ทุกครั้งที่เดินทางกลับมาที่สิงคโปร์ ฉันชอบนั่งริมหน้าต่างเครื่องบินแล้วมองลงมาก่อนเครื่องจะลงจอดที่สนามบินชางงี ภาพแรกที่เห็นเป็นทะเลสีคราม เต็มไปด้วยเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ลอยลำเตรียมเทียบท่า พอเครื่องบินลดระดับลง ภาพถัดมาเป็นตึกสูงเรียงรายอัดแน่นเต็มพื้นที่อย่างระเบียบเรียบร้อย และมีสีเขียวของต้นไม้แซมอยู่

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

สิงคโปร์เรียกตัวเองว่าเป็นจุดในแผนที่โลก (Little Red Dot) มีภูมิศาสตร์เป็นเกาะขนาดใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตแค่นิดเดียว แต่มีประชากรกว่า 6 ล้านคน และเพิ่มมากขึ้นๆ เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติ ด้วยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

ฉันอยู่สิงคโปร์เกือบ 5 ปี ตั้งแต่มาแลกเปลี่ยนตอนปริญญาตรี เรียนปริญญาโท และเริ่มทำงาน จนเรียกเกาะแห่งนี้เป็นบ้านหลังที่สองได้ แม้ว่าปัจจุบันจะย้ายมาอยู่อเมริกาแทน 

สิงคโปร์มีเรื่องราวล้ำๆ หลายอย่างที่อยากเอามาแบ่งปัน สำหรับคอลัมน์หมู่บ้านเลยขอพูดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของประเทศนี้ที่เรียกว่า ‘HDB แฟลต’ (Housing & Development Board) หรือโมเดลการอยู่อาศัยบนที่สูงของสิงคโปร์

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ประเทศเดียวในโลกเสรี ที่ประชากรเกือบทั้งหมดอาศัยในบ้านพักที่รัฐบาลจัดสรร

สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มากกว่าฮ่องกง แต่ทำไมราคาที่พักอาศัยยังพอเข้าถึงได้ ประชากรเป็นเจ้าของบ้านเองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และยังมีพื้นที่อยู่อาศัยเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจอปัญหาแออัด หรือต้องอาศัยในห้องพักขนาดเล็กจนเอื้อมมือไปแตะฝาผนังได้ครบทุกด้านแบบฮ่องกง

นั่นเพราะเกาะเล็กๆ แห่งนี้มี HDB แฟลต หรือตึกอยู่อาศัยที่จัดสรรโดยรัฐบาลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2503

คนประเทศอื่นเวลาพูดว่า Public Housing มักคิดว่ามีไว้สำหรับกลุ่มประชากรรายได้น้อยที่รัฐบาลต้องอุปถัมภ์ แต่ที่สิงคโปร์ ประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยใน HDB แฟลต 

เห็นข้างนอกหน้าตาแบบนี้ แต่ภายในยูนิตค่อนข้างกว้างขวาง มีตั้งแต่ห้องเดี่ยวถึง 5 ห้อง เจ้าของยูนิตจะจัดแต่งต่อเติมภายในห้องยังไงก็ได้ แต่ที่พื้นที่ส่วนรวมและด้านนอกเป็นความดูแลของรัฐบาล

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทั้งๆ ที่เป็นประเทศรายได้สูง ทำไมคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ถึงเลือกอยู่ในแฟลตของรัฐ ก็คงต้องเล่าไปถึงประวัติของโมลเดลที่อยู่อาศัยในเมืองสิงโตทะเล

สิงคโปร์ในยุคก่อตั้งประเทศเมื่อ 50 กว่าปีก่อนเป็นหมู่บ้านชาวประมง สภาพแออัด และมีสลัมหลายแห่ง รัฐบาลจึงกว้านซื้อเวนคืนจนถือครองที่ดินเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด พอรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินเกือบทั้งประเทศ ก็มีอำนาจการตัดสินใจเพื่อจัดแบ่งโซน เขาเก็บพื้นที่ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ไว้สำหรับอนุรักษ์เป็นพื้นที่สีเขียว อีก 70 เปอร์เซ็นต์ส่วนมากรัฐจัดสรรเอง มีเพียงส่วนน้อยที่เปิดประมูลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนไปพัฒนาต่อ

