ทุกครั้งที่เดินทางกลับมาที่สิงคโปร์ ฉันชอบนั่งริมหน้าต่างเครื่องบินแล้วมองลงมาก่อนเครื่องจะลงจอดที่สนามบินชางงี ภาพแรกที่เห็นเป็นทะเลสีคราม เต็มไปด้วยเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ลอยลำเตรียมเทียบท่า พอเครื่องบินลดระดับลง ภาพถัดมาเป็นตึกสูงเรียงรายอัดแน่นเต็มพื้นที่อย่างระเบียบเรียบร้อย และมีสีเขียวของต้นไม้แซมอยู่

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

สิงคโปร์เรียกตัวเองว่าเป็นจุดในแผนที่โลก (Little Red Dot) มีภูมิศาสตร์เป็นเกาะขนาดใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตแค่นิดเดียว แต่มีประชากรกว่า 6 ล้านคน และเพิ่มมากขึ้นๆ เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติ ด้วยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

ฉันอยู่สิงคโปร์เกือบ 5 ปี ตั้งแต่มาแลกเปลี่ยนตอนปริญญาตรี เรียนปริญญาโท และเริ่มทำงาน จนเรียกเกาะแห่งนี้เป็นบ้านหลังที่สองได้ แม้ว่าปัจจุบันจะย้ายมาอยู่อเมริกาแทน 

สิงคโปร์มีเรื่องราวล้ำๆ หลายอย่างที่อยากเอามาแบ่งปัน สำหรับคอลัมน์หมู่บ้านเลยขอพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของประเทศนี้ที่เรียกว่า ‘HDB แฟลต’ (Housing & Development Board) หรือโมเดลการอยู่อาศัยบนที่สูงของสิงคโปร์

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ประเทศเดียวในโลกเสรี ที่ประชากรเกือบทั้งหมดอาศัยในบ้านพักที่รัฐบาลจัดสรร

สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มากกว่าฮ่องกง แต่ทำไมราคาที่พักอาศัยยังพอเข้าถึงได้ ประชากรเป็นเจ้าของบ้านเองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และยังมีพื้นที่อยู่อาศัยเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจอปัญหาแออัด หรือต้องอาศัยในห้องพักขนาดเล็กจนเอื้อมมือไปแตะฝาผนังได้ครบทุกด้านแบบฮ่องกง

นั่นเพราะเกาะเล็กๆ แห่งนี้มี HDB แฟลต หรือตึกอยู่อาศัยที่จัดสรรโดยรัฐบาลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2503

คนประเทศอื่นเวลาพูดว่า Public Housing มักคิดว่ามีไว้สำหรับกลุ่มประชากรรายได้น้อยที่รัฐบาลต้องอุปถัมภ์ แต่ที่สิงคโปร์ ประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยใน HDB แฟลต 

เห็นข้างนอกหน้าตาแบบนี้ แต่ภายในยูนิตค่อนข้างกว้างขวาง มีตั้งแต่ห้องเดี่ยวถึง 5 ห้อง เจ้าของยูนิตจะจัดแต่งต่อเติมภายในห้องยังไงก็ได้ แต่ที่พื้นที่ส่วนรวมและด้านนอกเป็นความดูแลของรัฐบาล

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทั้งๆ ที่เป็นประเทศรายได้สูง ทำไมคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ถึงเลือกอยู่ในแฟลตของรัฐ ก็คงต้องเล่าไปถึงประวัติของโมลเดลที่อยู่อาศัยในเมืองสิงโตทะเล

สิงคโปร์ในยุคก่อตั้งประเทศเมื่อ 50 กว่าปีก่อนเป็นหมู่บ้านชาวประมง สภาพแออัด และมีสลัมหลายแห่ง รัฐบาลจึงกว้านซื้อเวนคืนจนถือครองที่ดินเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด พอรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินเกือบทั้งประเทศ ก็มีอำนาจการตัดสินใจเพื่อจัดแบ่งโซน เขาเก็บพื้นที่ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ไว้สำหรับอนุรักษ์เป็นพื้นที่สีเขียว อีก 70 เปอร์เซ็นต์ส่วนมากรัฐจัดสรรเอง มีเพียงส่วนน้อยที่เปิดประมูลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนไปพัฒนาต่อ

รัฐจึงนำส่วนที่จัดสรรเองมาสร้างที่อยู่อาศัยแนวสูงเพื่อป้องกันปัญหาความแออัด โดยรัฐเป็นคนวางแผนทั้งหมด เช่น จำนวนตึก ตำแหน่ง ราคา และบุคคลที่ถือครองได้ 

