ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้ชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะชาวโบโลญญาคงยังไม่หุบยิ้ม เพราะสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเพิ่งได้รับการบันทึกจากยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่ง สิ่งนั้นก็คือสิ่งที่คนโบโลญญาเรียกว่า ‘I portici’ (อิ ป้อรฺติฉิ) 

มันคืออะไร ดูเผินๆ มันก็คือระเบียงทางเดินใต้ตัวอาคารนั่นเอง ในภาษาสถาปัตยกรรมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี มีคนใช้คำว่า ‘มุขเสาเรียง’ ซึ่งเพราะดีเหมือนกัน แต่ยังไม่คุ้นปากเลย ตอนนี้ขอใช้คำว่าระเบียงทางเดินไปก่อนก็แล้วกัน 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : bologna.repubblica.it

ฉันได้ยินกิตติศัพท์หรือรู้จักมุขเสาเรียงหรือระเบียงทางเดินนี้มาตั้งแต่ก่อนไปอิตาลี ครั้งนั้น เมื่อรู้ว่าจะได้ไปโบโลญญา อาจารย์ก็ให้โบรชัวร์แหล่งท่องเที่ยวของเมืองมาดูไปพลางๆ ในนั้นย่อมมีภาพระเบียงทางเดินที่ว่านี่ ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าตื่นเต้น จนกระทั่งภายหลังจึงได้รู้ว่า ระเบียงทางเดินเช่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของโบโลญญา ไม่มีที่ไหนในโลกที่เยอะและยาวกว่าที่นี่แล้ว 

เมืองโบโลญญาส่งระเบียงทางเดินนี้ไปให้ยูเนสโกพิจารณา และได้รับการบรรจุไว้ในกลุ่ม ‘เข้าชิง’ มาตั้งแต่ ค.ศ. 2006 แล้วคนโบโลญญาก็ลุ้นจิกเบาะมาตลอดว่าจะได้รับการพิจารณาหรือเปล่า จนในที่สุดวันที่ 28 กรกฎาคมปีนี้ (ค.ศ. 2021) คนโบโลญญาก็ได้เฮกันเสียที

ที่มาของระเบียงทางเดิน

ถ้ากลับไปอ่านด้านบนอีกครั้ง จะเห็นว่าเขียนไว้ว่า ‘ดูเผินๆ’ ซึ่งในรูป ต่อให้จ้องนานๆ ก็ยังคงเป็นทางเดินอยู่ดี จริงๆ แล้วมันไม่ได้ตั้งใจสร้างให้เป็นทางเดินหรอก

ตามประวัติย้อนไปได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 อันเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของเมืองโบโลญญา คือการที่เมืองมีมหาวิทยาลัยแห่งแรกของทวีปยุโรปขึ้นมา ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น มีผู้คนเดินทางมาศึกษามากมาย เมื่อมีคนมามาก พ่อค้าแม่ขายก็ตามกันมาเป็นกระพรวน เมื่อมีผู้คนมากขึ้น ทำยังไงดี ที่ก็มีอยู่แค่นั้น ทางการจึงอนุญาตให้บรรดาบ้านเรือนต่างๆ สร้างชั้นบนงอกเงื้อมออกไปได้ โดยยังคงให้ด้านล่างเป็นที่สัญจรไปมาของผู้คนได้อยู่ดี แต่ค้ำยันให้ดีนะ เสาไม้ไง เอามาค้ำหน่อยเป็นไร

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.tripadvisor.it

ดั่งนี้แล้ว บ้านช่องต่างๆ จึงมีชั้นบนงอกยื่นออกมา ด้วยหวังผลเพียงแค่ให้มีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ผลพลอยได้ก็คือ ด้านล่างก็เป็นทางเดินที่มีหลังคากั้น ฝนร่วง ฟ้าร้อง หิมะโรยก็หาได้กลัวไม่ นับว่าเด็ดโดยแท้

