ทุกครั้งที่เดินทางกลับมาที่สิงคโปร์ ฉันชอบนั่งริมหน้าต่างเครื่องบินแล้วมองลงมาก่อนเครื่องจะลงจอดที่สนามบินชางงี ภาพแรกที่เห็นเป็นทะเลสีคราม เต็มไปด้วยเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ลอยลำเตรียมเทียบท่า พอเครื่องบินลดระดับลง ภาพถัดมาเป็นตึกสูงเรียงรายอัดแน่นเต็มพื้นที่อย่างระเบียบเรียบร้อย และมีสีเขียวของต้นไม้แซมอยู่

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

สิงคโปร์เรียกตัวเองว่าเป็นจุดในแผนที่โลก (Little Red Dot) มีภูมิศาสตร์เป็นเกาะขนาดใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตแค่นิดเดียว แต่มีประชากรกว่า 6 ล้านคน และเพิ่มมากขึ้นๆ เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติ ด้วยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

ฉันอยู่สิงคโปร์เกือบ 5 ปี ตั้งแต่มาแลกเปลี่ยนตอนปริญญาตรี เรียนปริญญาโท และเริ่มทำงาน จนเรียกเกาะแห่งนี้เป็นบ้านหลังที่สองได้ แม้ว่าปัจจุบันจะย้ายมาอยู่อเมริกาแทน 

สิงคโปร์มีเรื่องราวล้ำๆ หลายอย่างที่อยากเอามาแบ่งปัน สำหรับคอลัมน์หมู่บ้านเลยขอพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของประเทศนี้ที่เรียกว่า ‘HDB แฟลต’ (Housing & Development Board) หรือโมเดลการอยู่อาศัยบนที่สูงของสิงคโปร์

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ประเทศเดียวในโลกเสรี ที่ประชากรเกือบทั้งหมดอาศัยในบ้านพักที่รัฐบาลจัดสรร

สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มากกว่าฮ่องกง แต่ทำไมราคาที่พักอาศัยยังพอเข้าถึงได้ ประชากรเป็นเจ้าของบ้านเองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และยังมีพื้นที่อยู่อาศัยเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจอปัญหาแออัด หรือต้องอาศัยในห้องพักขนาดเล็กจนเอื้อมมือไปแตะฝาผนังได้ครบทุกด้านแบบฮ่องกง

นั่นเพราะเกาะเล็กๆ แห่งนี้มี HDB แฟลต หรือตึกอยู่อาศัยที่จัดสรรโดยรัฐบาลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2503

คนประเทศอื่นเวลาพูดว่า Public Housing มักคิดว่ามีไว้สำหรับกลุ่มประชากรรายได้น้อยที่รัฐบาลต้องอุปถัมภ์ แต่ที่สิงคโปร์ ประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยใน HDB แฟลต 

เห็นข้างนอกหน้าตาแบบนี้ แต่ภายในยูนิตค่อนข้างกว้างขวาง มีตั้งแต่ห้องเดี่ยวถึง 5 ห้อง เจ้าของยูนิตจะจัดแต่งต่อเติมภายในห้องยังไงก็ได้ แต่ที่พื้นที่ส่วนรวมและด้านนอกเป็นความดูแลของรัฐบาล

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทั้งๆ ที่เป็นประเทศรายได้สูง ทำไมคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ถึงเลือกอยู่ในแฟลตของรัฐ ก็คงต้องเล่าไปถึงประวัติของโมลเดลที่อยู่อาศัยในเมืองสิงโตทะเล

สิงคโปร์ในยุคก่อตั้งประเทศเมื่อ 50 กว่าปีก่อนเป็นหมู่บ้านชาวประมง สภาพแออัด และมีสลัมหลายแห่ง รัฐบาลจึงกว้านซื้อเวนคืนจนถือครองที่ดินเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด พอรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินเกือบทั้งประเทศ ก็มีอำนาจการตัดสินใจเพื่อจัดแบ่งโซน เขาเก็บพื้นที่ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ไว้สำหรับอนุรักษ์เป็นพื้นที่สีเขียว อีก 70 เปอร์เซ็นต์ส่วนมากรัฐจัดสรรเอง มีเพียงส่วนน้อยที่เปิดประมูลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนไปพัฒนาต่อ

