เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Social Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดระยะยาวให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพเพื่อสังคมในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายด้วย จึงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมีกระบวนการหลายอย่าง เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา” วินกล่าว พร้อมเชิญชวนให้ใครที่สนใจมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

“ที่ผ่านมา สตาร์ทอัพมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ปัญหาสิ่งแวดล้อม สภาวะโลกร้อน ยุคของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

หลายคนอาจเคยได้เห็น ได้ฟังคำเหล่านี้ผ่านสื่อมาบ้าง แต่อาจรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องใหญ่ไกลตัว จับต้องได้ยากเหลือเกิน และแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการปรับตัว หันมาใช้ชีวิตแบบที่เขาเรียกกันว่า ‘ไลฟ์สไตล์แบบรักษ์โลก’ นั้นจำเป็นแค่ไหน แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการต้นทุนทั้งทางการเงิน ความรู้ และความเข้าใจ

ดังนั้น การปลูกฝังให้เด็กๆ ทั้งเข้าใจและใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เยาว์วัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เพราะโลกต้องการพวกเขา แต่พวกเขาเองก็ต้องการโลกที่อยู่อาศัยได้ต่อไปเช่นกัน

น่าเสียดายที่การสอนเรื่องความสำคัญของธรรมชาติ การเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในระบบการศึกษาหลักของประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพยายามผลักดันเรื่องนี้ 

อย่างน้อยก็มีโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพฯ พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรอย่างโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โครงการด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ผ่านการส่งเสริมพลังบวกให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมกับเรียนรู้อย่างสนุกและเต็มใจ จัดโดย Foundation for Environmental Education (FEE) ส่วนในประเทศไทยดำเนินการโดย FEE และ WWF ประเทศไทย

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

วันนี้เรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของคุณครูนักขับเคลื่อน จากโรงเรียนที่พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โดย WWF ประเทศไทยที่มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ

คุณครูคนนี้คือ เจสสิกา แลม (Jessica Lam) หนึ่งในทีมครูผู้ผลักดันกิจกรรมหลากหลายในโรงเรียน เธอจะมาเล่าเส้นทางชีวิตใหัฟัง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาวเมืองที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติ สู่บทบาทของการเป็นผู้ผลักดันให้เด็กๆ สานสัมพันธ์กับโลกรอบตัว

เพราะเธอเชื่อเหลือเกินว่า เด็กคือตัวแปรสำคัญที่จะผันเปลี่ยนอนาคตของเราทุกคน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

เด็กหญิงเจสสิกา

ย้อนกลับไปในวันที่เจสสิกายังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย เธอเติบโตมาในครอบครัวขนาดเล็ก ในเมืองที่นาฬิกาชีวิตเดินเร็วอย่างฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก และมีบรรยากาศความกดดันรายล้อมเป็นหมอกจางๆ อยู่รอบตัวตลอดเวลา

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่ของเจสสิกาอยากให้เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับลูกสาว นั่นเองคือการเดินทางก้าวแรกของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ จากเมืองแห่งความวุ่นวายสู่บริสตอล เมืองชนบทอันสงบเงียบในอังกฤษ

“เราย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ก่อนจะไปเราคิดว่าเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ เหมือนเราได้ไปเที่ยวยาว” คุณครูเจสสิกาเล่าย้อนความด้วยรอยยิ้ม

“จำได้ว่าพอลงจากเครื่องบิน ในสนามบินวุ่นวายมาก แต่พอขึ้นรถทัวร์ออกไปชนบท เราได้เห็นภาพทุ่งหญ้ากว้าง เห็นคนเดินช้าๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราในตอนนั้น เพราะเราเอาไปเทียบกับฮ่องกงที่มีแต่ตึกระฟ้า มีคนเต็มไปหมดทุกที่”

เมื่อได้เห็นชาวเมืองบริสตอลใช้ชีวิตสุดชิลล์ และได้ใช้เวลากับครอบครัวแบบที่เธอคุ้นเคย เจสสิกาตระหนักได้ว่าชีวิตมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ได้มีแต่ด้านที่เร่งร้อนเหมือนในบ้านเกิดเท่านั้น นั่นทำให้เธอมองโลกในมุมใหม่ 

