The Cloud X ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สถานที่เล็กๆ ใจกลางกรุงเทพมหานคร มีงานดนตรีที่ชื่อว่า World Music Series เกิดขึ้น งานนี้จัดโดยกลุ่มคนที่ชื่อว่า Hear & Found

นี่คืองานดนตรีที่พาคนเมืองมานั่งฟังเพลงพื้นถิ่นเพราะๆ หาฟังได้ยากในบรรยากาศดีๆ

เป็นพื้นที่ที่ให้นักดนตรีท้องถิ่นไปจนถึงนักดนตรีชาวชาติพันธุ์ได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขาผ่านบทเพลง

01

เม & รักษ์

เรานัด เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ สองผู้ก่อตั้ง Hear & Found พูดคุยกันในบ่ายวันเสาร์หลังจากงานดนตรีจบลง

พวกเขานิยามตัวเองว่า Experience Curator

บางคนนิยามพวกเขาว่าเป็นผู้จัดงานคอนเสิร์ตดนตรีชาติพันธุ์

ส่วนบางคนก็มองว่านี่คือ Music and Community

ไม่ว่าจะคิดแบบไหน เราว่าทั้งหมดนี้ถูกต้อง

เมคือนักเรียน Sound Engineer จากรั้วศิลปากร หลังจากนั้นก็ไปศึกษาต่อที่ Goldsmiths, University of London เกี่ยวกับ Creative and Cultural Entrepreneurship (Music Pathway) ว่าด้วยการสร้าง Ecosystem ของ Creative Economy และ Creative Industry เพื่อสร้างอิมแพ็คต่อสังคม

ส่วนรักษ์ คือผลผลิตจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รักษ์บอกกับเราว่า ในช่วงชีวิตมหาลัย เธอชอบไปร่วมค่ายพัฒนาชนบททุกช่วงปิดภาคเรียน นั่นทำให้เธอสนใจประเด็นสังคม กลุ่มคนชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมอันหลากหลายของท้องถิ่น

แล้วทั้งคู่ก็โคจรมาเจอกันในการทำงานที่ Local Alike สตาร์ทอัพที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“สนใจประเด็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ครั้งแรกได้ยังไง เรื่องราวของคนชนเผ่าเข้ามาในชีวิตทั้งสองได้ยังไง” เราเปิดด้วยคำถามแรก

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เราเรียนจบมาด้วยหัวข้อที่เป็นการเชื่อมต่อนักดนตรีกับตลาด แต่ใจก็ยังไม่ Fulfill พอกลับไทยก็มาทำงานกับ Local Alike แล้วก็เจอรักษ์ที่นี่ เราได้เห็นปัญหาเยอะมากเพราะต้องเดินทางไปทั่วประเทศเลย ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าอยากทำงานกับกลุ่มคนที่ Cultural Asset สูงๆ ซึ่งก็คือชุมชนหรือชนเผ่า เลยอยากสตาร์ทธุรกิจที่ทำให้คนชาติพันธุ์เขาได้รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรม แต่ว่าเราก็ยังต้องเผชิญอีกหลายๆ เรื่องว่ามันทำไปเพื่ออะไร

“ย้อนกลับไปตอนเรียนศิลปากร เราเคยช่วยอาจารย์ทำงาน Music and Community เดินทางไปแม่ฮ่องสอนกับเด็กคณะโบราณคดี เราไปเจอสามชนเผ่า มูเซอ ลีซอ แล้วก็กะเหรี่ยง มันเปิดโลกมาก คณะโบราณฯ คงอยากสืบสานรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้แต่ไม่สามารถพาพวกเขาออกมาได้ ก็เลยใช้วิธีว่าเอานักดนตรีคณะเราที่เล่นไวโอลิน เล่นกีตาร์ ไปที่นู่น ส่วนเราก็เป็น Sound Engineer แล้วไปแจมดนตรีกับพ่อๆ แม่ๆ ที่เล่นเครื่องดนตรีชนเผ่า เครื่องดนตรีที่เราไม่เคยเห็น เป็นเครื่องดนตรีไม้ มีสายอะไรก็ไม่รู้ ดีดออกมามีเสียง แล้วเสียงก็แปลกแต่เพราะมาก เราก็ไปช่วยอัดเสียงเพื่อเอาเมโลดี้บางส่วนกลับมา แล้วแต่งเป็นบทเพลงใหม่ กลายเป็น Contemporary Music สำหรับเด็กเรียนดนตรีอ่ะ ขนลุกมาก” เมเล่า