ชะรอยทางการคงคิดเห็นเป็นประการเดียวกัน ใน ค.ศ. 1288 จึงออกกฎหมายกำหนดเป็นเรื่องเป็นราวว่า ต่อไปนี้ใครจะสร้างบ้านเรือน ต้องมีลักษณะอย่างนี้นะ คือข้างล่างต้องมีทางเดินได้ โดยทางเดินนั้นถือเป็นที่สาธารณะ

เมื่อบ้านทุกหลังมีมุขออกมาอย่างนี้เรียงๆ กันไปแล้ว มันจึงกลายสภาพเป็นทางเดินต่อเนื่องกันเป็นธรรมดา กฎหมายดังกล่าวในตอนหลังจึงกำหนดกฎเกณฑ์ในการสร้างส่วนหน้าของอาคารนี้ให้สูงไม่ต่ำกว่า 7 บาทโบโลญญา (บาทที่แปลว่าเท้านี่แหละ) หรือราว 2.66 เมตร แล้วก็ปรับอีกทีใน ค.ศ. 1352 ให้เป็น 10 บาทโบโลญญา หรือราว 3.6 เมตร เพื่อให้คนขี่ม้าผ่านได้ด้วย และใน ค.ศ. 1568 ก็กำหนดให้เสาค้ำยันนั้นเป็นอิฐหรือหินเท่านั้น ไม่ให้ใช้ไม้แล้ว

ด้วยเหตุดังนี้แล โบโลญญาจึงเต็มไปด้วยระเบียงทางเดิน ซึ่งเฉพาะในเมืองก็ยาวรวมๆ กันได้กว่า 38 กิโลเมตร หากรวมนอกกำแพงเมืองด้วยก็จะยาวถึง 53 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นรายการ ‘ที่สุด’ ของมุขเสาเรียงเหล่านี้

ยาวที่สุดในโบโลญญา หรือในอิตาลี หรือในโลก คือทางเดินขึ้นโบสถ์ซันลูกา อันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Santuario della Madonna di San Luca ตั้งอยู่บนยอดเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ใครเคยนั่งรถไฟไปหรือจะผ่านโบโลญญาจะต้องได้เห็นโบสถ์นี้แต่ไกล อารมณ์เหมือนผ่านนครปฐมแล้วเห็นยอดองค์พระ หรือผ่านสุพรรณฯ แล้วเห็นหอบรรหาร ถ้าจุดหมายปลายทางของใครคือโบโลญญา เตรียมลุกขึ้นหยิบกระเป๋าแล้วไปรอที่ประตูได้เลย 

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.harpersbazaar.com 

ทางเดินดังกล่าวยาวเกือบ 4 กิโลเมตรหรือจะให้เป๊ะๆ คือ 3.976 กิโลเมตร ครั้งหนึ่งฉันเคยพาเพื่อนเดินขึ้นไป นับเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำมาก ราวกับจะจาริกแสวงบุญก็มิปาน พอจวนจะถึงน้ำตาก็แทบเล็ด ไม่ใช่ปลื้มปีติอะไรทั้งสิ้น เขาปิดโบสถ์พอดี

I Portici ระเบียงทางเดินโบโลญญาที่ยาวมาก เก่ามาก จนได้เป็นแหล่งมรดกโลกยูเนสโก
ภาพ : www.weekendpremium.it

สำหรับระเบียงทางเดินที่สูงที่สุดอยู่ที่ถนน (Via) Altabella บริเวณหน้าสำนักอัครมุขมณฑลแห่งโบโลญญา (Palazzo dell’Arcidiocesi di Bologna) สูงเกือบถึง 10 เมตร จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ยากจะเดา แต่เมื่อเราอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกตัวเล็กขึ้นมาทันที

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ระเบียงทางเดินที่กว้างที่สุดอยู่ที่โบสถ์ Basilica di Santa Maria dei Servi อยู่ในใจกลางเมืองมากๆ นอกจากจะเป็นระเบียงที่กว้างที่สุดแล้ว ยังมีลักษณะไม่เหมือนใครคือเป็นทางเดินรูปสี่เหลี่ยมอีกด้วย