วิถีชีวิตที่เนิบช้าเช่นนั้นทำให้เธอมีเวลาหยุด และคิดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างธรรมชาติถ้วนถี่ขึ้นกว่าเดิม

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

“เราไม่ได้เกลียดชีวิตในฮ่องกงนะ” คุณครูสาวตอบเมื่อเราถามว่า ชอบชีวิตที่ไหนมากกว่ากัน “เพียงแต่ตอนเรียนที่อังกฤษ เรามีโอกาสสัมผัสธรรมชาติมากกว่า ซึ่งในฮ่องกงแทบไม่มีเลย”

“โรงเรียนที่อังกฤษจัดทริปให้นักเรียนออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเรื่องปกติ ออกไปผจญภัย ไปใช้ชีวิตข้างนอก สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มนักเรียนด้วยกันเอง นอนค้างในบ้านพักตากอากาศด้วยกันในพื้นที่แถบชนบท โดยเฉพาะเด็กโรงเรียนประจำ เจออะไรแบบนี้เยอะมาก

“นั่นคือโอกาสที่ทำให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ เป็นจุดที่ทำให้เราสนใจ และเข้าใจว่าการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาตินั้นดีแค่ไหน”

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

แม้จะเป็นธรรมชาติแบบชนบท ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เจสสิกาเติบโตมาพร้อมกับความคิดเรื่องเกี่ยวกับโลก การอนุรักษ์ และการตระหนักรู้ว่าธรรมชาติมีความหมายกับเธอในฐานะมนุษย์อย่างไรบ้าง

นอกจากกิจกรรมนอกห้องเรียนแล้ว การเรียนการสอนในห้องเรียนที่ประเทศอังกฤษได้เติมเต็มความรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ผลักดันให้เธอเลือกเดินบนทางสายสิ่งแวดล้อมต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเติมเต็มทั้งความรักและความสนใจของเธอที่มีต่อโลกรอบตัว

และเป็นก้าวแรกสู่การเป็นคุณครูผู้พยายามผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

จากนักเรียน สู่ผู้สร้างห้องเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม

เจสสิกาเล่าว่า ระบบการศึกษาของอังกฤษจะสนับสนุนให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจ ตอนนั้นเธอชื่นชอบวิชาชีววิทยามากเป็นพิเศษ แม้หลังจบเกรด 11 ซึ่งเธอได้ย้ายกลับมาเรียนที่ฮ่องกง เธอก็ยังได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีก

ปัจจัยทุกอย่างพาให้ตัวเธอเอนไปทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

“ตอนนั้นมองอยู่หลายทางเลือก ชีววิทยา ชีววิทยาทางทะเล วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าเราอยากสำรวจองค์ความรู้ของประเด็นสิ่งแวดล้อมในภาพรวม เราไม่ได้สนใจแค่ชีววิทยา แต่ยังสนใจการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การก่อสร้าง เป็นต้น วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของเราได้” เจสสิกาสะท้อนความสนใจของเธอให้เราฟัง 

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

ดูเหมือนระบบการศึกษาในอังกฤษจะทำให้เจสสิกาเห็นตัวเองชัดขึ้นมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอในช่วงวัยรุ่น เธอบอกว่า เธอยังไม่ได้รู้หรือเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมลึกซึ้งมากนัก แต่มีครูที่เป็นตัวอย่างให้เธอมาตลอดตั้งแต่เรียน เห็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จ เธอจึงอยากเป็นแบบพวกเขาบ้าง 

การเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ความกระหายใคร่รู้ของเธอได้เป็นอย่างดี “มันเป็นสาขาที่กว้างใหญ่ไพศาล” เจสสิกาอธิบาย “เข้าไปแล้วก็ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่เราชอบและเจาะลึกลงไป เช่น ถ้าเรียนสายเคมีก็ต้องเรียนเรื่องสารเคมีต่างๆ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถ้าสารเคมีเหล่านั้นรั่วไหลลงไปปนเปื้อนในทะเล

