30 มิถุนายน 2563
20 K

“อั๊วทำมาตั้งแต่เลิกสงคราม ตอนนี้อั๊วแปดสิบเจ็ด เกือบเจ็ดสิบปีแล้ว”

เพียงตัวเลขบอกจำนวนร่วมศตวรรษของ อาม่าเมี่ยวลั้ง แซ่อิ๊ว ทายาทรุ่นสองของครอบครัวทำเบาะไหว้เจ้า เจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายในตลาดน้อย คงพอจะเป็นเครื่องการันตี ‘ความชำนาญ’ และ ‘ตำนาน’ ได้อย่างงดงาม

อาม่าเมี่ยวลั้ง หญิงวัย 87 แม้เส้นผมจะแซมสีดอกเลา ทว่ากาลเวลาไม่อาจพรากความทรงจำ เธอเล่าความหลังเกือบร้อยปีก่อน สมัยเหล่ากง พ่อของอาม่าล่องเรือจากจีนมาสยามให้เราฟังด้วยท่าทีสบาย พลางมือจับช้อนคนกาแฟ

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย
เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

“ตอนนั้นอั๊วยังไม่เกิดเลย” ทายาทรุ่นสองส่งเสียงหัวเราะ เมื่อเราถามถึงอาชีพของบรรพบุรุษ

เหล่ากงมาตั้งรกรากอยู่ในสยามราวรัชกาลที่ 5 และเริ่มต้นกิจการ ‘เฮงเส็ง’ ด้วยการรับทำและจำหน่ายเบาะที่นอน หมอน และมุ้ง เป็นร้านแรกและร้านเดียวในตลาดน้อย แถมผลิตด้วยมือทุกขั้นตอน มีห้องสำหรับใส่นุ่นเฉพาะอยู่ภายในบ้าน เกร็ดสนุกของการทำเบาะที่นอนคือ นอกจากจะใส่นุ่นแล้ว ยังใส่ฟางด้วย โดยฟางได้มาจากฟางที่ห่อหุ้มถ้วยแก้วและเครื่องเซรามิกจากเรือขนส่งสินค้าของประเทศญี่ปุ่นที่เดินเรือมาขายในไทย ยุคนั้นถือเป็นยุครุ่งเรืองของการค้า ทำให้เบาะที่นอน หมอน และมุ้งของเฮงเส็งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ขายดีจนบางทีต้องขับรถไปส่งเองถึงเยาวราช

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

“คนสมัยก่อนประหยัด นอนที่นอนน้อย ใช้แต่มุ้งกับหมอนข้าง ตอนสิ้นปีมุ้งขายดีมาก คนจีนจะเปลี่ยนมุ้งทุกสิ้นปี มีคนมาจองล่วงหน้า เย็บทีเป็นเดือน จอมพล ป. ก็มาทำที่นี่ นางสาวไทยรุ่นที่หนึ่ง คนตลาดน้อย ก็ทำที่นี่” อาม่าเล่า

ภายหลังประเทศไทยมีมุ้งลวด แอร์ และเบาะที่นอนฟองน้ำ ความนิยมของมุ้งและเบาะที่นอนนุ่นก็ลดฮวบทันที

ทายาทรุ่นสอง

“เด็กในบ้าน พอเดินได้ ก็ถีบจักรได้เลย” อาม่าเมี่ยวลั้งฉายแววเย็บปักถักร้อยตั้งแต่อายุยังน้อย

“อั๊วเรียนถึงปอสี่ ตอนนั้นเพิ่งเลิกสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองไทยไม่ให้เรียนหนังสือจีน เรียนจบแล้วก็มาอยู่บ้าน เริ่มต้นทำเบาะช่วงนั้นพอดี สมัยก่อนทำแต่เบาะสี่เหลี่ยมสำหรับใส่เก้าอี้หวาย ส่งไปแถวประตูผี” ทายาทรุ่นสองสานต่อกิจการครอบครัวด้วยวัยเพียงหลักสิบ เมื่อเราถามถึงเหตุผลในการรับช่วงต่อ 

