3,000,000 เล่ม คือ ยอดขายหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้งหมดในเมืองไทยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับภาษาไทย ปรากฏตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 โลกการอ่านของเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลายคนที่ไม่เคยชอบอ่านหนังสือ แต่พอได้อ่านเรื่องราวของพ่อมดน้อยที่ J. K. Rowling บรรจงรังสรรค์ขึ้น ก็เหมือนโดนมนตร์สะกดจนต้องอ่านต่อจนจบ และตั้งตารอคอยว่าเล่มถัดไป แฮร์รี่ พอตเตอร์ และผองเพื่อนจะผจญภัยอย่างไร

หลายคนฝันไกลว่า อยากไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนฮอกวอตส์ อยากทดลองขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส อยากขี่ไม้กวาดบินไปบนท้องฟ้า เพื่อแข่งขันกีฬาควิดดิช

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

มนตร์เสน่ห์กว่า 4,000 หน้านี้ ทำให้ใครหลายคนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการหนังสือเด็กบ้านเรา

แต่ความสำเร็จทั้งหมดนี้ มีเบื้องหลังสำคัญมาจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรหาผลงานดี ๆ มานำเสนอแก่นักอ่านทั่วประเทศ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนเหล่าบรรดามักเกิ้ล ไปพูดคุยกับ 3 บุคคลที่มีส่วนผลักดันหนังสือชุดนี้ตั้งแต่แรกเริ่มต้น ทั้ง สุมาลี บำรุงสุข ผู้แปลหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ 5 ใน 7 เล่ม, พรกวินทร์ แสงสินชัย บรรณาธิการบริหารหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 6 – 7 แต่คลุกคลีกับพ่อมดน้อยตั้งแต่เล่มที่ 1 และ คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ลูกสาวของ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา เจ้าของสำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งหมด มาร่วมพูดคุยถึงปฏิบัติการนำเรื่องราวของพ่อมดน้อยข้ามน้ำข้ามทะเลจากเกาะอังกฤษมายังเมืองไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

หากไม้กายสิทธิ์และผ้าคลุมล่องหนของคุณพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันได้เลย..

01
มนตร์สะกดของพ่อมดน้อย

ใครจะคิดว่า จุดเริ่มต้นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาษาไทย จะมาจากจดหมายฉบับหนึ่งที่ สุมาลี นักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ส่งมาถึง สุวดี เพื่อนที่คุ้นเคยกันมานานนับสิบปี

เวลานั้น สุมาลีกับสามีชาวอเมริกันได้โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองเดอรัม สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และพอดีว่าเธออยากหาหนังสือดี ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวของเด็กอังกฤษ เพื่อส่งไปให้หลานของสามีที่สหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญคริสต์มาส เพื่อนจึงแนะนำหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งออกมาแล้ว 3 เล่ม เพราะกำลังโด่งดังมากในหมู่เด็ก ๆ แถมทุกเล่มยังได้รับรางวัล Nestlé Smarties Book การันตีอีกต่างหาก

“ด้วยความอยากรู้ว่า ดีหรือเปล่า ก็เลยไปขอยืมห้องสมุดมาอ่าน จำได้ว่าบทที่ 1 น่าเบื่อมาก แต่เพราะทุกคนบอกว่าเล่มนี้ดี และเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้ว่าบทแรกไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนมือใหม่ด้วย ก็เลยอ่านต่อไป พออ่านเรื่อย ๆ ก็ชักน่าสนใจมากขึ้น สุดท้ายติดใจมาก ไปขอยืมเล่ม 2 ต่อ ปรากฏว่ามีคนคอยคิวเยอะมาก เขาบอกว่า Waiting List is such a Long List ก็เลยบอกว่าไม่ได้แล้ว ต้องไปซื้อเล่ม 2 มาอ่าน คราวนี้ยอมควักกระเป๋าเอง” สุมาลีกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

เสน่ห์หนึ่งที่ดึงดูดสุมาลีคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แตกต่างจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นตรงความครบรส ทั้งแฟนตาซี ดราม่า อารมณ์ขัน มีฉากสืบสวนสอบสวน ผจญภัย ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องมิตรภาพของเพื่อนในโรงเรียน นับเป็นพล็อตเรื่องที่โดดเด่นเกินคาดเดา แถมภาษาก็ไม่ได้อ่านยากมากนัก แม้จะมีศัพท์สแลงค่อนข้างเยอะก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ใครหลายคนอ่านแล้วมักจะติดใจ

“เรื่องชีวิตนักเรียนอังกฤษเป็นสิ่งที่คนชอบมาก แล้วยังมีเรื่องการเติบโต ลูกกำพร้าจะต้องต่อสู้ยังไง แล้วยังมีเรื่องเทพนิยายอะไรต่าง ๆ สอดแทรกเต็มไปหมด คือมันมีทุกอารมณ์ หลากหลายแนว แต่มาร่วมกันอยู่ในเล่มเดียว แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่หนังสือที่เด็กอ่านเท่านั้น แม้แต่คนโตอ่านก็ยังชอบ บนรถเมล์ หรือในรถใต้ดิน ก็เห็นหลายคนอ่าน คือภาษาของ J. K. Rowling อาจจะไม่ได้สละสลวยนัก แต่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก”

ยิ่งอ่านไปเรื่อย ๆ สุมาลีก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย หากหลาน ๆ ที่เมืองไทย จะไม่ได้อ่านวรรณกรรมดี ๆ เช่นนี้บ้าง เธอจึงเขียนจดหมายไปถึงสุวดี ระบุว่า ได้พบหนังสือชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เด็กอังกฤษที่เลิกอ่านหนังสือแล้วกลับมาอ่านอีกครั้ง จึงอยากให้นานมีบุ๊คส์นำมาพิมพ์ โดยเธอจะรับอาสาแปลให้เอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“สมัยก่อนนักแปลจะซื้อลิขสิทธิ์เองแล้วนำมาแปล จากนั้นก็ค่อยมาขอให้โรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ให้ แต่ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ พวกเอเยนต์ทั้งหลายเขาจะไม่ขายให้กับเอกชนหรือคนทั่วไปแล้ว เราต้องเป็นบริษัทหรือสำนักพิมพ์ไปซื้อลิขสิทธิ์ แล้วเขาจะมีโครงการเลยว่าไปพิมพ์กี่พันเล่ม แต่ดิฉันรู้ดีว่าคงไม่มีปัญญาตั้งบริษัทของตัวเอง จึงมาขอคุณสุวดี เพราะเห็นทำหนังสือเด็กมาตลอด แล้วก็คงจะสนใจ”

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ในเวลานั้นแม้จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องวรรณกรรมเยาวชนเท่าใดนัก ที่ผ่านมาเคยพิมพ์หนังสือแนวนี้มาแล้ว 38 ปก แต่ยอดขายส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 1,000 – 3,000 เล่ม เพราะหนังสือแนวที่โด่งดังของสำนักพิมพ์นี้มักเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก โดยมีนิตยสารสำคัญอย่าง Go Genius เป็นหัวขบวน

เดิมทีสุวดีเป็นทายาทของบริษัทนานมี ผู้ผลิตเครื่องเขียนตราม้าและร้านหนังสือจีน เธอเป็นนักศึกษายุค 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เคยเดินทางเข้าป่า หลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชน กระทั่งกลับสู่เมือง สุวดีจึงตระหนักว่า ยังมีทางออกอื่นมากมายที่ช่วยสร้างสังคมที่ดี หนึ่งในนั้นคือการผลิตหนังสือดีสำหรับเด็ก เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

เพราะฉะนั้น พอได้ยินว่ามีวรรณกรรมที่ปลุกให้เด็กอังกฤษหันกลับมาอ่านหนังสือได้ แถมยังมีคำแนะนำมาจากสุมาลีอีกต่างหาก จึงไม่ลังเลที่จะขวนขวายหาลิขสิทธิ์ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อมาตีพิมพ์

แต่การคว้าตัวพ่อมดน้อยมานำเสนอสู่นักอ่านชาวไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนานมีบุ๊คส์ต้องแข่งขันบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน แถมยังต้องซื้อลิขสิทธิ์พร้อมกันทั้ง 3 เล่ม เนื่องจาก J. K. Rowling ต้องการมั่นใจว่า ผลงานของเธอจะถูกตีพิมพ์ออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับว่าต้องใช้เงินประมูลจำนวนมหาศาล

“สมัยก่อน เราไม่รู้ว่าอะไรคือการประมูลต้นฉบับ แต่เราคิดแค่ว่ายังไงก็ต้องเอาให้ได้” คิม ลูกสาวคนโตของสุวดีย้อนวันวาน

