14 ธันวาคม 2563
4.13 K

“คุณออกแบบปกอัลบั้มมาได้สักกี่อัลบั้มแล้ว” เราเอ่ยถามกับนักออกแบบปกอัลบั้มเบอร์ต้นๆ ของประเทศ

“จำไม่ได้แฮะ ผมไม่เคยนับเลย”

“แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Hereodd’ แทบไม่เคยหายไปจากเครดิตอัลบั้มของศิลปินเลยใช่ไหม” เราถามต่อ

“ใช่”

ไม่ว่าจะปกอัลบั้มของวง Potato, Slot Machine, เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์, 25 hours, Kidnappers , ปาล์มมี่, Getsunova, เป๊ก ผลิตโชค, ดา เอ็นโดรฟิน และวงแถวหน้าของประเทศอีกมากมาย ล้วนแต่เป็นผลงานการออกแบบของ Hereodd หรือ อ๊อด–สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ทั้งสิ้น รวมไปถึง Merchandise ของหลายๆ ศิลปิน เผลอๆ แม้แต่แผ่นซีดีที่เก็บอยู่ในตู้ของคุณ หากลองพลิกอ่านตัวหนังสือเล็กๆ หลังปกดู อาจจะพบชื่อของเขาเขียนอยู่ก็เป็นได้

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่ทุกวันนี้บริษัทของผมก็ไม่ได้จดชื่อเป็น Hereodd นะ คนแค่เรียกติดปากกันมาตั้งแต่ยุค Myspace”

อาจเป็นเพราะเขาทำหลายอย่าง ตั้งแต่เปิดโรงเรียนสอนด้านการออกแบบในชื่อ Bear เปิดบริษัททำแบรนดิ้งชื่อ Layerlayer บทบาทการเป็น Hereodd จึงเหมือนเป็นเงาในโลกฝั่งดนตรีที่ติดตัวเขามาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์

เอาเข้าจริงชื่อนี้ก็เป็นชื่อเรียกขานที่เหมาะกับเขาดี เราแค่ไม่มั่นใจว่าควรอ่านคำแรกเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร เพราะสำหรับคนห่างไกลคงเรียกกันว่า ‘เฮียอ๊อด’ แต่คนใกล้ตัวล่ะ เราลืมถามข้อนี้กับเขาไป แต่คำถามข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของเขา เราเชื่อว่าไม่บกพร่อง และเนื้อความต่อไปด้านล่างคงทำให้ผู้เห็นภาพของชายผู้ออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินจำนวนนับไม่ถ้วนอย่าง Hereอ๊อด มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอ่านชื่อเขาแบบไหน

นักออกแบบที่รัก (ปก) ดนตรี

“ผมชอบดนตรี แต่ผมไม่ใช่นักดนตรี” 

คำกล่าวนี้ของอ๊อดไม่ได้เจือปนความรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจ เพราะทุกวันนี้เขาค้นพบวิธีการทำงานภายใต้อุตสาหกรรมดนตรีในแบบของเขาแล้ว แถมไม่จำเป็นต้องสังกัดวงไหนเป็นพิเศษด้วย เขามีสื่อบอกเล่าเพลงในแบบของเขา สิ่งนั้นคือ ‘ภาพ’ และ ‘สิ่งของ’ ที่เล่าเรื่องได้ไม่น้อยไปกว่าเสียง

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ระหว่างเรียนที่มัณฑนศิลป์ ผมเป็นเนิร์ดที่ชอบฟังเพลงมาก วิธีการฟังเพลงสมัยนั้นก็คือการเปิดจากแผ่นซีดี ซึ่งการเลือกซื้อแผ่นมาฟังหลายๆ ครั้งล้วนเกิดจากการเลือกตามวงที่เราชอบ หรือบางทีถ้าอยากเสี่ยงดวงกับวงใหม่ๆ ก็ต้องลองซื้อมาเลย เพราะโอกาสที่เราจะได้ลองฟังเพลงก่อนนั้นน้อยมาก สำหรับผมหน้าปกจึงกลายมาเป็นสิ่งประกอบการตัดสินใจซื้อที่สำคัญ ซึ่งการเลือกจากปกมันทำให้เราฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น และไม่ยึดอยู่กับการฟังแนวไหนเลย”

จากการสั่งสมดีกรีทางดนตรีและซีดีหลายปกระหว่างชีวิตมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนเขาจึงมีโอกาสได้ข้องแวะกับงานในอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งที่มาจากรุ่นพี่บ้างและลูกค้าที่เห็นในฝีมือบ้าง

จนกระทั่งเขาพ้นจากรั้วของมหาวิทยาลัยและออกมาดำรงอาชีพนักออกแบบในฐานะ ‘ฟรีแลนซ์’ ซึ่งเป็นเหมือนการเรียนต่อในโลกจริงอันเต็มไปด้วยบทเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนไว้

“งานแรกที่ได้ทำเป็นชิ้นเป็นอันคือทำให้กับวง Hangman ที่เป็นภาพคนขี่ม้า ตอนนั้นผมได้ทำทั้งไดเรกชัน ดีไซน์ และโลโก้ แต่ผมไม่ได้เป็นคนจบงานแพ็กเกจจิ้งเอง อาจด้วยความไม่มีประสบการณ์และความดื้อของเราด้วย ทำให้ค่ายเพลงต้องใช้คนอื่นในการมาจบงานที่เราขึ้นไว้” อ๊อดมองย้อนไปอดีตในช่วงวัยที่เขาไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ ยืนยันในตัวตน และยืนยันในความคิด

“แต่ระหว่างที่ทำ Hangman ผมก็มีอีกงานที่ทำควบคู่กันมาคือ Slot Machine อัลบั้ม Gray ซึ่งงานนี้ผมได้ทำทุกขั้นตอนรวมถึงแพ็กเกจจิ้ง เมื่องานจบออกมาสู่ตลาด ผมก็ได้เข้าใจว่าตัวเองอ่อนด้อยมากในเรื่องนี้” 

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

ระหว่างการเล่าเรื่อง อ๊อดขอตัวลุกไปหยิบอัลบั้ม Gray มาให้เราดู มันคือแพ็กเกจจิ้งใส่ซีดีรูปทรงหกเหลี่ยมที่หลายคนอาจเคยได้เห็นผ่านตาบนแผงซีดี

“รู้ไหมว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ก” เขาเอ่ยถาม แต่เราจนในคำตอบ เพราะจากรูปร่างภายนอกแล้วเราก็พบว่ามันก็ดูปกติดี

