1 พฤศจิกายน 2562
1 K

แค่รูปถ่ายท่ายืน 5 แอ็คแบบแนวๆ ติดอยู่ด้านหน้าของ Dongdaemun Design Plaza (DDP) กรุงโซล พร้อมด้วยประโยคแนะนำตัวที่พิมพ์อยู่บนโปสเตอร์สีชมพูพาสเทลบอกว่า “เขาชื่อพอล สมิธ” ก็เอาอยู่แล้ว

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

กิมมิกง่ายและเป็นกันเองแบบนี้แหละที่เป็นซิกเนเจอร์ให้ใครๆ เฝ้าติดตามผลงานของคุณลุงสูงวัยอายุ 70 ปี มียศเป็น เซอร์ พอล สมิธ (Sir Paul Smith) ชื่อนี้คือตำนานในโลกแฟชั่น สำหรับสาวกที่ตกหลุมรักลาย Definitive Strip ที่มีสีจัดจ้านถึง 28 สี เขาคือเจ้าของแบรนด์ที่มีลูกเล่นสนุกๆ อยู่เสมอกับคอนเซปต์ ‘Classic with a Twitst’

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

พอลเคยบอกสื่อว่า ชอบที่จะแนะนำตัวด้วยประโยคทักทายง่ายๆ เพราะเขาก็คือคนธรรมดา ยังมีคนอีกครึ่งค่อนโลกที่ไม่รู้จักเขา เขาใช้ประโยคนี้มาทั้งชีวิตแถมพิสูจน์กับตัวเองมาแล้วว่า เป็นวิธี Add friend ที่ใช้แล้วได้ผล ถึงได้เอามาใช้เป็นคอนเซปต์และตั้งชื่อนิทรรศการว่า “Hello, my name is Paul Smith.”

“Hello, my name is Paul Smith.” เปิดตัวครั้งแรกใน ค.ศ. 2013 กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนวันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว นิทรรศการนี้ออนทัวร์จัดไปแล้ว 11 ครั้ง โดยมีญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทำลายสถิติคนเข้าชมมากที่สุดกว่า 190,000 คน ล่าสุดเปิดแสดงที่ Dongdaemun Design Plaza ของกรุงโซล

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

นิทรรศการนี้เปิดพื้นที่ให้ภาพสเกตช์ ภาพถ่าย กรอบรูป เสื้อผ้า คอลเลกชันที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชันอย่างรถ Mini มอเตอร์ไซด์ และบางส่วนทำเป็นห้องจำลองขนาดเท่าจริง ใช้มัลติมีเดียอยู่แค่ห้องเดียว ที่โดดเด่นคือ ลูกเล่นของกำแพงในแต่ละมุม เป็นกำแพงสีจัดๆ เช่น สีชมพู สีคราม สีเหลือง สีฟ้า มิกซ์แอนด์แมตช์ด้วยเสื้อผ้า หนังสือ เก้าอี้ กรอบรูปเล็กใหญ่ โคมไฟส่อง เดินเพลินๆ แล้วเหมือนอยู่ในร้าน Paul Smith

ทำไมนิทรรศการเรียบง่ายแบบนี้ถึงจัดได้นานขนาดนี้ และยังมีคนเข้าไปดูตลอด

อาจเป็นเพราะไม่ได้พูดถึงแบรนด์ ไม่ได้อยู่ในโลกแฟชั่นที่ดูสูงส่งจนไม่กล้าเข้าไปดู แต่เป็นพื้นที่ที่พอลชวนมาเดินมาคุยกันเรื่องธรรมดาและธรรมชาติของผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านโลกมา 70 ปี ตั้งแต่เริ่มทำงาน ร้านแรก ออฟฟิศ ความรัก รวมถึง Instagram

“Hello, my name is Paul Smith.” แนะนำตัวกันแล้ว พอล สมิธ ผู้ชายสูงวัย ผม (ยุ่ง) เซอร์ ใส่เชิ้ตขาว สูทน้ำเงินคัตติ้งเป๊ะ มีดีเทลที่กลัดกระดุมเม็ดหนึ่งเป็นสีชมพู ก็พาไปสำรวจทุกสิ่งที่อยู่ในหัวคิดและหัวใจของเขา