ครั้งนั้น นานมีบุ๊คส์ต้องทำแผนการตลาดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ประสบความสำเร็จ แถมพอยิ่งประมูล ค่าลิขสิทธิ์ก็ยิ่งสูงขึ้น แต่สุวดีก็ไม่ถอย ด้วยหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดโลกการอ่านให้แก่เด็ก ๆ และในที่สุดเธอก็เป็นผู้ชนะ ท่ามกลางความงงงวยของผู้คนในแวดวงหนังสือที่ไม่คิดว่า บริษัทเล็ก ๆ แห่งนี้จะหาญกล้าช่วงชิงวรรณกรรมระดับโลก 

“พอเราทำหนังสือวิทยาศาสตร์มาสักพัก จึงพบว่าพื้นฐานการอ่านหนังสือของเด็กไทยค่อนข้างต่ำ แต่คุณแม่ก็คิดว่า หากอยากให้เด็กมีพื้นฐานการอ่านดีขึ้น ก็ต้องให้เขาอ่านเยอะ ๆ และถ้าอยากให้อ่านบ่อย ๆ ก็ต้องอ่านอะไรที่สนุก จึงเป็นที่มาของการผลิตวรรณกรรมเยาวชน แล้วด้วยความที่เราเคยทำซีรีส์ผจญภัยปริศนาปีศาจ เช่น ผีกระจก ออกมาแล้วมันขายได้ แสดงว่าเด็กนั้นโหยหาความสนุก และถ้า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เคยพิสูจน์ที่อังกฤษมาแล้ว เราก็อยากพิสูจน์เรื่องนี้ที่เมืองไทยเหมือนกัน” 

นั่นเองคือ จุดเริ่มต้นของเด็กชายผู้รอดชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์และจุดกระแสวรรณกรรมเยาวชนขึ้นมาในประเทศไทย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

02
สู่ชานชาลาที่ไม่มีใครรู้จัก

แม้นานมีบุ๊คส์จะเคยผลิตวรรณกรรมเยาวชนมาก่อนถึง 38 ปก แต่สำหรับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป

สุวดีตั้งใจจะเร่งผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 3 เล่มให้ทันภายในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2543 บรรยากาศในสำนักพิมพ์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและวุ่นวาย ทุกคนถูกระดมให้มาช่วยกันสานภารกิจนี้ รวมถึงน้องใหม่อย่าง พรกวินทร์ ที่เดิมทีทางบริษัทรับมาให้ผลิตหนังสือแนวสอนภาษา แต่ครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ พิมพ์อนงค์ ริมสินธุ บรรณาธิการบริหาร คอยทำงานจิปาถะ

แต่ปัญหาคือ ทุกคนในกองบรรณาธิการรวมถึงตัวสุมาลี ไม่เคยรับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้มาก่อน จึงมีการเสนอให้ฉีกต้นฉบับออกเป็นส่วน แล้วกระจายให้นักแปลแต่ละคนช่วยกันแปลเพื่อความรวดเร็ว

“พวกเราไม่เคยอีดิตหนังสือเล่มใหญ่แบบนี้มาก่อน ทุกคนใหม่มาก ถึงมีข้อเสนอเรื่องฉีกต้นฉบับขึ้นมา แต่ความจริงแล้วไม่ควรทำอย่างยิ่ง ยกเว้นคนแปลจะเป็นพี่น้องหรือสามีภรรยาที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว อาจจะฉีกแปลได้ แต่ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า ต้องทำให้เสร็จ” พรกวินทร์อธิบาย

“ตอนนั้นดิฉันก็เลยบอกทางสำนักพิมพ์ว่า อย่าเลย ไม่อย่างนั้นจะหนักบรรณาธิการมาก เพราะต้องตรวจ 3 – 4 สำนวน แล้วการแปลชื่ออะไรต่าง ๆ คำศัพท์จะไม่เหมือนกัน ด้วยความดื้อมาก เพราะฉะนั้น ดิฉันขอแปลเองก่อน” สุมาลีช่วยขยายภาพ

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

การทำงานแปลนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ สุมาลีแปลต้นฉบับจากที่อังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์มายังสำนักพิมพ์ที่เมืองไทย จากนั้นต้นฉบับก็จะถูกส่งต่อไปให้ งามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน ซึ่งสุวดีขอแรงให้มาช่วยเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ ก่อนมาจบที่ พิมพ์อนงค์ กับกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ที่จะต้องตรวจสอบทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มและวางจำหน่ายต่อไป

ในส่วนการแปลนั้น ต้องถือว่าพลิกการทำงานของสุมาลีโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมเธอจะใช้เวลาแปลต้นฉบับเล่มหนึ่งราว ๆ ครึ่งปี จากนั้นถึงค่อยส่งให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบรวดเดียว แต่คราวนี้ สุวดีบอกให้สุมาลี ทำตารางการทำงานให้ชัดเจน พร้อมประสานงานกับพิมพ์อนงค์ว่าจะส่งกี่บท ภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสุวดีให้อิสระสุมาลีกำหนดตารางเอง แต่ก็ต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ด้วย

“สมัยนั้น การใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่คล่อง การใช้ดิกชันนารีออนไลน์ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องซื้อดิกชันนารีเล่มโต ๆ อย่าง Collins English Dictionary Complete and Unabridged มาใช้ เพราะ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary แบบที่ใช้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นไม่พอ โดยวิธีการแปล ดิฉันจะอ่าน 3 เที่ยว เที่ยวแรกอ่านเอาเรื่องก่อน เที่ยวที่สองอ่านเอาความ และเที่ยวที่สามถึงจะแปล โดยระหว่างนั้นเราก็จดศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หรือไม่มั่นใจเป็นลิสต์ไว้เยอะมาก อย่างคาถาแต่ละคาถาที่จะใช้ ชื่อสัตว์ต่าง ๆ เราแปลว่าอะไร ออกเสียงยังไง เพื่อความสม่ำเสมอ เวลาจะใช้คอยเปิดดูว่า เราแปลไว้แบบนี้”

แต่ถ้าศัพท์บางคำ ไม่แน่ใจหรือค้นไม่เจอก็ต้องถามเพื่อนฝูงที่รู้จัก ซึ่งบางครั้งก็มีพลาดบ้าง 

“พวกชื่ออาหาร หลายอย่างเราก็ไม่รู้จักเลย เช่น Treacle Tart ก็ต้องไปหาดู มันคืออะไร ทาร์ตน้ำตาลข้น หรือไอศกรีม ไอศกรีม ที่แบบโอ้โห มันเยอะแยะ เรียกว่า ไอศกรีม Knickerbocker Glory เกิดมาไม่เคยเห็นเลย เพราะมันเป็นอังกฤษมาก ๆ สามีเป็นคนอเมริกันเขาก็ไม่รู้จัก เราถามไม่ได้”

ด้วยเวลาที่จำกัดมาก ทำให้สุมาลีต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเร่งทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด โดยใช้เวลาทำงานเฉลี่ยเล่มละ 2 เดือนครึ่ง รวมแล้วเกือบครึ่งปีกระทั่ง จนกระทั่งถึงเล่ม 3 แฮรี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน นักแปลหญิงก็ตัดสินใจยกธงขาว

“ตอนนั้นดิฉันยังสอนหนังสืออยู่ที่ Durham University ด้วย ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ พอแปลส่งเราก็ส่งต้นฉบับกระดาษให้พิมพ์อนงค์ไปตรวจ จำได้ว่ามีปัญหามากเพราะเครื่องพิมพ์เสีย จะเป็นโรคประสาท พอแปลเล่มที่ 2 เสร็จก็บอก คุณเล็ก สุวดี ไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อน เครียดมาก สามีอาจจะหย่าได้ เพราะไม่ไปไหนเลย ทำแต่งาน กับข้าวกับปลาบอกให้หาเอง คุณเล็กก็บอกว่า ไม่ได้นะ เพราะซื้อลิขสิทธิ์มา 3 เล่มแล้ว ไม่สามารถให้พัก 1 ปีได้หรอก ดิฉันเลยบอกว่าขอให้เปลี่ยนคนแปล ซึ่งเล่ม 3 เป็นเล่มที่ดิฉันชอบที่สุดด้วย แต่เราทำไม่ไหวแล้ว”

ในเล่มที่ 3 ทางนานมีบุ๊คส์ จึงมอบหมายให้ วลีพร หวังซื่อกุล นักแปลวรรณกรรมฝีมือดีอีกคนมารับผิดชอบแทน ซึ่งสุมาลีบอกว่า วลีพรแปลได้เก่งมาก อ่านแล้วถูกใจสุด ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวกับคาถานั้นใช้ไม่พลาดเลย 