“เพราะข้อเสียคือมันตั้งไม่ได้” ตั้งไม่ได้ก็หมายความว่ามันวางโชว์บนแผงยาก 

“ในช่วงการออกแบบ เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมแพ็กเกจใส่ซีดีถึงจะต้องเป็นสี่เหลี่ยม ถ้าเราอยากทำรูปทรงอื่นที่ทำให้อัลบั้มนั้นแตกต่างจากอัลบั้มอื่นๆ ในแผงจะเป็นไปได้ไหม เราก็เลยทดลองทำแบบหกเหลี่ยมดู ซึ่งตอนนั้นศิลปินชอบ ค่ายชอบ เราชอบ แต่มันดันตั้งบนแผงไม่ได้ เราเลยเฟลกับตัวเองมากๆ”

“อีกเรื่องคือเราได้เรียนรู้ว่าอย่าทำซีดีที่บางเกินไป เพราะภาพจำของคนในยุคนั้นคือซีดีบางๆ เท่ากับ MP3 เราเลยเฟลหนักไปอีกว่าซีดีอัลบั้ม Gray มันทั้งบาง ทั้งตั้งไม่ได้ ทั้งที่เราตั้งใจออกแบบให้เป็นแบบนี้ แต่มันไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สิ่งนี้สอนเรามาก ว่าการดีไซน์งานให้กับศิลปินมันใช้วิธีคิดเต็มที่ของเราได้ แต่การทำแพ็กเกจจิ้งมันจะต้องแคร์คนนำไปใช้ให้มากขึ้น”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

จุดเปลี่ยนชีวิต

สิ่งที่คนที่เพิ่งได้พบกับความเฟลและความผิดหวังต้องการมากที่สุดคือโอกาสในการแก้มือ สำหรับอ๊อดโอกาสนั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว และเขาก็รีบคว้ามันเอาไว้

“อัลบั้มพลิกชีวิตของผมคืออัลบั้มพิเศษของ Slot Machine ชื่อ Machinema มันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้ม Gray กับ Cell ที่คนทั่วไปไม่ค่อยเห็น” 

ที่ว่าพลิกชีวิตก็เพราะว่ามันเป็นงานที่ทำให้อ๊อดกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เพราะผลตอบรับจากลูกค้าและแฟนเพลงเป็นไปในทางที่ดี เขาจึงได้รับความไว้วางใจให้ลงมือออกแบบอัลบั้มต่อไปของวงทันที ซึ่งผลงานชิ้นต่อไปนี้นับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดตัวเขา อัลบั้มนั้นคือ ‘Cell’

อัลบั้ม Cell ของวง Slot Machine คือตำนานบนแผงซีดีที่ยังดูร่วมสมัยอยู่แม้ผ่านเวลามาถึง 10 ปี เราชวนอ๊อดย้อนวันวานและเล่ากระบวนการทำงานของอัลบั้มนี้ให้เราฟังอีกครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าเวลา 1 ทศวรรษจะทำให้ความทรงจำของเขาเลือนหายไปมากน้อยแค่ไหน

“ถ้าเป็นอัลบั้ม Cell เรายังพอจำได้อยู่” เขารีบตอบทันที

“ตอนนั้นเราได้เดโม่อัลบั้ม Cell มาฟังก่อน พอเราฟังจบแล้วเราสัมผัสถึงความ Sci-Fi ของมันอย่างมาก มีพูดถึงดวงดาว อย่างพระจันทร์ ดาวพลูโต และดวงอาทิตย์ แต่ละเพลงในอัลบั้มชวนเราออกไปนอกโลกหมดเลย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

หลายคนคงทราบดีว่าสัญลักษณ์ของแฟนวง Slot Machine คือการชูมือขึ้นมาประสานเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ที่มาของสามเหลี่ยมนี้มาจากความสนใจของเฟิดและวงในเรื่องความลี้ลับของธรรมชาติ มนุษย์ต่างดาว และสิ่งที่อยู่นอกโลก ซึ่งความสนใจเหล่านี้ถูกนำมาเป็นตัวแปรในการออกแบบอัลบั้ม Cell ทั้งหมด

“อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่วงมีท่าชูมือทำเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งทางวงก็บอกว่ามันเชื่อมกับหลายสิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา ความลี้ลับ หรือมนุษย์ต่างดาว รวมถึงความต้องการของเฟิดที่บอกผมว่า เขาอยากให้แพ็กเกจอัลบั้มนี้เป็นเหมือนวัตถุโบราณที่บ่งบอกไม่ได้ว่ามันมาจากที่ไหนหรือจากใคร ผมก็เลยดึงเอาสิ่งนี้มาออกแบบเป็นแพ็กเกจจิ้ง และตีความให้มันกลายเป็นวัตถุสามเหลี่ยม ซึ่งบรรจุสารหรือเรื่องเล่าที่รอการส่งต่อไปสู่มือของผู้รับ”

“นอกจากนี้ก็มีพวกรายละเอียดต่างๆ อย่างตัวโลโก้และตราตรงหน้าปกอัลบั้มที่เราได้แรงบันดาลใจมากจาก Crop Circle และปฏิทินดวงดาวของเผ่ามายา ซึ่งผมก็เอาสองอย่างนี้มาผสมผสานกัน และจัดวางบนหน้าปกของอัลบั้ม ทำให้มันดูมีความ Sci-Fi สูงมาก”

หลังจากผ่านจุดเปลี่ยนที่ทำให้เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มชัดเจน อ๊อดเล่าให้เราฟังต่อว่า มีจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เขาเติบโต และรื้อสร้างมุมมองที่มีต่อการออกแบบไปตลอดกาล

“งานที่ทำให้วง Cocktail เป็นเหมือนครูของผม เขาเป็นศิลปินวงแรกที่เดินเข้ามาปรึกษา แล้วบอกเราว่าต้องการทำแบรนดิ้งให้กับวง แบรนดิ้งในที่นี้คือไม่ใช่ตัวโอม ไม่ใช่ตัวผมที่เป็นนักออกแบบ แต่มันคือตัวตนของ Cocktail”

อัลบั้มที่โอม Cocktail ให้อ๊อดออกแบบและทำแบรนดิ้งใหม่ คืออัลบั้ม Lords of Misery ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ใช้เวลาทำงานรวมกันนานถึง 3 ปี เพราะนอกจากการออกแบบแบรนด์ให้กับวงใหม่แล้ว ยังมีเรื่องของจำนวนเพลงที่วงปล่อยออกไปในแต่ละปี ซึ่งกว่าจะรวบรวมเป็นอัลบั้มขึ้นมาได้ก็กินเวลาไปถึง 3 ปี

