1 พฤศจิกายน 2562
2 K

แค่รูปถ่ายท่ายืน 5 แอ็คแบบแนวๆ ติดอยู่ด้านหน้าของ Dongdaemun Design Plaza (DDP) กรุงโซล พร้อมด้วยประโยคแนะนำตัวที่พิมพ์อยู่บนโปสเตอร์สีชมพูพาสเทลบอกว่า “เขาชื่อพอล สมิธ” ก็เอาอยู่แล้ว

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

กิมมิกง่ายและเป็นกันเองแบบนี้แหละที่เป็นซิกเนเจอร์ให้ใครๆ เฝ้าติดตามผลงานของคุณลุงสูงวัยอายุ 70 ปี มียศเป็น เซอร์ พอล สมิธ (Sir Paul Smith) ชื่อนี้คือตำนานในโลกแฟชั่น สำหรับสาวกที่ตกหลุมรักลาย Definitive Strip ที่มีสีจัดจ้านถึง 28 สี เขาคือเจ้าของแบรนด์ที่มีลูกเล่นสนุกๆ อยู่เสมอกับคอนเซปต์ ‘Classic with a Twitst’

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

พอลเคยบอกสื่อว่า ชอบที่จะแนะนำตัวด้วยประโยคทักทายง่ายๆ เพราะเขาก็คือคนธรรมดา ยังมีคนอีกครึ่งค่อนโลกที่ไม่รู้จักเขา เขาใช้ประโยคนี้มาทั้งชีวิตแถมพิสูจน์กับตัวเองมาแล้วว่า เป็นวิธี Add friend ที่ใช้แล้วได้ผล ถึงได้เอามาใช้เป็นคอนเซปต์และตั้งชื่อนิทรรศการว่า “Hello, my name is Paul Smith.”

“Hello, my name is Paul Smith.” เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2013 กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนวันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว นิทรรศการนี้ออนทัวร์จัดไปแล้ว 11 ครั้ง โดยมีญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทำลายสถิติคนเข้าชมมากที่สุดกว่า 190,000 คน ล่าสุดเปิดแสดงที่ Dongdaemun Design Plaza ของกรุงโซล

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

นิทรรศการนี้เปิดพื้นที่ให้ภาพสเกตช์ ภาพถ่าย กรอบรูป เสื้อผ้า คอลเลกชันที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชันอย่างรถ Mini มอเตอร์ไซด์ และบางส่วนทำเป็นห้องจำลองขนาดเท่าจริง ใช้มัลติมีเดียอยู่แค่ห้องเดียว ที่โดดเด่นคือ ลูกเล่นของกำแพงในแต่ละมุม เป็นกำแพงสีจัดๆ เช่น สีชมพู สีคราม สีเหลือง สีฟ้า มิกซ์แอนด์แมตช์ด้วยเสื้อผ้า หนังสือ เก้าอี้ กรอบรูปเล็กใหญ่ โคมไฟส่อง เดินเพลินๆ แล้วเหมือนอยู่ในร้าน Paul Smith

ทำไมนิทรรศการเรียบง่ายแบบนี้ถึงจัดได้นานขนาดนี้ และยังมีคนเข้าไปดูตลอด

อาจเป็นเพราะไม่ได้พูดถึงแบรนด์ ไม่ได้อยู่ในโลกแฟชั่นที่ดูสูงส่งจนไม่กล้าเข้าไปดู แต่เป็นพื้นที่ที่พอลชวนมาเดินมาคุยกันเรื่องธรรมดาและธรรมชาติของผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านโลกมา 70 ปี ตั้งแต่เริ่มทำงาน ร้านแรก ออฟฟิศ ความรัก รวมถึง Instagram

“Hello, my name is Paul Smith.” แนะนำตัวกันแล้ว พอล สมิธ ผู้ชายสูงวัย ผม (ยุ่ง) เซอร์ ใส่เชิ้ตขาว สูทน้ำเงินคัตติ้งเป๊ะ มีดีเทลที่กลัดกระดุมเม็ดหนึ่งเป็นสีชมพู ก็พาไปสำรวจทุกสิ่งที่อยู่ในหัวคิดและหัวใจของเขา

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

ยีนส์ดีๆ แบบนี้เป็นมรดก ได้มาจากพ่อ

เสื้อเชิ้ตลายนัวๆ แขวนอยู่บนผนัง คู่กับรูปถ่ายลายนัวๆ ที่มีมุมกล้องแปลกดี เขียนบรรยายว่า ถ่ายโดย ฮาโรล บี. สมิธ พ่อของพอล สมิธ ทำให้รู้ได้เลยว่า ความติสท์ของพอลได้มาจากคุณพ่อฮาโรลเต็มๆ