“มีคำว่า Spell ที่เป็นคาถา มีคำว่า Curse ที่แปลว่าคำสาปแช่ง มีคำว่า Jinx และคำว่า Charm ซึ่ง วลีพรไม่เคยแปลสับเลย สุมาลียังแปลสับไปสับมา เพราะตอนแรกเราไม่สนใจ ก็แปลตามเนื้อหา แต่วลีพรใช้คำศัพท์ถูกว่า Charm คือคาถาในแง่ดี Spell คือคาถาธรรมดา Jinx คือคาถาที่แกล้งคน แล้ว Curse นี่คือคำสาป น้องเขาไม่เคยแปลพลาด แปลเก่งมาก” สุมาลีย้ำคำเดิม

แม้กระบวนการแปลจะเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับการจัดการต้นฉบับยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความท้าทายคือ ยุคนั้นยังไม่มี Google การค้นคว้าใด ๆ จึงทำได้ลำบากมาก โดยเฉพาะพวกชื่อเฉพาะก็ต้องอาศัยความเชื่อใจจากนักแปลเป็นหลัก 

“ตอนนั้นเรายังอยู่ในตึกเล็ก ๆ โต๊ะพี่พิมพ์กับโต๊ะพรอยู่ตรงข้ามกันเลย ขยับไปไหนไม่ได้เลย พี่พิมพ์ก็จะบอกว่า คำนี้ว่าไงดี พี่ว่ามันแปลก ๆ นะ ก็จะคุยกัน แต่เราก็จะช่วยอะไรพี่พิมพ์ไม่ค่อยได้มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักในการทำงานเหมือนกันคือ ต้องคิดถึงนักเขียนก่อนเป็นลำดับแรก เพราะความจริงแล้ว นักแปลจะต้องแปลออกมาเป็นภาษาของนักเขียน ไม่ใช่ภาษาของนักแปล หน้าที่ของ บ.ก. คือทำยังไงก็ได้ให้ภาษาของนักแปลกับภาษาของนักเขียนมารวมกัน จนเป็นภาษาที่นักอ่านโอเค” พรกวินทร์กล่าว  

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

อดีตบรรณาธิการย้ำว่า เวลานั้นเป็นเสมือนการลองผิดลองถูก เพราะทุกคนล้วนมือใหม่มาก แต่อย่างน้อยก็พยายามเรียนรู้เต็มที่ เพื่อให้หนังสือออกมาดีที่สุด

อย่างภารกิจหนึ่งที่เธอได้รับมอบหมายจากพิมพ์อนงค์ คือ การพิสูจน์อักษร

“ในกองฯ ตอนนั้นไม่มีพิสูจน์อักษร บ.ก. ต้องทำเองทุกอย่าง พอพี่พิมพ์อีดิตเสร็จ ก็อยากให้เราช่วยดูคำผิดให้ จำได้ว่ารับงานมาตอน 10 โมงเช้า ก็นั่งอ่านถึง 4 ทุ่ม เสร็จเลยทั้งหมด ซึ่งต้องบอกว่า ถ้าทำเล่มขนาดนี้ต้องมีอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เนื่องจากตัวอักษรเยอะมาก แต่ตอนนั้นเราไม่มีประสบการณ์ และมันสนุกมาก แบบแสงออกตา พออ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะฉะนั้นถ้าไปดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่ 1 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จะพบว่ามีคำผิดเยอะมาก อย่างคำว่า พากย์ ตอนนั้นเราเขียนว่า พากษ์ ซึ่งก็มีผู้อ่านท้วงติงเข้ามา” พรกวินทร์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกเรื่องหนึ่งที่กองบรรณาธิการต้องรับผิดชอบคือ ภาพปก ซึ่งเดิมทีนานมีบุ๊คส์ตั้งใจจะวาดเอง แต่เนื่องจากทางเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาต นานมีบุ๊คส์จึงเลือกใช้ฉบับภาพปกของฉบับสหรัฐอเมริกา เพราะสวยกว่าฉบับของอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ใช้แปล

“Bloomsbury เป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย คือตอนแรกตัวแทนของ J. K. Rowling เอาเสนอขายให้ Scholastic แต่ที่นั่นบอกว่า Too Wordy, Too Literacy To be children Literature เขาบอกว่าคำมากเกินไป ตัวหนังสือมากเกินไป อย่างนี้เขาไม่รับ ก็เลยไปเสนอที่ Bloomsbury แทน ซึ่งที่นี่รับ เพราะลูกสาวของ บ.ก.อ่านแล้วติดใจ แต่ปัญหาคือเขาทุนไม่เยอะ หน้าปกก็เลยไม่สวย ตอนหลัง Scholastic ของสหรัฐอเมริกาถึงค่อยมาซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ แล้วก็ทุ่มทุนทำปกอย่างดี ให้นักวาดมีชื่อเป็นคนทำปก เราถึงเลือกใช้ปกของสหรัฐอเมริกาแทนของอังกฤษ” สุมาลีช่วยอธิบาย

เมื่อกระบวนการจัดทำต้นฉบับเสร็จสิ้นเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายเล่มแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 คราวนี้ก็มาถึงโจทย์ที่ยากสุด คือ การทำอย่างไรให้หนังสือชุดนี้ไปสู่วงกว้างที่สุด

ในเวลานั้นทุกคนในแวดวงหนังสือต่างเชื่อว่า นานมีบุ๊คส์จะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะวรรณกรรมเยาวชนเป็นหนังสือประเภทที่ขายได้น้อยมากในบ้านเรา

แต่สุวดีก็ยึดหลักที่ว่า หากตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด 

“แม่เป็นคนที่มุ่งมั่นมาก แล้วก็เรียนรู้ตลอดเวลา เมื่อตั้งเป้าหมาย ก็จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นก็ปรึกษาทุกคนในวงการ คือทุกคนจะทราบว่า คุณสุวดีเป็นคนชอบถามมาก บางครั้งคู่แข่งก็ยังถามเลย ซึ่งหลายคนก็จะให้คำแนะนำ แต่จุดอ่อนที่เราพบคือ คนไม่ชินกับวรรณกรรมที่ไม่มีรูป และอย่างที่สองคือ คนไม่ชินกับเรื่องพ่อมดแม่มด จำได้เลยว่ามีโรงเรียนบางแห่งไม่อนุญาตให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เข้าโรงเรียน เพราะเป็นตัวแทนของซาตาน เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร” คิมฉายภาพ

ภายใต้โจทย์ที่แสนยาก สุวดีพร้อมที่จะฉีกทุกข้อจำกัด ไอเดียที่เธอนำมาใช้ คือ นำบทที่ 1 ของหนังสือมาทำฉบับทดลองอ่าน แจกจ่ายตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมทั้งยังลงทุนเชิญร้านค้าต่าง ๆ มาร่วมประชุม เพื่อแนะนำหนังสือชุดนี้ ตลอดจนทำจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่าง ๆ เพื่อแนะนำให้สื่อมวลชนทราบว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ พิเศษกว่าวรรณกรรมเยาวชนเล่มอื่นอย่างไร

แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุด คือ การจัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ โดยครั้งนั้น สุวดีไปติดต่อขอใช้พื้นที่ของรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายกับชานชาลาที่ 9 ¾ ที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส ซึ่งเป็นสถานีที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขึ้นเพื่อไปโรงเรียน พร้อมทั้งเชิญ กัญจนา ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเขียนคำนิยมและร่วมอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังในงานเปิดตัว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีซุ้มกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เกมตามหาลูกบอลวิเศษสีทองมีปีก หรือกิจกรรมตามหาศิลาอาถรรพ์ โดยนำกุญแจมาแขวนระโยงระยาง แล้วเด็ก ๆ หาลูกกุญแจที่ไขเซฟเก่าแก่ให้ได้ รวมถึงมอบไม้กายสิทธิ์ ไม้กวาด และตุ๊กตานกฮูก แก่ผู้ที่มาร่วมงานด้วย

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดี พวกเราทีมงานก็เลยใส่ชุดพ่อมดแม่มด นั่งรถไฟไปมา แจกหนังสือทดลองอ่าน อีกอย่างหนึ่งเราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เด็กรักการอ่าน บวกกับเคยเห็นตัวอย่างจากเมืองนอกที่คนดังอ่านหนังสือให้เด็กฟังในที่สาธารณะ เราจึงติดต่อ คุณหนูนา กัญจนา ให้มาช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งคุณหนูนาก็โอเค เป็นงานที่สนุกมาก และยังถือเป็นการเริ่มสร้างประเพณีว่า ทุกครั้งที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกเล่มใหม่ ก็จะมีงานเปิดตัวครั้งใหญ่ด้วย” คิมเล่าให้ฟังต่อ

