปตักน้ำจากคลอง ขนกลับมาเติมลงไปในตุ่ม มีตุ่มกว่าสี่สิบใบตั้งอยู่รอบบ้าน ต้องเติมให้เต็มทั้งหมด เอาไว้ใช้อาบ ต้องแกว่งสารส้มให้น้ำใสสะอาด ใส่คลอรีนฆ่าเชื้อ ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็ต้องต้มให้ร้อนผสมให้เป็นน้ำอุ่นเพื่อให้อาบ ส่วนน้ำดื่มนั้น ผมต้องรองน้ำฝนเก็บไว้ในถังใบใหญ่ เพื่อสำรองไว้ด้วย นอกจากนี้ก็ช่วยกันทำอาหารเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกที่มาพักที่บ้านเรากันทุกคน” อาจารย์รำลึกถึงความหลัง

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“แขกของคริสตจักรอย่างมิชชันนารีที่ท่านเดินทางมาจากต่างประเทศ เราก็ช่วยต้อนรับดูแลให้ท่านได้พักค้างอ้างแรม รวมทั้งดูแลเรื่องอาหารอย่างที่เล่าไป ผมอยู่ใกล้โบสถ์ก็ไปทำความสะอาดที่โบสถ์เป็นประจำ ไปกวาดพื้น ถูพื้น ต้องก้มลงถูด้วยมือนะครับ จะได้มั่นใจว่าสะอาดแน่ๆ บางทีที่โบสถ์ขาดดอกไม้ เราก็ต้องรีบไปหามาจัดแต่งไว้ให้สวยงามเพื่อใช้ในพิธีสำคัญได้ทัน” บทบาทของการเป็นบ้านหลังโบสถ์คือการทุ่มเทด้วยความช่วยเหลือ เพื่อให้พันธกิจของคริสตจักรดำเนินต่อไปได้อย่างที่อาจารย์เล่าไว้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีสมาชิกของค่ายอาสาพัฒนาของคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ รุ่นใหม่ๆ ร่วมมือสานต่อกันอย่างแข็งขัน

“สิ่งที่บ้านหลังนี้ยังรักษาไว้เป็นประเพณีก็คืองานคริสต์มาสที่จัดอยู่ต่อเนื่องเป็นประจำ ทุกวันที่ 24 ธันวาคม เป็นสิ่งที่คุณพ่อ (ศาสนาจารย์เล็ก ไทยง) ได้ริเริ่มไว้และก็ฝากผมไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วก็ฝากให้เปิดบ้านในวันคริสต์มาสต่อไปนะ ให้พี่ๆ น้องๆ ญาติสนิทมิตรสหายได้มาร่วมสังสรรค์กัน เราก็เลี้ยงแขกกันที่สนามตรงนี้เลยครับ แขกมากันสองร้อยกว่าคน ทำเป็นอาหารบุฟเฟต์ มีอาหารหลายชนิด ลูกๆ หลานๆ ก็มาช่วยกันหมด แขกส่วนมากก็มีทั้งสมาชิกในชุมชนที่มาโบสถ์เป็นประจำ ลูกศิษย์ของผมจากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ คณาจารย์และบุคลากรจากจุฬาฯ น้องๆ จากชัยทัวร์ แล้วก็สมาชิกจากโบสถ์คริสเตียนอื่นๆ ที่สนิทสนมคุ้นเคย สมัยก่อนเวลาคริสต์มาสก็จะมีคนแวะมาหามาทักทายพ่อ มาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและเพลงคริสต์มาสต่างๆ พ่อก็เลยทำอาหารไว้คอยเลี้ยงต้อนรับเพื่อขอบคุณที่พวกเขาแวะมาเยี่ยมเยียนกัน บ้านเราเป็นบ้านที่พร้อมจะต้อนรับผู้อื่นเสมอ ก็อยากให้ให้รักษาประเพณีนี้ไว้ต่อไป” อาจารย์กล่าวพร้อมเชิญชวนให้ผมมาร่วมงานวันสำคัญที่บ้านในปีหน้า ซึ่งผมน้อมรับด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

วิชาดูแลรักษาบ้าน

ก่อนจากกัน ผมถามคำถามสุดท้ายกับอาจารย์ว่าด้วยเรื่องการดูแลรักษาบ้านโบราณหลังนี้

“การดูแลบ้านความเก่าจริงคือต้องดูแลทุกวัน ทำความสะอาดสม่ำเสมอ หมั่นปัดกวาดเช็ดถูเสมอๆ เพราะเราเองก็อยู่ในบ้านหลังนี้ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดคราบ เกิดรอย การทำความสะอาดเป็นประจำยังทำให้ได้สังเกตว่ามีอะไรชำรุด ผุ กร่อน เสียหาย เพื่อที่จะรีบเข้าไปบำรุงรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจจุบันเราอาจไม่ได้ใช้ทุกห้องทุกส่วน แต่ก็ต้องปิด ต้องคลุมผ้า เพื่อรักษาข้าวของเอาไว้ แล้วสัปดาห์หนึ่งก็เข้าไปดูแลทำความสะอาดเสียที” อาจารย์เผยถึงการดูแลบ้านหลังนี้