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

ยีนส์ดีๆ แบบนี้เป็นมรดก ได้มาจากพ่อ

เสื้อเชิ้ตลายนัวๆ แขวนอยู่บนผนัง คู่กับรูปถ่ายลายนัวๆ ที่มีมุมกล้องแปลกดี เขียนบรรยายว่า ถ่ายโดย ฮาโรล บี. สมิธ พ่อของพอล สมิธ ทำให้รู้ได้เลยว่า ความติสท์ของพอลได้มาจากคุณพ่อฮาโรลเต็มๆ

เขาได้ยีนส์ดีๆ แบบนี้จากพ่อเป็นมรดกติดตัว ถือเป็นคำบอกรักแบบแนวๆ จากลูกพ่อที่ชื่อ พอล สมิธ

พอลบอกว่า พ่อเป็นคนเก่ง เข้มแข็ง แต่เป็นคนที่ทุกคนคุยด้วยแล้วสบายใจ เป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ชอบทดลองมุมกล้องแปลกๆ เขาจำได้ดีว่า ตอนอายุ 11 ขวบ พ่อซื้อกล้อง Kodak Retina ให้เขา เรียกเขานั่งลงและให้แกล้งทำเป็นว่าบินได้ วันนั้นสองพ่อลูกได้ภาพมุมสวยประหลาด ต่อมาภาพนี้ก็ถูกไปจัดแสดงผลงานภาพถ่ายของคุณพ่อฮาโรล ตั้งแต่วันนั้นมา พอลก็ตกหลุมรักการถ่ายภาพ เขาพกกล้องติดตัวทุกวัน

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ลองไปส่องไอจี @paulsmith ติด #takenbypaul แล้วจะเห็นว่าพอลเป็นคนดีเทล ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมดสำหรับเขา โดยเฉพาะสีสันต่างๆ ที่อยู่ในโลกใบนี้ บางครั้งก็มีแคปชันสนุกๆ ในสไตล์ของเขา

I OWE SO MUCH TO MY WIFE, PAULINE.

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ประโยคนี้อยู่บนกำแพง พร้อมกับรูปคู่ บอกให้โลกรู้ถึงความรักและความซาบซึ้งใจที่พอลมอบให้แก่ภรรยาคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่ชื่อ พอลลีน ไดเนอร์ (Pauline Dyner)

ถ้าคุณพ่อฮาโรลคือต้นแบบ พอลลีนก็เป็นทั้งคนต้นทาง คนนำทาง และคนร่วมทาง ของพอลตลอดทั้งชีวิต อย่างที่เขาพูดเสมอว่า

“For Pauline – without her, this would not have happened.”

พอลบอกตลอดว่า ถ้าไม่เจอพอลลีน ตอนนี้เขาก็คงยังเป็นผู้ช่วยร้านเสื้อผ้าที่ชื่อ Birdcage Boutique นอตติงแฮม

สองคนใช้ชีวิตคู่ด้วยกันตั้งแต่พอลอายุ 21 ปี ตอนนั้นพอลลีนกำลังเรียนแฟชั่นอยู่ที่ Royal College of Art ที่ลอนดอน พอลลีนทำให้เขาได้เรียนรู้พื้นฐานของการออกแบบ โครงสร้างของเสื้อผ้า รู้จักผ้าและวิธีการตัดเย็บ ถึงแม้ว่าวิธีการแบบนี้จะดูโบราณ แต่กลับเป็นจุดแข็งที่แน่นปึ้กให้เขา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยสอนกันในโลกดีไซน์และแฟชั่นสมัยใหม่แล้ว

พอลลีนเป็นคนเรียบง่าย แต่กลับเป็นขุมพลังที่ทำให้เขาเดินต่อไปได้เรื่อยๆ สองแรงที่ช่วยกันทำมาหากิน ระลึกถึงความสุขความยากลำบากที่พบเจอกันมา ทำให้รักนี้ยืนยาวมาจนทุกวันนี้

และที่ทำให้ใจละมุนไปได้อีก ให้ดูที่ชื่อของทั้งสองคน ชื่อของเขา Paul เติมด้วย ine ก็กลายเป็นชื่อของ Pauline คู่ชีวิตที่เกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน

ร้านแรกเมื่อแรกเริ่ม

แรงเชียร์จากพอลลีนทำให้พอลตัดสินใจเปิดร้านชื่อ Paul Smith บนถนน Byard Lane เมืองนอตติงแฮม ใน ค.ศ. 1970 ด้วยเงินตั้งต้น 600 ปอนด์ เป็นร้านที่มีขนาดพื้นที่เล็กมากแค่ 3×3 ตารางเมตร เปิดขายเฉพาะวันศุกร์กับเสาร์ มีเสื้อผ้าที่คัดสรรแล้วจับมามิกซ์แอนด์แมตช์ รวมถึงเสื้อเชิ้ตที่เขาออกแบบ 