“ตอนนั้นสิบกว่าขวบ ไม่มีใครทำ เราก็ต้องทำ” อาม่าตอบ

อาม่ามีทักษะตัดเย็บเป็นทุนเดิม ทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนกิจการทำเบาะที่นอน หมอน และมุ้ง มาเป็นการทำเบาะไหว้เจ้า ยิ่งช่วงนั้นเก้าอี้หวายมาแรง คนมาสั่งทำเบาะสี่เหลี่ยมสำหรับรองนั่งกันเยอะมาก หนึ่งวันทำส่งกว่าร้อยชิ้น ทำทั้งวันทั้งคืนชนิดที่ว่าคนในครอบครัวและคนงานมาช่วยกันเย็บจักรและใส่นุ่น ก็ยังไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า 

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

“เจ็ดสิบปีก่อน เราเป็นร้านเดียวในกรุงเทพฯ ไม่มีใครทำ ตรังอั๊วก็ส่ง ปัตตานีอั๊วส่งหมอนข้างใส่เข่งใหญ่ๆ ขึ้นรถไฟไป เชียงใหม่อั๊วส่งเบาะไป เพราะเขาทำเก้าอี้หวายขาย” ระยะทางได้เป็นเครื่องการันตีความสามารถและคุณภาพของ ‘เฮงเส็ง’ เรียบร้อยแล้ว ด้วยความสงสัย เราถามอาม่าเมี่ยวลั้งต่อว่า “สมัยนั้นอาม่าขายเบาะราคาเท่าไหร่”

“อั๊วจำไม่ได้แล้ว” ตอบทันที ก่อนจะนิ่งคิด “ตอนสงครามเลิก เบาะหนึ่งชิ้นราคาหนึ่งบาท จะว่าถูกก็ไม่ถูก สมัยนั้นเงินมันใหญ่ ห้าสตางค์ยังซื้อของได้ อั๊วซื้อขนมห้าสตางค์ สิบสตางค์” ไหนไหนก็พูดเรื่องอดีตแล้ว อาม่าเล่าความหลังสมัยเด็กว่า “บ้านอั๊วยังอยู่ตรงนี้ สงครามรู้สึกว่าหลายปีเหมือนกันนะ ตั้งแต่อั๊วแปดขวบ ห้าปี” อาม่าพูดจบพลางนับนิ้ว “แปด เก้า สิบ สิบเอ็ด สิบสอง ญี่ปุ่นมาที่นี่ห้าปี แล้วตอนสงครามไม่มีผ้าขาย เตี่ยต้องเอาตะกร้าแอบไปซื้อผ้ามาใช้ ต้องปิดประตูเย็บด้วย แต่พอหลังสงครามก็เจริญสิ เซียงกง ร้านอะไหล่เก่าขายดีที่สุด” อาม่าเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“สมัยก่อนแถวนี้เป็นสำเพ็ง มีทุกอย่าง เจริญมาก ถ้าจะใช้ถ่านต้องมาซื้อตลาดน้อย จะมีเรือขายถ่าน เรือขายข้าวสารเทียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงหน้าศาลเจ้าโจวซือกง มีโรงตีเหล็กอยู่สองข้าง จะซื้อสมอก็ต้องมาที่นี่

“มีธนาคารจีนอยู่ตรงข้าม ตอนฝากเงินต้องเอาเงินเหรียญใส่เข่ง แล้วเทลงพื้นมานับ สมัยนั้นเขาไม่ใช้แบงก์” 

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

หลังจากคนเห็นฝีมือฉกาจในการทำเบาะสี่เหลี่ยมสำหรับรองนั่งของเฮงเส็งแล้ว ทำให้ศาลเจ้าใกล้เคียงติดต่อขอให้ทำเบาะไหว้เจ้าด้วย อาม่าเมี่ยวลั้งไม่ปฏิเสธ พร้อมเย็บเบาะไหว้เจ้าใบกลมสวยส่งศาลเจ้าและเยาวราชทันที ซึ่งรูปแบบของเบาะไหว้เจ้าดั้งเดิมจะเป็นทรงกลม สีพื้น ศาลเจ้าจะเน้นเบาะสีแดงและสีชมพู อาม่าเลือกใช้ผ้าในเมืองไทยเป็นหลัก

