ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงที่ผ่านมานี้เป็นช่วงกีฬาโอลิมปิก ก็จะเล่าอะไรต่างๆ นานาเกี่ยวกับกีฬากับคนอิตาเลียนก็แล้วกัน

เราอาจจะรู้จักอิตาลีในเรื่องกีฬาฟุตบอล แต่จริงๆ แล้ว กีฬาประเภทอื่นๆ อิตาลีก็ไม่เบา ขั้นที่ว่าติดอยู่ในอันดับ TOP 10 ของประเทศที่ครองเหรียญโอลิมปิก นอกจากนี้ โอลิมปิกฤดูหนาว นักสกีชาวอิตาเลียนก็ทำให้คู่แข่งหนาวเยือกไปกว่าอุณหภูมิบนยอดเขาขณะแข่งได้เช่นกัน

เท่านั้นพอ เพราะไม่รู้จะโหนอะไรโอลิมปิกอีกแล้ว จะสรุปเหรียญรางวัล การแข่งขันก็จบสิ้น ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อที่ไหนๆ ก็มีให้ดู

ถึงเป็นแชมป์โลก แต่กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีกลับไม่ใช่ฟุตบอล
กาเบรียล เดตตี (Gabriele Detti) นักกีฬาว่ายน้ำของอิตาลี
ภาพ : www.spyit.it

เรามารู้จักคนอิตาเลียนกับการกีฬากันในเชิงสถิติหน่อยดีกว่า

คุณว่า คนอิตาเลียนโดยทั่วไปเป็นนักกีฬาไหม

จากแหล่งข้อมูลที่อ่านเจอบอกว่า คนอิตาเลียนครึ่งประเทศเล่นกีฬาติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็ออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน ฯลฯ แต่ก็มี 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลยนะ

ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น แต่ถ้าดูในตารางสอนของเด็กอิตาเลียนก็จะประหลาดใจ เพราะในหลักสูตรมีวิชาพละศึกษาแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง แต่ก็หาได้ทำให้วัยรุ่นเลือดร้อนอิตาเลียนย่อท้อไม่ สิ่งที่มีมาทดแทนคือ มีชมรมกีฬามากมายทั่วประเทศให้เด็กอิตาเลียนเข้าร่วมในเวลาว่าง

กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีก็คงจะไม่พ้นฟุตบอล แต่ที่เล่นจริงๆ เยอะที่สุดคือว่ายน้ำ (14 เปอร์เซ็นต์) ฟุตบอลยังเป็นอันดับสอง (12 เปอร์เซ็นต์) ตามมาด้วยเข้ายิม (11 เปอร์เซ็นต์) บาสเก็ตบอล (7 เปอร์เซ็นต์) และเทนนิส (6 เปอร์เซ็นต์) ลดหลั่นกันตามลำดับ

ทีมฟุตบอลอิตาลีกับชัยชนะบอลโลกครั้งล่าสุด
ภาพ : www.huffingtonpost.it
ทีมฟุตบอลอิตาลีกับชัยชนะบอลโลกครั้งล่าสุด
ภาพ : www.huffingtonpost.it

ความแพร่หลายหรือความฮิตของกีฬาฟุตบอลนี้ สำหรับคนอิตาเลียนแล้ว มิได้หมายถึงการลงวิ่งไล่เตะลูกกลมๆ ในสนามด้วยตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่รวมไปถึง ‘นักกีฬาบนโซฟา’ (gli sportivi sul divano) ด้วย อันเป็นคำเรียกคนอิตาเลียนที่เชียร์เฮๆ กันอยู่หน้าจอทีวี

อันว่ากีฬาฟุตบอลนี้ ก็ใช่ว่าจะมีแต่ทีมชาย ทีมฟุตบอลอิตาเลียนหญิงก็ได้ชื่อว่าบู๊ล้างผลาญอยู่ใช่หยอกอยู่เมื่อไร

แต่จริงๆ แล้ว จากสถิติ ผู้หญิงจะชอบยิมนาสติกมากกว่า รวมไปถึงการเต้นรำด้วย แต่น่าจะหมายถึงการติดตามดู เพราะในรายการความนิยมเล่นด้านบนก็ไม่มียิมนาสติกนะ

ถึงจะบอกว่าเล่นกีฬากันครึ่งประเทศ แต่ก็ใช่ว่าอีกครึ่งประเทศจะอยู่นิ่งๆ เพราะก็อาจจะเป็นกองเชียร์อยู่ก็ได้ ทั้งทางโทรทัศน์ สนามกีฬา แล้วก็ตามหน้าหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์กีฬาในอิตาลีมี 3 ฉบับคือ 

  1.  La Gazzetta dello Sport
  2.  Corriere dello Sport
  3.  Tuttosport

เล่มที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือเล่มแรก La Gazzetta dello Sport เพราะพิมพ์ด้วยกระดาษสีชมพูทั้งเล่ม

หนังสือพิมพ์ La Gazzetta dello Sport ฉบับตีพิมพ์ในกระดาษสีชมพูเป็นครั้งแรก
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/La_Gazzetta_dello_Sport#/media/File:Gazzetta_Sport_2-1-1899.jpg
หนังสือพิมพ์ La Gazzetta dello Sport ฉบับตีพิมพ์ในกระดาษสีชมพูเป็นครั้งแรก
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/La_Gazzetta_dello_Sport#/media/File:Gazzetta_Sport_2-1-1899.jpg 