เขาได้ยีนส์ดีๆ แบบนี้จากพ่อเป็นมรดกติดตัว ถือเป็นคำบอกรักแบบแนวๆ จากลูกพ่อที่ชื่อ พอล สมิธ

พอลบอกว่า พ่อเป็นคนเก่ง เข้มแข็ง แต่เป็นคนที่ทุกคนคุยด้วยแล้วสบายใจ เป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ชอบทดลองมุมกล้องแปลกๆ เขาจำได้ดีว่า ตอนอายุ 11 ขวบ พ่อซื้อกล้อง Kodak Retina ให้เขา เรียกเขานั่งลงและให้แกล้งทำเป็นว่าบินได้ วันนั้นสองพ่อลูกได้ภาพมุมสวยประหลาด ต่อมาภาพนี้ก็ถูกไปจัดแสดงผลงานภาพถ่ายของคุณพ่อฮาโรล ตั้งแต่วันนั้นมา พอลก็ตกหลุมรักการถ่ายภาพ เขาพกกล้องติดตัวทุกวัน

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ลองไปส่องไอจี @paulsmith ติด #takenbypaul แล้วจะเห็นว่าพอลเป็นคนดีเทล ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมดสำหรับเขา โดยเฉพาะสีสันต่างๆ ที่อยู่ในโลกใบนี้ บางครั้งก็มีแคปชันสนุกๆ ในสไตล์ของเขา

I OWE SO MUCH TO MY WIFE, PAULINE.

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ประโยคนี้อยู่บนกำแพง พร้อมกับรูปคู่ บอกให้โลกรู้ถึงความรักและความซาบซึ้งใจที่พอลมอบให้แก่ภรรยาคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่ชื่อ พอลลีน ไดเนอร์ (Pauline Dyner)

ถ้าคุณพ่อฮาโรลคือต้นแบบ พอลลีนก็เป็นทั้งคนต้นทาง คนนำทาง และคนร่วมทาง ของพอลตลอดทั้งชีวิต อย่างที่เขาพูดเสมอว่า

“For Pauline – without her, this would not have happened.”

พอลบอกตลอดว่า ถ้าไม่เจอพอลลีน ตอนนี้เขาก็คงยังเป็นผู้ช่วยร้านเสื้อผ้าที่ชื่อ Birdcage Boutique นอตติงแฮม

สองคนใช้ชีวิตคู่ด้วยกันตั้งแต่พอลอายุ 21 ปี ตอนนั้นพอลลีนกำลังเรียนแฟชั่นอยู่ที่ Royal College of Art ที่ลอนดอน พอลลีนทำให้เขาได้เรียนรู้พื้นฐานของการออกแบบ โครงสร้างของเสื้อผ้า รู้จักผ้าและวิธีการตัดเย็บ ถึงแม้ว่าวิธีการแบบนี้จะดูโบราณ แต่กลับเป็นจุดแข็งที่แน่นปึ้กให้เขา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยสอนกันในโลกดีไซน์และแฟชั่นสมัยใหม่แล้ว

พอลลีนเป็นคนเรียบง่าย แต่กลับเป็นขุมพลังที่ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ สองแรงที่ช่วยกันทำมาหากิน ระลึกถึงความสุขความยากลำบากที่พบเจอกันมา ทำให้รักนี้ยืนยาวมาจนทุกวันนี้

และที่ทำให้ใจละมุนไปได้อีก ให้ดูที่ชื่อของทั้งสองคน ชื่อของเขา Paul เติมด้วย ine ก็กลายเป็นชื่อของ Pauline คู่ชีวิตที่เกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน

ร้านแรกเมื่อแรกเริ่ม

แรงเชียร์จากพอลลีนทำให้พอลตัดสินใจเปิดร้านชื่อ Paul Smith บนถนน Byard Lane เมืองนอตติงแฮม ใน ค.ศ. 1970 ด้วยเงินตั้งต้น 600 ปอนด์ เป็นร้านที่มีขนาดพื้นที่เล็กมากแค่ 3×3 ตารางเมตร เปิดขายเฉพาะวันศุกร์กับเสาร์ มีเสื้อผ้าที่คัดสรรแล้วจับมามิกซ์แอนด์แมตช์ รวมถึงเสื้อเชิ้ตที่เขาออกแบบ 

ร้าน Paul Smith ร้านแรกจึงเป็นร้านที่มีความทรงจำอยู่เยอะ ทำให้เราได้เห็นว่าในห้องจัดแสดงที่ชื่อ First Shop พอลเก็บทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกของร้านทั้งภาพสเกตช์ เสื้อผ้าคอลเลคชันแรก โลโก้แรกของแบรนด์ Paul Smith แผ่นพับโฆษณาร้านที่บอกจุดขายของร้านคือ Distinctive, Different and really not expensive