“เราไม่เก่งเคมี เลยเลือกเรียนด้านการอนุรักษ์และชีววิทยาเป็นหลัก ลงเรียนบางวิชาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลประทบสิ่งแวดล้อมด้วย ช่วงปิดเทอมก็ไปเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก เครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหารบ้าง ซึ่งเป็นเหมือนส่วนผสมของสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่เราสนใจ” 

ฟังดูแล้วไม่น่าแปลกใจที่สาวคนนี้จะกระโดดออกจากห้องเรียนสายสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย มาเป็นนักรณรงค์หรือคุณครูที่เล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมในทันที แต่ชีวิตของเธอก็มีทางอ้อมอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“งานแรกของเราคือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในไซต์ก่อสร้างค่ะ เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาเป็นครูที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ทำงานแรกนั้นไป เรียนรู้เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย วิธีการทำเอกสารต่างๆ อยู่ระยะหนึ่ง

“มีช่วงหนึ่งเราได้ไปทำงานในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในฮ่องกง มีหน้าที่อธิบายให้คนที่มาเที่ยวเข้าใจเรื่องสัตว์ต่างๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราคิดได้ว่า เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความรู้กับคนทั่วไปว่า ทำไมประเด็นสัตว์และสิ่งแวดล้อมถึงมีความสำคัญ และไม่ควรถูกมองข้าม” 

เมื่อเจสสิการู้ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ถ้าได้ทำงานในระบบการศึกษา เธอก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการศึกษา และเริ่มมุ่งเข้าสู่เส้นทางของการเป็นคุณครูในโรงเรียนที่อังกฤษ

เด็ก อนาคต และสิ่งแวดล้อม คือเรื่องเดียวกัน

การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นวิชาที่อยู่ในหลักสูตรของอังกฤษอยู่แล้ว คุณครูจากฮ่องกงคนนี้มีหน้าที่เลือกหัวข้อที่คิดว่าเด็กน่าจะสนใจมาสอนเท่านั้น 

“โรงเรียนที่เราสอนตอนนั้นเน้นการทำให้เด็กใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน นักเรียนเป็นเด็กเมือง บางคนอาจจะคุ้นเคยกับธรรมชาติ แต่เด็กบางคนไม่กล้าแตะใบไม้ด้วยซ้ำ งานหลักของเราจึงเป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิดของเด็ก

“การพาพวกเขาออกไปสัมผัสธรรมชาติ สอนให้เข้าใจโลกที่กว้างขึ้น สอนเรื่องมลพิษ เรื่องชีวิต จึงสำคัญ เพื่อให้เขาคุ้นเคยและเติบโตมาพร้อมความตระหนักรู้ในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งในแต่ละประเทศและแต่ละโรงเรียนก็แตกต่างกันออกไป”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

การย้ายที่ทำงานจากอังกฤษมาสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่มีการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมจริงจังนัก ย่อมเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเจสสิกา

“ช่วงแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนหรอกค่ะ” คุณครูสาวสารภาพ “เราแค่อยากสอนเด็กๆ ให้เติบโตอย่างเข้าใจโลกรอบตัวเท่านั้น

“แต่พอสอนไปสักพัก เราเห็นว่ามีลู่ทางให้ไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้ไขหลักสูตร การเรียนการสอน เพื่อให้เด็กๆ เชื่อมโยงเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับประเด็นที่เราสอนได้มากขึ้น เด็กที่เราสอนก็ค่อนข้างเป็นเด็กเล็กมาก การสอดแทรกเรื่องพวกนี้ไปกับการเรียนการสอนจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการสอนเด็กโต ซึ่งเนื้อหาที่เรียนมีกรอบชัดเจนกว่า”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

โชคดีที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow มอบอิสระให้เธอและเหล่าเพื่อนครูได้ริเริ่มการเรียนการสอนและกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อปลูกฝังความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับผู้เรียน