รัฐจึงนำส่วนที่จัดสรรเองมาสร้างที่อยู่อาศัยแนวสูงเพื่อป้องกันปัญหาความแออัด โดยรัฐเป็นคนวางแผนทั้งหมด เช่น จำนวนตึก ตำแหน่ง ราคา และบุคคลที่ถือครองได้ 

คำว่าถือครอง คือเจ้าของยูนิตที่เช่าจะได้รับสิทธิ์อยู่อาศัยเป็นเวลา 99 ปี สำหรับคนสิงคโปร์ ก็เทียบเท่ากับการซื้อนั่นเอง พอหลังจาก 99 ปี ห้องจะกลับคืนมาเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ รัฐยังจำกัดราคา HDB แฟลต ให้ต่ำกว่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมของเอกชนกว่า 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ายอมขาดทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาซื้อ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าตลาดบวกกับพื้นที่ห้องกว้างขวาง ทำให้ HDB แฟลต เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมของคนสิงคโปร์ เพราะเทียบได้กับรัฐบาลช่วยอุดหนุนเงินซื้อบ้าน เป็น Win-Win Solution 

การควบคุมอุปทานของอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งหมดในประเทศโดยรัฐนี่เอง ทำให้สิงคโปร์ไม่เจอปัญหาราคาที่อยู่อาศัยเกินว่าประชาชนจะจ่ายไหวแบบฮ่องกง 

ที่อยู่อาศัยที่มากกว่าห้องเล็กบนตึกสูง

การที่ประชาชนส่วนมากต้องใช้ชีวิตบนตึกสูง จึงเกิดโจทย์ยากว่า จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเครียดจากพื้นที่จำกัดในแฟลต และสร้างสังคมที่ให้คนมาพบปะทำกิจกรรมด้วยกันได้อย่างไร

คอนเซ็ปต์ของการออกแบบ HDB แฟลต จึงไม่ได้มีแค่ตัวตึก แต่เป็นการสร้างชุมชนที่ทำให้คำว่าบ้าน กว้างไปว่าห้องที่ครอบครัวอาศัยอยู่ โดยมีวิธีการคือ สร้าง HDB Town (เมืองขนาดย่อม) จัดตึก HDB เป็นคลัสเตอร์ ส่วนที่ว่างระหว่างกลุ่มตึกสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็ก สนามเด็กเล่น เครื่องออกกำลังกายง่ายๆ เกิดเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้มาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมด้วยกัน ในแต่ละชุมชนจะมีการสร้าง Hawker Centre (ศูนย์อาหาร) ซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนเย็นๆ จะเห็นเพื่อนบ้านหรือเครือญาติมาจับกลุ่มกินข้าว ดื่มเครื่องดื่ม หรือเล่นหมากรุกกันที่ Hawker Centre อย่างออกรส

นอกจากนั้นมีการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในระยะที่เดินถึง สร้างโรงเรียน สถานีรถไฟฟ้า และ Shopping Centre ในตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางเชื่อม HDB คลัสเตอร์กลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเชื่อมให้เกิดสังคมย่อมๆ 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ยังมีความใส่ใจเล็กๆ อีกมาก เช่น การทำทางเดินให้มีหลังคาจากสถานีรถไฟฟ้าจนถึงแหล่งชุมชน เอื้อให้เกิดการเดินเท้าเพื่อไปต่อระบบขนส่งสาธารณะ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเห็นจะเป็นการออกแบบ HDB Town ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่โดยรอบ โดยมีการสร้างอัตลักษณ์ของแต่ละโซน เช่น Punggol ที่ออกแบบให้เป็นชุมชนริมน้ำหรือ Tengah ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ป่า และจำกัดปริมาณรถที่จะผ่านโซนนี้เพื่อลดมลพิษทางเสียง 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