“งานนี้ผมใช้แรงเยอะมากเพราะต้องหาว่า Cocktail คืออะไร เราจะเล่ามันออกมาแบบไหน จนค่อยๆ รื้อความคิดในการทำงานแบบเก่าๆ ที่แค่ทำโลโก้แล้วจบออกไป เพราะงานนี้เราต้องคิดทุกอย่าง ตั้งแต่มู้ดแอนด์โทน สี สัญญะ และที่สำคัญคือแฟนเพลงต้องรู้สึกไปกับมันด้วย”

จาก ‘แพ็กเกจจิ้ง’ สู่ ‘Merchandise’

ราว 10 ปีหลังจากอัลบั้ม Cell เปิดตัว และชื่อของ Hereodd บินขึ้นไปติดลมบนของนักออกแบบปกอัลบั้ม ช่วงเวลาเพียง 1 ทศวรรษนี้อุตสาหกรรมดนตรีได้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย จากที่เคยบูมและขายได้หลักแสนหลักล้าน แผ่นซีดีก็ค่อยๆ หายตัวไปจากแผง และแผงซีดีเริ่มหายไปจากศูนย์การค้า กลายเป็นว่าวันหนึ่งคนทั้งโลกก็หันมาเสพเสียงเพลงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จนซีดีได้กลายเป็นความ ‘โบราณ’ ไปเสียแล้ว 

ความเปลี่ยนแปลงนี้กระทบกับศิลปินและค่ายเพลงอย่างแน่นอน แต่อ๊อดมองว่า ประเทศไทยเรามีเวลาที่ได้ปรับตัวกับสิ่งนี้ก่อนชาวโลกมานานแล้ว

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“ผมว่าบ้านเราเป็นประเทศที่ปรับตัวเรื่องนี้ได้เร็วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ยุคที่ซีดีทั่วโลกกำลังจะตาย ซีดีในบ้านเรามันตายมาก่อนนานแล้ว เพราะว่าเรามี MP3 ขายกันเกลื่อนตลาด พวกค่ายเพลงหรือศิลปินเขาดิ้นรนและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้มาก่อนกาลมากๆ”

ค่ายเพลงและศิลปินปรับตัว แล้วนักออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีต้องปรับตัวด้วยไหม เราถาม

“วันนี้คนก็ยังซื้อซีดีอยู่นะ”

“แต่ไม่ใช่เพื่อเอาไปฟัง เขาเพื่อเอาไปจับ สัมผัส ดูเล่น และสร้างบทสนทนาในกลุ่มของเขา น้อยคนที่จะหยิบซีดีออกมาเปิดฟังจริงๆ ผมเลยไม่ได้เรียกสิ่งที่ผมทำว่ามันว่าแพ็กเกจจิ้งซีดีแล้ว แต่ผมเรียกมันว่า Merchandise”

“เพราะวันนี้ถ้าค่ายเพลงจะออกซีดี คงมีคนพร้อมจ่ายเงินซื้อไม่เกินสามร้อยบาทต่อแผ่น แต่ถ้าบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่ซีดีนะแต่เป็น Merchandise จากผลงานของศิลปิน พอเป็นแบบนี้แฟนเพลงเขาพร้อมจ่ายได้มากกว่านั้นเยอะเลย”

“โปรดักต์ Merchandise จึงต้องไม่ใช่แค่ที่ใส่แผ่นซีดีกับโฟโต้บุ๊กหนึ่งเล่มจบ แต่มันควรเป็นสิ่งของที่ช่วยส่งเสริมเพลงและสร้างประสบการณ์ให้ผู้ซื้อได้มากกว่าการเปิดเพลงฟังในสตรีมมิ่ง การทำงานของผมจึงเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ศิลปินต้องการเล่าผ่านภาพและสิ่งของ”

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องนี้ บนโต๊ะของเรามีแพ็กเกจจิ้งซีดีสมัย 10 ปีก่อนของวง Slot Machine วางอยู่ แต่พอเราเปิดประเด็นมาจนถึงตอนนี้ อ๊อดก็ลุกขึ้นอีกครั้งและเดินไปหยิบ ‘Merchandise’ ของ ค.ศ. 2020 ให้เราดู มันเป็นอัลบั้มล่าสุดของ Slot Machine ที่ชื่อ Third Eye View

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“อย่างภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ซึ่งมันก็ใช้หลักการของกล้องฟิล์มทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ว่าภาพที่ปรากฏขึ้นมันจะปรากฏบนกระจกที่ฉาบสารเคมีเอาไว้ เป็นภาพแบบ Negative ทีนี้พอเราเอาภาพไปอัดใส่กระดาษเราก็จะได้รูปออกมาเป็นแผ่น ซึ่งรูปเหล่านี้จะอัดออกมาเยอะเท่าไรก็ได้ โดยที่ใช้ฟิล์มกระจกแค่อันเดียว”

“แต่เรายังไม่อยากหยุดแค่นั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ฟิล์มกระจกมันพิเศษ คือตัวกระจกที่เป็นฟิล์มซึ่งมีตัวต้นฉบับแค่อันเดียว เราเลยไปหาวิธีในการก็อปปี้ตัวฟิล์มกระจกนี้ โดยการนำภาพที่อัดออกมาไปแปลงเป็นสี Negative ในคอมฯ จากนั้นก็นำไปทำเป็นบล็อกสกรีน ซึ่งกว่าจะได้แบบนี้เราทดลองกันอยู่นานมาก ตอนแรกอยากได้ตัววัสดุเป็นกระจกจริงๆ แต่กลัวมีปัญหาในขั้นตอนการขนส่ง เลยเปลี่ยนมาเป็นพลาสติก ที่เราก็ต้องลองกันว่าต้องใช้ความหนาเท่าไรถึงจะให้ความรู้สึกคล้ายกับฟิล์มกระจกที่สุด”

หลังจากที่ได้ลองหยิบจับ ลูบ คลำ ฟิล์มกระจกดูแล้ว เราอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับการต่อยอดและพัฒนา ‘ซองใส่ซีดี’ ให้กลายมาเป็นสิ่งของที่มีทั้งมูลค่าและคุณค่าต่อจิตใจของแฟนเพลง เมื่ออ๊อดได้เห็นเราตื่นตากับของที่อยู่ตรงหน้า เขาก็รีบลุกออกไปหยิบผลงานมาให้เราดูเพิ่มเติมอีกสองสามชิ้น

“อย่างชิ้นนี้เป็นโฮโลแกรม”

