ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load