การจัดการที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคม

ถึง HDB แฟลตโมเดลจะสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อันจำกัด แต่การบริหารจัดการตึกก็ถูกใช้เป็นวิธีในการโน้มนำสังคมให้เป็นไปตามแบบอย่างที่รัฐอยากสนับสนุน อย่างนโยบายสร้างความยอมรับและกลมกลืนทางวัฒนธรรม โดยจัดให้คนต่างเชื้อชาติมาเป็นเพื่อนบ้านกัน เพื่อการสร้างความสงบสุขในสังคมที่ประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

จึงเกิด ‘การจำกัดจำนวนห้องต่อเชื้อชาติในแต่ละตึก’ ให้มีประชากรของสิงคโปร์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเชื้อสายจีน มาเลย์ 15 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการนี้จะทำให้คนเชื้อชาติจีน อินเดีย หรือมาเลย์ ต้องพบปะเจอหน้าและคุ้นชิน จนกระทั่งยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปเอง 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพยายามโปรโมตความหลากหลายทางเชื้อชาติในทุกแง่ที่ทำได้ ทั้งประกาศให้ภาษาราชการของสิงคโปร์มี 4 ภาษาคือ อังกฤษ จีน มาเลย์ และทมิฬ (รัฐหนึ่งของอินเดียใต้) เวลามีประกาศในรถใต้ดิน เช่น สถานีต่อไปคืออะไร ก็จะเป็นการประกาศ 4 ภาษา กว่าจะฟังจบก็ถึงสถานีที่จะลงพอดี ฉันว่าน่ารักดี 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

อีกตัวอย่างของการการใช้ HDB แฟลต เพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคมคือ มีข้อบังคับว่า ‘ชาวสิงคโปร์หรือผู้อยู่อาศัยถาวรที่แต่งงานแล้วเท่านั้น’ ถึงจะซื้อ HDB แฟลต จากรัฐได้ก่อนอายุ 35 ปี

ที่นี่เลยแซวกันว่า เวลาขอแฟนแต่งงาน ไม่ใช่พูดว่า “แต่งงานกับฉันไหม” แต่จะบอกว่า “เรามาซื้อ HDB แฟลตด้วยกันไหม” ทำไมรัฐบาลถึงทำแบบนี้ ก็เพราะว่าประชากรสิงคโปร์เริ่มลดลง เนื่องจากคนไม่อยากมีลูก ฉันคิดว่ามีปัจจัยหลายอย่าง แต่หลักๆ น่าจะเป็นค่าครองชีพและสังคมที่การแข่งขันสูง ทั้งในโรงเรียนตลอดจนที่ทำงาน ฉะนั้นรัฐบาลก็เลยพยายามหยิบยื่นแรงจูงใจให้ทั้งเรื่องการซื้อแฟลต และลดภาษีให้ครอบครัวที่มีลูกด้วย

HDB กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป 

เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลา 50 ปี ส่งผลให้ประชาชนรุ่นใหม่มีรายได้สูง และมีความต้องการสิ่งแวดล้อมของอาศัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น เช่น การย่นระยะการเดินทางไปทำงาน ตึกที่ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบคอนโดมิเนียม รัฐบาลเองก็เล็งเห็นถึงค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้และพยายามปรับตัวตาม โดยสร้าง HDB แฟลต รุ่นใหม่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกเอกชน เน้นดีไซน์ทันสมัย และทำเลใกล้โซนธุรกิจ อย่าง The [email protected] ซึ่งแทบแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคอนโดมิเนียมเอกชนหรือแฟลตของรัฐ ที่นี่มีจุดชมวิวทะเลบนดาดฟ้า มีสวนที่ให้วิ่งออกกำลังกายบนตึก 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทว่าสังคมที่ต้องการความเสรีมากขึ้น เช่น สิทธิเพศทางเลือก เริ่มกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คนรุ่นใหม่ถกเถียงถึงความเหมาะสมของข้อจำกัดในปัจจุบันของ HDB แฟลต เนื่องจากการแต่งงานกับเพศเดียวกันไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายในสิงคโปร์ นั่นแปลว่าคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันก็ไม่มีสิทธิ์ซื้อ HDB แฟลต ได้ และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการซื้อหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมเอกชน รวมถึงต้องรอจนกว่าอายุ 35 ปีก่อนซื้อ โดยใช้สิทธิ์ในฐานะคนโสด 