“โฮโลแกรม?” เราทวนท้วงถาม

“อัลบั้มนี้เป็นของ เป๊ก ผลิตโชค ที่ชื่อ The Butterfly คาแรกเตอร์ของอัลบั้มคือเป็นเพลงป๊อปที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์สูง สีหรือแสงที่ผมเห็นจึงเป็นมู้ดของกลางคืนที่มีสีสัน ไอเดียของอัลบั้มนี้ผมเอามาจากเรื่องที่รู้กันในหมู่แฟนเพลงของเป๊ก ที่ว่าเขาเป็นคนชอบผีเสื้อมาก ภาพที่ผมก็เลยทำเป็นคอลลาจผีเสื้อที่มาผสมผสานกับดอกไม้ เหมือนเป็นการเบ่งบานของตัวผีเสื้อ นอกจากนี้ก็จะมีโปสเตอร์ แล้วก็มีบุ๊กเลตเบื้องหลังการทำอัลบั้มตั้งแต่วันแรก แต่ไฮไลต์ของงานนี้คือตัวโฮโลแกรม เป็นอุปกรณ์ทรงกรวยที่สามารถนำไปวางทาบบนหน้าจอ แล้วจะแสดงผลขึ้นมาเป็นสามมิติ ซึ่งใช้คู่กับคลิปของเป๊กที่ผมใส่เป็น QR Code เอาไว้”

“ถึงแม้คนจะไม่ได้อยากซื้อซีดีเพื่อมาฟังเพลงอย่างเดียวแล้ว แต่แฟนๆ เขาก็ยังอยากเป็นเจ้าของผลงานของศิลปินอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้น การออกแบบ Merchandise ทั้งหลายก็ควรทำให้เขารู้สึกได้ครอบครองสิ่งที่ดีและคุ้มค่าด้วย”

สูตรในการหาเรื่องศิลปิน

“สิ่งสำคัญคือการพูดคุยกับศิลปิน” อ๊อดบอกเคล็ดลับการทำงานกับเราแบบนั้น การพูดคุยของเขาคือกระบวนการแรกที่ช่วยดึงเรื่องราว อัตลักษณ์ และความโดดเด่นของศิลปินแต่ละคนออกมาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุง ซึ่งเมนูที่เขาปรุงนั้นย่อมแตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาและความต้องการของศิลปิน ที่แม้แต่ตัวศิลปินเองก็อาจยังไม่รู้

“อย่างวิธีคิดกับอัลบั้มแรกของศิลปินจะแตกต่างจากการทำอัลบั้มสอง สาม สี่ เพราะว่าเขายังไม่ได้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากนัก เราจึงต้องเล่าตัวตนของเขาให้ชัด เพื่อให้แฟนๆ จดจำว่าศิลปินคนนี้คือสไตล์อะไร แตกต่างจากคนอื่นยังไง ซึ่งเราก็รู้แหละว่าในอัลบั้มแรกศิลปินทุกคนมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เวลาเราคุยกันก็เลยต้องทอนประเด็นเหล่านั้นลงมา เพราะในฐานะคนออกแบบ เราต้องไม่ลืมว่าโจทย์ของอัลบั้มแรกคือการตอบให้ได้ว่า ‘ตัวตนของเขาพิเศษยังไง’ นี่คือสิ่งที่เราต้องดึงออกมาเล่าให้ได้มากที่สุด

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“แต่พออัลบั้มถัดๆ มา ตัวตนของศิลปินจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น โจทย์ของเราก็จะไปอยู่ที่เรื่องเล่าของเขามากกว่าเดิม เช่น ธีมอัลบั้ม การเติบโตของศิลปิน เรื่องราวที่เขาพบเจอ และความสนใจในช่วงนั้น ซึ่งก็เป็นความสนุกคนละแบบกัน”

การที่ต้องปรุงวัตถุดิบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้เป็นความยากของนักออกแบบ เพราะมันหมายความว่า เขาต้องเตรียมตัวและวางแผนเป็นอย่างดี ก่อนการเดินเข้าไปพูดคุยเพื่อดึงเนื้อหาออกมาจากตัวศิลปิน อ๊อดเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาตกผลึกจนได้ ‘สูตร’ ในการพูดคุยมาหนึ่งสมการ ซึ่งช่วยให้เขาเข้าถึงความต้องการของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

“ทุกวันนี้ลูกค้าของผมสนใจในเรื่องธุรกิจมากขึ้น คือเขาก็ยังเป็นคนทำเพลงและสร้างงานศิลปะนะ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจความสำคัญของการหารายได้ด้วย ทำให้การพูดคุยของเรามีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น จนผมได้สูตรในการถามที่จะทำให้ผมเข้าใจความต้องการของเขาจริงๆ”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“คำถามแรกของผมคือ ทาร์เก็ตคุณคือใคร เราจะได้ถ่ายทอดงานของคุณไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ ซึ่งยุคนี้มันก็ทำได้ง่ายมากเลย แค่เข้าไปดูที่ Facebook Fanpage ของเขาก่อนเป็นอย่างแรก ว่าเขามีแฟนเพลงแบบไหน ผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไร มีพฤติกรรมแบบไหน การทำงานเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของ Data ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ เขาก็จะมีเตรียมไว้ให้กับนักออกแบบเลย

“คำถามต่อมาคือ เราจะถามศิลปินว่าอยากให้งานออกมาแล้วแฟนเพลงถูกใจด้วยไหม หรืออยากจะอินดี้แล้วไปให้สุดในแบบที่ตัวเองชอบไปเลย หรืออยากบาลานซ์ทั้งสองสิ่งนี้ก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งคำตอบในส่วนนี้ก็จะกำหนดทิศทางของเรา ว่าจะดึงอะไรในตัวเขาออกมาผ่านการพูดคุยบ้าง

“แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคืองานที่เราออกแบบ ยังไงก็ต้องเป็นงานที่ตัวศิลปินต้องชอบด้วย เพราะเขาคือคนเล่าเรื่อง มันคือเพลงของเขา แตกต่างจากการทำแบรนดิ้งสินค้า ที่เราต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายและตัวสินค้าเป็นหลัก”

ปรัชญาของพระรอง

การทำงานกับศิลปินที่หลากหลาย บ้างซ้ำหน้าแต่ไม่ซ้ำวัย บ้างเป็นศิลปินใหม่ถอดด้าม และบ้างก็เป็นรุ่นใหญ่ที่เพิ่งได้ร่วมงาน อ๊อดต้องเจอกับความต้องการที่แตกต่างในทุกๆ งานของเขา ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นหนึ่งในความท้าทาย ที่ทำให้เขาต้องผลัดตัวเองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา

“เวลาทำงานผมจะไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองเก่งหรือมีความสามารถอะไร ผมจึงหาทางพัฒนาตัวเองตลอด และบอกตัวเองเสมอว่าต้องศึกษางานให้เยอะขึ้น ดูงานให้เยอะขึ้น แต่ Input ของผมมีที่มาจากหลายแหล่ง หนึ่งคือตัวศิลปิน สองคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น สมมติว่าผมกำลังจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งซีดีอัลบั้มหนึ่ง สิ่งที่ผมศึกษาจะไม่ใช่แค่แพ็กเกจจิ้งซีดีของศิลปินคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ผมจะไปดูกล่องใส่ขวดเหล้า กล่องรองเท้า กล่องน้ำหอม หรือแพ็กเกจจิ้งขนม เพราะสิ่งเหล่านี้เต็มไปด้วยไอเดียและวิธีคิดที่สนุกๆ การสร้างสรรค์ของผมจึงอยู่ที่ว่า เราจะหยิบจับอะไรออกมาแล้วมานำมาชนกับอะไร เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา”

Hereodd นักออกแบบปกอัลบั้มที่พานักร้องไปไกลกว่าเดิมด้วยสินค้า Merchandise

“สิ่งที่ท้าทายและสนุกที่สุดของผมคือ ผมจะทำยังไงให้ทุกๆ งานของผมไม่ซ้ำกัน ผมพยายามทำให้มันแตกต่างและต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่”

ต้นธารของงานที่ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอคือไอเดียอันสดใหม่ สำหรับอ๊อด เขาเลือกที่จะเปิดกว้างและรับฟัง โดยให้ความต้องการของลูกค้าคัดกรองสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป

“ในแต่ละโปรเจกต์ผมมีช่วงเสนอไอเดียที่จะให้น้องๆ ในทีมเข้ามาช่วยกันออกความเห็นตามความชอบและความถนัดของเขา เพราะผมเชื่อว่าในการทำงาน ต่อให้เราเป็นหัวหน้าทีม เราก็ไม่ได้เก่งไปทุกด้านหรือมีความรู้ในทุกเรื่อง การพูดคุยแลกเปลี่ยนคือสิ่งที่สำคัญ ใครมีข้อมูลก็โยนมา ใครมีไอเดียก็โยนลงมา จากนั้นเราเอาข้อมูลและไอเดียที่กองไว้มาผ่านการกรอง ตัวกรองคือความต้องการของลูกค้า ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าไอเดียไหนผ่าน ไอเดียไหนไม่ผ่าน”

ทุกวันนี้งานของนักออกแบบอัลบั้มและการทำ ‘Merchandise’ มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่ายุคสมัยก่อน เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของเราที่จะมี ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ อยู่คู่กันตลอด อาร์ตไดเรกชันที่นักออกแบบวางเป็นรากฐานจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ในการเล่าเพลงออกมาเป็นภาพ แต่อ๊อดยังยืนยันว่า ภาพหรือแม้กระทั่งสิ่งของต่างๆ ล้วนแต่เป็น ‘พระรอง’ ที่ส่งเสริมผลงานของศิลปินมากกว่าการไปกลบรัศมีของพระเอก

“หน้าที่ของผมคือการส่งเสริมศิลปินและเพลงของเขา สิ่งต่างๆ ที่เราออกแบบจะต้องสะท้อนให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเพลงในอัลบั้มพูดถึงอะไร เป็นสไตล์ไหน มีมู้ดแอนด์โทนอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือมันต้องเป็นเรื่องราวเดียวกัน ไปด้วยกันกับเพลง ผมว่าสุดท้ายแล้วการทำงานของผมมันจะต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่ศิลปินอยากถ่ายทอด”

hereodd

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

‘Suthee’ 

คือชื่อที่ แบงค์-สุธี ฤทธิ์ถาวร สไตลิสต์สัญชาติไทยผู้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเติบใหญ่ในนิวยอร์ก ใช้เรียกตัวเองในแวดวงแฟชั่นที่นั่น

แบงค์คืออดีตพนักงานออฟฟิศฝ่ายพีอาร์มาร์เก็ตติ้งผู้ไร้ประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ เขาพกเมล็ดพันธุ์แห่งความหลงใหลมาฟูมฟักในผืนดินมหานครแห่งแฟชั่นฟากอเมริกา เมืองซึ่ง “แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

นิวยอร์กเปิดโอกาสให้เขาได้ฝัน และเป็นสไตลิสต์ชาวไทยมากฝีมือได้จริงตามฝัน ท่ามกลางกระแสธารแห่งอุตสาหกรรมความงามระดับสากลที่ไหลเชี่ยวกราก

สุธีชัดเจนเด็ดขาดในวิถีการทำงานจนได้ร่วมงานกับสื่อแฟชั่นระดับโลกมาแล้วหลายหัว หลากประเทศ ทั้ง Design Scene, Nylon Spain, Grazia Croatia, L’Officiel Baltics, Elle Bulgaria รวมถึงหัวไทยอย่าง GQ Thailand และ Harper’s BAZAAR Thailand หลังจากถ่ายแฟชั่นแอดิทเรียลให้นิตยสารฝรั่งเศส IRK magazine และได้รับทาบทามจาก Jackie Cox ให้ไปดูแลงานสไตลิ่งให้ในช่วง Press Week ของรายการ RuPaul’s Drag Race Season 12 ก่อนรายการออกอากาศ จนถึงดีไซน์ตุ้มหูแสนเก๋ให้เขาในลุคสุดท้ายตอน Episode Finale

นอกจากฝีมือในการจัดการเสื้อผ้าอันไร้ข้อกังขา อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจคือแนวคิดการทำงานของเขา แม้สุธีเที่ยวท่องอยู่ในวงการเครื่องแต่งกายระดับโลกที่มีเหล่าแบรนด์เนมเก่าแก่เป็นเจ้าตลาด ผูกขาดการกำหนดทิศทางและวางค่านิยมเอาไว้ แต่กลับเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นเยาว์ แบรนด์แฟชั่นหน้าใหม่อายุน้อยที่มีผลงานฉกาจฉกรรจ์เกินวัย ให้ได้มาอวดโฉมผ่านฝีมือการจัดการของเขา เอื้อโอกาสให้ได้เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน สร้างนิเวศแวดล้อมแฟชั่นให้น่าอยู่

คอลัมน์ In Design คราวนี้ จึงชวนเขามานั่งลงสนทนาทางไกล พูดคุยถึงเส้นทางชีวิต ความคิด และผลงาน ของสไตลิสต์ที่ถูกรู้จักอย่างกว้างขวางนอกประเทศไทยในชื่อ ‘Suthee’

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

01 State of Opportunity

“เราตัดสินใจไปนิวยอร์กเพราะต้องการค้นหาตัวเอง”

สุธีเล่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต หลังจากเกิดติดอกติดใจเมื่อได้ลองชิมลางงานสไตลิสต์ ผ่านคำแนะนำของพี่ในสายครีเอทีฟที่รู้จัก สมัยยังทำงานเป็นลูกจ้าง 