คำว่าถือครอง คือเจ้าของยูนิตที่เช่าจะได้รับสิทธิ์อยู่อาศัยเป็นเวลา 99 ปี สำหรับคนสิงคโปร์ ก็เทียบเท่ากับการซื้อนั่นเอง พอหลังจาก 99 ปี ห้องจะกลับคืนมาเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ รัฐยังจำกัดราคา HDB แฟลต ให้ต่ำกว่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมของเอกชนกว่า 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ายอมขาดทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาซื้อ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าตลาดบวกกับพื้นที่ห้องกว้างขวาง ทำให้ HDB แฟลต เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมของคนสิงคโปร์ เพราะเทียบได้กับรัฐบาลช่วยอุดหนุนเงินซื้อบ้าน เป็น Win-Win Solution 

การควบคุมอุปทานของอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งหมดในประเทศโดยรัฐนี่เอง ทำให้สิงคโปร์ไม่เจอปัญหาราคาที่อยู่อาศัยเกินว่าประชาชนจะจ่ายไหวแบบฮ่องกง 

ที่อยู่อาศัยที่มากกว่าห้องเล็กบนตึกสูง

การที่ประชาชนส่วนมากต้องใช้ชีวิตบนตึกสูง จึงเกิดโจทย์ยากว่า จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเครียดจากพื้นที่จำกัดในแฟลต และสร้างสังคมที่ให้คนมาพบปะทำกิจกรรมด้วยกันได้อย่างไร

คอนเซ็ปต์ของการออกแบบ HDB แฟลต จึงไม่ได้มีแค่ตัวตึก แต่เป็นการสร้างชุมชนที่ทำให้คำว่าบ้าน กว้างไปว่าห้องที่ครอบครัวอาศัยอยู่ โดยมีวิธีการคือ สร้าง HDB Town (เมืองขนาดย่อม) จัดตึก HDB เป็นคลัสเตอร์ ส่วนที่ว่างระหว่างกลุ่มตึกสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็ก สนามเด็กเล่น เครื่องออกกำลังกายง่ายๆ เกิดเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้มาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมด้วยกัน ในแต่ละชุมชนจะมีการสร้าง Hawker Centre (ศูนย์อาหาร) ซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนเย็นๆ จะเห็นเพื่อนบ้านหรือเครือญาติมาจับกลุ่มกินข้าว ดื่มเครื่องดื่ม หรือเล่นหมากรุกกันที่ Hawker Centre อย่างออกรส

นอกจากนั้นมีการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในระยะที่เดินถึง สร้างโรงเรียน สถานีรถไฟฟ้า และ Shopping Centre ในตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางเชื่อม HDB คลัสเตอร์กลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเชื่อมให้เกิดสังคมย่อมๆ 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ยังมีความใส่ใจเล็กๆ อีกมาก เช่น การทำทางเดินให้มีหลังคาจากสถานีรถไฟฟ้าจนถึงแหล่งชุมชน เอื้อให้เกิดการเดินเท้าเพื่อไปต่อระบบขนส่งสาธารณะ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเห็นจะเป็นการออกแบบ HDB Town ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่โดยรอบ โดยมีการสร้างอัตลักษณ์ของแต่ละโซน เช่น Punggol ที่ออกแบบให้เป็นชุมชนริมน้ำหรือ Tengah ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ป่า และจำกัดปริมาณรถที่จะผ่านโซนนี้เพื่อลดมลพิษทางเสียง 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

การจัดการที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคม

ถึง HDB แฟลตโมเดลจะสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อันจำกัด แต่การบริหารจัดการตึกก็ถูกใช้เป็นวิธีในการโน้มนำสังคมให้เป็นไปตามแบบอย่างที่รัฐอยากสนับสนุน อย่างนโยบายสร้างความยอมรับและกลมกลืนทางวัฒนธรรม โดยจัดให้คนต่างเชื้อชาติมาเป็นเพื่อนบ้านกัน เพื่อการสร้างความสงบสุขในสังคมที่ประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