ถ้าแฟลตรัฐบาลวิวัฒนาการไปตามเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ฉันคิดว่า Public Housing จะเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยหลักของชาวสิงคโปร์ไปได้อีกหลายสมัย เพราะความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมการออกแบบที่ทำให้เห็นแล้ว หากโอกาสในการผ่อนคลายข้อกำหนดผู้มีสิทธ์ซื้อในอนาคตให้เปิดกว้าง ก็เป็นเรื่องน่าจับตามอง 

แต่ที่แน่ๆ ณ วันนี้ เราเรียนรู้ Urban Planning ที่เป็นระบบ และหยิบคอนเซ็ปต์การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบองค์รวมของสิงคโปร์ ไปเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศในโลกที่กำลังพัฒนาไปเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ได้

Writer & Photographer

ชมพูนุช ชัชวาลย์

นักเดินทางที่ไปมาทุกทวีปทั่วโลก ทุกครั้งมีจุดหมายเพื่อไปทำงาน แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องราวดีๆ เก็บมาเป็นความประทับใจเล่าสู่กันฟัง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

หันซ้ายแลขวา เห็นคนใกล้ตัวต่างก็มีสัตว์เลี้ยงข้างกายกันทั้งนั้น เป็นเทรนด์ก็ว่าใช่ เพราะบางคู่ที่ไม่อยากมีลูก ก็เปลี่ยนมาเลี้ยงเจ้าหมาสี่ขา แล้วยกให้เป็นโซ่ทองคล้องใจแทน หลายคนอยู่บ้าน Work from Home มาแรมปีก็เปลี่ยวเหงา เลยรับแมวตัวจ้อย กระต่ายตัวจิ๊ดมาอยู่ด้วย ส่วนบางคนต่อให้อยากเลี้ยงใจจะขาด แต่ที่อยู่ดันไม่เอื้ออำนวยก็มี 

คอลัมน์หมู่บ้านเข้าใจปัญหานี้ เลยอาสาหาทางออกให้ พาไปเปิดที่อยู่อาศัยเอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมที่ยอมให้เพื่อนแสนรักไปอยู่ได้เท่านั้น แต่ที่นี่เรียกได้ว่าออกแบบทุกชิ้นส่วน ทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่เข้าประตูจนถึงเข้านอน ให้ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย รวมถึงคำนึงถึงหลักสุขอนามัย ซึ่งผ่านการวิจัยและคิดมาอย่างดีในทุกรายละเอียด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข คิดดูเถอะว่าขนาดคนไม่มีสัตว์เลี้ยงแบบเราแอบไปทำความรู้จักมา ยังอยากย้ายเข้าไปอยู่ แล้วหาเพื่อนสี่ขารู้ใจสักตัวไปอยู่เป็นเพื่อนเลยล่ะ 

ถ้าพร้อมแล้ว เราขอพาคุณไปทำความรู้จักโครงการ Whizdom The Forestias โดย MQDC กันได้เลย

เมืองแห่งสัตว์เลี้ยง

ใครที่เป็นสายการ์ตูนแล้วจินตนาการอยากให้มีโลกของเหล่าสัตว์เลี้ยงแบบใน The Secret Life of Pets ที่เหล่าทาสและเจ้านายหลากหลายได้มาอยู่ร่วมกันที่ตึก Petopia ใน Whizdom The Forestias คือโครงการที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ 

Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อโครงการที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ขนาด 398 ไร่ของ ‘The Forestias’ หรือเมืองขนาดย่อมที่รวมเอาผืนป่าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นโปรเจกต์ยักษ์น่าจับตา ล่าสุด Whizdom The Forestias เป็นอีกหนึ่งโครงการน้องใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยคอนเซปต์บ้านแนวตั้งเน้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทั้งความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นคอนโดมิเนียม High Rise ในชื่อ Petopia ขนาด 43 ชั้นท่ามกลางป่า 30 ไร่ ที่พร้อมพาพลพรรคคนรักสัตว์และเหล่าสัตว์เลี้ยงให้มาอยู่ร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์ให้การใช้ชีวิตของคนในยุคนี้ ที่อยากดูแลสัตว์เลี้ยงข้างกายให้มีชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน 