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith
“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

เพราะแรกเริ่มคือ การเริ่มต้นที่เริ่มยาก

พอลฮึดสู้และขยันมาก ระหว่างสัปดาห์เขายังรับจ๊อบเป็นทั้งสไตลิสต์และช่างภาพ เพื่อให้มีรายได้จากทางอื่นอีก ทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์เขาจะขนเสื้อยืดสกรีนเก็บไว้หลังรถ แล้วขับรถจากนอตติงแฮมเข้าลอนดอน ตรงไปที่ผับ Raiway Inn แถว Hampstead หรือ Tally Ho ที่อยู่ในย่าน Kentish Town ซึ่งเป็นที่ที่มักจะมีวงดีๆ ไปเล่นดนตรีเป็นประจำ

เขาอาศัยจังหวะพักของนักดนตรีเดินเข้าไปแนะนำด้วยประโยคประจำว่า “Hello, I’m a Paul Smith” เขาเป็นดีไซเนอร์ มีเสื้อยืดสกรีนมาขาย ทุกวันนี้คนดังระดับตำนานและยังคงเป็นทั้งเพื่อนและลูกค้าของพอลอยู่ อย่างเช่น David Bowie, Eric Clapton, Rod Stewart, วง The Rolling Stones

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ลูกฮึดที่ทำให้พอลแจ้งเกิด เกิดขึ้นในช่วงแฟชั่นวีกในกรุงปารีส ค.ศ. 1975 พอลเปลี่ยนห้องพักในโรงแรมให้กลายเป็นห้องเสื้อ โชว์คอลเลกชันแรกที่มีเสื้อเชิ้ต 6 ตัว แจ็กเกต 2 ตัว และจัมเปอร์ 2 ตัว แล้วก็เหมือนบททดสอบจิต 3 วันแรกไม่มีใครเข้ามาเลย จนเขาเกือบจะถอดใจ แล้วอยู่ดีๆ ช่วงเวลา 4 โมงเย็นของวันพฤหัสบดี วันสุดท้ายที่เขาเตรียมแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน ก็มีลูกค้ารายหนึ่งเดินเข้ามาออร์เดอร์สินค้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์พอล สมิธ พอลที่เริ่มจากความอดทน ไม่เกินตัว และทำสิ่งที่มี ‘หัวใจ’ อยู่ในนั้นเสมอ

ไอเดียมีอยู่ทุกที่

ห้องที่ติดป้ายว่า Inside Paul’s Head น่าจะเกิดจากคำถามยอดฮิตว่า เขาได้ไอเดียคิดงานมาจากไหน อะไรคือแรงบันดาลใจ

พอลก็เลยทำห้องนี้ขึ้นมาเสียเลย แล้วก็ตั้งชื่อเล่นว่า ห้องพาราเซตามอล พอลบอกขำๆ ว่า หลายคนออกไปอาจจะต้องกินยาแก้ปวดหัว เพราะใช้มัลติมีเดีย กระจกสะท้อน มีภาพสีสันจัดจ้านตัดสลับไปมาพร้อมกับเสียงคุยของพอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith
“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

เขาชอบเดินทางไปเจอ คุยกับคน สังเกตสิ่งรอบตัว เขาเป็นนักสะสม เก็บทุกอย่างมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น สะสมภาพศิลปินชื่อดังอย่าง Andy Warhol, Devid Hockney, Banksy รูปถ่าย สมุดบันทึก ภาพสเกตช์ โน้ตย่อ หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ รูปที่เพื่อนหรือครอบครัวให้มา จดหมาย โน้ต การ์ด ที่ส่งมาจากคนที่ชื่นชอบเขา ไอเดียของเขาก็มาจากสิ่งของเหล่านี้

เคยอ่านเจอว่า พอลเคยวาร์ปไปกำแพงจีนโดยใช้เวลาแค่ 1 วัน แล้วบินกลับมาทำงานต่อ เขาบอกว่า เรื่องสนุกแบบนี้ทำไมจะทำไม่ได้ แค่แวบออกจากงานที่มันวุ่นๆ อยู่…ก็เท่านั้น

ตัดกลับมาที่ห้องนี้กำลังทดสอบเราทั้งเสียง ทั้งภาพ ทั้งความเร็วรอบทิศทาง ดึงสติ ยืนดู และฟังอย่างตั้งใจ เราถึงได้ยินเสียงพอลเล่ามุมมองที่มีกับทุกสีสันที่เขาเห็นจากแต่ละทริป แต่ละวัฒนธรรม หยิบจับจนกลายเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