รัฐจึงนำส่วนที่จัดสรรเองมาสร้างที่อยู่อาศัยแนวสูงเพื่อป้องกันปัญหาความแออัด โดยรัฐเป็นคนวางแผนทั้งหมด เช่น จำนวนตึก ตำแหน่ง ราคา และบุคคลที่ถือครองได้ 

คำว่าถือครอง คือเจ้าของยูนิตที่เช่าจะได้รับสิทธิ์อยู่อาศัยเป็นเวลา 99 ปี สำหรับคนสิงคโปร์ ก็เทียบเท่ากับการซื้อนั่นเอง พอหลังจาก 99 ปี ห้องจะกลับคืนมาเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ รัฐยังจำกัดราคา HDB แฟลต ให้ต่ำกว่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมของเอกชนกว่า 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ายอมขาดทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาซื้อ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าตลาดบวกกับพื้นที่ห้องกว้างขวาง ทำให้ HDB แฟลต เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมของคนสิงคโปร์ เพราะเทียบได้กับรัฐบาลช่วยอุดหนุนเงินซื้อบ้าน เป็น Win-Win Solution 

การควบคุมอุปทานของอสังหาริมทรัพย์เกือบทั้งหมดในประเทศโดยรัฐนี่เอง ทำให้สิงคโปร์ไม่เจอปัญหาราคาที่อยู่อาศัยเกินว่าประชาชนจะจ่ายไหวแบบฮ่องกง 

ที่อยู่อาศัยที่มากกว่าห้องเล็กบนตึกสูง

การที่ประชาชนส่วนมากต้องใช้ชีวิตบนตึกสูง จึงเกิดโจทย์ยากว่า จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเครียดจากพื้นที่จำกัดในแฟลต และสร้างสังคมที่ให้คนมาพบปะทำกิจกรรมด้วยกันได้อย่างไร

คอนเซ็ปต์ของการออกแบบ HDB แฟลต จึงไม่ได้มีแค่ตัวตึก แต่เป็นการสร้างชุมชนที่ทำให้คำว่าบ้าน กว้างไปว่าห้องที่ครอบครัวอาศัยอยู่ โดยมีวิธีการคือ สร้าง HDB Town (เมืองขนาดย่อม) จัดตึก HDB เป็นคลัสเตอร์ ส่วนที่ว่างระหว่างกลุ่มตึกสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็ก สนามเด็กเล่น เครื่องออกกำลังกายง่ายๆ เกิดเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้มาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมด้วยกัน ในแต่ละชุมชนจะมีการสร้าง Hawker Centre (ศูนย์อาหาร) ซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนเย็นๆ จะเห็นเพื่อนบ้านหรือเครือญาติมาจับกลุ่มกินข้าว ดื่มเครื่องดื่ม หรือเล่นหมากรุกกันที่ Hawker Centre อย่างออกรส

นอกจากนั้นมีการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในระยะที่เดินถึง สร้างโรงเรียน สถานีรถไฟฟ้า และ Shopping Centre ในตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางเชื่อม HDB คลัสเตอร์กลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเชื่อมให้เกิดสังคมย่อมๆ 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ยังมีความใส่ใจเล็กๆ อีกมาก เช่น การทำทางเดินให้มีหลังคาจากสถานีรถไฟฟ้าจนถึงแหล่งชุมชน เอื้อให้เกิดการเดินเท้าเพื่อไปต่อระบบขนส่งสาธารณะ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเห็นจะเป็นการออกแบบ HDB Town ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่โดยรอบ โดยมีการสร้างอัตลักษณ์ของแต่ละโซน เช่น Punggol ที่ออกแบบให้เป็นชุมชนริมน้ำหรือ Tengah ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ป่า และจำกัดปริมาณรถที่จะผ่านโซนนี้เพื่อลดมลพิษทางเสียง 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