แถมความพิเศษของอาคารเพื่อเหล่าสัตว์เลี้ยงแห่งนี้ ไม่เหมือนกับคอนโดมิเนียมทั่วไปที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ เพราะพวกเขายังค้นคว้า ทำวิจัยกันแบบจริงจัง และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อออกแบบอาคารนี้ให้ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงในทุกด้าน นับว่าเป็นแห่งแรกๆ เลยที่เราเห็นว่าดีไซน์กันทุกฟังก์ชันอย่างแท้จริง

เจ้าของไม่อยู่ เจ้านายร่าเริง

เริ่มกันตั้งแต่เดินเข้ามายังด้านในตัวอาคาร เราจะได้พบประตูแบบ Double Gate เป็นด่านแรกที่ Main Lobby ซึ่งกั้นไว้ถึง 2 ชั้น เพื่อไม่ให้น้องๆ วิ่งเตลิดออกไปได้ พร้อมที่นั่งพักข้างๆ เจ้าของ ขณะที่เรากำลังนั่งเม้าหรือพักผ่อน

Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร

ที่สำคัญ ทุกสถานที่และส่วนกลางในตึก Petopia สามารถจูงน้องๆ เข้านอกออกในได้เกือบทั้งหมด ส่วนสวนบนดาดฟ้า ก็ปลูกพืชพันธุ์ปลอดภัยให้สัตว์เลี้ยงเดินชมวิวไปและกินไปได้ มีเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางอย่าง Pet play ground ลานให้สุนัขได้ออกกำลังกาย วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ระหว่างเจ้าของนั่งทำงานหรือพักผ่อน พร้อมเครื่องกดอาหารอัตโนมัติ จนถึง Relaxation Room และ Co-living Room ส่วนทำงานพร้อมพื้นที่ให้น้องแมววิ่งเล่น ที่ตั้งใจแยกฝั่งสำหรับน้องหมาและน้องแมวก็เพื่อป้องกันอันตรายหากน้องๆ ต้องเผชิญหน้ากัน ทางโครงการร่วมมือกับทาง Petology ผู้นำด้าน Pet Technology ในการออกแบบและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงด้วย

Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร
Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร

เพราะคิดถึงสุขอนามัยของทั้งคนและสัตว์ โครงการยังจัดห้องซักล้างที่มีเครื่องซักผ้า แยกสำหรับของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะให้ด้วย และเรายังผูกสายจูงหรืออุ้มน้องๆ ที่รักขึ้นลิฟต์ได้เลยและด้านในมีระบบไอออนที่ช่วยฆ่าเชื้อ เรียกได้ว่าปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัวจริงๆ

และถ้าวันใดเจ้าของเกิดไม่ว่างดูแลพวกเขา ในอนาคตก็จะมี Pet Day Care รับฝากเลี้ยงน้องเมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยเป็นบริการเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 

ก๊อกๆๆ เปิดห้องเลี้ยงสัตว์

หากทึ่งกับความใส่ใจของพื้นที่ส่วนกลางแล้ว ในห้องพักอาจทำให้ประหลาดใจได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะ Petopia เป็นโครงการที่ดูแลคนและสัตว์กันอย่างรอบด้าน เต็มไปด้วยแนวคิดอันแยบคายตั้งแต่ก้าวแรก

Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร

หลังประตูปิดลง สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้คือความเงียบ จากปัญหามากมายที่ทีมงานทำการบ้านรวบรวมมา หนึ่งในนั้นคือเรื่องปัญหาเสียงดังรบกวนกัน นำมาสู่ออกแบบสิ่งที่ดูเล็กน้อยแต่สำคัญอย่าง Door Seal & Drop Seal ซึ่งอยู่ด้านในของขอบประตู ช่วยกันเสียงทั้งด้านในและนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้า-ออกได้ 

และถ้าเหลือบมองต่อไปอีกไม่ไกลในห้องนอน บานกระจก IGU ก็ช่วยป้องกันเสียงได้อีกทาง เพราะติดตั้งด้วยกระจก 2 ชั้น และออกแบบให้มีช่องว่างตรงกลาง แถมยังช่วยช่วยกรองแสง และป้องกันความร้อนได้อีกด้วย