แต่ผ่านด่านโรงเรียนหรือระบบมาได้ ก็ยังมีความท้าทายในการชวนเด็กๆ มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องที่ยากและไกลตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงอยากรู้ว่าเธอกับเพื่อนครูทำได้อย่างไร

“กิจกรรมการเรียนการสอนจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นเรียน เด็กโตหน่อยอาจจะได้เรียนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงจริยธรรมในวิชาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มีโอกาสออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับเนื้อหาในหลักสูตร เพราะพวกเขาต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เจสสิกาเริ่มต้นให้ข้อมูล

“ส่วนเด็กเล็กเราพยายามปลูกฝังให้เขามีบทบาทในการเป็นผู้นำมากขึ้น แม้ว่าเด็กเล็กจะไม่เข้าใจเต็มร้อยว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออะไร ส่งผลอะไรกับเขาบ้าง เพราะเขายังเด็กมาก แต่เขาก็ให้ความสนใจเรื่องสัตว์ทะเลและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเห็นได้ชัด ในระดับโรงเรียน เรามีโครงการอนุรักษ์ปะการังที่ประสบความสำเร็จมากๆ อยู่ด้วย” 

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

ทุกกิจกรรมที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow จัดขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมตามความสนใจและความสมัครใจของเด็กแต่ละคน เช่น ในกิจกรรม Eco-week เด็กๆ ได้ทดลองทำเสื้อผ้าขึ้นมาจากเศษขยะ หรือ Reuse เสื้อผ้าเก่า แต่งตัวเป็นสัตว์น้ำ และเด็กทุกคนก็ได้ทดสอบทดลองทักษะของตัวเองไปด้วยในตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ลองชวนผู้ปกครองมามีส่วนร่วมด้วย เช่น รับประทานอาหารมังสวิรัติด้วยกัน 1 สัปดาห์ หรือแข่งขันลดปริมาณขยะที่สร้างขึ้น มีของรางวัลให้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้น กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้พวกเขา แล้วเขาจะไปเป็นกระบอกเสียงสื่อสารเรื่องนี้ต่อให้คนรอบตัวเขาอีกทอด

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำให้พวกเขารู้สึกว่า ได้ริเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อสิ่งแวดล้อม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งที่ทำ และได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสนใจเรื่องอะไรไปด้วยในเวลาเดียวกันค่ะ” เจสสิกาอธิบายแนวคิดเบื้องหลังกิจกรรมเหล่าทั้งหมด

“สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือ การเป็นผู้ใหญ่ที่ชี้นิ้วบอกกับเด็กรุ่นใหม่ว่า เขาต้องหรือไม่ต้องทำอะไร เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้เขามากกว่า เมื่อเขามีแนวทาง มีแผนการแล้ว เราค่อยสนับสนุนให้เขาทำสิ่งนั้นเท่าที่จะทำได้” คุณครูสาวชาวฮ่องกงเน้นย้ำถึงพลังของเด็กๆ ว่า พวกเขาคือผู้ชี้ชะตาอนาคต

“เราต้องสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าเราเริ่มตั้งแต่อายุน้อย เราจะมีคนรุ่นใหม่อีกรุ่นที่ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปกติของชีวิตของเรา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมได้ในที่สุด” เจสสิกาสรุปส่งท้าย

เราแอบถามเธอก่อนจะจากกันว่า ภารกิจของคุณครูเจสสิกาเรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้วหรือยัง เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า สถานการณ์โควิด-19 อาจทำให้บางโครงการล่าช้าหรือต้องเลื่อนออกไป แต่ที่ผ่านมา ทั้งห้องเรียนและกิจกรรมต่างๆ ได้เริ่มหว่านเมล็ดแห่งความตระหนักรู้ให้กับเด็กๆ ไปหลายต่อหลายรุ่นแล้ว

อีกไม่นานเมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนได้ พวกเขาก็จะได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้อีกครั้ง

 ภาพ : เจสสิกา แลม

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load