ด้วยกลยุทธ์การผลักดันหนังสือไปสู่วงกว้างของสุวดีและทีมงาน บวกกับเนื้อหาที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและจินตนาการ ทำให้กระแสของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แพร่กระจายในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว 

หนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 10,000 เล่ม จำหน่ายหมดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน และต้องพิมพ์ซ้ำแทบจะทันที เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้บุตรหลาน เช่นเดียวกับเด็กไทยมากมายที่ใช้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวตั้งต้นให้เริ่มอ่านหนังสือ ยืนยันได้จากจดหมายจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังกองบรรณาธิการ บางคนถึงขั้นลงท้ายนามสกุลตัวเองว่า พอตเตอร์ เลยด้วยซ้ำ 

แต่ที่สำคัญสุดคือ เด็กบางคนที่เลิกอ่านวรรณกรรมไปแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสกับพ่อมดน้อยและเพื่อน ก็หันกลับมาอ่านหนังสือแนวนี้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือลูกสาวคนโตของสุวดีนั่นเอง

22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์
22 ปี 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' กับเบื้องหลังสุดมันในการทำฉบับภาษาไทยจนกลายเป็นปรากฏการณ์

“ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยม แล้วก็เลิกอ่านหนังสือพวกนี้ไปแล้ว อ่านแต่การ์ตูน แต่แม่ก็ส่งต้นฉบับที่อาจารย์สุมาลีแปลมาให้อ่าน เป็นร่างแรกเลย ตอนแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็หยุดไม่ได้ จำได้ว่าตอนนั้นต้องไปหาหมอ แล้วจากบ้านไปขึ้นรถ ไปที่โรงพยาบาล นั่งรอหมอ จนกลับบ้าน ก็อ่านต่อรวดเดียวเลยจนจบ พอจบเล่มที่ 1 ขออ่านเล่มที่ 2 ต่อทันที แต่อาจารย์สุมาลียังแปลไม่เสร็จ พอเปิดเทอมก็เลยก็เลยไปขอยืมฉบับภาษาอังกฤษที่ห้องสมุดมาอ่านต่อ แล้วนั่นเองทำให้หันกลับมาอ่านวรรณกรรมอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงเล่มอื่น ๆ ด้วย เช่น มังกรหยก ก็เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมีอิทธิพลต่อเด็กทั่วโลก เพราะแม้แต่ตัวเราก็ยังสัมผัสถึงพลังนั้นได้เลย”

หลังจากวางแผงเล่มแรกได้ 2 เดือน นานมีบุ๊คส์ก็ส่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ถึงเหล่ามักเกิ้ล หรือคนธรรมดาตัวน้อยที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมจัดงาน ‘รวมพลังสร้างนักอ่านเยาวชนไทย’ ด้วยการชักชวนครูมาร่วมสัมมนา เพื่อแนะนำหนังสือต่อให้เด็ก ๆ อีกทอดหนึ่ง

และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็มาถึงคิวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับนักโทษแห่งอัซคาบัน ซึ่งรอบนี้ นานมีบุ๊คส์ไปเปิดตัวที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เพราะเป็นโรงเรียนประจำเช่นเดียวกับโรงเรียนฮอกวอตส์ โดยมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างเช่น ซุ้มหมอดู ซุ้มเสกคาถาร่ายมนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือ โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงานได้สัมผัสถึงกระแสคลั่งไคล้ของเด็กไทยที่มีต่อวรรณกรรมชุดนี้จริงจัง เนื่องจากมีเด็กมาร่วมงานมากถึง 2,000 คน

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยแล้วมาที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยเจอเด็กเยอะแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นคนคลั่งแฟชั่นลายเซ็น มาให้เราเซ็นเยอะมาก จนสุดท้ายผู้บริหารของโรงเรียนวชิราวุธบอกว่าไม่รับงานแบบนี้แล้วนะ” สุมาลีย้อนประสบการณ์

“ต้องเรียกว่าถล่มทลาย คือเตรียมของไปแจกรู้สึกจะเป็นที่คั่นหนังสืออะไรสักอย่าง พอเปิดบูทมา หลังติดผนังเลย เพราะเด็กดันเข้ามาจนไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งแบบนี้ทั้งวัน คือเราเข้าใจเลยว่าทำไมถึงบอกว่าไม่รับอีก เพราะคงกะไม่ถูกว่าเด็กจะมากันขนาดนี้ และก็ยังมีผู้ปกครองที่พาลูก ๆ มาขอลายเซ็นอาจารย์ด้วย” พรกวินทร์ช่วยเสริมเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสคลั่งไคล้ในตัว แฮร์รี่ พอตเตอร์ จนส่งให้หนังสือติดอันดับขายดีนานนับปี หลายคนยังมองว่า วรรณกรรมชุดนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยพัฒนารากฐานการอ่านให้สังคมไทย 

สุวดีจึงใช้โอกาสนี้สานฝันที่ตั้งใจไว้มานาน ตั้งแต่จัดอบรมครูและผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เริ่มต้นโครงการ Nanmeebooks Reading Club ด้วยการผลักดันให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้ และถ้าครบก็จะได้เกียรติบัตรสุดยอดนักอ่าน จัดประกวดต้นฉบับรางวัล ‘แว่นแก้ว’ เพื่อส่งเสริมนักเขียนไทยแนววรรณกรรมเยาวชนให้เติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้าผลิตผลงานดีที่ฉีกแนวจากตลาด ทั้งผลงานนักเขียนรางวัลโนเบล หรือการ์ตูนความรู้สำหรับเยาวชน

เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นานมีบุ๊คส์ก้าวกระโดด และทำให้เจตนารมณ์ของสุวดีเมื่อครั้งก่อตั้งสำนักพิมพ์ คือการใช้หนังสือช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยกลายเป็นจริงขึ้นมา

03
คาถามัดใจมักเกิ้ล

เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 หลังจากรอคอยมาเกือบปี เด็กไทยก็มีโอกาสได้พบกับพ่อมดน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี

คราวนี้ดูเหมือน J. K. Rowling จะท้าทายนักอ่านไม่น้อย เพราะเล่มที่ 4 หนาเกือบพันหน้า แต่ทุกคนก็ไม่ถอย เพราะอยากทราบว่า การผจญภัยในเล่มนี้จะสนุกขนาดไหน

เช่นเดียวกับการทำงานของนานมีบุ๊คส์ ก็ยังเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม เพราะสุวดีถึงขั้นส่งทีมงานไปเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เพื่อยกระดับการทำงานให้ได้มาตรฐานขึ้น โดยเล่มนี้ สุมาลียังคงไม่หายอิ่มตัวจากการแปล 2 เล่มแรก สุวดีจึงทาบทามงามพรรณ ให้มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเพื่อน ๆ แทน

จุดเด่นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี นอกจากพ่อมดน้อยจะต้องเผชิญหน้ากับมังกรไฟอันดุร้ายแล้ว ยังมีการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัวใหม่ เนื่องจากงามพรรณพบว่า J. K. Rowling ได้มอบหมายให้ Stephen Fry อ่านเพื่อทำหนังสือเสียง และบริษัท Scholastic ผู้จำหน่ายหนังสือชุดนี้ในสหรัฐอเมริกา ยังจัดทำเว็บไซต์ระบุการออกเสียงชื่อตัวละครแต่ละตัวอีกต่างหาก ซึ่งหลายคำไม่ตรงกับที่สุมาลีเลือกใช้ 

อาทิ Hermione เพื่อนสนิทของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในตอนแรกสุมาลี เขียนว่า ‘เฮอร์ไมนี่’ เนื่องจากเพื่อนชาวอังกฤษบอกว่า เป็นชื่อเก่าดาราเก่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความจริงแล้ว ต้องออกเสียงว่า ‘เฮอร์ไมโอนี่’ เพราะเป็นชื่อที่มาจากสาวกรีกในนวนิยายเรื่อง โอดิสซีย์ หรือเจ้าแห่งศาสตร์มืด อย่าง Voldemort เพื่อนชาวอังกฤษอ่านว่า โวลเดอมอร์ต เพราะออกเสียงตัว T ข้างท้าย แต่ในเว็บไซต์ ให้ออกเสียงว่า โวลเดอมอร์ เพราะ J. K. Rowling ต้องการให้ออกเสียงแบบฝรั่งเศส ซึ่งสุมาลีสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะนักเขียนดังได้รับอิทธิพลจากการเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสในระดับปริญญาตรี

เพราะฉะนั้น กองบรรณาธิการจึงต้องกลับไปนั่งไล่ปรับแก้ ตั้งแต่เล่มที่ 1 – 3 ให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ประพันธ์ แม้นักอ่านหลายคนจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง เพราะคุ้นชินกับชื่อเหล่านี้แล้วก็ตาม