การจัดการที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคม

ถึง HDB แฟลตโมเดลจะสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อันจำกัด แต่การบริหารจัดการตึกก็ถูกใช้เป็นวิธีในการโน้มนำสังคมให้เป็นไปตามแบบอย่างที่รัฐอยากสนับสนุน อย่างนโยบายสร้างความยอมรับและกลมกลืนทางวัฒนธรรม โดยจัดให้คนต่างเชื้อชาติมาเป็นเพื่อนบ้านกัน เพื่อการสร้างความสงบสุขในสังคมที่ประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

จึงเกิด ‘การจำกัดจำนวนห้องต่อเชื้อชาติในแต่ละตึก’ ให้มีประชากรของสิงคโปร์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเชื้อสายจีน มาเลย์ 15 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการนี้จะทำให้คนเชื้อชาติจีน อินเดีย หรือมาเลย์ ต้องพบปะเจอหน้าและคุ้นชิน จนกระทั่งยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปเอง 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพยายามโปรโมตความหลากหลายทางเชื้อชาติในทุกแง่ที่ทำได้ ทั้งประกาศให้ภาษาราชการของสิงคโปร์มี 4 ภาษาคือ อังกฤษ จีน มาเลย์ และทมิฬ (รัฐหนึ่งของอินเดียใต้) เวลามีประกาศในรถใต้ดิน เช่น สถานีต่อไปคืออะไร ก็จะเป็นการประกาศ 4 ภาษา กว่าจะฟังจบก็ถึงสถานีที่จะลงพอดี ฉันว่าน่ารักดี 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

อีกตัวอย่างของการการใช้ HDB แฟลต เพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคมคือ มีข้อบังคับว่า ‘ชาวสิงคโปร์หรือผู้อยู่อาศัยถาวรที่แต่งงานแล้วเท่านั้น’ ถึงจะซื้อ HDB แฟลต จากรัฐได้ก่อนอายุ 35 ปี

ที่นี่เลยแซวกันว่า เวลาขอแฟนแต่งงาน ไม่ใช่พูดว่า “แต่งงานกับฉันไหม” แต่จะบอกว่า “เรามาซื้อ HDB แฟลตด้วยกันไหม” ทำไมรัฐบาลถึงทำแบบนี้ ก็เพราะว่าประชากรสิงคโปร์เริ่มลดลง เนื่องจากคนไม่อยากมีลูก ฉันคิดว่ามีปัจจัยหลายอย่าง แต่หลักๆ น่าจะเป็นค่าครองชีพและสังคมที่การแข่งขันสูง ทั้งในโรงเรียนตลอดจนที่ทำงาน ฉะนั้นรัฐบาลก็เลยพยายามหยิบยื่นแรงจูงใจให้ทั้งเรื่องการซื้อแฟลต และลดภาษีให้ครอบครัวที่มีลูกด้วย

HDB กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป 

เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลา 50 ปี ส่งผลให้ประชาชนรุ่นใหม่มีรายได้สูง และมีความต้องการสิ่งแวดล้อมของอาศัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น เช่น การย่นระยะการเดินทางไปทำงาน ตึกที่ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบคอนโดมิเนียม รัฐบาลเองก็เล็งเห็นถึงค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้และพยายามปรับตัวตาม โดยสร้าง HDB แฟลต รุ่นใหม่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกเอกชน เน้นดีไซน์ทันสมัย และทำเลใกล้โซนธุรกิจ อย่าง The [email protected] ซึ่งแทบแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคอนโดมิเนียมเอกชนหรือแฟลตของรัฐ ที่นี่มีจุดชมวิวทะเลบนดาดฟ้า มีสวนที่ให้วิ่งออกกำลังกายบนตึก 

HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์
HDB Flat ชีวิตบนที่สูงและโมเดล Public Housing โดยรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดของสิงคโปร์