Petopia คอนโดที่ออกแบบเพื่อเลี้ยงสัตว์อย่างสบายใจ ให้อยู่ดี ปลอดภัย และไม่รบกวนใคร

ความจริงจังเรื่องเสียงยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะทางโครงการมีการสร้างห้องทดสอบ หรือ Lab Room จำลองห้องเสมือนจริง โดยให้ Acoustic Designer มาช่วยกันออกแบบเสียงในห้องพัก ทั้งพื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ประตู จนถึง หน้าต่าง ผ่านการเห่าแข่งกันของน้องหมา 2 ตัว ดูความดังของเสียง แล้วหาทางพัฒนาต่อเพื่อลดเสียงรบกวนให้ได้มากที่สุด 

Safety First ปลอดภัยไว้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ห่วงเรื่องความปลอดภัยของเหล่าสัตว์ตัวเล็ก-ใหญ่ เป็นสำคัญ

เคยได้ยินประสบการณ์จากเหล่าทาสน้องหมาในคอนโดฯ มาบ้าง ว่าเวลาต้องต้อนรับแขกที่มาเยือน หรือพอประตูเปิดปุ๊บ เจ้าสี่ขาแสนซนที่จ้องอยู่นั้น ก็พร้อมกระโจนออกไปได้ทุกเมื่อ ตะขอเกี่ยวรูปร่างแปลกตาจึงเกิดมาเพื่อการนี้ โดยขอเกี่ยวเช่นนี้ออกแบบร่วมกับสัตวแพทย์ ช่วยนั่งเลือก นั่งคิด และทดลอง จนได้ขอเกี่ยวลักษณะดวงกลม ช่วยให้ไม่รั้งหรือกระชากคอน้องจนบาดเจ็บเวลากระโดด รวมถึงป้องกันสายจูงที่ล็อกเอาไว้ไม่ให้หลุด เวลาน้องหมาพยายามวิ่งออกไป

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร
ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร

แถมยังมีอีก 2 จุดคือในห้องน้ำฝั่งเปียกและแห้งเพื่อง่ายต่อการอาบน้ำและไดร์ขน แถมโซน Shower Area ก็ไม่ต้องห่วงหากน้องมีปัญหาซุกซน เพราะออกแบบกันตั้งแต่ค่า R10 ของพื้นให้มีความลื่นพอดี สุขภัณฑ์ต่างๆ อย่างฝักบัวแยก สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ออกแบบให้ควบคุมด้วยมือเดียวได้ หากอีกมือจับเจ้าสัตว์เลี้ยงเอาไว้ ที่นั่งอาบน้ำก็ออกแบบให้รับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม และยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมให้น้องๆ นั่ง มีตะแกรงกันกลิ่น 3 ชั้น ช่วยกรองไม่ให้ขนอุดตัน หรือถึงแม้มีปัญหาเกี่ยวกับท่อน้ำ ก็ไม่ต้องขึ้นไปเคาะประตูรบกวนห้องด้านล่างอีกต่อไป เพราะทุกห้องในโครงการของ Whizdom The Forestias ใช้ระบบท่อระบายออกทางด้านหลังไว้ การซ่อมแซมจึงจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากวนใจใคร

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร

พื้นด้านนอกออกแบบมาให้มีค่าความลื่นต่างจากพื้นห้องปกติเช่นกัน เหตุผลคือเพื่อช่วยเซฟขาและเข่าของสัตว์เวลาเดินในห้อง ซึ่งตัวพื้นเองผ่านการทดสอบรอยขูดขีดของพื้น รวมทั้งยังเป็นวัสดุที่ทนความชื้นและทำความสะอาดง่าย หากเจ้าสัตว์เลี้ยงเล่นปัดถ้วยน้ำหกหรือขับถ่ายไม่เป็นที่ ก็จะไม่เกิดปัญหาในภายหลัง ไปจนถึงการยกปลั๊กไฟให้อยู่สูง 1 เมตร ซึ่งมากกว่าห้องทั่วไปเพื่อความปลอดภัย ส่วนการดีไซน์ห้องครัวแบบปิดนั้น เพื่อช่วยเรื่องกลิ่นและความสะอาดขณะทำอาหาร