“เราชอบทำงานกับชุมชนมานานแล้ว ตั้งแต่ตอนประมาณปีสอง เราไปค่ายของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไปอยู่กับพี่ๆ บนดอย เราไปครั้งแรกแล้วก็ติดใจมากเลย รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรเกี่ยวกับชุมชน พอเรียนจบก็มาทำ PR เอเจนซี่อยู่เกือบปี รู้สึกว่างานมันไม่ใช่ว่ะ ก็เลยพยายามหางานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนจนมาเจอ Local Alike แล้วก็มาเจอกับพี่เม 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“ตอนแรกเราอินเรื่องวัฒนธรรมที่มันกำลังจะสูญหาย แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรี มีช่วงหนึ่งที่เราต้องไปสัมภาษณ์คนชนเผ่าที่เป็นนักดนตรีประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน พอคุยไปเรื่อยๆ มันก็ซึมซับ เราเห็นแล้วว่ามันมีคุณค่าหรือว่ามันมีปัญหาที่มาที่ไปบางอย่างจริงๆ

“อย่าง พี่ปุ๊ ดิปุ๊นุ นักดนตรีชาวปกาเกอะญอที่เราทำงานด้วย เราไปเจอเขาครั้งแรกที่งานไร่หมุนเวียนที่ศูนย์มานุษย์ฯ (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน) เราพยายามทำความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของพี่ปุ๊เป็นยังไง ตัวพี่ปุ๊เองเป็นคนจังหวัดลำพูน เขาต้องออกไปเรียนนอกหมู่บ้าน เรียนจบแล้วก็ไปทำงานนอกหมู่บ้าน วัยรุ่นคนอื่นๆ ที่บ้านเขาก็จะออกไปทำโรงงานอุตสาหกรรมหมดเลย ซึ่งมีบางคนที่เขาต้องทิ้งทักษะที่เขาถนัด 

“เราถามพี่ปุ๊ว่าทำไมไม่เล่นดนตรี เขาบอกว่าดนตรีมันไม่สามารถเป็นรายได้ก็เลยไปหาอย่างอื่นทำ แล้วก็ไปเป็นแรงงานในเมืองกรุง เรารู้สึกว่าเสียดายทักษะหรือสิ่งที่เขาเป็นตรงนั้น” รักษ์ สาวผมสั้นหน้าคมตอบ

แล้ว Hear & Found ก็เริ่มต้นขึ้นตอนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 

02

Hear & Found

Hear & Found ทำให้เรารู้ว่าการสื่อสารผ่านดนตรีนั้นน่ารับฟัง โดยเฉพาะบางเรื่องที่ฟังดูแล้วแสนขมขื่น

ว่ากันตามจริง มีไม่กี่ประเด็นหลักที่ชาวชาติพันธุ์ต้องเผชิญไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย เช่น การไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างที่คนคนหนึ่งควรจะได้ การโดนดูถูก โดนล้อเลียน การถูกเข้าใจผิดจากสังคมภายนอก ปัญหาที่ดินทำกิน และไร่หมุนเวียน

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ชาวชาติพันธุ์บางส่วนต้องการละทิ้งความเป็นตัวเอง ละทิ้งถิ่นฐาน และลาจากวัฒนธรรมรากเหง้าของตัวเองในที่สุดเพื่อให้ได้การยอมรับจากสังคมภายนอก

เมและรักษ์เข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้งผ่านการทำ Hear & Found ทั้งสองจึงต้องการให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างความเข้าใจระหว่างทางมากที่สุด รองลงมาคือการออกแบบงานดนตรีที่เชื่อมชาวชาติพันธุ์กับคนเมืองด้วยหัวใจ