ทว่าสังคมที่ต้องการความเสรีมากขึ้น เช่น สิทธิเพศทางเลือก เริ่มกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คนรุ่นใหม่ถกเถียงถึงความเหมาะสมของข้อจำกัดในปัจจุบันของ HDB แฟลต เนื่องจากการแต่งงานกับเพศเดียวกันไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายในสิงคโปร์ นั่นแปลว่าคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันก็ไม่มีสิทธิ์ซื้อ HDB แฟลต ได้ และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการซื้อหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมเอกชน รวมถึงต้องรอจนกว่าอายุ 35 ปีก่อนซื้อ โดยใช้สิทธิ์ในฐานะคนโสด 

ถ้าแฟลตรัฐบาลวิวัฒนาการไปตามเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ฉันคิดว่า Public Housing จะเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยหลักของชาวสิงคโปร์ไปได้อีกหลายสมัย เพราะความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมการออกแบบที่ทำให้เห็นแล้ว หากโอกาสในการผ่อนคลายข้อกำหนดผู้มีสิทธ์ซื้อในอนาคตให้เปิดกว้าง ก็เป็นเรื่องน่าจับตามอง 

แต่ที่แน่ๆ ณ วันนี้ เราเรียนรู้ Urban Planning ที่เป็นระบบ และหยิบคอนเซ็ปต์การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบองค์รวมของสิงคโปร์ ไปเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศในโลกที่กำลังพัฒนาไปเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ได้

Writer & Photographer

Avatar

ชมพูนุช ชัชวาลย์

นักเดินทางที่ไปมาทุกทวีปทั่วโลก ทุกครั้งมีจุดหมายเพื่อไปทำงาน แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องราวดีๆ เก็บมาเป็นความประทับใจเล่าสู่กันฟัง

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

รีสอร์ทสู่เรสสิเดนซ์

คอลัมน์หมู่บ้านคราวนี้ พามุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี เยือน ‘Veranda Pool Villas hua hin – cha am’ โครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าติดกับโครงการวีรันดา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน ชะอำ ซึ่งตั้งใจทำให้วันหยุดของเจ้าของบ้านมีคุณค่ามากขึ้น โดย คุณบุ๊ค-คุณวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าถึงความพิเศษของที่นี่ และการขยับขยายธุรกิจจากโรงแรม-รีสอร์ทสู่ที่พักอาศัยแบรนด์วีรันดา  

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

“ตอนแรกรีสอร์ทของเราเปิดที่หัวหิน-ชะอำมากว่า 18 ปี ไม่มีส่วน Residence เพราะความต้องการของลูกค้าในตอนนั้นมีไม่มากครับ มาเริ่มทำเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ สร้างเป็น Residence ติดกับรีสอร์ท 20 ยูนิต”

การขยับไปทำที่พักอาศัยของวีรันดา จึงไม่ใช่การเริ่มใหม่จากศูนย์ซะทีเดียว แต่เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จเดิมของหนึ่งในโรงแรม-รีสอร์ทดีไซน์ดีมีเอกลักษณ์ที่ผู้คนมักจะนึกถึง เมื่อมองหาการบริการแบบ 5 ดาว วิวสวย นอนสบาย หาที่พักง่าย เพราะกระจายอยู่ตามหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ไม่ว่าจะเชียงใหม่ พัทยา หัวหิน หรือ So/Bangkok ที่ได้วิวสวนลุมพินีใจกลางเมือง โรงแรมที่มีสระว่ายน้ำวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ จนอยากเปลี่ยนมาเป็นลูกบ้านก็มีไม่น้อย

บ้านพักตากอากาศที่ดีเป็นอย่างไร 

โครงการ Veranda Pool Villas hua hin – cha am ที่วีรันดากำลังดำเนินการสร้างอยู่ ตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของบ้านพักตากอากาศในย่านหัวหิน-ชะอำ เราเลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงหัวใจของบ้านพักตากอากาศที่ดีผ่านมุมมองเจ้าของโครงการ 