มองเห็นมากกว่าแค่มองดู ฟังมากกว่าแค่ได้ยิน แล้วเราจะได้ไอเดียจากทุกที่ ทุกสิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราได้

เป็นคนมีแนวทาง และชอบหาแนวร่วม

กำแพงด้านหนึ่งมีกระดุมเล็กๆ ติดเต็มพื้นที่ ลองถอยไปยืนมองดูไกล จะเห็นกระดุม 70,000 เม็ดนี้ถูกเรียงร้อยและกลายเป็นสีที่รู้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Paul Smith

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

พอลบอกว่า กระดุมทั้งหมดบอกถึงหัวใจของการออกแบบร้าน Paul Smith เขาสนุกกับออกแบบให้ร้านแต่ละแห่งมีหน้าตาไม่เหมือนกัน และไม่ว่าใครจะเดินเข้าสาขาไหน ก็รู้สึกได้ว่านี่แหละตัวตนที่เป็นสไตล์ของแบรนด์ ลูกเล่นแบบนี้ที่ทำให้ใครหลายคนตามไปปักหมุดเข้าร้าน Paul Smith อย่างสาขาในกรุงปารีส ที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าตกแต่ง สาขาในลอนดอนที่เอาโดมิโน่มาเล่นสนุก

ถึงแม้จะมีคาแรกเตอร์ที่ชัดและจัดจ้าน แต่ใจของพอลไม่เคยมีกำแพง เราถึงได้เห็นเพื่อนต่างแบรนด์มาร่วมวงสนุกกับเขา และมีผลงานออกมาอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่งานชิ้นแรกทำเอาคนทั่วโลกตกหลุมรักกับการออกแบบรถ Mini และตั้งแต่นั้นมา ใครๆ ที่ต้องการความแนวมีสไตล์ต่างก็พุ่งมาที่พอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

อย่างสำนักพิมพ์ Penguin Classic ที่ชวนพอลมาออกแบบปกหนังสือในโอกาสครบรอบ 60 ปี โดยเปิดทางให้พอลเลือกหนังสือที่อยากออกแบบ เขาเลือกออกแบบปกหนังสือ Lady Chatterley’s Lover แต่งโดย D.H. Lawerence เพราะเป็นหนังสือที่เขาอ่านตั้งแต่วัยรุ่น และคนแต่งเกิดที่เมืองนอตติงแฮมเหมือนกับเขา ปกหนังสือเป็นผ้าไหมสีเทาอ่อน ใช้วิธีการปักชื่อของผู้แต่ง สัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ สวยหวานด้วยการปักลวดลายดอก Lilac และดอก Forget-me-nots สีม่วง ซึ่งตัวละคร Oliver Mellors มักใช้ประดับให้ Lady Chatterley

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

พอลบอกว่า การทำงานกับแบรนด์อื่นๆ เป็นทั้งแรงกระตุ้นและความท้าทาย คงคล้ายๆ อะดรีนาลีนหลั่ง ไอเดีย กิมมิก ถูกงัดนำมาใช้กับการออกแบบทุกสิ่งอย่าง หลายคนแค่ได้เห็นก็แพ้ทางออกตามล่ามาเก็บไว้ในคอลเลกชัน มีทั้งกล้องถ่ายรูป มอเตอร์ไซค์ จักรยาน วิทยุ สโนว์บอร์ด หนังสือ ขวดซอส ขวดน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะรับทุกงาน พอลยืนยันว่า พวกเรารู้ดีว่าอะไรที่ ‘ไม่ใช่’ พอๆ กับอะไรที่ ‘ใช่เลย’

ชัดเจน…พอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

บทส่งท้ายก่อนร่ำลา

พอลเขียนข้อความด้วยลายมือตัวโต้งๆ บนโพสต์-อิตขนาดยักษ์ แปะไว้บนกำแพงสีชมพูจัดจ้าน แถมด้วยไฟจากโคมไฟส่องเป็นไฮไลต์ส่งท้าย

“Every day is new beginning.”

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

ไอเดียอยู่ในนิทรรศการนี้ ทุกคนได้แรงบันดาลใจกลับไป ที่เหลือคือสิ่งที่แต่ละคนต้องไปทำต่อเอาเอง

เพราะทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่

ขอแค่เริ่ม…ด้วยความอดทน ไม่เกินตัว และทำสิ่งที่มี ‘หัวใจ’ อยู่ในนั้นเสมอ

Goodbye. พอล สมิธ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรรณราย ทวีโชติกิจเจริญ

สนุกกับงานสื่อสาร สุขกับการเดินลัดเลาะซอกซอย และอยากเป็นคนเล่าเรื่องที่ดี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load