จะว่าไป นี่คือการเรียกร้อง

เรียกให้คนมาดู ก่อนจะร้องบทเพลงอันล้ำค่าจากป่าเขาแดนไกลให้คนได้ฟังจนเข้าใจ

เมอธิบายกับเราว่า

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“Hear & Found เป็นทีมที่เน้นกระบวนการ พวกเราไปสัมภาษณ์ชาวชาติพันธุ์หลายคนมากๆ เราใช้วิธีตั้ง Assumption แล้วก็สัมภาษณ์ เพื่อหาข้อพิสูจน์ว่าเขามีปัญหานี้จริงหรือเปล่า แล้วหลังจากนั้นเราก็มีเซต Assumption ว่า แล้วดนตรีช่วยแก้ปัญหาได้จริงไหม อาชีพของนักดนตรีมีปัญหาอย่างที่เราคิดไว้จริงๆ ใช่ไหม เช่น องค์ความรู้นี้มันกำลังจะหายไปไหม แล้วพวกเขาไม่สามารถเป็นนักดนตรีมืออาชีพได้ใช่ไหม เราคุยจนมั่นใจแล้วว่าต้องทำอันนี้ให้ได้ แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องความเข้าใจผิดและเรื่องการสูญหายของวัฒนธรรม กระบวนการมันยาวมากเลยกว่าจะมาถึงตอนนี้ เราไม่ทำงานแบบที่ Come Up With An Idea ว่าจะจัดงานดนตรีนะ งานนี้เจ๋งแน่ 

“ก่อนจะทำเรื่องปกาเกอะญอ เราปฏิญาณตนว่าต้องเห็นคำว่าไร่หมุนเวียนก่อน เรามี Assumption ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดโดยเฉพาะเรื่องการเผาป่า เราก็ต้องไปเข้าใจก่อนว่าเรื่องการเผาป่าคืออะไร งั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าไร่หมุนเวียนคืออะไรก่อน เราใช้เวลาสามวันเพื่อไปเห็นไร่หมุนเวียนของจริง ในช่วงที่เขากำลังจะเก็บเกี่ยว ทุ่งมันเป็นสีเหลืองหมดเลย เราเคยเห็นแค่ภาพเผา แค่นั้นจริงๆ คำถามคือทำไมวะ อยู่มาตั้งนานแล้ว เรากลับได้เห็นแค่ภาพขาวดำของการที่ป่าถูกเผากับการพาดหัวข่าวว่าชาวเขาเผาป่า แต่ทำไมไม่เคยเห็นรูปไร่หมุนเวียนมาก่อนเลย ทำไมรูปของไร่หมุนเวียนมันถึงเป็นแรร์ไอเทมอ่ะ พวกเราไม่ทำอะไรเลยนอกจากถ่ายรูปไร่หมุนเวียนมา เพื่อให้คนเห็นว่าไร่หมุนเวียนมันคืออะไร แล้วการทำงานกับพี่ปุ๊เนี่ย เราให้พี่ปุ๊เล่นทุกเพลงเลยนะที่เขาแต่งมา พี่ปุ๊เล่าให้ฟังหน่อยว่าแต่ละเพลงพูดเรื่องอะไรบ้าง”

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

หลังจากได้เห็นภาพไร่หมุนเวียนสมใจหวัง เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เมก็ทำงานทางดนตรีร่วมกันกับพี่ปุ๊ นักดนตรีชาวปกาเกอะญอ ด้วยการใช้ความรู้ที่เรียนมาอย่างจริงจัง

“เรารู้แล้วว่าเราจะจัดงานดนตรี ปกติเวลาจัดงานดนตรี ศิลปินก็จะมาเพื่อจัดงานเล่นดนตรี เขาไม่ได้มาเพื่อบอกว่าเพลงนี้มีที่มาที่ไปอย่างนี้นะ แต่เรารู้ว่าถ้าเพิ่ม Value ตรงนี้ว่าให้นักดนตรีเล่าเรื่องที่มาที่ไปของเพลงตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง มันจะดีแน่ เราก็ชวนพี่ปุ๊มาเล่นดนตรีด้วยกัน เรียง Sequence เพลงกัน เราถามเลยว่าเพลงนี้อยากไว้ส่วนไหน อยากเล่นเป็นเพลงแรก เป็นเพลงสุดท้าย หรือว่าอยู่ตรงกลางดี แล้วจะพูดว่าอะไร เราไม่ได้บอกให้เขาเล่นเพลงช้าไปเพลงเร็ว ตามปกติที่มันมักไต่ระดับจากอารมณ์ช้าไปเร็ว หรือเนิบๆ ไปคึกคัก แต่เราถามเขาเลยว่าอยากเล่นอะไรก่อน พี่ปุ๊บอกว่าอยากเล่น ป่าจอปา (พ่อของแผ่นดิน) ก่อน โอเค งั้นเริ่มด้วย ป่าจอปา แต่ต้องจบด้วย กะเหรี่ยงรักสันติภาพ นะ เพราะมันเป็นการฮุกอารมณ์คน” เมอธิบายกระบวนการทำงาน