โดยระหว่างทาง นานมีบุ๊คส์ยังได้จัดพิมพ์หนังสือพิเศษที่ชื่อ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ หรือ Fantastic Beasts and Where to Find Them ซึ่ง J. K. Rowling เขียนขึ้นเพื่อมอบให้แก่การกุศล ออกมา โดยได้นักแปลนิยายแฟนตาซีอย่าง พลอย โจนส์ มาร่วมงาน ซึ่งเธอได้เลือกใช้นามปากว่า นิลมังกร เพื่อให้สอดคล้องกับนามปากกา Newt Scamander ของ J. K. Rowling อีกด้วย

สุมาลีวกกลับมาแปล แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกครั้งในเล่มที่ 5 จนกระทั่งถึงเล่มสุดท้าย รวมถึงยังแปลหนังสือพิเศษอีกหลายเล่ม อาทิ ควิดดิชในยุคต่าง ๆ, นิทานของบีเดิลยอดกวี และ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเด็กต้องคำสาป ซึ่งเป็นบทละครเวทีที่ J. K. Rowling สร้างสรรค์ร่วมกับนักเขียนอีกหลายคน

ส่วนพรกวินทร์เองก็เข้ามารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารแทนพิมพ์อนงค์ที่ขอลาออกไป หลังจากทำต้นฉบับเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ เสร็จสมบูรณ์

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

“จริง ๆ ทำมาตั้งแต่เล่ม 5 แล้ว เหมือนตกกระไดพลอยโจน คือพี่พิมพ์ยังอยู่ แต่เพราะเล่มนั้นมันหนามาก แล้วเราทำไม่ทันกัน จึงต้องฉีกเล่มเป็น 3 ส่วน ช่วยกันอีดิต แต่พี่พิมพ์ก็ยังดูภาพรวมทั้งหมด และพอหลังจากเล่มนี้ก็มาดูแลแบบเดี่ยวเลย” บรรณาธิการบริหารคนที่ 2 ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กล่าว

“จำได้ว่าตอนที่แปลเล่มที่ 5 แทบจะร้องไห้ เพราะบางครั้งรู้สึกว่าหมั่นไส้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะตอนนี้เขาเป็นวัยรุ่น แล้วปั่นป่วนมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น ขี้โมโห อ่านแล้วบางทีก็ทนไม่ไหว แต่ว่าการดำเนินเรื่อง J. K. Rowling ดีมาก เขาผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลีช่วยเสริม

สำหรับทั้งคู่แล้ว J. K. Rowling เป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เก่งกาจมาก วางโครงเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม และต่อให้แต่ละตอนจะทิ้งปริศนาไว้มากมาย แต่สุดท้ายทุกปมปัญหาจะถูกอธิบายและคลี่คลายจนกระจ่าง ที่สำคัญยังแฝงหลักคิดเรื่องความจริงของชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน ความรัก ความตาย หรือแม้แต่คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเด็กทุกคนปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้

“J. K. Rowling ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาเยอะ อย่างตอนสุดท้ายเขาก็เขียนให้จบอย่างมีความหวัง เพราะถ้าจบด้วยความหดหู่ ไม่มีความหวังเลย เด็กก็จะบอกว่าอยู่ไปทำไม แต่ถ้าเรามีความหวังว่าอนาคตยังมี เราก็ยังแก้ไขชีวิตของเราได้ ที่สำคัญเขาเน้นเรื่องความเมตตา ความรักมีอำนาจสูงสุด อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะไม่ยอมให้คนอื่นตายเพื่อเขา เมื่อรู้ว่าถ้าเขาตายแล้ว สงครามจะจบสิ้นสงครามได้ เขาก็พร้อมจะเดินเข้าไปให้โวลเดอมอร์ฆ่า โดยไม่สู้ แต่โวลเดอมอร์ไม่รู้ว่าความรักของแม่ยังครอบคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่โวลเดอมอร์ฆ่าจึงไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เป็นฮอร์ครักซ์ (ส่วนหนึ่งของวิญญาณ) ของเขาเอง ถึงบอกว่า J. K. Rowling ผูกเรื่องเก่งมาก” สุมาลียกตัวอย่าง

“เขาเคลียร์หมดทุกอย่าง ถ้าอ่านแต่ละเล่มจะมีปริศนาที่ตัวละครต่าง ๆ พูดทิ้งท้ายไว้ แต่สุดท้ายเขาเฉลยหมด อธิบายอย่างกระจ่าง เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้สึกว่าง่ายหรือยากไป ที่สำคัญเขาพูดเรื่องเพื่อน ทุกการผจญภัย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่เคยสู้คนเดียวเลย แม้ตอนสุดท้ายอาจจะต้องหลุดไปสู้กับโวลเดอมอร์ตามลำพัง แต่ตลอดทางก็จะมีเพื่อนที่ช่วยเขา แม้แต่เพื่อนอย่าง เนวิลล์ ซึ่งภาคแรกจะดูไม่เก่งอะไรเลย แต่ในภาค 7 กลับกลายเป็นผู้นำขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ดูผิดปกติ แต่มีเหตุผลที่เขาจะขึ้นมาได้ หรืออย่าง รอน ซึ่งอาจไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เขาก็มีจุดเด่นที่ไม่สามารถหายไปได้” พรกวินทร์ช่วยเสริม

ด้วยเหตุนี้ แม้ตลอดหลายปี การทำงาน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะดูเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อความต้องการของแฟนหนังสือ แต่สำหรับทีมงานแล้วต่างมีความสุขไปกับเรื่องราวอันแสนโลดโผนของตัวละคร

นอกจากกระบวนการจัดทำต้นฉบับที่ท้าทายแล้ว ในส่วนของการประชาสัมพันธ์หนังสือเองก็มีสีสันไม่แพ้กัน เพราะนานมีบุ๊คส์เองก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้แฟนคลับไม่มีทางลืมเลือนเต็มไปหมด อย่างช่วงวางแผงเล่มที่ 5 ทีมงานสังเกตเห็นว่า หลายประเทศจัดงานเปิดตัวหนังสือตอนเที่ยงคืน นานมีบุ๊คส์จึงอยากทดลองทำบ้าง ปรากฏว่ามีเด็ก ๆ มาปักหลักรออยู่ที่อาคารในซอยสุขุมวิท 31 เป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังจะเป็นเจ้าของหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่คนแรก ๆ ของประเทศไทย 

“ตอนนั้นเรานึกว่าเที่ยงคืนแล้วทุกคนจะรีบกลับบ้าน แต่กลายเป็นวันไม่มีใครกลับเลย เพราะทุกคนมาต่อแถวขอลายเซ็นอาจารย์สุมาลี จำได้ว่าเป็นบรรยากาศที่สนุกมาก แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ ๆ ทีมงานเขาซีเรียสกันมากคือ กลัวร้านหนังสือจะเปิดกล่องก่อนเที่ยงคืน เพราะเคยมีเคสที่ลูกค้าบอกว่า ทำไมจังหวัดนี้ได้หนังสือก่อน ตอนนั้นเราก็เลยให้พี่พรช่วยเขียนกำกับอีกรอบว่า หากเปิดกล่องก่อน คุณจะถูกคำสาปจากลอร์ดโวลเดอมอร์ ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็กลัว โดยเฉพาะพนักงานที่คลัง คือเขาไม่อยากถูกสาป ทั้งที่เป็นคนแพ็กหนังสือ” คิมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นานมีบุ๊คส์หยิบขึ้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง คือ ของแถมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อาทิ แหวนมหัศจรรย์ช่วยการอ่าน ในเล่มที่ 5 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งคิมเจ้าของไอเดียได้แรงบันดาลจากเทศการหนังสือที่เกาหลีใต้ หรือหรือน้ำยานำโชค ในเล่มที่ 6 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ซึ่งแผนกวิทยาศาสตร์ของนานมีบุ๊คส์ ก็หาวิธีการผลิตน้ำยาที่ผสมน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นสีทองได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วทีมงานก็ผลิตออกมาได้สำเร็จจริงๆ

ที่สำคัญ นานมีบุ๊คส์ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเต็มไปหมด ทั้งจัดชักชวนให้โรงเรียนต่าง ๆ อ่านหนังสือผ่านเสียงตามสาย จัดประกวดซุ้มหนังสือดีเด่น รวมถึงชักชวนแฟนคลับมาร่วมทำกิจกรรม อย่างในงานเปิดตัวเล่มที่ 7 แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเครื่องรางยมทูต เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 คิมได้ชักชวนหนึ่งในแฟนตัวยง มาช่วยแต่งเพลงประกอบงาน หรือแม้แต่ร้านหนังสือหลายแห่งก็สรรหากิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างสังคมของผู้อ่านรุ่นเยาว์ให้มากขึ้น