ถ้าเป็นปลอกหุ้มนำเข้าจากจีนจะเป็นผ้ามันเงาสีแดงปักลวดลายและปักอักษรจีนตรงกลาง หุ้มด้วยพลาสติกเย็บมืออีกหนึ่งชั้นเพื่อป้องกันควันธูปและหยดน้ำตาเทียน สั่งปักชื่อเจ้าของได้ด้วยนะ ความสนุกอีกอย่างของเบาะไหว้เจ้าคือ สีเบาะจะเปลี่ยนตามเทศกาล เทศกาลกินเจคนนิยมสั่งทำเบาะสีเหลือง แต่ถ้าเป็นงานกงเต๊กคนนิยมสั่งทำเบาะสีน้ำเงิน

ด้วยวัยเกือบ 90 ปี อาม่าเมี่ยวลั้งพาเฮงเส็งโลดแล่นและโดดเด่นจนเป็นที่รู้จักกว่า 70 ปี เราไม่อยากเรียกว่าวางมือเสียทีเดียว เพราะใจยังสู้ เพียงแต่ตัวเลขบอกจำนวนประสบการณ์ได้พาเรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงตามกาลเวลา

“ตอนหลังไม่ทำแล้ว แก่แล้ว หูก็ตึง ตาก็มองไม่ค่อยดี” หญิงวัย 87 ส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“อยากทำ แต่ไม่มีแรง” เจี๊ยบ-วิมล เหลืองอรุณ ทายาทรุ่นสามของเฮงเส็งพูดสวนขึ้นทันที

“บางวันก็ช่วยจับริม วันก่อนอั๊วเย็บหมอนสี่เหลี่ยม แล้วข้างในมันมีลิ้นต้องสอยมือ เมื่อก่อนอั๊วสอยได้ ครั้งนั้นเอามาสอย ไม่ไหว สอยแล้วเวียนหัว แปดสิบเจ็ดแล้วนะ ไม่ใช่เจ็ดสิบ ทำไม่ไหว ดูโทรทัศน์ดีกว่า” อาม่าหัวเราะร่วน

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

ทายาทรุ่นสาม

ทำไมอาม่าอยากให้ลูกสาวสานต่อกิจการของครอบครัว เราถาม

“ถามลูกสาวอั๊วสิ” โบ้ยหน้าไปทางลูกสาวก่อนจะเสริมว่า “อีจะทำก็ให้ทำ อีไม่ทำอั๊วก็ปิดร้าน อั๊วไม่คิดมาก”

“ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว กิจการเริ่มเงียบ อาม่าเริ่มทำไม่ไหว เลยเรียกเราเข้ามาทำ เพราะเขาเสียดายที่ลูกค้ายังมี แต่ไม่มีคนทำ ไม่มีร้านไหนทำอีกแล้ว มีร้านเราร้านเดียว พอดีเรามีพื้นฐานตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่แล้ว เลยง่าย” ทายาทรุ่นสามเล่าเหตุผล “เราเห็นมาตั้งแต่เกิด เห็นญาติ เห็นคนงานเต็มบ้านช่วยกันเย็บเบาะ ตอนนั้นพอช่วยได้นิดหน่อย”

สมัยก่อนตลาดน้อยเป็นชุมชนใหญ่ เจี๊ยบในวัยเด็กถูกสอนให้ทำการค้า ช่วงปิดเทอมอาม่าจะให้เธอขายของหน้าบ้าน เธอขายน้ำหวาน และขนหนังสือที่มีอยู่เต็มบ้านมาวางตั้งให้คนละแวกนั้นเช่าไปอ่าน เจี๊ยบมีหัวการค้าและผูกพันกับกิจการทำเบาะไหว้เจ้าของครอบครัว แม้เธอจะกระซิบว่าตอนเด็กไม่เห็นคุณค่า แต่ปัจจุบันเธอรับหน้าที่พาเฮงเส็งเดินหน้าต่อด้วยก้าวที่มั่นคง ในยุคสมัยที่ข้าวของหน้าตาเหมือนกันหมดจากโรงงานอุตสาหกรรม ทว่าเฮงเส็งเอาชนะและยืนหยัดด้วยสองมือ สองมือที่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการแรกจนกระบวนการสุดท้าย เพื่อคงเสน่ห์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ 

