The Cloud X ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สถานที่เล็กๆ ใจกลางกรุงเทพมหานคร มีงานดนตรีที่ชื่อว่า World Music Series เกิดขึ้น งานนี้จัดโดยกลุ่มคนที่ชื่อว่า Hear & Found

นี่คืองานดนตรีที่พาคนเมืองมานั่งฟังเพลงพื้นถิ่นเพราะๆ หาฟังได้ยากในบรรยากาศดีๆ

เป็นพื้นที่ที่ให้นักดนตรีท้องถิ่นไปจนถึงนักดนตรีชาวชาติพันธุ์ได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขาผ่านบทเพลง

01

เม & รักษ์

เรานัด เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ สองผู้ก่อตั้ง Hear & Found พูดคุยกันในบ่ายวันเสาร์หลังจากงานดนตรีจบลง

พวกเขานิยามตัวเองว่า Experience Curator

บางคนนิยามพวกเขาว่าเป็นผู้จัดงานคอนเสิร์ตดนตรีชาติพันธุ์

ส่วนบางคนก็มองว่านี่คือ Music and Community

ไม่ว่าจะคิดแบบไหน เราว่าทั้งหมดนี้ถูกต้อง

เมคือนักเรียน Sound Engineer จากรั้วศิลปากร หลังจากนั้นก็ไปศึกษาต่อที่ Goldsmiths, University of London เกี่ยวกับ Creative and Cultural Entrepreneurship (Music Pathway) ว่าด้วยการสร้าง Ecosystem ของ Creative Economy และ Creative Industry เพื่อสร้างอิมแพ็คต่อสังคม

ส่วนรักษ์ คือผลผลิตจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รักษ์บอกกับเราว่า ในช่วงชีวิตมหาลัย เธอชอบไปร่วมค่ายพัฒนาชนบททุกช่วงปิดภาคเรียน นั่นทำให้เธอสนใจประเด็นสังคม กลุ่มคนชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมอันหลากหลายของท้องถิ่น

แล้วทั้งคู่ก็โคจรมาเจอกันในการทำงานที่ Local Alike สตาร์ทอัพที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“สนใจประเด็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ครั้งแรกได้ยังไง เรื่องราวของคนชนเผ่าเข้ามาในชีวิตทั้งสองได้ยังไง” เราเปิดด้วยคำถามแรก

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เราเรียนจบมาด้วยหัวข้อที่เป็นการเชื่อมต่อนักดนตรีกับตลาด แต่ใจก็ยังไม่ Fulfill พอกลับไทยก็มาทำงานกับ Local Alike แล้วก็เจอรักษ์ที่นี่ เราได้เห็นปัญหาเยอะมากเพราะต้องเดินทางไปทั่วประเทศเลย ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าอยากทำงานกับกลุ่มคนที่ Cultural Asset สูงๆ ซึ่งก็คือชุมชนหรือชนเผ่า เลยอยากสตาร์ทธุรกิจที่ทำให้คนชาติพันธุ์เขาได้รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรม แต่ว่าเราก็ยังต้องเผชิญอีกหลายๆ เรื่องว่ามันทำไปเพื่ออะไร

“ย้อนกลับไปตอนเรียนศิลปากร เราเคยช่วยอาจารย์ทำงาน Music and Community เดินทางไปแม่ฮ่องสอนกับเด็กคณะโบราณคดี เราไปเจอสามชนเผ่า มูเซอ ลีซอ แล้วก็กะเหรี่ยง มันเปิดโลกมาก คณะโบราณฯ คงอยากสืบสานรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้แต่ไม่สามารถพาพวกเขาออกมาได้ ก็เลยใช้วิธีว่าเอานักดนตรีคณะเราที่เล่นไวโอลิน เล่นกีตาร์ ไปที่นู่น ส่วนเราก็เป็น Sound Engineer แล้วไปแจมดนตรีกับพ่อๆ แม่ๆ ที่เล่นเครื่องดนตรีชนเผ่า เครื่องดนตรีที่เราไม่เคยเห็น เป็นเครื่องดนตรีไม้ มีสายอะไรก็ไม่รู้ ดีดออกมามีเสียง แล้วเสียงก็แปลกแต่เพราะมาก เราก็ไปช่วยอัดเสียงเพื่อเอาเมโลดี้บางส่วนกลับมา แล้วแต่งเป็นบทเพลงใหม่ กลายเป็น Contemporary Music สำหรับเด็กเรียนดนตรีอ่ะ ขนลุกมาก” เมเล่า

“เราชอบทำงานกับชุมชนมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนประมาณปีสอง เราไปค่ายของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไปอยู่กับพี่ๆ บนดอย เราไปครั้งแรกแล้วก็ติดใจมากเลย รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรเกี่ยวกับชุมชน พอเรียนจบก็มาทำ PR เอเจนซี่อยู่เกือบปี รู้สึกว่างานมันไม่ใช่ว่ะ ก็เลยพยายามหางานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนจนมาเจอ Local Alike แล้วก็มาเจอกับพี่เม 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“ตอนแรกเราอินเรื่องวัฒนธรรมที่มันกำลังจะสูญหาย แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรี มีช่วงหนึ่งที่เราต้องไปสัมภาษณ์คนชนเผ่าที่เป็นนักดนตรีประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน พอคุยไปเรื่อยๆ มันก็ซึมซับ เราเห็นแล้วว่ามันมีคุณค่าหรือว่ามันมีปัญหาที่มาที่ไปบางอย่างจริงๆ

“อย่าง พี่ปุ๊ ดิปุ๊นุ นักดนตรีชาวปกาเกอะญอที่เราทำงานด้วย เราไปเจอเขาครั้งแรกที่งานไร่หมุนเวียนที่ศูนย์มานุษย์ฯ (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน) เราพยายามทำความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของพี่ปุ๊เป็นยังไง ตัวพี่ปุ๊เองเป็นคนจังหวัดลำพูน เขาต้องออกไปเรียนนอกหมู่บ้าน เรียนจบแล้วก็ไปทำงานนอกหมู่บ้าน วัยรุ่นคนอื่นๆ ที่บ้านเขาก็จะออกไปทำโรงงานอุตสาหกรรมหมดเลย ซึ่งมีบางคนที่เขาต้องทิ้งทักษะที่เขาถนัด 

“เราถามพี่ปุ๊ว่าทำไมไม่เล่นดนตรี เขาบอกว่าดนตรีมันไม่สามารถเป็นรายได้ก็เลยไปหาอย่างอื่นทำ แล้วก็ไปเป็นแรงงานในเมืองกรุง เรารู้สึกว่าเสียดายทักษะหรือสิ่งที่เขาเป็นตรงนั้น” รักษ์ สาวผมสั้นหน้าคมตอบ

แล้ว Hear & Found ก็เริ่มต้นขึ้นตอนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 

02

Hear & Found

Hear & Found ทำให้เรารู้ว่าการสื่อสารผ่านดนตรีนั้นน่ารับฟัง โดยเฉพาะบางเรื่องที่ฟังดูแล้วแสนขมขื่น

ว่ากันตามจริง มีไม่กี่ประเด็นหลักที่ชาวชาติพันธุ์ต้องเผชิญไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย เช่น การไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างที่คนคนหนึ่งควรจะได้ การโดนดูถูก โดนล้อเลียน การถูกเข้าใจผิดจากสังคมภายนอก ปัญหาที่ดินทำกิน และไร่หมุนเวียน

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ชาวชาติพันธุ์บางส่วนต้องการละทิ้งความเป็นตัวเอง ละทิ้งถิ่นฐาน และลาจากวัฒนธรรมรากเหง้าของตัวเองในที่สุดเพื่อให้ได้การยอมรับจากสังคมภายนอก

เมและรักษ์เข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้งผ่านการทำ Hear & Found ทั้งสองจึงต้องการให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างความเข้าใจระหว่างทางมากที่สุด รองลงมาคือการออกแบบงานดนตรีที่เชื่อมชาวชาติพันธุ์กับคนเมืองด้วยหัวใจ

