ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

มิลานเมืองแฟชั่น

ใครๆ ก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

การปะยี่ห้ออย่างนี้ไว้ตรงหน้าผากเมืองมิลาน ทำให้เกิดอะไรได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ใครที่รักแฟชั่น ก็จะอยากมามิลาน ตรงกันข้าม ใครที่ไม่ชอบแฟชั่น ก็พาลไม่คิดจะมา เพราะคิดไปเสียแล้วว่านอกจากแฟชั่นแล้ว มิลานจะมีอะไร

อันที่จริงมิลานก็เป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลี มีอะไรให้ชม ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เมืองฟังดูทันสมัยจ๋าขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ไหนจะภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี อีกเล่า ก็ล้วนอยู่ในมิลานทั้งสิ้น มิลานจึงเป็นเมืองที่ประสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว

ปีแรกที่ไปอยู่อิตาลี ฉันไม่ได้ไปมิลาน ทั้งๆ ที่หากนั่งรถไฟไปจากเมืองที่อยู่ก็กินเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากจืดเท่านั้น เพื่อนฝูงชาวอิตาเลียนล้วนปลอบใจว่า เธอไม่ได้พลาดอะไรไปเลย จงเคี้ยวหมากของเธอต่อไป… อันหลัง แน่นอนว่าเพื่อนไม่ได้บอกไว้

ครั้งแรกที่ฉันไปมิลาน ฉันก็รู้จักมิลานแบบงูๆ ปลาๆ มิลานสำหรับฉันคือ เมืองที่ต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตครูสอนภาษาอิตาเลียน อยากเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “มิลานคือเมืองหลวงโดยพฤตินัยของอิตาลี” นั้นเป็นอย่างไร แค่อยากไปดู ไปเห็น พอไปจริง เวลาเที่ยวก็เดินไป อ่านหนังสือนำเที่ยวไป จำค.ศ. จำชื่อคนคิดคนสร้าง ไม่เคยได้ เห็นว่างามก็พอใจอยู่ตรงนั้น มิได้สนใจใคร่รู้อะไรมากมาย จริงๆ มิลานไม่ใช่เมืองโปรดของฉันสักเท่าใด เพราะดูมันใหญ่โตกว้างไกลเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมืองที่ฉันมา

จากนั้นเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนก็ได้กลับไปอีก แล้วความไม่ได้ (คิดจะ) หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ก็ทำให้ได้พบกับฉากชวนสะดุ้งเบาๆ 

หลังจากที่ชมวิหารใหญ่กลางเมืองมิลานเสร็จ ก็มุ่งหน้าเดินไปที่ปราสาทของตระกูลสฟอร์ซา (Castello Sforzesco) ที่เดินไปเพราะที่นั่นมีสวนสาธารณะและนั่งได้ฟรี ไปนอนอ่านหนังสืออาบแดดอุ่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อจะมีใครเล่นจานร่อนหลงแฉลบมาใกล้ๆ ให้ได้ช้อนตาคู่งามขึ้นสบยามยื่นจานร่อนคืน

คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจในการสืบเท้าให้เร็วขึ้น (เรียกว่าจ้ำคงจะไม่ผิดนัก) ลองเข้าซอยเล็กซอยน้อยดูหน่อยเป็นไรเผื่อจะเร็วขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยิ่งรีบจะยิ่งช้า หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคตแท้ๆ เทียว เดินๆ ไปก็เจอแต่กำแพง แต่ก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน กันที่ว่าก็คือตัวเองนั่นเอง

ในขณะที่กำลังเซ็งชีวิตอยู่นั้น เงยหน้ามาอีกทีก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งไม่คาดฝัน ซึ่งเหมือนมาตบหน้าฉาดใหญ่ ซ้ำเติมชะตากรรมของการเดินผิดซอยขณะนั้นให้ดูเซ่อเข้าไปอีก

มันคือ มือขนาดใหญ่ที่ชูนิ้วกลางให้

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ฉันยืนตะลึงอยู่สัก 2 วินาที ก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา

เพราะมือที่ว่านั้นคือ หินสลักรูปมือชูนิ้วกลาง ตั้งเด่นเป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง

จะว่าไม่รู้จักเลยก็ไม่เชิง พอเห็นก็นึกออกว่าเคยอ่านเจอในเน็ต จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่หน้าตลาดหุ้น แต่ด้วยความที่ไม่รู้มั้ยว่าตลาดหุ้นมิลานอยู่ที่ไหน ไม่ได้สนใจ พอมาเจอจริงๆ เลยตกใจ เออ…เนาะ จู่ๆ ไม่นึกจะเจอก็ได้เจอ มาอยู่ตรงกลางเมือง แทบจะฟาดหน้าเอาเสียอย่างนั้น

ตอนได้อ่านในเน็ตก็คิดนะว่าช่างเป็นความกล้าบ้าบิ่นทั้งของศิลปิน นายกเทศมนตรีเมือง และชาวเมือง เป็นยิ่งนัก เพราะถ้าไม่รวมใจกันทั้งสามฝ่าย มีหรือนิ้วกลางนั้นจะตั้งเด่อยู่กลางลานเยี่ยงนั้นได้