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Santa Maria dei Servi
ภาพ : facciamoungiroincentro.blogspot.com

ส่วนทางเดินที่แคบที่สุดนั้นอยู่ที่ Via Senzanome (แปลว่า ถนนไม่มีชื่อ สมัยก่อนตอนเดินผ่านยังแอบขำว่า ถ้าบ้านอยู่ถนนนี้แล้วบอกใคร เขาจะหาว่ากวนหรือเปล่า) แคบแค่ 95 ซม. ใช่ ไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ ชื่อเล่นของทางเดินช่วงนี้เรียกว่า ระเบียงเฉี่ยวถัน ฟังดูเป็นหนังจีนมากๆ แต่จริงๆ พยายามแปลไม่ให้อุจาด เพราะด้วยความแคบนี้ จึงทำให้คนที่เดินสวนกันต้องเสียดสีกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอ๊ะ หรือหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่เลี่ยง เพราะในสมัยโบราณย่านนี้เต็มไปด้วยสำนักโคมเขียวนั่นเอง

หากมองหาทางเดินสวยๆ เชิญที่ถนนฟารีนี (Via Farini) มีภาพวาดเฟรสโก้บนเพดาน ทำเอานักท่องเที่ยวเดินคอตั้งบ่ามาแล้วไม่น้อย

แต่ถ้าอยากดูของเก่าก็ต้องไปที่ถนน Strada Maggiore ตรงที่เรียกว่า Casa Isolani อันมีระเบียงเสาค้ำที่ทำด้วยไม้อันเป็น 1 ใน 8 แห่งของโบโลญญาที่หลงเหลืออยู่ ระเบียงนี้มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
Casa Isolani
ภาพ : odm.sviluppoaptservizi.com

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของเก่าให้เห็นในโบโลญญา บรรดาอาคารใหม่ๆ ของเมืองก็มีทางเดินแบบนี้ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นที่ย่านนอกเมืองออกไปทางทิศตะวันตก ทางเดินนี้มีชื่อเล่นว่า ‘ระเบียงรถไฟ’ (portico del treno) ที่มันยาวถึง 600 เมตรและดูเหมือนรถไฟกำลังเลี้ยวโค้ง

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
ระเบียงรถไฟ
ภาพ : bologna.repubblica.it

ส่วนระเบียงทางเดินที่คนโบโลญญารักที่สุด น่าจะเป็นระเบียงที่เรียกว่า ‘อิล ปาวัลโยเน’ (Il Pavaglione) ซึ่งเลาะถนน Archiginnasio ข้างโบสถ์ San Petronio อันเป็นโบสถ์ประจำเมือง ระเบียงนี้มีประวัติศาสตร์การค้าขายมานับตั้งแต่สมัยโบราณ จนวันนี้ ระเบียงทางเดินแห่งนี้ก็ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่คนโบโลญญานิยมมาเดินกัน เพื่อชมร้านสวยๆ และเพื่อพบปะกัน นอกจากนี้แล้ว บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นที่ทำการของมหาวิทยาลัยโบโลญญาอีกด้วย ตอนนี้ก็ยังเปิดให้เข้าชมอยู่

สถาปัตยกรรมเด่นของเมืองโบโลญญา เมื่อกฎการสร้างทางเดินสาธารณะใต้ที่อยู่ ทำให้เกิดระเบียงยาวๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง
มุมหนึ่งของระเบียง Il Pavaglione
ภาพ : www.farmaciediturno.org

ข้อมูลอ้างอิง

comune.bologna.it/portici/

emiliaromagnaturismo.it/it/arte-cultura/citta-darte/bologna-portici

facciamoungiroincentro.blogspot.com/2018/02/i-portici.html

initalia.virgilio.it/ecco-come-sono-nati-i-portici-a-bologna-15136

whc.unesco.org/en/list/1650/ 

www.bolognawelcome.com/it/blog/i-portici-di-bologna

www.ilrestodelcarlino.it/bologna/cronaca/portici-storia-curiosita-1.6638170

youtu.be/WHmFL0DCUjo 

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load