จะว่าไป นี่คือการเรียกร้อง

เรียกให้คนมาดู ก่อนจะร้องบทเพลงอันล้ำค่าจากป่าเขาแดนไกลให้คนได้ฟังจนเข้าใจ

เมอธิบายกับเราว่า

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“Hear & Found เป็นทีมที่เน้นกระบวนการ พวกเราไปสัมภาษณ์ชาวชาติพันธุ์หลายคนมากๆ เราใช้วิธีตั้ง Assumption แล้วก็สัมภาษณ์ เพื่อหาข้อพิสูจน์ว่าเขามีปัญหานี้จริงหรือเปล่า แล้วหลังจากนั้นเราก็มีเซต Assumption ว่า แล้วดนตรีช่วยแก้ปัญหาได้จริงไหม อาชีพของนักดนตรีมีปัญหาอย่างที่เราคิดไว้จริงๆ ใช่ไหม เช่น องค์ความรู้นี้มันกำลังจะหายไปไหม แล้วพวกเขาไม่สามารถเป็นนักดนตรีมืออาชีพได้ใช่ไหม เราคุยจนมั่นใจแล้วว่าต้องทำอันนี้ให้ได้ แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องความเข้าใจผิดและเรื่องการสูญหายของวัฒนธรรม กระบวนการมันยาวมากเลยกว่าจะมาถึงตอนนี้ เราไม่ทำงานแบบที่ Come Up With An Idea ว่าจะจัดงานดนตรีนะ งานนี้เจ๋งแน่ 

“ก่อนจะทำเรื่องปกาเกอะญอ เราปฏิญาณตนว่าต้องเห็นคำว่าไร่หมุนเวียนก่อน เรามี Assumption ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดโดยเฉพาะเรื่องการเผาป่า เราก็ต้องไปเข้าใจก่อนว่าเรื่องการเผาป่าคืออะไร งั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าไร่หมุนเวียนคืออะไรก่อน เราใช้เวลาสามวันเพื่อไปเห็นไร่หมุนเวียนของจริง ในช่วงที่เขากำลังจะเก็บเกี่ยว ทุ่งมันเป็นสีเหลืองหมดเลย เราเคยเห็นแค่ภาพเผา แค่นั้นจริงๆ คำถามคือทำไมวะ อยู่มาตั้งนานแล้ว เรากลับได้เห็นแค่ภาพขาวดำของการที่ป่าถูกเผากับการพาดหัวข่าวว่าชาวเขาเผาป่า แต่ทำไมไม่เคยเห็นรูปไร่หมุนเวียนมาก่อนเลย ทำไมรูปของไร่หมุนเวียนมันถึงเป็นแรร์ไอเทมอ่ะ พวกเราไม่ทำอะไรเลยนอกจากถ่ายรูปไร่หมุนเวียนมา เพื่อให้คนเห็นว่าไร่หมุนเวียนมันคืออะไร แล้วการทำงานกับพี่ปุ๊เนี่ย เราให้พี่ปุ๊เล่นทุกเพลงเลยนะที่เขาแต่งมา พี่ปุ๊เล่าให้ฟังหน่อยว่าแต่ละเพลงพูดเรื่องอะไรบ้าง”

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

หลังจากได้เห็นภาพไร่หมุนเวียนสมใจหวัง เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เมก็ทำงานทางดนตรีร่วมกันกับพี่ปุ๊ นักดนตรีชาวปกาเกอะญอ ด้วยการใช้ความรู้ที่เรียนมาอย่างจริงจัง

“เรารู้แล้วว่าเราจะจัดงานดนตรี ปกติเวลาจัดงานดนตรี ศิลปินก็จะมาเพื่อจัดงานเล่นดนตรี เขาไม่ได้มาเพื่อบอกว่าเพลงนี้มีที่มาที่ไปอย่างนี้นะ แต่เรารู้ว่าถ้าเพิ่ม Value ตรงนี้ว่าให้นักดนตรีเล่าเรื่องที่มาที่ไปของเพลงตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง มันจะดีแน่ เราก็ชวนพี่ปุ๊มาเล่นดนตรีด้วยกัน เรียง Sequence เพลงกัน เราถามเลยว่าเพลงนี้อยากไว้ส่วนไหน อยากเล่นเป็นเพลงแรก เป็นเพลงสุดท้าย หรือว่าอยู่ตรงกลางดี แล้วจะพูดว่าอะไร เราไม่ได้บอกให้เขาเล่นเพลงช้าไปเพลงเร็ว ตามปกติที่มันมักไต่ระดับจากอารมณ์ช้าไปเร็ว หรือเนิบๆ ไปคึกคัก แต่เราถามเขาเลยว่าอยากเล่นอะไรก่อน พี่ปุ๊บอกว่าอยากเล่น ป่าจอปา (พ่อของแผ่นดิน) ก่อน โอเค งั้นเริ่มด้วย ป่าจอปา แต่ต้องจบด้วย กะเหรี่ยงรักสันติภาพ นะ เพราะมันเป็นการฮุกอารมณ์คน” เมอธิบายกระบวนการทำงาน