“ในหาดใหญ่มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อ เพลินอักษร เจ้าของคือ คุณไพรัช ทองเจือ ตอนนั้นเขามาประชุมกับแม่แล้วก็เล่าให้ฟังว่า เขาเอาของสะสมที่มีอย่างตุ๊กตารัสเซียหรือของชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจัดปาร์ตี้ที่ร้านในวันเปิดตัวหนังสือ แล้วก็แจกของพวกนี้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน สนุกมากเลย” CEO ของนานมีบุ๊คส์ขยายความ

ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นมากกว่าแค่หนังสือ 7 เล่ม แต่ยังมีเวทมนตร์ในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต นักแปล นักอ่าน และร้านค้า เข้าไว้ด้วยกัน แม้เวลาจะผ่านมากว่าสิบปี ก็ยังไม่จางหายไปไหน

ดังเช่นการถือกำเนิดของกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ ทั้ง มักเกิ้ล-วี และ มักเกิ้ลไทย ซึ่งคอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตลอดจนนัดพบปะหมู่แฟนคลับหลากรุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ที่สำคัญ หลายคนยังได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องนี้ จนกลายเป็นนักเขียน นักแปล นักวาดภาพประกอบ มีชื่อเสียงไปไกลถึงต่างประเทศ หรือหลายคนก็เข้ามาขอมาสมัครงานที่นานมีบุ๊คส์ เพราะผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“ไม่ใช่แค่กองบรรณาธิการเท่านั้นที่อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จำได้น้องที่อยู่แผนกบัญชี ก็มาสมัครงานเพราะอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เหมือนกัน หรือแม้แต่พวกฝ่ายคลัง เด็กติดรถ เขาก็ยังอ่าน คือมันน่าตื่นตาตื่นใจมากจริง ๆ ที่ได้รู้ว่าพวกเขาเติบโตจากหนังสือชุดนี้” พรกวินทร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

แน่นอนความสำเร็จทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากการรวมพลังกันของทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสร้าง ช่วยกันผลักดันจนนำมาสู่ปรากฏการณ์ที่ยากจะหาหนังสือเล่มใดทำได้เหมือน

04
พ่อมดน้อยไม่มีวันตาย

นับเวลาตั้งแต่ J. K. Rowling พา แฮร์รี่ พอตเตอร์ มารู้จักกับนักอ่านทั่วโลก ก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว  

แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งสามคน ยังเชื่อเสมอว่า หนังสือชุดนี้ไม่เคยล้าสมัย และต่อให้จะผ่านไปนานอีกสักเท่าใดก็ยังอ่านสนุกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างหรือฉากแต่ฉากที่นักประพันธ์หญิงวางไว้ล้วนแต่กระตุ้นจินตนาการและชวนให้ติดตาม ไม่ต่างจากวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของโลกอีกมากมาย ทั้ง เชอร์ล็อก โฮมส์, ปีเตอร์ แพน หรือ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ เลย

เชอร์ล็อก โฮมส์ เขียนมา 200 ปีแล้ว ก็ยังโด่งดังอยู่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่าจะเหมือนกัน อาจมีการปรับบ้างเล็กน้อย แต่ตัวละครจะยืนต่อไป เพราะหัวใจที่เขาเขียน เป็นหัวใจที่เด็กยังชอบอยู่ตลอดกาล เขาแตะความต้องการของเด็กได้ ทั้งเรื่องความรัก ความมั่นคง ความอบอุ่น แม้แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กกำพร้า แต่ก็มีชีวิตที่อบอุ่นมากในโรงเรียน มีเพื่อนที่ดี เรื่องเหล่านี้ไม่ว่ายุคไหน คนก็ยังต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ดี” นักแปลผู้ผูกพันกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มากว่า 2 ทศวรรษย้ำความเชื่อ

เพราะฉะนั้น โจทย์ในวันนี้ของพวกเขาคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องราวพ่อมดน้อยยังคงโลดแล่นในใจของนักอ่านรุ่นใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในฐานะของผู้ผลิต คิมบอกว่า ช่วงสิบปีกว่าที่ผ่านมา นานมีบุ๊คส์พยายามพัฒนาและปรับปรุงหนังสือชุดนี้ให้ดีขึ้นและน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ อาทิการผลิต แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาพประกอบ 4 สี ผลงานการวาดของ Jim Kay หรือการต่อยอดเป็นหนังสือเรียนศัพท์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยสุมาลีได้นำศัพท์หรือสแลงที่น่าสนใจในหนังสือมารวบรวม เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน

เมื่อ พ.ศ. 2563 มีการจัดพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับ 20 ปี ซึ่งความพิเศษของหนังสือชุดนี้ คือ การใช้ภาพปกและภาพประกอบฝีมือคนไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้วาดอย่าง อาชว์-อรุษ เอ่งฉ้วน หรือ Arch Apolar เป็นแฟนที่ติดตามและเติบโตมาพร้อมกับหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ และพยายามใส่ความเป็นไทยลงในภาพวาด อาทิ ชานชาลาหมายเลข 9 ¾ ก็เลือกใช้เลขไทยนำเสนอ โดยอาชว์ถือเป็นนักวาดภาพประกอบเพียงคนเดียวที่ J. K. Rowling ชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดีย

ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ
ปฏิบัติการพาพ่อมดน้อย ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ หนังสือจากเกาะอังกฤษถึงเมืองไทยของนานมีบุ๊คส์ ที่ปลุกกระแสการอ่านไปทั่วประเทศ

เช่นเดียวกับในส่วนต้นฉบับ นานมีบุ๊คส์ก็ได้มอบหมายให้พรกวินทร์ มาเป็นบรรณาธิการอีกครั้ง ยกเครื่องและปรับปรุงมาตรฐานเนื้อหาให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องคำเรียกคาถา สรรพนาม หรือแม้แต่วิธีสะกดให้ถูกต้องตามหลักที่ราชบัณฑิตยสภากำหนดไว้ให้ ยกเว้นบางคำ เช่นชื่อตัวละคร อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ เฮอร์ไมโอนี่ ที่ไม่ได้มีการตัดวรรณยุกต์ออก เพราะถือเป็นสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคย และอาจสร้างความสับสนได้

แต่ทั้งหมดนี้เทียบไม่ได้เลยกับ ภารกิจอย่างการทำให้เยาวชนที่ไม่เคยอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาก่อนได้รู้จักกับวรรณกรรมชุดนี้ เพราะสำหรับคิมแล้ว นี่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญมากที่ปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านแก่เด็ก ๆ ซึ่งผู้ปกครองและครูควรเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

“ทุกวันนี้กระแสโลก คนอ่านหนังสือน้อยลง อาจเพราะมีเครื่องมือการเลี้ยงลูกที่หลากหลายขึ้น แต่ขณะเดียวก็มีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มอาจกลายเป็นเด็กที่เป็นสมาธิสั้น หรืออ่านหนังสือไม่แข็งได้ เพราะฉะนั้นหากเราจะแก้ปัญหาสังคมนี้ คือต้องทำให้เด็กอาจหนังสือตั้งแต่เล็กให้ได้ คือย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน 

“แล้วหนังสือเล่มไหนที่จะดีที่สุด ซึ่งสำหรับตัวเองแล้ว หากวันนั้นไม่ได้อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว เราจึงเข้าใจว่า เล่มแรกอาจเปลี่ยนชีวิตได้ สิ่งหนึ่งที่แม่พูดเสมอคือ ไม่ใช่คนไทยไม่รักการอ่านนะ แต่ส่วนมากเขายังหาเล่มแรกที่เป็นเล่มโปรดไม่เจอ แต่ถ้าเขาเจอแล้วก็อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเราคิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีพลังที่ช่วยปลุกไฟนี้ขึ้นมาได้”

ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคต เมืองไทยจะมีหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์ระดับเดียวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ อีกหรือไม่ แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการที่เด็กไทยได้พบเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เขาอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่รอบตัวต่อไป

และทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของพ่อมดน้อยกับผองเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งที่เคยร่ายเวทมนตร์มหัศจรรย์ให้กับสังคมการอ่านของเมืองไทย และเป็นความประทับใจที่จะฝังแน่นในใจของใครหลายคนตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

‘เราเป็นแชมป์ครับ เราเป็นแชมป์ครับ’