เขาบอกกับเราว่า ‘การทำวันหยุดให้มีคุณค่ามากขึ้น’ เป็นหัวใจสำคัญ

แต่จะทำด้วยวิธีไหน… ไปดูกัน

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

องค์ประกอบสำคัญที่วีรันดาคิดว่าจะทำให้วันหยุดของเจ้าของบ้านมีคุณค่ามากขึ้นนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 – 4 ข้อ 

1. Location

โลเคชันสำคัญเพราะเกี่ยวพันกับเวลา Veranda Pool Villas hua hin – cha am เลยเลือกที่ตั้งที่อยู่บริเวณรอยต่อของชะอำกับหัวหิน บนถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นถนนเส้นหลักรถวิ่งได้สะดวก ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯ ไม่นานก็ถึงที่พัก ทำให้วันหยุดเริ่มต้นได้เร็ว เมื่อเทียบกับโลเคชันอื่นที่ต้องขับรถลงใต้ไปจากตัวเมืองหัวหินอีกครึ่งชั่วโมง อย่างเขาเต่าหรือปราณบุรี

2. Early Check-in / Late Check-Out

อีกข้อดีของการมีบ้านพักตากอากาศ นอกจากการมีห้องพักแน่นอน ไม่ต้องจองล่วงหน้า และไม่โดนฟันราคาในช่วงวีกเอนด์แล้ว ยังมีเรื่องความยืดหยุ่นในการเช็กอิน-เช็กเอาต์ ที่คุณบุ๊คมองว่าสำคัญ และได้เปรียบกว่าการพักโรงแรม รีสอร์ท เพราะเป็นอีกส่วนที่ช่วยยืดเวลาวันหยุดของเราให้ยาวนานขึ้น ออกจากกรุงเทพฯ ได้แต่เช้า เลี่ยงเวลารถติด พอมาถึงแล้วก็เข้าที่พักได้เลย ไม่ต้องรอเช็กอินหลังบ่าย 3 หรือตอนขากลับ ถ้ายังอยากละเลียดใช้เวลาพักผ่อน อ้อยอิ่งได้อีกหน่อย ไม่ต้องรีบตื่นมาเก็บข้าวของให้ทันก่อนเที่ยง

3. Service 

เนื่องจาก Pool Villa ใหม่นี้สร้างติดกับวีรันดา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน-ชะอำ เจ้าของบ้านจะสามารถเข้าถึงการบริการมาตรฐานเดียวกับรีสอร์ท ทั้งบริการจากส่วนของรีสอร์ทที่เข้ามาเซอร์วิสในที่พัก หรือการเข้าไปใช้บริการในส่วนต่าง ๆ ของโรงแรม เช่น สปา สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ร้านอาหาร และเดินผ่านรีสอร์ทไปถึงหน้าหาดได้โดยไม่ต้องขับรถออกไปนอกโครงการ นอกจากนั้นยังอยู่ในระยะที่สามารถใช้บริการจากภายนอก เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันอีกได้อีกด้วย 

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น
Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

4. Design

โครงการนี้เป็นพูลวิลล่า เพราะจากการสังเกตเทรนด์ท่องเที่ยวพักผ่อนในระยะหลังที่เริ่มเปลี่ยนไป มีความต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนเลือกที่จะพักในบ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่ามากขึ้น เพราะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันได้ ไม่ต้องเข้าไปปะปนกับผู้อื่นในพื้นที่ส่วนกลาง ที่นี่จึงมีวิลล่าเพียง 13 หลัง เพราะเน้น Optimum Return มากกว่า Maximum Return

โครงการนี้คุณบุ๊คลงไปเลือกที่ดินด้วยตัวเอง และพัฒนาแบบร่วมกับนักออกแบบมือดีที่ร่วมงานกันมาหลายโครงการ อย่างบริษัทสถาปนิกกรุงเทพ (OBA) รับหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรม และบริษัท August Design ดูแลด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในให้น่าอยู่