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย
เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

เฮงเส็งในก้าวเดินของเจี๊ยบ จากเบาะไหว้เจ้าใบกลมสีแดงสดถูกเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานเป็นหมอนอิงวางประดับบ้าน มีเบาะใบจิ๋วสำหรับวางข้อมือ เบาะทรงสามเหลี่ยมแรงบันดาลใจจากบ๊ะจ่างสำหรับวางมือถือ ผ้าที่ใช้หุ้มเบาะก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ที่เห็นแล้วโดนใจคงเป็นลายดอกโบตั๋นสีสดใสที่เป็นดอกไม้มงคลของจีน

เจี๊ยบเล่าว่าจากคนงานเต็มบ้าน ปัจจุบันเหลือช่างสุดยอดฝีมือเพียง 3 คน คืออาม่าเมี่ยวลั้ง อาอี๊นิภา พุทธังกุล และเธอ ส่วนมากเจี๊ยบจะรับทำหน้าที่ทำคนเดียวทั้งหมด เพราะเธอทำรูปแบบเบาะขึ้นมาใหม่ อาม่าและอาอี๊ถนัดเบาะแบบดั้งเดิม เลยช่วยเย็บบ้างนิดหน่อย แม้อายุจะรวมกันเกือบ 200 ปี ทว่าการสอยเข็มของทั้งคู่ไม่ธรรมดาเลย

ทายาทรุ่นสามบอกเราว่า หัวใจสำคัญของการทำเบาะไม่ได้อยู่ที่การเย็บ แต่การใส่นุ่นต่างหากสำคัญ เป็นเทคนิคที่ถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น อาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูง เป็นหมัดเด็ดมัดใจลูกค้าตั้งแต่รุ่นเหล่ากงยันรุ่นหลาน

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

“เย็บใครก็เย็บได้ แต่วิธีการการใส่นุ่นและใยมะพร้าวเป็นเทคนิคที่ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ จะใส่ยังไงไม่ให้เบาะแข็งจนเกินไปและไม่นิ่มจนเกินไป เราใช้มืออย่างเดียวไม่ได้ใช้เครื่องจักรช่วย ถึงเราจะสอนอีกคนหนึ่งเขาก็ทำออกมาไม่เหมือนเรา” ระหว่างสนทนา เจี๊ยบสาธิตวิธีการใส่นุ่นให้เราดูอย่างชำนาญ เธอมีไม้ขนาดไม่สั้นไม่ยาวเป็นตัวช่วยในการใส่ บวกกับสองมือที่คอยจับนุ่นยัดตรงนั้นที ดันตรงนู้นที จากปลอกเบาะโบตั๋นใบผอมก็อ้วนพีไปด้วยนุ่นเนื้อนุ่ม ที่เธอก็ไม่อาจคะเนได้ว่าปริมาณที่ใส่ลงไปมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ประสบการณ์กว่า 20 ปีบอกเธอว่าปริมาณเท่านี้กำลังพอดี

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย
เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

นอกจากเบาะไหว้เจ้า เฮงเส็งยังรับทำเบาะตามใจลูกค้าด้วย จะหาผ้ามาเองก็ย่อมได้ มีแบบในใจแล้วให้เฮงเส็งช่วยตัดให้ก็ย่อมได้ เมื่อไม่นานมานี้เจี๊ยบเล่าว่าเพิ่งกลับมาทำเบาะที่นอนนุ่นอีกครั้ง เพราะลูกค้าตื๊อให้เธอทำ เจี๊ยบบอกว่าวิธีการทำเธอก็เรียนรู้มาจากอาม่าอีกที “ที่นอนเราไม่เคยเย็บ ก็ต้องถามคนแก่ว่าเย็บยังไง เขายังจำได้ เราก็ต้องรีบถามเดี๋ยวเขาจำไม่ได้ มันจะหายไปเลย” เธอหัวเราะ “พอเราถามเขา เราก็ต้องจดไว้ด้วยเหมือนกัน กันลืม” เธออธิบาย