“เราอยู่กับสายธุรกิจมาจนอิ่มตัว จนรู้สึกว่าทำงานเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในบริษัทแล้วเขาไม่ให้ค่า อยากได้ศิลปะมาอยู่ในชีวิตบ้าง เลยเก็บเงินย้ายมานิวยอร์ก ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าต้องการอะไร รู้แค่เมืองไทยอาจไม่ใช่ที่ของเรา ความเปิดกว้าง ความหลากหลาย ความไร้เพศ ไร้อายุ คือสิ่งที่นิวยอร์กให้เราได้ มันเป็นเรามากกว่า”

เขาฉายภาพนิวยอร์กในความทรงจำจากการไปเที่ยวระยะสั้นครั้งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเดิมอีกหน ควบอาชีพนักเรียนแฟชั่นที่ FIT (Fashion Institue of Technology) นักเรียนภาษา พนักงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย 

วันหนึ่ง สุธีที่กำลังตามหาตัวตนใหม่ ได้พบกับเพื่อนช่างแต่งหน้าร่วมชาติ ผู้ชักชวนเขาไปทำงานสไตลิสต์ในการถ่ายเทสต์ ซึ่งเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นให้แบงค์ได้หัดเดินล้มลุก ลองผิดลองถูกได้อย่างไร้กฎเกณฑ์

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมา ไม่มีพื้นฐาน แต่รู้สึกว่า เชี่ย แม่งต้องลองว่ะ โอกาสมาแล้ว ตอนนั้นถ่าย พี่กิฟท์ (ปิยวรรณ จิตสำราญ) ซึ่งท้าทายมากเพราะเราใหม่หมด ไม่รู้กระบวนการทำงานเลย เลยทำลุคคร่าว ๆ ไป แล้วเดินช้อปเสื้อผ้ามา ปรากฏออกมาดี จากงานนี้ก็มีรุ่นพี่ช่างภาพคนไทยติดต่อมาบ้าง เพื่อนของเพื่อนชวนไปถ่ายบ้าง ลงอินสตาแกรมปุ๊บก็เริ่มมีคนเห็นงาน มีทางไปต่อ นี่คือจุดเริ่มต้นของจริง เพราะเราไม่มีประสบการณ์จากไทยเลย คือศูนย์”

สุธีเสริมว่า หนึ่งปัจจัยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘ความเป็นนิวยอร์ก’ เมืองแห่งโอกาสธรรมชาติของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แฟชั่นในนิวยอร์กที่เปิดกว้าง

“ที่นี่ หนังสือแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเป็น Vogue จะมีหัวเล็ก ๆ อย่างนิตยสารอินดี้หรือหัวออนไลน์ คอยเลือกคอนเทนต์ที่เราส่งไปให้ จนเริ่มมีคนเข้ามาหาและเป็นที่รู้จักของคนในวงการมากขึ้น

“ส่วนหนึ่งเพราะนิวยอร์กเป็นเมืองที่ให้โอกาสทุกคน เราเคยดูหนัง Sex and the City มีภาพจำของนิวยอร์กจาก Devil Wears Prada เดินถือ Starbucks เข้าออฟฟิศ ก็เป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้าอยู่ไทยเราไม่มีโอกาสทำตรงนี้แน่นอน เพราะวงการแฟชั่นค่อนข้างคัดสรรและจำกัด ทุกคนรู้ว่ามันยาก ยากที่จะเป็นใครสักคน เพราะถ้าคุณไม่มีต้นทุนที่ดี ยิ่งไม่ได้เรียนแฟชั่น คุณไม่มีโอกาสเข้าถึงแน่นอน แต่ที่นี่โอกาสมันเข้าถึงง่าย ความพยายามความขยันพาคนไปสู่จุดจุดอื่นได้ เหมือนสโลแกนของรัฐ ‘State of Opportunity’ นิวยอร์กให้โอกาสทุกคนจริง ๆ”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

พาร์ตสำคัญพาร์ตหนึ่งบนวิถีสไตลิสต์ของสุธี คือประสบการณ์การไปเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์รุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้เขาได้เข้าใจกระบวนการการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เทคนิคการดีลกับแบรนด์ใหญ่ การหาคนมาร่วมทีมแต่ละจ๊อบ จนถึงเคล็ดลับการตีโจทย์ของรุ่นพี่ในวงการ ก่อนนำมาเลือกรับปรับใช้ให้ตรงตามวิถีแห่งตน

“เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าตัวตนของเราเป็นแบบไหน เพราะเริ่มต้นจากการทำงานด้วยตัวเอง การไปเป็นผู้ช่วยจึงเป็นประสบการณ์ที่ดี ใช้โอกาสนั้นแหละ ค้นหาตัวเอง เราเชื่อว่าก่อนจะเป็นใหญ่เราต้องเป็นคนเล็กมาก่อน”

02 Suthee’ s Recipe

“แล้วแนวทางที่คุณค้นพบเป็นแบบไหน” – เราต่อบทสนทนาทันที

“ไม่รู้จะนิยามอย่างไรชัดเจน แต่นอกจากความสวยที่ใครก็สวยได้เหมือนกัน เราชอบการดึงความเท่ ดึงคาแรกเตอร์ของแบบออกมาให้มากกว่าความสวย แต่ดูแล้วรู้สึกว่าไม่พยายามมาก ถ้าชุดเยอะก็ไม่อยากให้โพสท่าเยอะ เพื่อประนีประนอมให้มันเป็นไปในทิศทางที่เราอยากได้”

ในเมืองซึ่งรวดเร็วเร่งรีบเหลือประมาณ ตลาดการค้าการแข่งขันเปิดเสรีจนน่าประหวั่นใจ สไตลิสต์ผู้พกประสบการณ์เป็นศูนย์จากไทยไปลับเหลี่ยมคมจนโตไกลกลางนิวยอร์ก พัฒนาตัวเองให้ฉับไวเท่าทันวงการผ่านทักษะพื้นฐานของมนุษย์ผ่านการตื่นมาเปิดอินสตาแกรม

“ดูงานทุกเช้า นั่งทำมู้ดบอร์ด พวกนี้เป็นแบบฝึกหัดของการทำงาน ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้รู้ว่าแบบไหนควรหา แบบไหนควรใช้ แล้วต้องรีเสิร์ชว่ามีดีไซเนอร์หน้าใหม่คนไหนควรเข้าหา อะไรกำลังไฮป์หรือเป็นเทรนด์ จับกระแสนิยมให้ถูก ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ต้องทำการบ้าน แล้วก็ต้องออกไปข้างนอก ออกไปเจอคน ไปมิวเซียม

“ส่วนพาร์ตความคิดสร้างสรรค์ แค่ทำให้ตัวเองมีความสุขก็พอ” เขาตอบจริงจังเชิงเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อไปถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า