“เขาเข้าใจว่าเราต้องการสร้างโปรดักต์แบบไหน อันที่ดูง่ายไป เขาก็จะทำให้มันดูยากขึ้นนิดหน่อย เพื่อให้ได้โครงการที่แตกต่าง ซึ่งเขาก็ได้เครดิตไปด้วยครับ” หัวเรือใหญ่ของวีรันดาเล่าถึงการร่วมงานกับดีไซเนอร์คู่ใจกลั้วเสียงหัวเราะ

บ้านพักทั้ง 13 หลังแบ่งเป็น Pool Villa แบบ 2 ห้องนอน 6 หลัง พื้นที่ใช้สอย 248 ตร.ม. แบบ 3 ห้องนอน 6 หลัง พื้นที่ใช้สอยประมาณ 481 ตร.ม. และแบบ 5 ห้องนอน เพียง 1 หลัง พื้นที่ใช้สอยประมาณ 756 ตร.ม. สำหรับลูกค้าที่ต้องการทั้งบริการและพื้นที่แบบพรีเมียม โดยแยกเป็น 2 ฝั่ง คั่นกลางด้วยสระว่ายน้ำ ระหว่าง Pool Villa 2 ห้องนอน ชั้นเดียวสูงโปร่ง และ Pool Villa แบบ 3 กับ 5 ห้องนอนซึ่งจะพิเศษกว่าตรงที่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่อยู่บนดาดฟ้าอีกด้วย  

“ส่วนของสระว่ายของ 3 ห้องนอน กับ 5 ห้องนอน เรายกขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า เพราะเคยเห็นหลายโครงการที่คนเดินผ่านหน้าสระแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัว พอเป็นวิลล่าที่แพงหน่อย เราเลยยกสระไปอยู่บนชั้นดาดฟ้า นอกจากเพิ่มพื้นที่ด้านล่างแล้ว ด้านบนยังเป็นพื้นที่ปาร์ตี้ได้ด้วย ผมมองว่าลูกค้าน่าจะโหยหาพื้นที่แบบนี้ เพราะถ้าเป็นคอนโดมิเนียมปกติ ต่อให้เป็นห้อง Penthouse คุณก็ต้องไปเล่นสระรวมอยู่ดี แต่ที่นี่คุณได้สระส่วนตัว เข้ากับไลฟ์สไตล์ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา” 

นี่คือเคล็ดลับความสำเร็จของวีรันดาหรือ?

“ไม่ถึงกับเคล็ดลับหรอกครับ แต่ผมมองว่าตอนเราตั้งโจทย์ เราต้องตั้งบนความแตกต่างที่เรามีและตอบโจทย์ลูกค้าได้ อย่างตอนนี้ลูกค้าชอบความ Instagramable ชอบมุมถ่ายรูปอะไรแบบนี้ เราก็ต้องจัดหาให้ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียพื้นที่บางส่วน ทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนต่อตารางเมตรสูงสุด อย่างเช่นการสร้างสระน้ำบนดาดฟ้า แทนที่จะสร้างบนพื้นเพราะค่าโครงสร้างถูกกว่า แต่พอลงทุนสร้างชั้นบนแล้วได้มุมแบบที่ที่อื่นไม่มี มันก็จะเป็นจุดเด่นของเราไปตลอด ซึ่งลูกค้าที่มาหรือใครที่จะลงทุนต่อจากเราก็จะแฮปปี้ นอกจากนั้นก็ยังเพิ่มดีเทลอื่น เช่น ที่ชาร์จรถ EV ที่พยายามทำให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ด้วยครับ”