บ้านไม้เก่าข้างคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ที่สนามหญ้าเคยเป็นที่ตั้ง รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

“บ้านหลังนี้มีสภาพโครงสร้างดีมาก แม้จะอายุใกล้ร้อยปีแล้ว แต่สภาพไม้ก็ยังอยู่ในสภาพเดิม เคยมีการซ่อมครั้งใหญ่ไปเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งสำคัญคือการเปลี่ยนเสาไม้เป็นเสาคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณใต้ถุนบ้านหมดทุกต้น เพื่อทำให้บ้านแข็งแรง และทรงตัวอยู่ได้ ตอนที่ซ่อมนั้นน่าจะราวๆ เมื่อห้าสิบปีก่อน โดยมีสถาปนิกกับวิศวกรมาร่วมให้คำปรึกษา นอกจากนั้นก็ต่อระเบียงหลังบ้านเพื่อเพิ่มบริเวณ เพราะว่ามีคนจากโบสถ์มาพักที่บ้านบ้าง มาประชุมสังสรรค์ที่บ้านบ้าง ระเบียงเดิมมีพื้นที่ไม่พอ เลยขยายออกเพื่อรองรับคนได้มากขึ้น” อาจารย์เล่าพร้อมพาเดินไปชม

ผมกราบลาอาจารย์เมื่อตอนใกล้ค่ำ หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนผมรู้สึกเกรงใจถึงขีดสุด ผมยังจำประโยคแรกที่อาจารย์กล่าวกับผมว่า “บ้านผมก็เป็นบ้านอยู่อาศัยธรรมดาๆ เท่านั้นนะครับ” ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผม บ้านหลังนี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์อันเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสกูล ที่กลายมาเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในปัจจุบัน มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนที่ผสานรอยต่อสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 

และเป็นบ้านที่อุทิศตนเพื่อคริสตจักรสมกับที่เป็นบ้านหลังโบสถ์อย่างแท้จริง

บันทึกท้ายบ้าน

ในหนังสือ รอยประทับ ที่คุณนฤมล เทพไชย เขียนขึ้นจากบันทึกความทรงจำของแมรี่ เลาเกอซัน ผู้เป็นบุตรีของศาสนาจารย์จอห์น เอกิ้น ที่เกิดจากอัลธา (Rose Altha Nebraska Rhamey Eakin) ภรรยาคนที่สอง ซึ่งสมรสกันในสยามเมื่อ ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442) ต่อมาแมรี่ได้สมรสกับชาวเดนมาร์กจึงเปลี่ยนนามสกุลจากเอกิ้นมาเป็นเลาเกอซัน

ในหนังสือเล่มดังกล่าวได้ปรากฏบันทึกที่แมรี่เล่าถึง ‘บ้านสีเหลืองหลังโบสถ์’ ที่สำเหร่ เมื่อคราวที่อัลธา มารดาของเธอเดินทางมาถึงสยามเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศกที่ 115 ตรงกับ พ.ศ. 2439 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของเหล่ามิชชันนารีที่มีมาแต่เดิม

บทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับบ้านหลังโบสถ์ซึ่งปรากฏในบทความนี้ มาจากการรับรู้และความทรงจำของอาจารย์ชัยธวัชว์ตั้งแต่วัยเยาว์ จะเป็นบ้านหลังเดียวกันกับบ้านหลังโบสถ์ที่ปรากฏในบันทึกของแมรี่ เลาเกอซัน หรือไม่ ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์จากผู้ทรงความรู้ด้านประวัติศาสตร์

ขอขอบพระคุณ

อาจารย์ ชัยธวัชว์ ไทยง ผู้ให้สัมภาษณ์

คุณปิ่มมาศ ศักดิ์ศรี ผู้แนะนำ

ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน ผู้ตรวจสอบต้นฉบับว่าด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้าน

เอกสารอ้างอิง

คริสตจักที่หนึ่ง สำเหร่ กับ 150 ปีแห่งศรัทธา

นมัสการขอบคุณพระเจ้า 162 ปีและพิธีมอบถวายพระวิหารคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันเสาร์ที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2011

หนังสือ ประวัติครอบครัวชาวสำเหร่

อนุสรณ์พิธีศพ คุณครูการุญรัตน์ ไทยง ณ คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2517

อนุสรณ์พิธีศพ ศาสนาจารย์ เล็ก ไทยง ณ คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันที่ 28 กันยาน พ.ศ. 2523

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load