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“กว่าจะหานักดนตรีได้คนนึงคือยากมาก พวกเขามีของดีอยู่กับตัวเอง หรือเป็นคนที่ถือองค์ความรู้บางอย่างไว้ เรารู้สึกว่าอยากทำให้มันดีขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขาภูมิใจด้วยสิ่งที่เรามี ดนตรีของพวกเขาไม่ได้มีโน้ตให้เรียนนะ ต้องครูพักลักจำ เอา พอเป็นแบบนี้มันก็ส่งผ่านคนถึงคนไปเรื่อยๆ แล้วพอนักดนตรีคนหนึ่งเสียชีวิตก็หมายถึงหนึ่งองค์ความรู้ทางดนตรีได้หายไปแล้ว” รักษ์อธิบายเสริม

“เราพบว่าเครื่องดนตรีของพวกเขามัน Unique มาก เขาทำเองที่บ้าน มันเป็น Local Wisdom จริงๆ เช่นเตหน่ากูของพี่ปุ๊ ตัวบอดี้ทำมาจากไม้ที่ไม่ใช้แล้วในบ้าน ส่วนเหล็กที่นาบอยู่บนเครื่องทำจากปี๊บ สายที่ใช้คือผ้าเบรกมอเตอร์ไซค์ ทำกันเองง่ายๆ แล้วเสียงก็เพราะมาก คาแรกเตอร์ก็ชัด เราไปเจอวิธีการสร้างเครื่องดนตรีแบบนี้เต็มไปหมด

“เครื่องดนตรีบางเครื่องเหมาะที่จะเล่นในที่ที่นั้น เราเคยไปฟังแคนที่สกลนคร เขายืนเป่ากลางทุ่งนาเลย เขาเล่าให้เราฟังว่าปกติแล้ว แคน พิณ หรือโปงลาง จะเล่นเวลาไปเถียงนา ระหว่างรอเกี่ยวข้าวหรือพักผ่อนก็จะประดิษฐ์เครื่องดนตรีนี้มาเพื่อเอนเตอร์เทนตัวเอง สร้างความรื่นรมย์ในเวลานั้น

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เรานั่งฟังพี่เขาเป่าแคนที่ทุ่งนาแล้วรู้สึกเลยว่า เครื่องดนตรีที่มันเจ๋งเพราะมันมาจาก Context มันมากับพื้นที่ของมัน อย่างเตหน่ากู เราพบว่าถ้าเล่นในป่ามันเพราะมากจริงๆ เราว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้ เครื่องดนตรีมันต้องอยู่ถูกที่ถูกทาง” เมเล่า

ผลลัพธ์ของการทำงานตลอดระยะเวลายาวนาน ปรากฏขึ้นเป็นภาพนักดนตรีหลายกลุ่มได้มีโอกาสบรรเลงบทเพลงที่ร้อยเรียงเพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตในพื้นที่เล็กๆ กลางกรุง ด้วยหัวใจที่เปิดรับของคนฟังหลายสิบชีวิต

เมและรักษ์บอกเราว่า นี่คือความสำเร็จในระยะหลักไมล์เริ่มต้น

สิ่งที่พวกเขากำลังทำและอยากทำต่อจากนี้ เป็นแรงบันดาลใจมาจากงานดนตรี World Music

03

World Music

World Music แปลตรงตัวเลยว่าดนตรีของโลก ดนตรีอะไรก็ตามที่ไม่ใช่แนว Pop, Jazz หรือ Classic ดนตรีที่มาจากท้องถิ่นก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม World Music อย่างเพลงลูกทุ่งบ้านเราก็จะถูกเรียกว่า World Music ในระดับ World Stage

เพลงของกลุ่มคนชาติพันธุ์ทั้งหลายทั่วโลกเลยถูกจัดไปอยู่ใน World Music ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากพอที่จะถูกเรียกแบบนั้น มันคือพื้นที่ที่ให้ความหลากหลายได้แสดงตัวตนออกมา และเป็นเพลงที่บ่งบอกวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์