“เวลาพูดถึง 3 ห้องนอน คนอาจจะนึกถึงห้องขนาด 100 – 200 ตร.ม. แต่ที่นี่จะพิเศษตรงที่ Pool Villa แบบ 3 ห้องนอน เราให้พื้นที่ 400 กว่าตารางเมตรเลย เพราะเราเน้นเทรนด์ที่มีหมู่เพื่อนหรือญาติเข้ามาใช้งานด้วย เขาอาจจะมาเล่นน้ำทำกิจกรรมในวิลล่าเราก็ได้ ส่วนห้องนอนที่ต้องเพิ่ม สามารถจองห้องพักในโรงแรมได้เลย เจ้าของบ้านประหยัดขึ้น ไม่ต้องลงทุนทำวิลล่า 7 – 8 ห้องนอนไว้รับแขก มีแค่ 2 – 3 ห้องนอนสำหรับครอบครัวก็เพียงพอ” 

ชั้น 1 มีที่จอดรถได้ 2 คัน มีห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว และห้องนอนที่ตัวห้องน้ำออกแบบมาพร้อมระยะและสิ่งอำนวยสะดวกสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ต้องนั่งวีลแชร์ ฝั่งข้างบ้านเป็นระเบียงที่นั่งเล่น รับลมแบบ Semi-outdoor ส่วนชั้น 2 เป็นห้อง Master Bedroom ที่มองออกไปเป็นวิวสระว่ายน้ำส่วนกลาง พร้อมห้องน้ำส่วนตัว และชั้นดาดฟ้ามีสระว่ายน้ำกับ Pool Deck สำหรับนั่งพักผ่อนและจัดปาร์ตี้ ซึ่งมองเห็นวิวได้กว้างขึ้น และมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นจากระดับอาคารที่สูงกว่า Pool Villa แบบ 2 ห้องนอนชั้นเดียว 

ส่วน Pool Villa แบบ 5 ห้องนอน จอดรถได้ทั้งหมด 3 คัน มีจุดเด่นเป็นคอร์ตบริเวณกลางบ้าน มีช่องแสงเจาะทะลุลงมาจากสระว่ายน้ำ สร้างมิติแสงเงาน่าสนใจเปลี่ยนไปตลอดวัน ฝั่งซ้ายเป็นห้องนั่งเล่นกับห้องทานข้าว ความพิเศษของหลังนี้คือมีครัวไทยและห้องแม่บ้านให้กับลูกค้าด้วย เหมาะกับการยกพลมาพักผ่อนกันทั้งบ้าน และได้ทานอาหารรสมือที่คุ้นเคย ในขณะที่ฝั่งขวาประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน มีห้องน้ำซึ่งออกแบบมาพร้อมระยะและสิ่งอำนวยสะดวกสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ต้องนั่งวีลแชร์

ส่วนชั้นสอง ห้อง Master Bedroom อยู่ฝั่งซ้าย มีจากุซซี่ที่ระเบียงไว้สำหรับแช่น้ำและดื่มด่ำกับวิวจากมุมสูง ในขณะที่พื้นที่ดาดฟ้าเข้าถึงได้ด้วยลิฟต์ เป็นอีกความพิเศษที่โครงการเตรียมเอาไว้ให้ เมื่อเปิดออกไปจะเห็นวิวกว้างของท้องฟ้าและธรรมชาติรอบ ๆ มีพื้นที่ Pool Deck ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและจัดปาร์ตี้ พร้อมสระน้ำ 2 แบบ คือ Shallow Pool ที่วาง Daybed ไว้สำหรับนอนเล่น อาบแดด รับลม และสระว่ายขนาดประมาณ 5 x 10 ม. ที่ใช้ว่ายออกกำลังกายได้จริง 

นอกจากความสะดวกในตัวบ้านพักแล้ว เจ้าของบ้านยังเข้าไปใช้พื้นที่ Recreation Space ที่อยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับทางเข้าของโรงแรมอีกด้วย โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมให้ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Fitness พื้นที่ Meeting ที่กั้นเป็นยูนิต เป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัวนั่งทำงานได้ พื้นที่นั่งเล่น เป็น Lifestyle Area ใช้ร่วมกันระหว่างโรงแรมและส่วน Pool Villa 