จึงเกิด ‘การจำกัดจำนวนห้องต่อเชื้อชาติในแต่ละตึก’ ให้มีประชากรของสิงคโปร์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเชื้อสายจีน มาเลย์ 15 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการนี้จะทำให้คนเชื้อชาติจีน อินเดีย หรือมาเลย์ ต้องพบปะเจอหน้าและคุ้นชิน จนกระทั่งยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปเอง 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพยายามโปรโมตความหลากหลายทางเชื้อชาติในทุกแง่ที่ทำได้ ทั้งประกาศให้ภาษาราชการของสิงคโปร์มี 4 ภาษาคือ อังกฤษ จีน มาเลย์ และทมิฬ (รัฐหนึ่งของอินเดียใต้) เวลามีประกาศในรถใต้ดิน เช่น สถานีต่อไปคืออะไร ก็จะเป็นการประกาศ 4 ภาษา กว่าจะฟังจบก็ถึงสถานีที่จะลงพอดี ฉันว่าน่ารักดี 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

อีกตัวอย่างของการการใช้ HDB แฟลต เพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคมคือ มีข้อบังคับว่า ‘ชาวสิงคโปร์หรือผู้อยู่อาศัยถาวรที่แต่งงานแล้วเท่านั้น’ ถึงจะซื้อ HDB แฟลต จากรัฐได้ก่อนอายุ 35 ปี

ที่นี่เลยแซวกันว่า เวลาขอแฟนแต่งงาน ไม่ใช่พูดว่า “แต่งงานกับฉันไหม” แต่จะบอกว่า “เรามาซื้อ HDB แฟลตด้วยกันไหม” ทำไมรัฐบาลถึงทำแบบนี้ ก็เพราะว่าประชากรสิงคโปร์เริ่มลดลง เนื่องจากคนไม่อยากมีลูก ฉันคิดว่ามีปัจจัยหลายอย่าง แต่หลักๆ น่าจะเป็นค่าครองชีพและสังคมที่การแข่งขันสูง ทั้งในโรงเรียนตลอดจนที่ทำงาน ฉะนั้นรัฐบาลก็เลยพยายามหยิบยื่นแรงจูงใจให้ทั้งเรื่องการซื้อแฟลต และลดภาษีให้ครอบครัวที่มีลูกด้วย

HDB กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป 

เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลา 50 ปี ส่งผลให้ประชาชนรุ่นใหม่มีรายได้สูง และมีความต้องการสิ่งแวดล้อมของอาศัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น เช่น การย่นระยะการเดินทางไปทำงาน ตึกที่ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบคอนโดมิเนียม รัฐบาลเองก็เล็งเห็นถึงค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้และพยายามปรับตัวตาม โดยสร้าง HDB แฟลต รุ่นใหม่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกเอกชน เน้นดีไซน์ทันสมัย และทำเลใกล้โซนธุรกิจ อย่าง The [email protected] ซึ่งแทบแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคอนโดมิเนียมเอกชนหรือแฟลตของรัฐ ที่นี่มีจุดชมวิวทะเลบนดาดฟ้า มีสวนที่ให้วิ่งออกกำลังกายบนตึก 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทว่าสังคมที่ต้องการความเสรีมากขึ้น เช่น สิทธิเพศทางเลือก เริ่มกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คนรุ่นใหม่ถกเถียงถึงความเหมาะสมของข้อจำกัดในปัจจุบันของ HDB แฟลต เนื่องจากการแต่งงานกับเพศเดียวกันไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายในสิงคโปร์ นั่นแปลว่าคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันก็ไม่มีสิทธิ์ซื้อ HDB แฟลต ได้ และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการซื้อหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมเอกชน รวมถึงต้องรอจนกว่าอายุ 35 ปีก่อนซื้อ โดยใช้สิทธิ์ในฐานะคนโสด 

ถ้าแฟลตรัฐบาลวิวัฒนาการไปตามเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ฉันคิดว่า Public Housing จะเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยหลักของชาวสิงคโปร์ไปได้อีกหลายสมัย เพราะความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมการออกแบบที่ทำให้เห็นแล้ว หากโอกาสในการผ่อนคลายข้อกำหนดผู้มีสิทธ์ซื้อในอนาคตให้เปิดกว้าง ก็เป็นเรื่องน่าจับตามอง 

แต่ที่แน่ๆ ณ วันนี้ เราเรียนรู้ Urban Planning ที่เป็นระบบ และหยิบคอนเซ็ปต์การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบองค์รวมของสิงคโปร์ ไปเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศในโลกที่กำลังพัฒนาไปเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ได้

Writer & Photographer

ชมพูนุช ชัชวาลย์

นักเดินทางที่ไปมาทุกทวีปทั่วโลก ทุกครั้งมีจุดหมายเพื่อไปทำงาน แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องราวดีๆ เก็บมาเป็นความประทับใจเล่าสู่กันฟัง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load