เจ้าของไม่อยู่ หนูร่าเริง

เชื่อว่าหลายคนที่โอ๋สัตว์เลี้ยงเหมือนกับลูกคนเล็ก แทบไม่อยากห่างจากอก แต่ถ้าเกิดจำเป็นต้องออกไปข้างนอกจริงๆ เหล่าสัตว์เลี้ยงก็อยู่ได้ เพราะข้อแรก มีน้องไข่ต้ม Home Automation อัจฉริยะทำหน้าที่สอดส่องภายในบ้าน ให้เราดูน้องไลฟ์สดผ่านโทรศัพท์ได้ 24 ชั่วโมง รวมถึงสั่งการทุกอย่างในบ้านได้ด้วยเสียงภาษาไทย หรือจะดูดวง ฟังพยากรณ์อากาศก็ทำได้เช่นกัน 

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร

และอีกข้อคือที่นี่มีประตูลับบานเล็ก หรือ Wicket Door เชื่อมห้องนั่งเล่นไปยังกรงด้านนอก ให้น้องแมวออกไปนั่งส่องนก หรือน้องหมาออกไปทำธุระส่วนตัว ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นกวนใจ

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร


ก่อนจะมาเป็น Wicket Door แบบ Manual เช่นนี้ ก็พัฒนามาหลายขั้นตอนแล้วเช่นกัน ทั้งประตูใส่แบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า แต่เมื่อสัตวแพทย์เข้ามาดูร่วมด้วย ก็พบว่าแม้จะสะดวกแต่หากเกิดเหตุแบตเตอรี่หมด สัตว์เลี้ยงติดอยู่ภายนอก ก็อาจเกิดอาการ Heatstroke ขึ้นได้ เลยพัฒนาต่อให้ง่ายและพร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ ไปจนถึงซี่กรงด้านนอกที่วัดและคำนวณขนาดซี่กรงแล้วว่า แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วก็ผ่านออกไปไม่ได้ 

Love me, Love my pet

นอกจากสัตว์เลี้ยงแล้ว ภายในห้องยังคำนึงถึง Health and Wellbeing ให้คนเลี้ยงรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอย่างแท้จริง ทั้งตู้เก็บของขนาดความลึกถึง 70 เซนติเมตร ให้ใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้าไปได้และมีพื้นที่เก็บของมากขึ้น 

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร

แม้กระทั่งแสงและสีในห้อง พวกเขาก็ให้ความสำคัญ ทั้งไฟที่เลือกค่าความสว่างใกล้ความจริงมากที่สุด ในตำแหน่งที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือบนเตียงที่สุด และสีที่เลือกมาแล้วว่าปลอดภัย ไม่ปล่อยสารระเหยหรือสารเคมีอันตรายใดๆ ออกมา

มีเครื่อง Fresh Air Fan เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์และออกซิเจนเข้ามาภายในห้อง ทำให้เรานอนหลับได้ลึกและดีขึ้น ส่วนอีกเครื่องที่คล้ายกันแต่อยู่ในห้องนั่งเล่น คือ ERV เครื่องแลกเปลี่ยนอากาศ ที่จะช่วยให้อากาศในห้องที่มีสัตว์เลี้ยงถ่ายเทอยู่เสมอ และช่วยกรองฝุ่น PM 2.5 ให้ทั้งคนและสัตว์อยู่ในสภาวะสบายที่สุดแบบไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยให้ทาสอย่างเราๆ ประหยัดค่าไฟได้เพราะเครื่อง ERV ช่วยลดอุณหภูมิจากภายนอกได้ประมาณ 3 องศา และใช้แอร์แบบฝังฝ้าที่เป็นระบบน้ำเย็น จึงทำให้ไม่มีคอมเพรซเซอร์แอร์อยู่ตรงระเบียง จึงทำให้ไม่มีลมร้อนมารบกวน ก็ช่วยให้มีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ใช้ระเบียงได้อย่างเต็มที่ 