ดูเผินๆ อาจคิดว่ามันเป็นอนุสาวรีย์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานอะไรหรอก หากแต่เป็นเพียงประติมากรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ศิลปกรรมชิ้นที่ว่านี้เป็นรูปสลักหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา สูงตั้งแต่ฐานไปจนถึงปลายนิ้วกลาง 11 เมตร แต่ตัวรูปสลักเองสูงราว 4 เมตรกว่าๆ เท่านั้น เพราะฐานสูงไปแล้วตั้ง 7 เมตร แล้วไม่ได้ทำมั่วๆ ด้วยนะ เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นขนมจีน ปูดโปน ขึ้นชัดเจนอยู่บนหลังมือเลยทีเดียว

ประติมากรผู้รังสรรค์งานอันวิจิตรนี้มีนามว่า เมาริตซิโย คัตเตลัน (Maurizio Cattelan) คนพื้นที่จึงเรียกรูปสลักนี้ว่า นิ้วกลางของคัตเตลัน (Il Dito medio di Cattelan) หรือไม่ก็เรียกว่า นิ้ว (Il DIto) เฉยๆ อยากรู้ภาษาอิตาเลียนเผื่อไว้ถามทางเก๋ๆ อย่างนั้นเหรอ? ก็ได้ อ่านว่า อิล ดีโต 

ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นคือ L.O.V.E. ดูโรแมนติกใช่หยอกอยู่เมื่อไหร่ แต่หากได้ยินแค่ชื่อ แล้วชวนแฟนไปสาบานรักเป็นอ้ายขวัญกับอีเรียม หรือเตรียมกุญแจทองไปคล้องใจ อาจหน้าหงายกลับมา แฟนอาจนึกว่าชวนมาหลอกด่า พานขอเลิกไปเสียฉิบ

L.O.V.E. นั้นเป็นตัวย่อมาจากภาษาอิตาเลียน 4 คำ คือ Libertà, Odio, Vendetta และ Eternità อันแปลได้ว่า เสรีภาพ ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความเป็นนิรันดร

และนั่นเป็นถ้อยอธิบายเพียงอย่างเดียวที่ประติมากรให้ไว้ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นจินตนาการของผู้ชมไป

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

L.O.V.E นี้ตั้งอยู่หน้าตลาดหุ้นของมิลาน เปิดแพรคลุมป้ายโดยนายกเทศมนตรีหญิงแห่งนครมิลาน (เปรี้ยวกว่านี้มีไหม) ระยะเวลาของการตั้งแสดงนั้น กะไว้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่นี่ก็ตั้งมาจะร่วม 10 ปีอยู่แล้ว ด้วยความที่พิธีเปิดดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2010 แถมยังมีผู้ประเมินราคาว่า น่าจะราว 2 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ผู้คนพร้อมใจกันตีความว่านี่คือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างรุนแรงของศิลปิน เพราะการชูนิ้วกลางให้ตลาดหุ้นนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ตีความอีกแล้ว ถึงจะตั้งชื่อโรแมนติกราวมดจะไต่อย่างนั้นก็ตามทีเถิด

แต่ผู้สันทัดกรณี (ซึ่งคือใครก็ไม่รู้) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ดูดีๆ สิ รูปปั้นนี้ไม่ได้กำมือซ่อนนิ้วทั้งหมดที่เหลือไว้ แล้วชูแต่นิ้วกลางนะ หากแต่มันคือมือที่ชูขึ้นตรงๆ แล้วตัดทุกนิ้วออก คงเหลือไว้แต่นิ้วกลางเท่านั้น (ฉันก็ได้แต่ อืมม… เออจริง… แล้ว… แล้วยังไงล่ะ) ก็ถ้าไม่ตัดนิ้วออก มันก็คือฝ่ามือที่มีนิ้วแนบชิดติดกันแน่น ซึ่งมันก็คือท่าแสดงความเคารพของพวกฟาสซิสต์-นาซีไง

ตาลุกพองด้วยความทึ่งยังไม่ทันจะเสร็จดี ก็ถูกตบท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า

…ซึ่งอาคารตลาดหุ้นของมิลานก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสม์ไง

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ตรงนี้ฉันเริ่มพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามอย่างจริงจังอยู่หน้าจอคอมฯ เพราะมันขจัดข้อสะกิดใจของฉันข้อหนึ่งออกไปได้ว่า ตามปกติคนจะชูนิ้วกลางให้ใคร จะต้องชูหลังมือให้สิ แต่อันนี้หันฝ่ามือให้ตึก ซึ่งดูพิกล แต่หากตีความอย่างนี้ ก็โอเค รับได้ เชื่อได้จริงๆ 

ปัจจุบัน L.O.V.E ถือเป็น Unseen แห่งหนึ่งของมิลานก็ว่าได้ เป็นของใหม่และมิได้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านผ่านไปมา

ไปยังไงน่ะเหรอ เอาจริงนะ เปิด GPS เถอะ ใน Google Maps ก็มี

หรือจะส่ง Location ไปให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้ยืนตะลึงชื่นชมในความงามก็ตามใจ

ภาพ : ปีย์วรา ชุณหวงศ์

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load