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“กว่าจะหานักดนตรีได้คนนึงคือยากมาก พวกเขามีของดีอยู่กับตัวเอง หรือเป็นคนที่ถือองค์ความรู้บางอย่างไว้ เรารู้สึกว่าอยากทำให้มันดีขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขาภูมิใจด้วยสิ่งที่เรามี ดนตรีของพวกเขาไม่ได้มีโน้ตให้เรียนนะ ต้องครูพักลักจำ เอา พอเป็นแบบนี้มันก็ส่งผ่านคนถึงคนไปเรื่อยๆ แล้วพอนักดนตรีคนหนึ่งเสียชีวิตก็หมายถึงหนึ่งองค์ความรู้ทางดนตรีได้หายไปแล้ว” รักษ์อธิบายเสริม

“เราพบว่าเครื่องดนตรีของพวกเขามัน Unique มาก เขาทำเองที่บ้าน มันเป็น Local Wisdom จริงๆ เช่นเตหน่ากูของพี่ปุ๊ ตัวบอดี้ทำมาจากไม้ที่ไม่ใช้แล้วในบ้าน ส่วนเหล็กที่นาบอยู่บนเครื่องทำจากปี๊บ สายที่ใช้คือผ้าเบรกมอเตอร์ไซค์ ทำกันเองง่ายๆ แล้วเสียงก็เพราะมาก คาแรกเตอร์ก็ชัด เราไปเจอวิธีการสร้างเครื่องดนตรีแบบนี้เต็มไปหมด

“เครื่องดนตรีบางเครื่องเหมาะที่จะเล่นในที่ที่นั้น เราเคยไปฟังแคนที่สกลนคร เขายืนเป่ากลางทุ่งนาเลย เขาเล่าให้เราฟังว่าปกติแล้ว แคน พิณ หรือโปงลาง จะเล่นเวลาไปเถียงนา ระหว่างรอเกี่ยวข้าวหรือพักผ่อนก็จะประดิษฐ์เครื่องดนตรีนี้มาเพื่อเอนเตอร์เทนตัวเอง สร้างความรื่นรมย์ในเวลานั้น

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เรานั่งฟังพี่เขาเป่าแคนที่ทุ่งนาแล้วรู้สึกเลยว่า เครื่องดนตรีที่มันเจ๋งเพราะมันมาจาก Context มันมากับพื้นที่ของมัน อย่างเตหน่ากู เราพบว่าถ้าเล่นในป่ามันเพราะมากจริงๆ เราว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้ เครื่องดนตรีมันต้องอยู่ถูกที่ถูกทาง” เมเล่า

ผลลัพธ์ของการทำงานตลอดระยะเวลายาวนาน ปรากฏขึ้นเป็นภาพนักดนตรีหลายกลุ่มได้มีโอกาสบรรเลงบทเพลงที่ร้อยเรียงเพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตในพื้นที่เล็กๆ กลางกรุง ด้วยหัวใจที่เปิดรับของคนฟังหลายสิบชีวิต

เมและรักษ์บอกเราว่า นี่คือความสำเร็จในระยะหลักไมล์เริ่มต้น

สิ่งที่พวกเขากำลังทำและอยากทำต่อจากนี้ เป็นแรงบันดาลใจมาจากงานดนตรี World Music

03

World Music

World Music แปลตรงตัวเลยว่าดนตรีของโลก ดนตรีอะไรก็ตามที่ไม่ใช่แนว Pop, Jazz หรือ Classic ดนตรีที่มาจากท้องถิ่นก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม World Music อย่างเพลงลูกทุ่งบ้านเราก็จะถูกเรียกว่า World Music ในระดับ World Stage

เพลงของกลุ่มคนชาติพันธุ์ทั้งหลายทั่วโลกเลยถูกจัดไปอยู่ใน World Music ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากพอที่จะถูกเรียกแบบนั้น มันคือพื้นที่ที่ให้ความหลากหลายได้แสดงตัวตนออกมา และเป็นเพลงที่บ่งบอกวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์