ร้าน Paul Smith ร้านแรกจึงเป็นร้านที่มีความทรงจำอยู่เยอะ ทำให้เราได้เห็นว่าในห้องจัดแสดงที่ชื่อ First Shop พอลเก็บทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกของร้านทั้งภาพสเกตช์ เสื้อผ้าคอลเลคชันแรก โลโก้แรกของแบรนด์ Paul Smith แผ่นพับโฆษณาร้านที่บอกจุดขายของร้านคือ Distinctive, Different and really not expensive

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith
“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

เพราะแรกเริ่มคือ การเริ่มต้นที่เริ่มยาก

พอลฮึดสู้และขยันมาก ระหว่างสัปดาห์เขายังรับจ๊อบเป็นทั้งสไตลิสต์และช่างภาพ เพื่อให้มีรายได้จากทางอื่นอีก ทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์เขาจะขนเสื้อยืดสกรีนเก็บไว้หลังรถ แล้วขับรถจากนอตติงแฮมเข้าลอนดอน ตรงไปที่ผับ Raiway Inn แถว Hampstead หรือ Tally Ho ที่อยู่ในย่าน Kentish Town ซึ่งเป็นที่ที่มักจะมีวงดีๆ ไปเล่นดนตรีเป็นประจำ

เขาอาศัยจังหวะพักของนักดนตรีเดินเข้าไปแนะนำด้วยประโยคประจำว่า “Hello, I’m a Paul Smith” เขาเป็นดีไซเนอร์ มีเสื้อยืดสกรีนมาขาย ทุกวันนี้คนดังระดับตำนานและยังคงเป็นทั้งเพื่อนและลูกค้าของพอลอยู่ อย่างเช่น David Bowie, Eric Clapton, Rod Stewart, วง The Rolling Stones

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

ลูกฮึดที่ทำให้พอลแจ้งเกิด เกิดขึ้นในช่วงแฟชั่นวีกในกรุงปารีส ค.ศ. 1975 พอลเปลี่ยนห้องพักในโรงแรมให้กลายเป็นห้องเสื้อ โชว์คอลเลกชันแรกที่มีเสื้อเชิ้ต 6 ตัว แจ็กเกต 2 ตัว และจัมเปอร์ 2 ตัว แล้วก็เหมือนบททดสอบจิต 3 วันแรกไม่มีใครเข้ามาเลย จนเขาเกือบจะถอดใจ แล้วอยู่ดีๆ ช่วงเวลา 4 โมงเย็นของวันพฤหัสบดี วันสุดท้ายที่เขาเตรียมแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน ก็มีลูกค้ารายหนึ่งเดินเข้ามาออร์เดอร์สินค้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์พอล สมิธ พอลที่เริ่มจากความอดทน ไม่เกินตัว และทำสิ่งที่มี ‘หัวใจ’ อยู่ในนั้นเสมอ

ไอเดียมีอยู่ทุกที่

ห้องที่ติดป้ายว่า Inside Paul’s Head น่าจะเกิดจากคำถามยอดฮิตว่า เขาได้ไอเดียคิดงานมาจากไหน อะไรคือแรงบันดาลใจ

พอลก็เลยทำห้องนี้ขึ้นมาเสียเลย แล้วก็ตั้งชื่อเล่นว่า ห้องพาราเซตามอล พอลบอกขำๆ ว่า หลายคนออกไปอาจจะต้องกินยาแก้ปวดหัว เพราะใช้มัลติมีเดีย กระจกสะท้อน มีภาพสีสันจัดจ้านตัดสลับไปมาพร้อมกับเสียงคุยของพอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith
“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

เขาชอบเดินทางไปเจอ คุยกับคน สังเกตสิ่งรอบตัว เขาเป็นนักสะสม เก็บทุกอย่างมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น สะสมภาพศิลปินชื่อดังอย่าง Andy Warhol, Devid Hockney, Banksy รูปถ่าย สมุดบันทึก ภาพสเกตช์ โน้ตย่อ หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ รูปที่เพื่อนหรือครอบครัวให้มา จดหมาย โน้ต การ์ด ที่ส่งมาจากคนที่ชื่นชอบเขา ไอเดียของเขาก็มาจากสิ่งของเหล่านี้