เสียงตะโกนดังลั่นของผู้บรรยาย ในวินาทีที่ กัปตันกิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตีลูกหัวเสาอัดลงแดนของฝั่งจีน ในศึกนัดชิงชนะเลิศของวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงเอาชนะทีมชาติจีน ด้วยสกอร์ 3-1 คว้าถ้วยแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย จากเดิมที่ผูกขาดเฉพาะสองมหาอำนาจลูกยางอย่างจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น

นั่นคือก้าวแรกที่ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นฝีไม้ลายมือและความเก่งกาจของนักตบลูกยางหญิงไทย จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์เรื่อยมาจนเกิดเป็นตำนาน ‘7 เซียนวอลเลย์บอล’ เรื่อยมาจนถึงทีมเลือดใหม่ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็สร้างผลงานได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่

หากแต่เบื้องหลังของความสำเร็จที่ทุกคนเห็น สิ่งที่ต้องแลกมา คือ หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ คราบน้ำตา ความทุ่มเท และความเสียสละของผู้คนมากมายตลอด 20 กว่าปี โดยมี โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร เป็นกำลังสำคัญที่คอยปลุกปั้นและผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีนัดพบโค้ชอ๊อต ซึ่งวันนี้ยังมีหมวกอีกใบเป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อย้อนรอยปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่ และความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุดที่จะนำธงไตรรงค์ของเราไปให้ไกลถึงจุดสูงสุด อย่างกีฬาโอลิมปิกให้จงได้

01
ปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.​ 2540 ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมเล็ก ๆ ที่รวบรวมเด็กสาวแววดีจำนวน 18 คน ได้ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่สุดด้ามขวานของประเทศอย่างจังหวัดยะลา

ไม่มีใครคาดคิดว่า จากทีมธรรมดา ๆ ในวันนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โด่งดังไปไกลทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีถัดมา

จุดเริ่มต้นของทีมนี้เกิดจากนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในเวลานั้นหลายคนเริ่มมีแผนจะวางมือ ไม่ว่าจะเป็น ปริม อินทวงศ์, ลิขิต นามเสน, บุษบรรณ พระแสงแก้ว, แอนณา ไภยจินดา และ นันทกานต์ เพชรพลาย เป็นต้น

ผู้บริหารของสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นพี่ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทำทีมยุวชนหญิง หรือ National Team 2001 ซึ่งมีเป้าหมายเบื้องต้น คือ ผลิตนักกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า และรักษาความเป็นผู้นำอาเซียน ในฐานะแชมป์ซีเกมส์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ใน พ.ศ. 2544

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

และเพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมฯ ในขณะนั้น จึงติดต่อให้ โค้ชอ๊อต มารับโจทย์ยากครั้งนี้

โค้ชอ๊อตคุ้นเคยกับวงการวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยพ่อของเขาเป็นอดีตนักวอลเลย์บอลของกองทัพอากาศ ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้เล่นกับนักตบรุ่นพี่ทีมชาติ ซึ่งมักกลับบ้านมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ กลายเป็นทักษะที่สั่งสมเรื่อยมา พออายุ 17 ปี อ๊อตก็ติดทีมชาติ เป็นนับตบที่อายุน้อยสุดของรุ่น ได้ไปซ้อมที่เมืองจีน และสุดท้ายยังทำหน้าที่กัปตันทีมชาตินานถึง 10 ปีเต็ม

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเป็นทั้งครูและโค้ช ที่คอยปลุกปั้นนักวอลเลย์บอลมือดีมาอย่างยาวนาน

โค้ชอ๊อตเริ่มคุมทีมตั้งแต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอนน้อง ๆ จนกลายเป็นมือเก๋าหลายคน เพราะเวลานั้นมหาวิทยาลัยไม่มีโค้ช ก็ต้องอาศัยรุ่นพี่ทีมชาติไทยอย่างเขาเป็นผู้ดูแล

ต่อมาเมื่อไปฝึกสอนที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ปกติจะสอนแค่ครึ่งเทอมก็เพียงพอแล้ว แต่อาจารย์อ๊อตอุทิศตน เพื่อฝึกทีมวอลเลย์บอลของที่นี่แบบไม่ได้เงินนานถึง 5 ปีเต็ม จนหลายคนก็ขึ้นมาเล่นระดับอาชีพ และเมื่อมาเป็นทหารอากาศ ก็ได้ดูแลทีมของสโมสรจนได้แชมป์

ที่สำคัญ เขายังเคยเป็นโค้ชเยาวชนวอลเลย์บอลทีมชาติไทยอีกด้วย

“เช้าผมนอนอยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ซ้อมลูกศิษย์ตอนเช้า ซ้อมเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซ้อมให้ทีมทหารอากาศตอนบ่าย พอประมาณบ่าย 2 เลิกซ้อม ผมก็กลับมาที่เบญจมฯ อีก ทำอย่างนี้เป็นปี พวกยุวชนทีมชาติ หรือทีมชาติชุดใหญ่ก็คือลูกศิษย์ผมทั้งนั้น อย่าง อภิศักดิ์ รักชาติยิ่งชีพ, สุนทร โพธิ์สีตา ผมกินนอนอยู่กับเขา 8 เดือน ซ้อมแบบรากเลือด ขนาดกอดขาพี่อ๊อตเลย โหดมาก”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

แต่ถึงจะมีประสบการณ์มายาวนาน โค้ชอ๊อตก็อดคิดหนักไม่ได้ เหตุผลแรกเป็นเพราะเขาไม่เคยคุมทีมเด็กผู้หญิงมาก่อน และต่อให้เคยคุมทีมผู้หญิงมาบ้าง ก็ล้วนเป็นมืออาชีพแล้วทั้งสิ้น 

อีกเหตุผลคือ เวลานั้นโค้ชอ๊อตเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล และเส้นทางอาชีพก็กำลังรุ่งโรจน์ เพราะมีแผนจะฝึกอบรมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร รวมถึงตั้งใจจะฝึกหัดเป็นนักบินต่อไปในอนาคตด้วย หากเบนเข็มไปคุมทีมชาติ ก็เท่ากับงานที่อยู่ทุกวันนี้ต้องชะงักไปเลยอย่างน้อย 4 ปีเต็ม

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโค้ชอ๊อตก็ตกผลึกว่า สิ่งที่รักและผูกพันมากที่สุดในชีวิตก็คือ วอลเลย์บอล และที่ผ่านมา เขามีทางเลือกมากมาย แต่คำตอบสุดท้ายก็มักลงเอยที่กีฬานี้อยู่เสมอ

“เราเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตมาทางนี้ อย่างสมัยเด็กผมเรียนดี ได้โควต้าวิศวะ ขอนแก่นนะ แต่ผมไม่ไป ผมเป็นคนเล่นดนตรีใช้ได้ เล่นตั้งวงกับเพื่อน ตอนนี้เพื่อนเป็นอาจารย์สอนดนตรี ผมติวให้เพื่อนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ แล้วพ่อก็อยากให้เป็นทหาร แต่เราเลือกไปทางกีฬา ซึ่งต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่เห็นลูกมาอย่างนี้แล้วไม่ขัด คืออะไรที่เป็นความสุขของลูก เขาก็พร้อมสนับสนุน

“ช่วงมาเรียนที่เกษตรศาสตร์ก็เหมือนกัน ตอนปี 1 เกือบเรียนไม่จบ เพราะต้องเล่นกีฬา ต้องซ้อม มาสอบก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาคอยช่วยวางแผนการเรียน ลงทะเบียนให้ทีละเทอม ๆ จนครบ 6 ปี โดนรีไทร์แน่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกมานั้นถูกต้องแล้ว”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

หากแต่ภาพที่เขาฝันนั้นยิ่งใหญ่กว่าการรักษาอันดับ 1 ของอาเซียน เพราะโค้ชอ๊อตต้องการทำให้นักกีฬาไทยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยเฉพาะการได้ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

“ลองนึกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมีความคิดแบบนั้น คุณว่าผมบ้าไหม คือไม่มีใครเขาคิดหรอกว่า อยากให้ประเทศไทยเดินไปแล้วเขาเคารพอ่ะ ได้รับการเคารพยกย่อง”

แม้ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่า เพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่โค้ชหนุ่มวัย 31 ปี ก็อยากทดลองทำตามความเชื่อนั้น เขาเริ่มเขียน SWOT Analysis นำจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ทุกอย่างมาวิเคราะห์ อย่างละเอียด เรื่องใดที่เขาทำได้เอง เช่น โปรแกรมการฝึก การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เขาวางแผนไว้หมด

ส่วนเรื่องไหนที่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อย่างงบประมาณ สถานที่ฝึกซ้อม สถานศึกษา เพื่อให้นักกีฬาเรียนระหว่าง 4 ปี หรือแม้แต่สถานพยาบาลเพื่อดูแลคนในทีม หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็เขียนรายละเอียดออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โดยเฉพาะสมาคมฯ เพื่อหาทางจัดการปัญหาร่วมกัน