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย
เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

อาม่าได้ยินบทสนทนาเลยเสริมขึ้นมาว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ทำง่ายๆ คนมาสั่งทำที่นอนพับอั๊วก็ต้องสอน หมอนสี่เหลี่ยมก็ต้องสอน ทุกอย่างทำไม่ง่าย ต้องค่อยฝึก อั๊วมันเกิดที่นี่ ตั้งแต่เล็กอยู่จนโต อั๊วรู้หมด” 

เราถามหยั่งเชิงด้วยความสนุกว่า ถ้าปิดตาแล้วเอาเบาะ 3 ใบมาวาง จะรู้มั้ยว่าใบไหนเป็นของเฮงเส็ง

“รู้” เจี๊ยบตอบทันที “อย่างเบาะไหว้เจ้า เวลาไปศาลเจ้าเรามองปุ๊บแล้วรู้เลยว่าอันไหนเป็นเบาะของเรา มันมีเอกลักษณ์ของเราซ่อนอยู่ เราตัดเอง เราเย็บเอง มันผ่านมือเรามา เราจะรู้ทันทีว่าเบาะใบนี้เราเป็นคนทำ” เธอยิ้ม

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

 เฮงเส็ง (ใหม่)

การจะมีกิจการอยู่ได้ถึงร้อยปี ไม่ใช่แค่รักษาและอนุรักษ์มรดกของบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันต้องเปิดรับสิ่งใหม่ที่จะพาธุรกิจครอบครัวเดินไปข้างหน้าด้วย การทำงานของเจี๊ยบในฐานะทายาทรุ่นสาม เธอเน้นการเปิดรับโอกาสและก้าวขาออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อย่างการร่วมงานออกแบบกับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และดีไซเนอร์รุ่นใหม่

“ช่วงนั้น TCDC อยากทำงานกับชุมชน เขามาดูว่าแต่ละชุมชนมีอาชีพเก่าแก่อะไรบ้างที่น่าสนใจ เขามาหาเรา แล้วถามว่าร่วมมือกับเขาได้มั้ย ทำแล้วต้องสบายใจด้วยนะ ตอนงาน Bangkok Design Week ขายดีมาก” 

เจี๊ยบตอบรับคำเชิญและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับนักออกแบบอยู่ 2 คน ภายใน 2 ปี ปีแรกเป็นการทำงานกับ ศรัณย์ เย็นปัญญา เธอและเขาทำเก้าอี้สีพาสเทลและเบาะรองนั่งพิมพ์ลายดอกไม้สีหวาน เห็นครั้งแรกก็ต้องเอ่ยปากชมว่าเก๋! จนอยากมีติดบ้าน แต่บอกก่อนว่าไม่มีขายนะ ไปดูของจริงได้ที่หน้าร้านเฮงเส็ง ส่วนปีที่ 2 เจี๊ยบทำงานร่วมกับเจ้าของแบรนด์ VINN PATARARIN ดีไซเนอร์ไทยที่ดังไกลถึงฝรั่งเศส มาเปลี่ยนโฉมเบาะไหว้เจ้าลายดอกโบตั๋นเป็นรูปทรงดอกไม้หลายแบบ สร้างฟังก์ชันใหม่เป็นหมอนอิงใบน่ารัก วางประดับบ้านก็ทำให้มุมนั้นสวยสะดุดขึ้นทันตาเห็น 