เคยอ่านเจอว่า พอลเคยวาร์ปไปกำแพงจีนโดยใช้เวลาแค่ 1 วัน แล้วบินกลับมาทำงานต่อ เขาบอกว่า เรื่องสนุกแบบนี้ทำไมจะทำไม่ได้ แค่แวบออกจากงานที่มันวุ่นๆ อยู่…ก็เท่านั้น

ตัดกลับมาที่ห้องนี้กำลังทดสอบเราทั้งเสียง ทั้งภาพ ทั้งความเร็วรอบทิศทาง ดึงสติ ยืนดู และฟังอย่างตั้งใจ เราถึงได้ยินเสียงพอลเล่ามุมมองที่มีกับทุกสีสันที่เขาเห็นจากแต่ละทริป แต่ละวัฒนธรรม หยิบจับจนกลายเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

มองเห็นมากกว่าแค่มองดู ฟังมากกว่าแค่ได้ยิน แล้วเราจะได้ไอเดียจากทุกที่ ทุกสิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราได้

เป็นคนมีแนวทาง และชอบหาแนวร่วม

กำแพงด้านหนึ่งมีกระดุมเล็กๆ ติดเต็มพื้นที่ ลองถอยไปยืนมองดูไกล จะเห็นกระดุม 70,000 เม็ดนี้ถูกเรียงร้อยและกลายเป็นสีที่รู้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Paul Smith

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

พอลบอกว่า กระดุมทั้งหมดบอกถึงหัวใจของการออกแบบร้าน Paul Smith เขาสนุกกับออกแบบให้ร้านแต่ละแห่งมีหน้าตาไม่เหมือนกัน และไม่ว่าใครจะเดินเข้าสาขาไหน ก็รู้สึกได้ว่านี่แหละตัวตนที่เป็นสไตล์ของแบรนด์ ลูกเล่นแบบนี้ที่ทำให้ใครหลายคนตามไปปักหมุดเข้าร้าน Paul Smith อย่างสาขาในกรุงปารีส ที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าตกแต่ง สาขาในลอนดอนที่เอาโดมิโน่มาเล่นสนุก

ถึงแม้จะมีคาแรกเตอร์ที่ชัดและจัดจ้าน แต่ใจของพอลไม่เคยมีกำแพง เราถึงได้เห็นเพื่อนต่างแบรนด์มาร่วมวงสนุกกับเขา และมีผลงานออกมาอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่งานชิ้นแรกทำเอาคนทั่วโลกตกหลุมรักกับการออกแบบรถ Mini และตั้งแต่นั้นมา ใครๆ ที่ต้องการความแนวมีสไตล์ต่างก็พุ่งมาที่พอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

อย่างสำนักพิมพ์ Penguin Classic ที่ชวนพอลมาออกแบบปกหนังสือในโอกาสครบรอบ 60 ปี โดยเปิดทางให้พอลเลือกหนังสือที่อยากออกแบบ เขาเลือกออกแบบปกหนังสือ Lady Chatterley’s Lover แต่งโดย D.H. Lawerence เพราะเป็นหนังสือที่เขาอ่านตั้งแต่วัยรุ่น และคนแต่งเกิดที่เมืองนอตติงแฮมเหมือนกับเขา ปกหนังสือเป็นผ้าไหมสีเทาอ่อน ใช้วิธีการปักชื่อของผู้แต่ง สัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ สวยหวานด้วยการปักลวดลายดอก Lilac และดอก Forget-me-nots สีม่วง ซึ่งตัวละคร Oliver Mellors มักใช้ประดับให้ Lady Chatterley

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

พอลบอกว่า การทำงานกับแบรนด์อื่นๆ เป็นทั้งแรงกระตุ้นและความท้าทาย คงคล้ายๆ อะดรีนาลีนหลั่ง ไอเดีย กิมมิก ถูกงัดนำมาใช้กับการออกแบบทุกสิ่งอย่าง หลายคนแค่ได้เห็นก็แพ้ทางออกตามล่ามาเก็บไว้ในคอลเลกชัน มีทั้งกล้องถ่ายรูป มอเตอร์ไซค์ จักรยาน วิทยุ สโนว์บอร์ด หนังสือ ขวดซอส ขวดน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะรับทุกงาน พอลยืนยันว่า พวกเรารู้ดีว่าอะไรที่ ‘ไม่ใช่’ พอๆ กับอะไรที่ ‘ใช่เลย’

ชัดเจน…พอล

“Hello, my name is Paul Smith.” นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น Paul Smith

บทส่งท้ายก่อนร่ำลา

พอลเขียนข้อความด้วยลายมือตัวโต้งๆ บนโพสต์-อิตขนาดยักษ์ แปะไว้บนกำแพงสีชมพูจัดจ้าน แถมด้วยไฟจากโคมไฟส่องเป็นไฮไลต์ส่งท้าย

“Every day is new beginning.”