วันไหนไฟดับก็ไม่ต้องห่วง เพราะจะมีไฟสำรองใช้ได้นานถึง 8 ชั่วโมง 

ทั้งหมดนี้ ทีมออกแบบเล่าให้ฟังว่าแต่ละห้องของ Petopia ถูกคิดอย่างถี่ถ้วนมาตั้งแต่ต้น รวมถึงพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ อย่างจริงจัง และตั้งใจแก้สารพัดข้อกังวลใจของทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

กติกาการอยู่ร่วมกัน 

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากลากกระเป๋าพาเหล่าสัตว์เลี้ยงมาอยู่ ก็อาจต้องหมายเหตุกฎกติกาการอยู่ร่วมกันเอาไว้สักนิด ว่าถึงแม้จะเข้านอกออกในได้ทั่วทั้งตึก แต่สระว่ายน้ำและฟิตเนสอาจต้องงดเว้นเอาไว้เพื่อสุขอนามัย

แล้วเราจะพาสัตว์อะไรมาเลี้ยงได้บ้าง สัตว์แปลกๆ เข้าอยู่ได้ไหม ทางทีมงานก็รีบคลายข้อสงสัยให้ว่า อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ทำร้ายคน หรือเป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นและเพื่อนบ้าน นำมาเลี้ยงได้ น้องสุนัขบางพันธุ์ที่ดุร้ายหรือสัตว์มีพิษอาจไม่ได้รับอนุญาต หากเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ ก็ต้องมาคุยกับทางทีมงานเป็นกรณีไป และอาจมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักตัวและจำนวนของสัตว์เลี้ยงเพิ่มด้วย ว่าต้องไม่เกิน 25 กิโลกรัมต่อตัวเมื่อโตเต็มวัย ในห้องขนาดไม่เกิน 50 ตารางเมตรเลี้ยงสัตว์ได้ 2 ตัว ขนาด 50 – 90 ตารางเมตรได้ไม่เกิน 3 ตัว และ 90 ตารางเมตรขึ้นไปเลี้ยงได้สูงสุด 4 ตัว รวมถึงเจ้าตูบ เจ้าเหมียว และบรรดาสัตว์เลี้ยง ต้องผ่านการฝึกกับผู้เชี่ยวชาญของโครงการประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้คุ้นชินกับสถานที่และอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ 

ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร
ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร
ที่อยู่อาศัยแนวตั้งเพื่อชาว Pet Lover ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่หน้าประตู สู่ส่วนกลางที่คิดเผื่อทั้งคนและเพื่อนแสนรักทุกตารางเมตร

นอกจากนี้ ยังมีอาคารเพื่อนบ้านอีก 2 อาคาร อย่าง Destinia & Mytopia สำหรับคนโสด คู่รัก หรือครอบครัวเล็กๆ ที่อยากได้พื้นที่ส่วนตัว ซึ่งทางทีมออกแบบก็คิดมาอย่างดีว่า ทำยังไงให้ตึกที่มีเหล่าน้องๆ แสนรักก็จะไม่มารบกวนตึกข้างเคียง

ในโครงการยังมีความพิเศษอีกมากมาย ที่เหล่าคนรักสัตว์เลี้ยงคงต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจพอทำให้เราเข้าใจแล้ว ว่ายังมีที่อยู่อาศัยที่เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพทุกชีวิต แถมยังเป็นแห่งแรกๆ ที่เราพบว่าทุ่มเทและใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อทั้งคน สัตว์เลี้ยง และเพื่อนบ้านคนรักสัตว์ด้วยกัน อยู่ร่วมกันอย่างดีและมีความสุข จนอยากชวนเข้าไปสัมผัสความตั้งใจของพวกเขา

โครงการ WHIZDOM THE FORESTIAS PETOPIA ที่อยู่อาศัย Pet Friendly เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมแบบส่วนตัวพร้อมเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดแล้วตั้งแต่วันนี้ นัดหมายเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ bit.ly/2Uwif6q โทร. 1265 หรือผ่านช่องทาง LINE OA : MQDC ที่ bit.ly/3xUA8KVt

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load