“พอพูดว่าเพลงนี้อยู่ภายใต้ World Music คนจะตีความแล้วว่ามาจากที่ไหน พื้นถิ่นไหน มีวัฒนธรรมและบริบทยังไง อย่างเพลง Blues ที่ตอนหลังได้รับความนิยมมากขึ้น จาก Blues ก็กลายเป็น Rhythm and Blues คนขาวเริ่มมาเล่นเพลงแนวนี้ จากนั้นก็กลายเป็น Rock ยุค Elvis Presley แล้วก็โตขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น Soul, Funk และ Disco ต่างๆ นานา ดนตรีในแต่ละยุคมันคือประวัติศาสตร์ สังคม และแฟชั่น

“อย่าง The Beatles ที่ดังมากๆ เกิดในยุคบุปผาชน เป็นบริบทของคนออกมาเรียกร้องอิสรภาพ เสรีภาพ ให้กับตัวเอง ดนตรีเลยเป็นก้อนวัฒนธรรมของคนที่อยู่รวมกัน” เมเล่า

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“แล้วอย่างดนตรีชนเผ่าในไทยที่ไปพบเจอมามันบอกอะไรบ้าง” เราถาม

“คนมักจะคิดว่ามันบอกประเพณี ซึ่งก็ถูก เพราะเพลงมันจะบอกว่าเพลงนี้ใช้ในงานศพ เพลงนี้ใช้ในงานรื่นเริง แต่ว่าถ้าไปฟังความหมายของเพลงเหล่านั้นจริงๆ เราสองคนจะบอกว่ามันคือหนังสือ เพราะว่ามันบันทึกเหตุการณ์เอาไว้

“อย่างของปกาเกอะญอ จะมีบทกลอนที่ใช้บันทึกทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญาชีวิต วิถีชีวิต และความเชื่อ หรืออย่างเพลงของไทยทรงดำ เป็นเพลงงานศพมีความยาวสามชั่วโมง ในสามชั่วโมงนี้เป็นแผนที่บอกว่าให้คนที่เสียชีวิตเดินทางไปประเทศเวียดนามยังไง เพราะคนไทยทรงดำเป็นเชลยศึกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จากประเทศเวียดนามอพยพเข้ามา เขาก็จะขับร้องเลยว่าเดินถึงตรงนี้ ข้ามเขาลูกไหน เลี้ยวซ้ายตรงนี้นะ เดินไปอีกนิดนึงนะ เลี้ยวขวาตรงนี้นะ คือบอกเป็นแผนที่จริงๆ ทุกอย่างมันถูกบันทึกไว้ในเพลง เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ว่าเพลงมันมีอะไรมากกว่านั้น

“เราเคยไปงาน The Rainforest World Music Festival ที่มาเลเซีย เหมือนได้ไปเที่ยวรอบโลกในสามวัน มันมีดนตรีมาเลเซีย ดนตรีแอสโตเนีย มีฝรั่งเศส รัสเซีย หลายประเทศมาก มันเลยมีความหลากหลายของสำเนียง ความหลากหลายของเรื่องราว ความหลากหลายของเสียง มีที่มาที่ไป ดนตรีมันเลย Rich มาก และมีสีสันสูงมาก 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เราก็อยากเห็นงานดนตรีแบบนี้ในบ้านเราแหละ เราอยากเป็นคนสร้างพื้นที่ๆ หนึ่งที่ความหลากหลายมันไม่ถูกตัดสิน เราไปรับรู้ความรู้สึกนั้นมาแล้วว่ามันดีขนาดไหนที่ใครจะเป็นอะไรยังไงก็ได้ แถมมีคนชื่นชมด้วยซ้ำ นี่คือความฝันของพวกเรา ว่าวันหนึ่งเราอยากเป็นคนจัดงาน World Music Festival จริงๆ ” เมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนเรารู้สึกได้ถึงแพสชันอันเต็มเปี่ยม

“การมีงานดนตรี Word Music มันสำคัญยังไง”