นิทรรศการที่ว่าด้วยทั้งชีวิตของตำนานแห่งโลกแฟชั่น

ไอเดียอยู่ในนิทรรศการนี้ ทุกคนได้แรงบันดาลใจกลับไป ที่เหลือคือสิ่งที่แต่ละคนต้องไปทำต่อเอาเอง

เพราะทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่

ขอแค่เริ่ม…ด้วยความอดทน ไม่เกินตัว และทำสิ่งที่มี ‘หัวใจ’ อยู่ในนั้นเสมอ

Goodbye. พอล สมิธ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรรณราย ทวีโชติกิจเจริญ

สนุกกับงานสื่อสาร สุขกับการเดินลัดเลาะซอกซอย และอยากเป็นคนเล่าเรื่องที่ดี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 มิถุนายน 2564
179

“อรุณสวัสดิ์คร้าบ” เสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งมาจาก ‘เต้ย’ ไกด์หนุ่มที่กำลังยืนรอพวกเราอยู่ข้างรถกระบะคันใหญ่ พาหนะของพวกเราในวันนี้ เต้ยสวมเสื้อเชิ้ตผ้าโปร่งสบายๆ กับกางเกงขายาว และรองเท้าแตะแบนๆ คู่ใจ ที่พาเขาบุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ ไม่หวั่นแม้วันทากมากในฤดูฝนอย่างเช่นวันนี้ 

ถ้าพูดถึงเขาใหญ่ ใครๆ ก็คงจะนึกถึงการกางเต็นท์ในฤดูหนาว น้ำตกเหวสุวัต เดินเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูวิวต้นไม้และภูเขา แต่ทริปนี้แตกต่างออกไปเพราะพวกเราทั้ง 5 คน มากับไกด์ที่จะพาเราไปรู้จักเขาใหญ่ในมุมมองของการส่องสัตว์และถ่ายภาพสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

เราก้มหน้ามองอาวุธคู่ใจที่วางอยู่บนตัก กล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ Canon 350D และเลนส์ระยะ 100 – 400 mm. ที่ยืมคนอื่นมา หวั่นใจเล็กน้อยว่าวันนี้จะได้ภาพสัตว์กลับไปหรือไม่ แต่ความกังวลทั้งหมดดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไกด์หนุ่มยืนยันว่า ถึงไม่มีกล้องใหญ่และพกมาแค่โทรศัพท์มือถือ ก็มีรูปภาพสวยๆ กลับไปได้อย่างแน่นอน 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

รถกระบะพุ่งทะยานขึ้นสู่เขาใหญ่ ลมเย็นปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป อากาศที่หนักขึ้นจากความชื้น กลิ่นสดชื่นของดิน และเสียงนกร้อง ทำให้ความเครียด ความกังวลต่างๆ ของชีวิตในเมืองใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกครั้งที่คันเร่งถูกเหยียบ

หลังจากขับมาได้ไม่นาน รถกระบะก็จอดที่จุดชมวิว เรามองเห็นป่ากว้างและภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตาจากตรงนี้ บทเรียนแรกที่พวกเราได้รับ คือการฝึกสายตาเพื่อมองหาสัตว์ให้เจอ เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ยืนมอง เต้ยก็ตะโกนพร้อมกับชี้ไปที่ป่ากว้างด้านหน้า “นกเงือกๆ พันธ์ุกรามช้างสองตัว บนต้นไทรข้างขวา กิ่งที่สองจากบนสุด กำลังกินลูกไทรอยู่เลย ตรงนั้นๆ” 

ความเข้าใจมาตลอดชีวิตว่านกเงือกเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาดูยากถูกทำลายลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีที่เราเข้ามาในเขาใหญ่ เราพยายามมองหา แต่ความพยายามไม่เป็นผล มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมองเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในพื้นที่กว้างขนาดนี้ ไกด์หนุ่มจึงเดินเข้ามาอธิบายเทคนิคในการมองหาสัตว์ให้ฟังเราฟังอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาเราก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ บนต้นไทร นกเงือก 2 ตัวเกาะอยู่บนนั้นจริงๆ 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