“เช่นเดียวกับการทำงานจริง ได้โจทย์มาก็มานั่งหาแบบอ้างอิง รีเสิร์ชว่าต้องใช้แบรนด์ไหน ประมาณไหน เลือกชุดให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ บางชุดธรรมดาก็อาจหาไอเดียเติมลูกเล่นเข้าไปในช็อต

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“อย่างงานชุด ‘Coming Up Roses’ ที่ถ่ายกับ น้องญาดา (Yada Villaret) ได้ชุดมาจาก Prada ตอนเขาตอบอีเมลกลับมา เราแบบ Prada, Are you kidding me? (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะได้ พอได้มาก็ดีใจ แต่ชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอกไม้ เราเลยเอาดอกไม้มาเป็นลูกเล่นเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ที่ต้องถ่ายกับดอกไม้ และเราจะขายเสื้อผ้าลายดอกไม้ทุกลุคไม่ได้ อาจเป็นชุดธรรมดาแล้วใส่ดอกไม้จริงมาในฉาก หรือชุดมีดอกไม้แล้ว ฉากไม่มีดอกไม้ก็ได้ หรือลองให้ชาวกองมายืนถือดอกไม้เป็นเฟรมรูป ก็ได้เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่หน้างานให้ดีที่สุด”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Coming Up Roses’ จาก www.designscene.net/ 

“หรือชิ้น ‘Metamorphosis’” สไตลิสต์คนเก่งแชร์หน้าจอเปิดภาพผลงานอีกชุดประกอบพลางต่อเรื่อง

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“โจทย์ที่เราคุยไว้กับช่างภาพคนญี่ปุ่นคืออยากเล่นกับร่างกาย ความหุ่น ความรูปร่าง อวัยวะส่วนต่าง ๆ อยากให้สัดส่วนมันผิดไป แขนขามีเกินกว่าปกติ ไหล่สูงขึ้น ใช้ของโน่นนี่มาเล่นกับเสื้อผ้าให้ภาพมันออกมาแปลก ๆ สร้าง Texture Optical Illusion”

“นี่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่รู้สึกว่าเริ่มเป็นตัวเรามากขึ้น” เขายิ้มกริ่มผ่านจอเมื่อเล่าถึงงานชิ้นโปรด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Metamorphosis’ จาก sickymag.com/metamorphosis/ 

03 “ทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

“แต่ชิ้นที่ท้าทายและสนุกที่สุดคือ ‘China Town’ ที่ทำให้ Harper’s BAZAAR Thailand

สุธีเปิดผลงานที่เขาเผยว่าสนุกตื่นเต้นและอยากเล่าให้ The Cloud ฟังที่สุด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘China Town’ จาก www.harpersbazaar.co.th/FASHION/NEWS/cover-january-2021-highlight 

นี่เป็นอีกครั้งที่แบงค์ได้ร่วมงานกับกิฟท์ ดึงคาแรกเตอร์มนต์เสน่ห์ของย่านคนจีนกลางมหานครแห่งเสรีภาพ จุกลิ่นอายแห่งทวีปเอเชียดินแดนตะวันออกไว้ในคอนเซ็ปต์ ‘Lady of China Town’ สุภาพสตรีสาวชาวมังกรที่เก๋ไก๋ทันสมัย ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชาวจีนหน้าใหม่ เพื่อผลักดันความเป็นเอเชียในโลกตะวันตก ยิ่งได้ประสานพลังกับคนไทยในนิวยอร์ก ถ่ายทำทั้งภาพนิ่งและวิดีโอท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด แล้วผลตอบรับออกมาดีเกินฝัน ก็ยิ่งได้แรงบันดาลใจและพลังงานบวกให้กลับไปนอนยิ้ม

“งานชิ้นนี้ค่อนข้างอิมแพค เพราะจังหวะนั้นมีกระแส Asian Hate Crime งานเลยช่วยพูดเรื่องนี้ได้ด้วย

“แต่อย่างหนึ่งที่ชอบคือการทำงานกับดีไซเนอร์และนางแบบหน้าใหม่ อย่างคราวนี้ไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลย มีแค่เครื่องประดับจาก Vivienne Westwood เน้นใช้ของนักออกแบบชาวจีน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เบอร์ใหญ่ ถ้างานเขาได้เผยแพร่ เราก็มีที่แสดงฝีมือ เราโตเขาโต น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แบบนี้ดีต่อวงการมากกว่า ถ้าอยู่เมืองไทย ทุกคนคงวิ่งหา Gucci, Chanel กันหมด แล้วแบรนด์ใหญ่ ๆ เขาไม่ได้แคร์อยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้มีพาวเวอร์ในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าใช้ของเป็น เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อบอกสถานะเลย ของสวยคือสวย จบ”

สุธีตั้งธงในการทำงานอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้ของแบรนด์ใหญ่อย่างสุดโต่ง ไม่ได้แอนตี้เครื่องหมายการค้าหรูหราในกระแสทุนนิยมโลก แต่ปรับทัศนคติให้เห็นแจ้งและรู้เท่าทัน ว่าสุนทรียะอันงดงามไม่จำเป็นต้องมาจากตรายี่ห้อหรูหราเสมอไป

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

“หลายครั้งไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลยก็มี อย่างงาน ‘Headlight Sillhouette’ ที่ทำให้ L’Officiel Baltics ใช้ของธรรมดาจากดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั้งนั้น เอามาทำเป็นชุดดำเล่นกับรถและแสงเงา ก็ออกมาสวย บางทีแมกกาซีนก็ต้องการแบรนด์ใหญ่เพื่ออิมเมจแหละ แต่แบรนด์เนมไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดี งานที่ดีคืองานที่ดี และทุกคนควรได้รับโอกาส เราเองยังอยากได้โอกาสเลย แล้วทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

สไตลิสต์อีกซีกโลกตั้งคำถามชวนคิด

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘Headlight Sillhouette’ จาก lofficielbaltics.com/editorials/headlight-silhouette 

04 “ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

‘No Label’

คือชื่อผลงานชุดสำคัญอีกชุดที่สุธีตั้งใจเตรียมมาเล่าอวดเราอีกชิ้น เพราะนอกจากคอนเซ็ปต์คมคายที่สุธีสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไร้กระบวนท่า ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของวงการแฟชั่น และแรงกระเพื่อมต่อสังคมที่อาชีพสไตลิสต์สร้างขึ้นได้ผ่านงานออกแบบ

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘No Label’ จาก models.com/work/various-editorials-no-label-nylon-spain 