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

“เราทำงานกับดีไซเนอร์สองคน ก็ได้ไอเดียจากเขาแล้วมาปรับกับงานของเรา เขาจะชอบใช้ผ้าสีพื้นมาประยุกต์กับผ้าลาย สีสวย เข้ากันดี พอเราทำจำนวนเยอะไปวางรวมกัน มันแดงหมดเลย พอมีนักออกแบบเข้ามางานเราก็หลากหลายขึ้น แหวกแนว มีลููกเล่นเยอะ ตอนนี้พยายามทำแบบใหม่ให้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของร้านเอาไว้ ดีไซเนอร์ก็แนะนำให้เราใช้ดอกโบตั๋นเป็นซิกเนเจอร์ของร้านไปเลย” ทายาทรุ่นสามเล่าถึงการปรับตัวของธุรกิจ

นอกจากนี้เจี๊ยบยังทำงานกับชุมชนตลาดน้อยด้วย เพราะเห็นว่านักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาในชุมชนเยอะขึ้น เธอจัดเวิร์กช็อปขนาดเล็กให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติลงมือทำเบาะใบจิ๋วเป็นของตัวเอง ต้องจองล่วงหน้าก่อนนะ

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

การสานต่อกิจการจากรุ่นเหล่ากงถึงรุ่นหลานที่ใช้เวลากว่าศตวรรษ ดูเรียบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป แต่ในใจก็เกิดคำถามว่า ระหว่างทางการพากิจการเบาะไหว้เจ้า เจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายในตลาดน้อยมาถึงปัจจุบัน ที่ต้องผ่านทั้งยุครุ่งเรือง วันที่กิจการซบเซา และวันที่ฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง อาม่าและลูกสาวเคยคิดอยากจะเลิกทำบ้างหรือเปล่า

“มี” ลูกสาวตอบทันที

“ไม่ได้เลิก ทำไปเรื่อยแหละ” อาม่ายืนยันเสียงแข็ง

เจี๊ยบกระซิบให้เราฟังว่า “แม่เคยเลิกไปสองสามเดือน ช่วงนั้นลูกค้าเงียบๆ แล้วเขาก็เบื่อ เราก็ให้เขาช่วยทำบ้าง เอาที่เขาพอทำไหว อย่างการจับริม เขาก็จะชอบ เหมือนคนเคยทำมาตลอด เขาเลิกไม่ได้” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

เราถามอาม่าด้วยเสียงดังฟังชัดว่า ทำไมถึงรักสิ่งนี้นัก

“อั๊วก็ต้องรักสิ ไม่รักจะมาทำได้ยังไง มันก็สนุกดีแหละเนอะ” นัยตาเปี่ยมสุขมักพูดคำความจริงเสมอ

“เราทำด้วยใจรัก คงไม่ปล่อยให้มันตายไปหรอก” เจี๊ยบเสริม “มันเป็นอาชีพของบรรพบุรุษ ถ้าเราปล่อยให้หายไป ก็จะหายไปจากเมืองไทยเลยนะ มันยังเป็นของดั้งเดิมที่น่าจะอยู่ต่อ ถ้าเรายังรักษาเอาไว้ ถึงอนาคต เวลานั้นถ้าเราไม่ทำต่อ คงสอนให้คนที่เขาอยากทำ เพื่อให้ยังคงอยู่ได้ มีคนอนุรักษ์ต่อด้วยใจ ดีกว่าปล่อยมันหายไป”

ท่ามกลางความมืดครึ้มและกลิ่นน้ำมันเก่าของเซียงกงในตลาดน้อย ยังคงมีร้านเบาะไหว้เจ้าที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียวและเจ้าสุดท้ายตั้งตระหง่านเรืองรองพร้อมรับความเจริญรุ่งเรือง สมกับชื่อ ‘เฮงเส็ง’ ที่เหล่ากงหมายมั่นตั้งเอาไว้

เฮงเสง ร้านเบาะไหว้เจ้าสมัยสงครามโลกที่เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย

เฮงเส็ง

ที่อยู่ 854-6 ซอยวานิช 2 ตลาดน้อย สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น.

ติดต่อ 082 4566 516

Facebook : เฮงเส็ง เบาะไหว้เจ้า

Writers

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load