แต่ด้วยระยะที่ไกลเกินกว่าตาทั้ง 2 ข้างของเรา หรือเลนส์กล้องระยะ 400 mm. ที่อยู่ในมือจะถ่ายทอดรายละเอียดความสวยงามของเจ้านกเงือกออกมาได้ ไกด์หนุ่มจึงได้กางอาวุธลับออกมา นั่นคือกล้อง Telescope ที่เอาไว้ส่องสัตว์โดยเฉพาะ ด้วยกำลังขยายขั้นสุด ทำให้พวกเรามองเห็นถึงรายละเอียด สีสัน และลวดลายบนตัวนกเงือกกรามช้างได้อย่างชัดเจน หน้าขาว ตาสีแดงสด และขนสีแดงยาวที่ขึ้นด้านหลังหัว ทำให้นกตัวนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณะพิเศษบริเวณด้านบนของจะงอยปากของนกเงือกพันธุ์นี้ที่มีลายเป็นริ้วๆ จำนวนริ้วที่เห็นจะเท่ากับจำนวนอายุของนกเงือกตัวนั้นๆ ซึ่งลักษณะของริ้วที่เกิดขึ้นนี้ มีหน้าตาคล้ายฟันกรามของช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อนกเงือกกรามช้างนั่นเอง 

ขึ้นกระบะไปส่องสัตว์ ถ่ายภาพสัตว์ป่า และนอนตีขาในน้ำตกที่เขาใหญ่กับไกด์ท้องถิ่น

ภาพนกเงือกจิกลูกไทรและโยนเข้าปากตัวเอง เหมือนกับที่เคยเห็นจากสารคดีสัตว์โลกมากมายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของเรา หลังจากเราดูภาพด้วยตากันอย่างเต็มที่แล้ว เต้ยจึงนำโทรศัพท์มือถือของเราวางต่อกับช่องส่องภาพของกล้อง Telescope แล้วบันทึกภาพนกเงือกที่อยู่ตรงหน้ามาให้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งภาพที่ออกมายังชัดเจน สวย คมชัด ราวกับถ่ายด้วยกล้องรุ่นใหญ่พร้อมเลนส์ระยะไกลเลยทีเดียว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ถึงแม้ว่าจะไม่พกกล้องมา แต่เราทุกคนก็จะสนุกกับการส่องสัตว์ และเก็บภาพสัตว์ในวันนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่เต้ยได้บอกไว้จริงๆ 

พวกเรากระโดดขึ้นหลังรถกระบะอีกครั้ง ในขณะที่กำลังขับผ่านต้นไม้สูง เสียงร้องของชะนีก็แว่วผ่านมากับสายลม รถกระบะชะลอความเร็วลงทันที ไกด์หนุ่มของเราจอดรถข้างทาง ยกกล้อง Telescope แล้วเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างออกไป 

จากเสียงร้องเบาๆ กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ชะนีมือขาว 2 ครอบครัวกำลังส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขตกันอยู่ พวกเราทุกคนยืนนิ่งเพื่อรอดูความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ห่างออกไปราวๆ 50 เมตรก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เรายกกล้องขึ้นส่องไล่ตามกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าทันที 

“เตรียมตัวเลยครับ มันน่าจะกระโดดจากต้นโน้นไปยังต้นข้างๆ” สิ้นสุดคำของไกด์หนุ่ม เจ้าชะนีขนสีดำสนิททั้งตัว ยกเว้นแต่เพียงอุ้งมือสีขาวราวกับใส่ถุงมือ ก็กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องกึกก้อง หลังจากนั้นเหล่าชะนีมือขาวก็แสดงโชว์ผาดโผนให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกหลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เหล่าชะนีก็นั่งจมปุ๊กกลายเป็นก้อนกลมฟู เกาะอยู่กับต้นไม้พร้อมกับเคี้ยวใบไม้ด้วยความสงบ 