“เป็นงานที่ทำให้นิตยสาร Nylon Spain ลงเป็นออนไลน์คอนเทนต์ช่วง Pride Month ปี 2019 ตอนคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพสนุกมาก เราอยากเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่ไม่ต้องตะโกนว่า ‘ฉันเป็นกะเทย’ ‘ฉันเป็นทอม’ ‘ฉันเป็นดี้’ คือเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่มีความสุขและใช้ชีวิตปกติ

“เรารู้สึกว่าการเป็นเพศอะไรไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเราจะเป็นอะไรก็เรื่องของเรา เลยตีความให้ออกมาอยู่ในรูปเสื้อผ้า ผู้หญิงใส่กางเกงหรือดูบอย ผู้ชายแต่งหน้าใส่กระโปรง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ควรมีใครถูกตีกรอบว่าเป็นเพศนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ชุดที่ถ่ายหรือว่า Statement ทุกอย่าง จึงใช้ความนิ่ง หญิงชายใส่ชุดธรรมดาสลับกัน ไม่อยากให้เหมือนทางคอมเมอร์เชียลที่บอกว่าเกย์ต้องแต่งหน้าด้วยซ้ำ

“การทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน มันไม่มีเพศจริง ๆ ความเก่งไม่เกี่ยวกับอายุ ทำงานดีแค่ไหนก็คือแค่นั้นเลย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถามแล้วว่าคนนี้เพศอะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และตอนนั้นอยู่นิวยอร์กมาสองปี มูฟเมนต์เรื่อง Pride Month ไม่ใช่เรื่องใหม่ จนตอนนี้ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

เราจับเสียงคู่สนทนาได้อย่างแจ่มชัดว่าเขาตกหลุมรักนิวยอร์กเข้าอย่างจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะผืนดินแห่งโอกาสและความฝัน ที่ให้ที่ทางเขาได้อบรมบ่มร่ำตัวเองจนเคี่ยวกรำแก่กล้า ประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างเสรีด้วยไฟที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นกล้าที่หยั่งรากลึกแข็งแรงได้ด้วยความมานะพยายามส่วนตัว แต่ราวกับว่าเขาอยากอยู่ที่นี่

“มันเป็นระบบนิเวศที่ดีมาก ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า อย่างแฟชั่นสไตลิสต์ก็มีเอเจนซี่เหมือนนางแบบ ที่นี่มีแม้กระทั่ง Mother Agency หรือคนที่ไปสเกาต์จนเจอมา ช่างภาพ ช่างหน้า ช่างผม ขณะที่ในไทยส่วนใหญ่จะมีแค่นางแบบที่มีเอเจนซี่ ที่เหลือเป็นฟรีแลนซ์ งานมันเป็นระบบที่เอื้อต่อการทำงาน เมืองมันสนับสนุนให้กล้า กล้าคุย กล้าทัก ไม่ใช่กลัวไปก่อน ที่นี่ แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

แปลว่ายังไม่อยากกลับไทย – เราถามสรุป

“ไม่นะ” เขาตอบตามโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แปลว่า ใช่ เขาไม่อยากกลับไทย

“ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรที่ไทย อาจรับฟรีแลนซ์ได้ ถ้ามีโอกาสมีงานเข้ามาก็พร้อม ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปอยู่อันนี้ไม่มั่นใจเลย เพราะที่ไทยตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ และโอกาสน่าจะน้อยเพราะแบรนด์ไม่เยอะ แฟชั่นที่นี่มีหลายแง่มุมมาก แฟชั่นไม่ใช่ความเท่ ไม่ใช่การไปสยามสแควร์ แล้วโอกาสของวงการแฟชั่นที่ไทยก็เหมือนที่บอกทีแรก”

สุธีส่งยิ้มกรุ้มกริ่มบอกเป็นนัย

5 ผลงานที่ Suthee อยากเล่าให้ผู้อ่าน The Cloud ฟัง

01 Lady of ChinaTown

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

ชอบมากที่สุดเลยชิ้นนี้ ตื่นมาดูทุกวันเลย รู้สึกว่ามันสร้างแรงบันดาลใจมาก แล้วเราได้ทำงานกับช่างภาพที่เราติดตามมานานตั้งแต่ช่วงแรกทำสไตลิ่ง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาถ่ายกับเขา เพราะเราไม่กล้าออกไปหาคน ไม่กล้าคุยกับใคร แต่เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาตอนไหน

02 Elle Bulgaria Digital Cover Story Camryn Lipman

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : models.com/work/elle-bulgaria-elle-bulgaria-digital-cover-story-camryn-lipman 

งานนี้ทางบรรณาธิการของแอลล์เขาติดต่อมาผ่านช่างภาพที่สนิทกัน ชวนว่าสนใจไหม รู้สึกว่าโชคดีและเป็นโอกาสดีมากที่ได้ถ่ายลง Cover Story แม้ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ก็ตาม แถมงานก็ออกมาน่าพอใจ

03 Utopia

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : lofficielbaltics.com/en/editorials/utopia

ชิ้นนี้ถ่ายให้ L’Officiel Baltic นางแบบคนนี้สวยมาก แต่เราไม่ได้ขายสวย เราขายเท่ ให้สิ่งที่อยากสื่อสารออกมาผ่านดวงตา แววตา แล้วชุดมันยาก คนธรรมดาใส่แล้วยากแน่นอน แต่พอเขาใส่แล้วมันออกมาเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่งเลย เป็นการเล่นกับชุด สร้างให้มันดูมีอะไรขึ้นมา มีเสน่ห์​มีการเล่าเรื่อง ยากและท้าทายตรงที่ตอนแรกคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพแล้วไม่เคลียร์ รู้เลยว่าต้องแก้หน้างานเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ออกมาดี

04 On the Earth

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : flanellemag.com/on-the-earth-by-shiyu-tsai-for-flanelle-magazine/ 

ชิ้นนี้ทำให้นิตยสาร Flanelle พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติก ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา ที่ชอบเพราะเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าแฟชั่นมันสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ด้วย

05 GQ Thailand

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : www.gqthailand.com/ 

พี่เตชินทร์ (เตชินทร์ ไกรขจรกิตติ) เป็นดีไซเนอร์คนไทยที่นี่ เสื้อผ้าแบรนด์พี่เขาเป็นสูท Tailor-made เป๊ะมาก แต่เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ดู Edgy และขายวัยรุ่นได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้เราเลยเล่าเรื่องให้เป็นเหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ หยิบชิ้นออริจินัลมาผสมกับดีไซน์ใหม่ จากเดิมที่ขายเสื้อผ้าผู้ชาย รวยหน่อย ผู้ใหญ่หน่อย กลับมาเป็นเสื้อผ้าลายแพตเทิร์นแปลก ๆ ชาเลนจ์ประมาณหนึ่งเหมือนกัน และงานก็ออกมาดี ภาพออกมาสวยมาก

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load