“พอพูดว่าเพลงนี้อยู่ภายใต้ World Music คนจะตีความแล้วว่ามาจากที่ไหน พื้นถิ่นไหน มีวัฒนธรรมและบริบทยังไง อย่างเพลง Blues ที่ตอนหลังได้รับความนิยมมากขึ้น จาก Blues ก็กลายเป็น Rhythm and Blues คนขาวเริ่มมาเล่นเพลงแนวนี้ จากนั้นก็กลายเป็น Rock ยุค Elvis Presley แล้วก็โตขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น Soul, Funk และ Disco ต่างๆ นานา ดนตรีในแต่ละยุคมันคือประวัติศาสตร์ สังคม และแฟชั่น

“อย่าง The Beatles ที่ดังมากๆ เกิดในยุคบุปผาชน เป็นบริบทของคนออกมาเรียกร้องอิสรภาพ เสรีภาพ ให้กับตัวเอง ดนตรีเลยเป็นก้อนวัฒนธรรมของคนที่อยู่รวมกัน” เมเล่า

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“แล้วอย่างดนตรีชนเผ่าในไทยที่ไปพบเจอมามันบอกอะไรบ้าง” เราถาม

“คนมักจะคิดว่ามันบอกประเพณี ซึ่งก็ถูก เพราะเพลงมันจะบอกว่าเพลงนี้ใช้ในงานศพ เพลงนี้ใช้ในงานรื่นเริง แต่ว่าถ้าไปฟังความหมายของเพลงเหล่านั้นจริงๆ เราสองคนจะบอกว่ามันคือหนังสือ เพราะว่ามันบันทึกเหตุการณ์เอาไว้

“อย่างของปกาเกอะญอ จะมีบทกลอนที่ใช้บันทึกทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญาชีวิต วิถีชีวิต และความเชื่อ หรืออย่างเพลงของไทยทรงดำ เป็นเพลงงานศพมีความยาวสามชั่วโมง ในสามชั่วโมงนี้เป็นแผนที่บอกว่าให้คนที่เสียชีวิตเดินทางไปประเทศเวียดนามยังไง เพราะคนไทยทรงดำเป็นเชลยศึกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จากประเทศเวียดนามอพยพเข้ามา เขาก็จะขับร้องเลยว่าเดินถึงตรงนี้ ข้ามเขาลูกไหน เลี้ยวซ้ายตรงนี้นะ เดินไปอีกนิดนึงนะ เลี้ยวขวาตรงนี้นะ คือบอกเป็นแผนที่จริงๆ ทุกอย่างมันถูกบันทึกไว้ในเพลง เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ว่าเพลงมันมีอะไรมากกว่านั้น

“เราเคยไปงาน The Rainforest World Music Festival ที่มาเลเซีย เหมือนได้ไปเที่ยวรอบโลกในสามวัน มันมีดนตรีมาเลเซีย ดนตรีแอสโตเนีย มีฝรั่งเศส รัสเซีย หลายประเทศมาก มันเลยมีความหลากหลายของสำเนียง ความหลากหลายของเรื่องราว ความหลากหลายของเสียง มีที่มาที่ไป ดนตรีมันเลย Rich มาก และมีสีสันสูงมาก 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“เราก็อยากเห็นงานดนตรีแบบนี้ในบ้านเราแหละ เราอยากเป็นคนสร้างพื้นที่ๆ หนึ่งที่ความหลากหลายมันไม่ถูกตัดสิน เราไปรับรู้ความรู้สึกนั้นมาแล้วว่ามันดีขนาดไหนที่ใครจะเป็นอะไรยังไงก็ได้ แถมมีคนชื่นชมด้วยซ้ำ นี่คือความฝันของพวกเรา ว่าวันหนึ่งเราอยากเป็นคนจัดงาน World Music Festival จริงๆ ” เมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนเรารู้สึกได้ถึงแพสชันอันเต็มเปี่ยม

“การมีงานดนตรี Word Music มันสำคัญยังไง”

“ที่มาเลเซีย รัฐบาลเขาทำเพราะเพียงแค่อยากรักษาชนเผ่าหนึ่งในเกาะบอร์เนียวไว้ เขาบ้าทำ Festival มาเป็นสิบยี่สิบปีแล้วมั้ง ซึ่งเราอยากเห็นแบบนี้ในบ้านเรา เรากับรักษ์มองว่าสิ่งที่คนจะได้คือ Life Experience เป็นบทเรียนวิชาชีวิต เพราะมันคือสิ่งที่เราหาไม่ได้ในห้องเรียน คุณอาจจะ Explore ไปเรื่อยๆ แล้วเจอสิ่งที่ใช่ 

Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน
Hear & Found นักดนตรีชาติพันธุ์ผู้รักษ์วัฒนธรรมด้วยบทเพลงที่เล่าเรื่องป่าเขาและลมหายใจชุมชน

“ตอนนี้สิ่งที่ Hear & Found ทำได้คือการเสิร์ฟ ให้นักดนตรีชาติพันธุ์มาหาถึงกรุงเทพฯ เลย ไม่ได้มาแค่ดนตรี แต่มาทั้งสตอรี่ด้วย เพื่อให้คนได้รู้จักและคุย เพราะคุณไม่ได้เจอคนเหล่านี้ในชีวิตประจำวันแน่ๆ

“สำคัญคือเราเชื่อเรื่องความเท่าเทียม ต้องยอมรับเลยว่าเราโตมาในสังคมที่มักตัดสินกัน เรารู้ว่าการที่อยู่ในสังคมที่ถูก Judge หนักๆ มันเป็นยังไง เราอยากเห็นความเท่าเทียมกันนะ อันนี้เป็น Motivation ลึกๆ ข้างในที่รู้สึกว่ายอมไม่ได้แล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเราไปเรียนที่อังกฤษมา มันมีความเป็น Melting Pot มาก มันเห็นผลผลิตของความหลากหลาย มันเห็นผลผลิตของ Cultural Diversity การที่มันมีความแตกต่างหลากหลายนี่แหละถึงทำให้ประเทศมีผลผลิตที่ดีเต็มไปหมดเลย เราเห็นแล้วก็คิดว่าประเทศไทยก็เป็นไปได้” เมบอกกับเราอย่างนี้

“ทุกคนแม้แต่ตัวเราเองยังอยากมีพื้นที่ในสังคม เวลาก้าวออกจากบ้านมา เราอยากให้มันเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยในการที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าคนบางกลุ่มไม่สามารถเป็นแบบนี้ได้เพราะมันมี Social Pressure บางอย่างที่ทำให้เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเอง เราว่าอันนี้มันก็เป็น Trigger Point เราอยากเห็นการยอมรับนั้นเกิดขึ้น เพราะเมื่อคนเราได้เปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองเป็น ภายใน ก็จะทำให้เกิดความหลากหลาย และความหลากหลายมันจะทำให้เกิดสิ่งใหม่เสมอ มันจะเป็น Creativity มันจะเป็นผลผลิตอะไรบางอย่างที่โตต่อไปได้” รักษ์ตอบ

04

ดนตรีกับความเท่าเทียม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ แบ่งงานเกี่ยวกับคนชนเผ่าเป็นทั้งหมด 3 ด้านที่ทำงานสัมพันธ์กัน ด้านแรกคือด้านนโยบาย ด้านที่สองคือการพัฒนาชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิต และด้านสุดท้ายคือการสร้างความเข้าใจ ซึ่งนับว่าเป็นโจทย์แรกของการแก้ปัญหาอื่นๆ Hear & Found ถือเป็นกลุ่มที่กำลังทำงานในส่วนนี้ 

“คนชนเผ่าที่เล่นดนตรีได้ส่วนมากเป็นคนแก่ ไม่มีเด็กแล้ว ตั้งแต่เราลุยเรื่องนี้ เราไม่ได้เจอแค่วัฒนธรรมที่สูญหาย เจอที่หนักกว่านั้นอีกคือความเข้าใจผิด ซึ่งเรากับรักษ์รู้สึกว่ายอมไม่ได้แล้วแหละ เราไปงานชาติพันธุ์ 4.0 ไปสัมภาษณ์พี่คนชนเผ่าเต็มไปหมด แล้วก็เจอว่าความเข้าใจผิดมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเขา ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นอยู่ แต่มันส่งผลกระทบถึงตัวตนและจิตใจ พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับ เดินออกไปไหนแล้วมีแต่คนเกลียด วันหนึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนตัวตน ยอมทำอะไรก็ตามเพื่อให้คนยอมรับเรา มันเป็นจุดที่ขมขื่นมาก

เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ

“น้องๆ ชนเผ่าบางคนเขาไปโรงเรียนแล้วโดนบูลลี่ บางโรงเรียนไม่รับเด็กชนเผ่าเข้าเรียนเลยนะ เฮ้ย นี่คุณตัดโอกาสชีวิตคน ตัดโอกาสการศึกษาเลยเหรอ แล้วยูจะยอมหรอ ปัญหามันไกลมาก เด็กๆ จะต้องอยู่รวมกลุ่มกับคนชนเผ่าด้วยกัน เพราะถ้าไปอยู่กับกลุ่มอื่นเขาอยู่ไม่ได้ ไม่มีคนยอมรับ แต่ว่าข้อดีคือทำให้เขาแข็งแรง ดิ้นรน ต้องเรียนเก่ง เรียนหนัก ต้องทำงานเก่ง เพื่อให้เขาเก่งกว่าคนอื่นแล้วมันจะได้รับการยอมรับ แต่เราตั้งคำถามกลับว่า แล้วชีวิตคนเรามันต้องดิ้นรนขนาดนี้เลยเหรอ” เมเล่าถึงปัญหาที่ตัวเองไปพบเจอระหว่างการทำงาน

เราเชื่อว่าพวกเขาก็ยังคงทำงานด้วยจุดยืนในการพยายามสร้างความเข้าใจให้ดีขึ้นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

“ความสุขที่ทำ Hear & Found คืออะไร” เราถามคำถามสุดท้าย

เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ
เม-ศิรษา บุญมา และ รักษ์-ปานสิตา ศศิรวุฒิ

“ยอมรับว่าเป็นผลลัพธ์เลยนะ ผลลัพธ์คือการที่คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้มากขึ้น หรืออย่างน้อยเขาก็ได้รู้จักว่าคนกลุ่มนี้มีตัวตนอยู่ในสังคมเราเหมือนกัน เมื่อคนที่เขาเริ่มเปลี่ยน Mindset นี้คือ Social Impact ของจริง สองคือ ครั้งที่ผ่านมาเราลองระดมทุนเพื่อให้พี่เขากลับไปดูแลป่าได้ ปรากฏว่าเราได้เงินมาหกพันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่เยอะ แต่สำหรับเราเยอะมาก เราก็รู้สึกว่าอันนี้มันก็เป็นผลผลิตของ Hear & Found เหมือนกัน” เมตอบคำถามด้วยน้ำเสียงดีใจ

สำหรับรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Hear & Found บอกกับเราว่า

“ผลลัพธ์ก็ใช่ คล้ายๆ พี่เม พอเราเห็นว่าคนดูเดินไปจับมือนักดนตรีแล้วก็บอกว่า ‘พี่เล่นต่อไปนะ’ มันดีมากเลย เรารู้สึกมีกำลังใจมากๆ เราอยากเห็นภาพแบบนี้อีก มันแสดงให้เห็นว่าคนเรามันเข้าใจกันมากขึ้นจริงๆ คนมันเกิดการยอมรับในตัวอีกคนหนึ่งแล้ว เรารู้สึกว่ามันมีความสุข มันเป็นทุกอย่างที่เราทำมาก็เพื่อสิ่งนี้แหละ”

Hear&Found อยากชวนไปงาน World Music Series vol.3 : Tontrakul นำเสนอ

ดนตรีพื้นถิ่นที่ภายนอกเป็น “เบอร์เกอร์หอมกรุ่น” แต่เมื่อกัดเข้าไปจะได้เจอ “รสแซ่บๆ ของลาบอีสานบ้านเฮา”

โดย “ต้นตระกูล” ศิลปินพื้นบ้านอีสานรุ่นใหม่ที่สนใจในการนำหมอลำและดนตรีอีสานประยุกต์ร่วมกับดนตรีแนวใหม่ๆ เพื่อนำเสนอศักยภาพและความอิสระของดนตรีพื้นบ้านอีสานที่สามารถโลดแล่นร่วมกับแนวดนตรีอื่นได้อย่างลงตัว เท่ แต่ยังแสดงถึงเอกลักษณ์ของดนตรีอีสานได้ไม่น้อยลง

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562
เวลา 20.30-23.00 น. ดาดฟ้า Luk Hostel
แผนที่ : https://g.page/lukhostel?share
วิธีการเดินทาง : MRT สถานีวัดมังกร หรือ เรือด่วนเจ้าพระยา สถานีราชวงศ์
รถส่วนตัว : จอดรถได้ที่ถนทรงวาด แล้วเดินประมาณ 5-8 นาที

บัตรราคาใบละ 300 บาท (ฟรี 1 ดริ๊ง)

ซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/2RTHfB7

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
3.64 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load