จากมุมมองคนทั่วไป อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ชะนี’ ที่เป็นศัพท์สแลงซึ่งใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นชะนีตัวจริงๆ ในป่า แต่สำหรับคนรักป่า ชะนีคือหนึ่งในสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชะนีใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แทบจะตลอดชีวิต ด้วยการเดินทางจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้นไม้หนึ่ง การหาอาหาร การนอนหลับ การผสมพันธ์ุ หรือแม้แต่การดื่มน้ำ ก็จะดื่มจากใบไม้หรือไม่ก็น้ำที่ค้างอยู่ในลำต้นไม้ 

ดังนั้น หากป่าไม่อุดมสมบูรณ์ หรือไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โตต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ชะนีก็ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาอาหารหรือมีชีวิตอยู่ต่อไป การได้เห็นชะนีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน 

“เก็บของครับ มีสายบอกมาว่านากใหญ่ขนเรียบเข้าที่อ่างเก็บน้ำศร เราจะไปถ่ายนากกัน” 

ไกด์หนุ่มบอกด้วยเสียงตื่นเต้น อ่างเก็บน้ำศรเป็นจุดที่อยู่ติดกับถนน ด้วยบรรยากาศและความสวยงามริมน้ำ ทำให้มีคู่รักมากมายแวะเวียนมาถ่ายรูป Pre Wedding กันเป็นประจำ แต่เมื่อพวกเราไปถึง สิ่งที่เห็นคือตากล้องมากกว่า 20 คน นั่งกระจายตัวตามจุดต่างๆบริเวณริมน้ำ หามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปครอบครัวนาก

ที่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งตรงข้าม ครอบครัวนากประมาณ 7 – 8 ตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ โดยมีตัวใหญ่ที่สุดว่ายนำ ส่วนตัวเล็กที่เหลือว่ายตามไม่ห่าง เต้ยบอกพวกเราว่าวันนี้โชคดีมากๆ เพราะนากเป็นสัตว์คุ้มครองหาดูยาก และที่พวกเรากำลังจะได้เห็น คือพฤติกรรมการสอนล่าให้กับนากรุ่นเยาว์ ตัวที่ว่ายนำเป็นนากรุ่นใหญ่ จะว่ายน้ำและจับปลาโชว์ให้กับสมาชิกตัวอื่นๆ ดู 

ครอบครัวนากว่ายน้ำไปเรื่อยๆ ที่ริมน้ำ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงน้ำกระฉอกดังขึ้นที่ครอบครัวนาก เจ้าตัวใหญ่ที่ว่ายน้ำ กระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาตัวอ้วนขึ้นมาด้วย เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงหัวใจของพวกเราเช่นกัน เสียงน้ำสาดกระจายมาอีกครั้ง เจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้านหลังงับปลาตัวใหญ่ได้แล้ว จึงกัดหัวปลาโชคร้ายตัวนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเทศกาลล่าอาหารก็ดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง จนในที่สุดครอบครัวนากก็เดินขึ้นจากน้ำด้วยท่าทีที่อุ้ยอ้าย แล้วเดินหายไปในป่าฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา

ช่วงบ่ายแดดเริ่มลงจัด เราเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่นั่งพักริมน้ำตกกัน ระหว่างทางที่กำลังขับไปอยู่นั้น อยู่ๆ เต้ยก็จอดรถที่ไหล่ทางซึ่งติดกับริมลำธารแห่งหนึ่ง พร้อมบอกกับพวกเราว่าให้พวกเราลองหาสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่บริเวณนี้ เราลงจากรถยืนมองกิ่งไม้เป็นล้านกิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีทางที่เราจะหาเจอแน่ๆ ในขณะที่กำลังจะถอดใจอยู่นั้น เพื่อนคนข้างๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “เจอแล้ว” เราหันไปมองเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วเพื่อนคนถัดๆ ไปก็ตะโกนบอกว่า “เห็นแล้ว” เช่นกัน

เหลือเพียงเราที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย เสียงแดกดันพร้อมคำพูดแซะแซวอันไร้ซึ่งความเมตตาได้ถูกส่งผ่านออกมาจากทุกคนทันที หลังจากกดดันลูกตาตัวเองจนถึงที่สุด เราก็มองเห็นเจ้ากิ่งก่ายักษ์ชื่อว่า ‘ตะกอง’ นอนพรางตัวพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ สีตัวของมันกลืนไปกับรอบข้างจนยากจะมองเห็น มีเพียงหางลายทางสีดำที่โดดเด่นออกมา ช่วยให้เรามองเห็นตะกองตัวนี้ง่ายขึ้น ไกด์หนุ่มของเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีตะกองอยู่เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ ‘ลำตะกอง’ แต่เพี้ยนมาจนกลายเป็นชื่อ ‘ลำตะคอง’ ในปัจจุบัน 