“ที่มาเลเซีย รัฐบาลเขาทำเพราะเพียงแค่อยากรักษาชนเผ่าหนึ่งในเกาะบอร์เนียวไว้ เขาบ้าทำ Festival มาเป็นสิบยี่สิบปีแล้วมั้ง ซึ่งเราอยากเห็นแบบนี้ในบ้านเรา เรากับรักษ์มองว่าสิ่งที่คนจะได้คือ Life Experience เป็นบทเรียนวิชาชีวิต เพราะมันคือสิ่งที่เราหาไม่ได้ในห้องเรียน คุณอาจจะ Explore ไปเรื่อยๆ แล้วเจอสิ่งที่ใช่ 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“ตอนนี้สิ่งที่ Hear & Found ทำได้คือการเสิร์ฟ ให้นักดนตรีชาติพันธุ์มาหาถึงกรุงเทพฯ เลย ไม่ได้มาแค่ดนตรี แต่มาทั้งสตอรี่ด้วย เพื่อให้คนได้รู้จักและคุย เพราะคุณไม่ได้เจอคนเหล่านี้ในชีวิตประจำวันแน่ๆ

“สำคัญคือเราเชื่อเรื่องความเท่าเทียม ต้องยอมรับเลยว่าเราโตมาในสังคมที่มักตัดสินกัน เรารู้ว่าการที่อยู่ในสังคมที่ถูก Judge หนักๆ มันเป็นยังไง เราอยากเห็นความเท่าเทียมกันนะ อันนี้เป็น Motivation ลึกๆ ข้างในที่รู้สึกว่ายอมไม่ได้แล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเราไปเรียนที่อังกฤษมา มันมีความเป็น Melting Pot มาก มันเห็นผลผลิตของความหลากหลาย มันเห็นผลผลิตของ Cultural Diversity การที่มันมีความแตกต่างหลากหลายนี่แหละถึงทำให้ประเทศมีผลผลิตที่ดีเต็มไปหมดเลย เราเห็นแล้วก็คิดว่าประเทศไทยก็เป็นไปได้” เมบอกกับเราอย่างนี้

“ทุกคนแม้แต่ตัวเราเองยังอยากมีพื้นที่ในสังคม เวลาก้าวออกจากบ้านมา เราอยากให้มันเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยในการที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าคนบางกลุ่มไม่สามารถเป็นแบบนี้ได้เพราะมันมี Social Pressure บางอย่างที่ทำให้เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเอง เราว่าอันนี้มันก็เป็น Trigger Point เราอยากเห็นการยอมรับนั้นเกิดขึ้น เพราะเมื่อคนเราได้เปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองเป็น ภายใน ก็จะทำให้เกิดความหลากหลาย และความหลากหลายมันจะทำให้เกิดสิ่งใหม่เสมอ มันจะเป็น Creativity มันจะเป็นผลผลิตอะไรบางอย่างที่โตต่อไปได้” รักษ์ตอบ

04

ดนตรีกับความเท่าเทียม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ แบ่งงานเกี่ยวกับคนชนเผ่าเป็นทั้งหมด 3 ด้านที่ทำงานสัมพันธ์กัน ด้านแรกคือด้านนโยบาย ด้านที่สองคือการพัฒนาชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิต และด้านสุดท้ายคือการสร้างความเข้าใจ ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์แรกของการแก้ปัญหาอื่นๆ Hear & Found ถือเป็นกลุ่มที่กำลังทำงานในส่วนนี้ 

“คนชนเผ่าที่เล่นดนตรีได้ส่วนมากเป็นคนแก่ ไม่มีเด็กแล้ว ตั้งแต่เราลุยเรื่องนี้ เราไม่ได้เจอแค่วัฒนธรรมที่สูญหาย เจอที่หนักกว่านั้นอีกคือความเข้าใจผิด ซึ่งเรากับรักษ์รู้สึกว่ายอมไม่ได้แล้วแหละ เราไปงานชาติพันธุ์ 4.0 ไปสัมภาษณ์พี่คนชนเผ่าเต็มไปหมด แล้วก็เจอว่าความเข้าใจผิดมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเขา ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นอยู่ แต่มันส่งผลกระทบถึงตัวตนและจิตใจ พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับ เดินออกไปไหนแล้วมีแต่คนเกลียด วันหนึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนตัวตน ยอมทำอะไรก็ตามเพื่อให้คนยอมรับเรา มันเป็นจุดที่ขมขื่นมาก

เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ

“น้องๆ ชนเผ่าบางคนเขาไปโรงเรียนแล้วโดนบูลลี่ บางโรงเรียนไม่รับเด็กชนเผ่าเข้าเรียนเลยนะ เฮ้ย นี่คุณตัดโอกาสชีวิตคน ตัดโอกาสการศึกษาเลยเหรอ แล้วยูจะยอมหรอ ปัญหามันไกลมาก เด็กๆ จะต้องอยู่รวมกลุ่มกับคนชนเผ่าด้วยกัน เพราะถ้าไปอยู่กับกลุ่มอื่นเขาอยู่ไม่ได้ ไม่มีคนยอมรับ แต่ว่าข้อดีคือทำให้เขาแข็งแรง ดิ้นรน ต้องเรียนเก่ง เรียนหนัก ต้องทำงานเก่ง เพื่อให้เขาเก่งกว่าคนอื่นแล้วมันจะได้รับการยอมรับ แต่เราตั้งคำถามกลับว่า แล้วชีวิตคนเรามันต้องดิ้นรนขนาดนี้เลยเหรอ” เมเล่าถึงปัญหาที่ตัวเองไปพบเจอระหว่างการทำงาน

เราเชื่อว่าพวกเขาก็ยังคงทำงานด้วยจุดยืนในการพยายามสร้างความเข้าใจให้ดีขึ้นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

“ความสุขที่ทำ Hear & Found คืออะไร” เราถามคำถามสุดท้าย

เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ
เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ

“ยอมรับว่าเป็นผลลัพธ์เลยนะ ผลลัพธ์คือการที่คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้มากขึ้น หรืออย่างน้อยเขาก็ได้รู้จักว่าคนกลุ่มนี้มีตัวตนอยู่ในสังคมเราเหมือนกัน เมื่อคนที่เขาเริ่มเปลี่ยน Mindset นี้คือ Social Impact ของจริง สองคือ ครั้งที่ผ่านมาเราลองระดมทุนเพื่อให้พี่เขากลับไปดูแลป่าได้ ปรากฏว่าเราได้เงินมาหกพันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่เยอะ แต่สำหรับเราเยอะมาก เราก็รู้สึกว่าอันนี้มันก็เป็นผลผลิตของ Hear & Found เหมือนกัน” เมตอบคำถามด้วยน้ำเสียงดีใจ

สำหรับรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Hear & Found บอกกับเราว่า

“ผลลัพธ์ก็ใช่ คล้ายๆ พี่เม พอเราเห็นว่าคนดูเดินไปจับมือนักดนตรีแล้วก็บอกว่า ‘พี่เล่นต่อไปนะ’ มันดีมากเลย เรารู้สึกมีกำลังใจมากๆ เราอยากเห็นภาพแบบนี้อีก มันแสดงให้เห็นว่าคนเรามันเข้าใจกันมากขึ้นจริงๆ คนมันเกิดการยอมรับในตัวอีกคนหนึ่งแล้ว เรารู้สึกว่ามันมีความสุข มันเป็นทุกอย่างที่เราทำมาก็เพื่อสิ่งนี้แหละ”

Hear&Found อยากชวนไปงาน World Music Series vol.3 : Tontrakul นำเสนอ

ดนตรีพื้นถิ่นที่ภายนอกเป็น “เบอร์เกอร์หอมกรุ่น” แต่เมื่อกัดเข้าไปจะได้เจอ “รสแซ่บๆ ของลาบอีสานบ้านเฮา”

โดย “ต้นตระกูล” ศิลปินพื้นบ้านอีสานรุ่นใหม่ที่สนใจในการนำหมอลำและดนตรีอีสานประยุกต์ร่วมกับดนตรีแนวใหม่ๆ เพื่อนำเสนอศักยภาพและความอิสระของดนตรีพื้นบ้านอีสานที่สามารถโลดแล่นร่วมกับแนวดนตรีอื่นได้อย่างลงตัว เท่ แต่ยังแสดงถึงเอกลักษณ์ของดนตรีอีสานได้ไม่น้อยลง

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562
เวลา 20.30-23.00 น. ดาดฟ้า Luk Hostel
แผนที่ : https://g.page/lukhostel?share
วิธีการเดินทาง : MRT สถานีวัดมังกร หรือ เรือด่วนเจ้าพระยา สถานีราชวงศ์
รถส่วนตัว : จอดรถได้ที่ถนทรงวาด แล้วเดินประมาณ 5-8 นาที

บัตรราคาใบละ 300 บาท (ฟรี 1 ดริ๊ง)

ซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/2RTHfB7

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load