สีชมพูของกระดาษหนังสือพิมพ์นี้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งกับการแข่งขันจักรยานรายการใหญ่ของอิตาลีที่ชื่อ Giro d’Italia ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก่อตั้งและจัดทุกปีนับตั้งแต่ ค.ศ. 1909 เป็นต้นมา โดยรางวัลของการแข่งขันนี้ คือเสื้อรางวัลที่เป็นสีชมพู เรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Maglia rosa (มาล-เยีย-รอ-ซา)

การแข่งขันจักรยาน Giro d’Italia นั้นอาจจะไม่ดังเท่า Tour de France แต่ความหินนั้นไม่เป็นรองใคร เนื่องจากภูมิประเทศของอิตาลีนั้นอาจเรียกได้ว่า เป็นภูเขาทั้งประเทศ เส้นทางของจักรยานคือการขึ้นลงภูเขาที่ทั้งชันทั้งแคบตลอดระยะเวลาของการแข่ง

เส้นทางการแข่งขันจักรยานจีโร ดิตาเลีย ค.ศ. 2021
ภาพ : www.repubblica.it
เส้นทางการแข่งขันจักรยานจีโร ดิตาเลีย ค.ศ. 2021
ภาพ : www.repubblica.it

แต่ความหลงใหลในความเร็วของคนอิตาเลียนก็ไม่ได้มีแค่นั้น แน่นอน ทุกคนรู้จักการแข่งขันรถฟอร์มูลาวันเป็นอย่างดี และแฟร์รารีของอิตาลีก็เป็นดาวเด่นที่ทุกคนจับตามอง

การแข่งขันที่ไม่ค่อยเป็นข่าวในไทยเท่าใดนักคือสกี อิตาลีมีนักสกีที่เก่งๆ หลายคน ตอนที่ไปเรียนเมื่อ ค.ศ. 1992 นั้น อัลแบร์โต ตอมบา (Alberto Tomba) ซึ่งเป็นชาวโบโลญญาเพิ่งชนะมา ไปไหนมาไหนเห็นแต่รูปพี่เขาเต็มไปหมด

การแข่งขันฟุตบอลในอิตาลีนั้น รายการสำคัญที่สุดคือ การชิงชัยในสาย A (Serie A) รางวัลคือ Scudetto ที่แปลว่า ตราอาร์มเล็กๆ 

ถึงเป็นแชมป์โลก แต่กีฬาที่แพร่หลายที่สุดในอิตาลีกลับไม่ใช่ฟุตบอล
ภาพ : it.wikipedia.org

ส่วนทีมชาติอิตาลีนั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล) มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า อัซซูรี อันมาจากคำว่า Azzurri ที่แปลว่าสีน้ำเงินอมฟ้า อันเป็นสีเสื้อทีมชาติของอิตาลี

หากถามว่าทำไมทีมชาติอิตาลีใส่เสื้อสีนี้ คำตอบแบบสั้นๆ คือ เป็นสีประจำราชวงศ์ซาวอย ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ ส่วนคำตอบแบบยาวกว่านี้ (อีกนิดหนึ่ง) ตามดูได้ที่ช่อง YouTube ของฉันเอง 

ส่วนประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับกีฬาอิตาเลียนนั้น นอกจากเคยเป็นล่ามให้ โรแบร์โต้ บัจโจ (Roberto Baggio) ในรายการ เจาะใจ เมื่อ พ.ศ. 2539 แล้ว ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไร อ้อ มีหนหนึ่งเกือบตายอยู่กลางโรม 555 นึกออกแล้ว

ตอนนั้นกลับไปอิตาลี ไปเป็นล่ามในคณะละครของคณะฯ ที่ตัวเองทำงานนี่ล่ะ อากาศเย็นกว่าที่คิด เริ่มหนาวหู ก็แวะดูตามร้านว่ามีหมวกอะไรที่สวยและถูกพอจะประทังไปได้บ้าง ก็ให้ถูกชะตากับหมวกไหมพรมใบหนึ่ง สีฟ้าขาว มีเขียนคำว่า Lazio ซึ่งเป็นชื่อแคว้นอันเป็นที่ตั้งของโรม รู้แหละว่าเป็นชื่อทีมฟุตบอลด้วย แต่ก็เป็นทีมอยู่ในแถวนี้นี่ น่าจะปลอดภัยกว่าใส่หมวกทีมอื่นน่า

ว่าแล้วก็เดินดำเนินนาด ค่อยเยื้องยาตรยกย่างไปกลางโรม ผู้คนก็พากันมอง ไม่เท่านั้น ตำรวจก็มองแล้วก็คุยๆ หยอกๆ ว่าระวังนะ จนกระทั่งเดินเข้าไปในร้านหนึ่งนั่นละ เจ้าของเป็นหญิงวัยรุ่น เฮ้วๆ ลุยๆ เธอก็ทักด้วยประโยคอันสุนทรว่า

“อยากตายใช่มั้ย”

หา…

เธอเห็นเหวอจริงเธอก็ถามว่า หมวกเนี่ย เชียร์ทีมนี้เหรอ ก็บอกเธอว่า เปล่า เห็นสีมันสวยดี เธอตอบว่า

“ถอดเถอะ เมื่อไม่กี่วันก่อน แฟนบอลทีมนี้กับทีมโรมาเพิ่งฆ่ากันตาย เขากำลังกลัวว่าจะมีการเอาคืนกัน”

ไม่บอกให้ถอด ก็ต้องถอดล่ะ

และนั่นละ คือประสบการณ์ตรงประสบการณ์เดียวที่มีกับกีฬาฟุตบอล… ในอิตาลี

ข้อมูลอ้างอิง
Giulia De Savorgnani, Italia per stranieri, Alma Edizioni 2016

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load