เจ้าตะกองผู้น่าสงสารนอนนิ่งอาบแดดอยู่บนกิ่งไม้ แต่ใต้คางเต็มไปด้วยยุงที่ดูดเลือดจนพุงป่องเห็นเป็นสีแดงสด เราค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อถ่ายรูปตะกองในมุมเสย ในขณะที่กำลังมีสมาธิกับการเล็งมุมอยู่นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณข้อมือ อาจจะเป็นมด อาจจะเป็นแมงมุม อาจจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง เราค่อยๆ ดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อยู่ตรงนั้น ทากขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตัวผอมโซ กำลังโยกตัวไปมาอยู่บนข้อมือของเรา เราอ้าปากค้างด้วยความกลัว แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา หัวใจเต้นรัว มือเกร็ง ตัวเกร็งไปหมด เราตกใจปล่อยกล้องในมือลง

สายสะพายกล้องที่คล้องคออยู่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ด้วยการปกป้องกล้องไม่ให้ตกไปที่พื้น สมองเราเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่คิดในหัวคือ จะทำอย่างไรกับทากที่เกาะอยู่บนข้อมือ เราวิ่งไปหาคนที่ใกล้ที่สุด แล้วพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ช่วยด้วย” พร้อมกับยื่นแขนที่สั่นเทาออกไป โชคดีที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือไกด์หนุ่มของพวกเรา เขาค่อยๆ บรรจงหยิบทากออกจากข้อมือเราอย่างแผ่วเบา บริเวณที่ทากเคยเกาะ เหลือเพียงแค่จุดแดงๆ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

พวกเราทุกคนจึงพากันสำรวจทั่วตัว พบทากมากมายที่พยายามไต่ขึ้นมาบนตัวพวกเรา จึงได้จัดการดีดทิ้งกันอย่างวุ่นวาย ส่วนไกด์ผู้สวมรองเท้าแตะ ก็ก้มลงไปหยิบทากที่เกาะอยู่เต็มเท้าออกทีละตัวด้วยความนุ่มนวล เต้ยบอกว่าถ้าใส่รองเท้าแตะ เวลาทากเกาะ เราจะเห็นแล้วหยิบออกได้ง่าย สะดวกกว่าการใส่รองเท้าเดินป่าและถุงกันทาก ที่ทำให้ไม่รู้ว่าทากเดินไปตรงไหนของร่างกาย มารู้ตัวอีกทีก็จะโดนทากดูดเลือดที่เอวหรือคอไปแล้ว พวกเราพากันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเต้ยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่าจุดไหน ก็ไม่อยากให้ทากมาดูดเลือดเราทั้งนั้น

จบทริปวันนี้ด้วยการนั่งพักหลบร้อนที่บริเวณน้ำตก เราเปิดรูปในกล้องทบทวนว่าวันนี้ได้เจอสัตว์ป่าอะไรไปบ้าง เราได้เห็นสัตว์คุ้มครองที่ควรจะหาดูได้ยากหลายชนิด แต่กลับไม่ยากเลยเมื่อคุณอยู่ในเขาใหญ่ เมื่อเปิดดูรูปในมือถือที่ต่อจากกล้อง Telescope ของเต้ย ต้องยอมรับว่าภาพถ่ายออกมาได้สวยชัดอลังการกว่าบางรูปในกล้องของเราอีก 

เรายิ้มมุมปาก ยักไหล่ ยอมรับความพ่ายแพ้ เอนหลังพิงก้อนหิน ปล่อยให้เท้าราไปกับน้ำตกที่แสนเย็นสบาย ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแขนเสื้อจนชื้นเบาๆ ความร้อนค่อยๆ คลายไปหมดแล้ว ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกที่ดังกึกก้อง กลิ่นกาแฟดริปหอมๆ ที่เต้ยกำลังชงลอยมาตามสายลม หนังตาเริ่มหนักลงเรื่อยๆ แล้วเราก็หลับลงไปท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธีรา โมรา

ชอบพาร่างกายและจิตใจไปทรมาน เพียงเพื่อเฝ้ามองการวิวัฒนาการของตัวเอง เสพย์ติดชา รักการอ่าน Manga และแพ้ทางอาม่าอากง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load