Facilities ที่โดดเด่นอันเป็นจุดขายของวีรันดา รีสอร์ท คือเรื่อง Branded Residence ทุกโครงการเรสซิเดนซ์จะเปิดติดกับรีสอร์ทเสมอ จากความตั้งใจอยากให้ลูกค้าที่ซื้อโครงการได้รับบริการต่าง ๆ เสมือนมาพักรีสอร์ท รวมถึงเข้าถึง Facilities ของรีสอร์ทได้ ตั้งแต่อาหารเช้า รูมเซอร์วิส แม่บ้านทำความสะอาด ร้านอาหารภายในรีสอร์ท สปา ซึ่งการมาใช้เวลาพักผ่อนก็แทบไม่ต้องออกไปไหน จึงใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดได้มากขึ้น 

รวมถึงสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องความปลอดภัย ที่นี่มีทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีการบริหารการปล่อยเช่าโครงการโดย วีรันดา รีสอร์ท ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาในวันที่ไม่ได้เข้าใช้บริการเองอีกด้วย  

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่าริมหาดหัวหินที่สบายเหมือนนอนรีสอร์ต
Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่าริมหาดหัวหินที่สบายเหมือนนอนรีสอร์ต

5. คุณค่าในการส่งต่อ

โครงการ Veranda Pool Villas hua hin – cha am สำหรับวิลล่าแบบ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 16.5 ล้านบาท 

“ราคาอาจจะดูสูงนะครับ แต่ลูกค้าจะได้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าพูลวิลล่าทั่วไป เมื่อหารออกมา ตารางเมตรหนึ่งจะอยู่ที่ 50,000 – 60,000 บาท หาได้ยากนะครับ อย่างคอนโดมิเนียมที่ราคาตารางเมตรละ 60,000 ไม่มีหรอกครับที่จะลงทุนตกแต่งและดีไซน์แบบนี้ อันนี้เป็นอีกมุมมองเรื่องความคุ้มค่านะครับ”

คุณบุ๊ครีบเสริมขึ้นมาทันทีที่เราตาโตกับราคาค่างวดของวิลล่าแต่ละแบบ เขาให้เหตุผลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากเรื่องราคาต่อตารางเมตรแล้ว ยังมีความคุ้มค่าในแง่ที่พูลวิลล่าแห่งนี้ เป็น Property ที่อยู่ใน Branded Residence ตัวอาคารจะอยู่ในสภาพค่อนข้างดี เพราะเมื่อที่พักติดกับโรงแรม ก็จะจูงใจให้เจ้าของดูแล เป็นหน้าเป็นตา ทำให้ส่วนกลางหรือตัวบ้านน่าไปอยู่เสมอ เมื่อผ่านเวลาไปราคาขายต่อก็จะมีแต่จะเพิ่มขึ้น 

ปกติแล้วเจ้าของบ้านพักตากอากาศบางหลัง นอกจากจะใช้เองในวันพักผ่อนแล้ว ก็ยังปล่อยเช่าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Airbnb ด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับที่ Veranda Pool Villas hua hin – cha am มีอีกบริการเสริมเป็น Option สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการปล่อยเช่าแต่ไม่ต้องการบริหารเอง โดยทีมของวีรันดาจะดูแลให้ทั้งหมดทั้งการติดต่อ การจัดการที่พักด้วยการบริการแบบ 5 ดาว เพราะนอกจากการซื้อเก็บเพื่อเก็งกำไรขายต่อ เจ้าของยังสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการปล่อยเช่า ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ นำมาแบ่งเบาค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าบำรุงรักษาบ้านได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ Veranda Pool Villas hua hin – cha am ตั้งใจทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเกี่ยวกับบ้านพักตากอากาศสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์อีกต่อไป แต่จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำช่วยทำให้วันหยุดของลูกค้ามีคุณค่ามากขึ้นในทุก ๆ ด้าน 

ภาพ : Veranda 

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษ

Website : https://bit.ly/3gVH5aW 

สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติม โทร 092 354 5511 

Add LINE : https://line.me/R/ti/p/@024qgfee

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯกำหนด

Writer

Avatar

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load