อย่างเรื่องแรกที่สำคัญมากคือ สถานที่ฝึกซ้อม ทีมยุวชนชุดนี้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมกันที่จังหวัดยะลา

หลายคนอาจสงสัยว่า อยู่กรุงเทพฯ น่าจะสะดวกสบายและพร้อมเพรียงมากกว่า ทำไมต้องไปไกลถึงสุดด้ามขวานด้วย เหตุผลคือที่ยะลามีความพร้อมเรื่องการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ เพราะเวลานั้น ผู้บริหารท่านหนึ่งของสมาคมฯ คือ สมพร ใช้บางยาง (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฯ) ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และสามารถอำนวยความสะดวกตั้งแต่เรื่องสนามฝึกซ้อม โรงเรียน รวมทั้งยังได้ อาวุธ เจษฎาไกรสร และครอบครัว เจ้าของโรงแรมปารค์วิว มาเป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน อาหาร 3 มื้อ ตลอดระยะเวลาการเก็บตัว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมทีม เตรียมคน ให้พร้อม โดยโค้ชอ๊อตได้ อาจารย์สนอง กุลฉิม จากโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาคม มาช่วยดูแลและประสานงานเรื่องการกำกับ ควบคุม เรื่องธุรการทั้งหมด และ น.อ.สาโรจน์ พินิจวงศ์ อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นพี่ ซึ่งเป็นโค้ชจากโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีวิทยา ซึ่งโดดเด่นเรื่องเทคนิคมารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช 

ส่วนนักกีฬานั้น ทั้งหมดเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14-17 ปีจากทั่วประเทศ ซึ่งสมาคมฯ คัดเลือกจากผลการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ บางคนเป็นดาวเด่นของทีมโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ อีกส่วนก็เป็นนักกีฬาที่อาจไม่เก่งมาก แต่รูปร่างดี ขยันฝึกซ้อม และน่าจะพัฒนาได้ รวมทั้งสิ้น 18 คน

โดยก่อนที่จะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยะลา โค้ชอ๊อตพยายามพูดคุย สร้างความเข้าใจ นั่งสัมภาษณ์แต่ละคนแบบละเอียดว่า มีเป้าหมายอะไรต่อไปในชีวิต เพื่อจะได้เข้าใจและนำมาแนวทางในการสร้างทีมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

“ก่อนที่เราจะนั่งรถไปยะลา ผมจะถามทุกคนเลยว่า ทำไมถึงเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งคำตอบแทบจะเหมือนกันหมดคือ สนุก มีความสุข อยากเก่งแบบพี่ ๆ อยากมีอนาคตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต และได้มีงานการที่ดี จะได้ไปตอบแทนพ่อแม่ มันเป็น Commitment ที่เราเห็นว่าเขาคิดอะไรในใจ แล้วเราจะนำพาพวกเขาไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น แบบฝึกที่เราจะสอนเขา จะสร้างความมั่นคงทางจิตให้กับเขา ปลูกฝังเรื่องความอดทนว่า กว่าจะสำเร็จติดธงชาติไทย ต้องมุ่งมั่น มุมานะ อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกรอบให้ได้ และมีความทะเยอทะยาน ท้าทายที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้”

ชีวิตในจังหวัดยะลา โค้ชอ๊อตดูแลเด็กๆ ทุกคนเสมือนเป็น ‘พ่อ’ อีกคนหนึ่ง 

เพราะเขาต้องดูแลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การเรียน การรักษาพยาบาล โดยเขาได้ติดต่อโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา เพื่อนำทุกคนไปฝากเรียน และเมื่อเรียนเสร็จก็ยังกลับมาช่วยสอนการบ้าน แม้แต่เรื่องรายได้ ทุกคนได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งทุกเย็น แต่ละคนจะต้องส่งรายรับ-รายจ่ายว่า วันนี้ซื้ออะไรมาบ้าง โค้ชอ๊อตจะมาตรวจบัญชีเองทุกวัน ซึ่งก็มีบางคนแอบเอาเงินไปซื้อขนม แต่มาลงบัญชีว่า ไปซื้อน้ำยาซักผ้า ซึ่งเขาก็จับได้อยู่ตลอด พร้อมกับสั่งลงโทษให้วิ่งบ้าง ยกเวทบ้าง จนนักกีฬาไม่อยากทำผิด

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาล ในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีบัตรทอง เวลาบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ทีมยุวชนหญิงได้ได้รับการอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ให้เป็นคนไข้อนาถา จึงได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี 

ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนที่เด็ก ๆ อาจไม่สะดวกใจคุยกับผู้ชาย ก็จะได้ผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด เช่นภรรยาของผู้จัดการทีม ภรรยาของคุณหมอ ซึ่งรักและเอ็นดูนักกีฬาเหมือนเป็นลูกหลานจริง ๆ คอยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เป็นประจำ ทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจ แม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดก็ตาม

เช่นเดียวกับการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากปีหนึ่งมีเงินมาทำทีมไม่เท่าไหร่ ผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้เงินช่วยเหลือทั้งโครงการ 4 ปี 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือสมาคมฯ ก็ต้องแสวงหาเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เนื่องจากเมืองไทยเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน

อย่างเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามาตลอดคือ อุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมไม่เพียงพอ เช่นลูกบอลซึ่งต้องใช้ปีละ 60-90 ลูก แต่ได้รับจัดสรรมาไม่ถึง 20 ลูก แถมยังเป็นเป็นลูกเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนับไม่ถ้วน เสื้อผ้าฝึกซ้อมก็มีแค่คนละ 3 ชุด แต่ต้องใส่ซ้อมวันละ 6 ชุด เพราะซ้อมแต่ละครั้ง นักกีฬาเหงื่อออกเยอะมาก ซ้อม ๆ อยู่ อาจลื่นล้มได้ รองเท้าฝึกซ้อมก็ต้องใช้เงินเบี้ยเลี้ยงมาซื้อเพื่อฝึกซ้อมกันเอง ครั้นจะไปขอสปอนเซอร์ก็ไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่มีชื่อเสียง

เครื่องป้องกันการบาดเจ็บ อาทิ สนับเข่า สนับศอก หรืออุปกรณ์พิเศษทางการแพทย์ อย่างเทปกาวยึดแน่นกล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บข้อต่อต่าง ๆ พวกนิ้วมือ ข้อมือ หัวไหล่ เข่า ข้อเท้า ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตก็ต้องหาเงินมาซื้อเอง บางครั้งก็ต้องไปขอกู้เงินจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนี้

นี่ยังไม่รวมปัญหาอย่างสนามฝึกซ้อมไม่ได้มาตรฐาน เป็นเพียงโรงยิมเนเซียมปูพื้นไม้ปาร์เก้เท่านั้น แถมเสากับตาข่ายก็ยังกว้างไม่เพียงพอ ซ้อมกันไปชนกันไป แต่ทุกคนก็ยังทุ่มเทเต็มที่ ด้วยมีฝันอันยิ่งใหญ่ คือ การเข้าไปอยู่อันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย

“ตอนนั้นในเอเชียก็มี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วก็ไต้หวัน คาซัคสถานอีก เราอยู่อันดับ 6-7 บางทีก็เกือบไม่ผ่านฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้น ทำยังไงให้เราเข้าอยู่อันดับ Top 3-4 ให้ได้ นี่คือความทะเยอทะยาน ซึ่งพอมีความทะเยอทะยานก็ต้องมีความมุ่งมั่นว่า เราจะทำอะไร ต้องมี Vision มี Mission ให้มันสำเร็จ เพื่อให้เราเป็น High Performance Team ซึ่งทุกคนก็เชื่อมั่นว่า เราจะสร้างเด็กให้เก่งได้

“ปรัชญาหนึ่งที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถึงวันนี้ผมยังจำได้ คือ ‘สร้างความสนใจ และความรัก นำเอาความสนใจและความรัก มาสอนอย่างมีหลักการ มีความหมายทางจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต’ แล้วคุณจะสร้างความสนใจให้เขาได้อย่างไร เราจึงออกแบบฝึกให้เขาสนใจทำกิจกรรมนั้น ให้เขามีความสนุกสนาน มีความท้าทายในแบบฝึกนั้น แต่ละวันจะฝึกซ้อมอะไร การฝึกแต่อย่างมีความหมายอะไร”

โค้ชอ๊อตถือเป็นโค้ชทีมชาติคนแรก ๆ ของทีมชาติไทยที่นำความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเรียนจบสายนี้มาโดยตรง รวมทั้งเคยไปฝึกอบรมโค้ชนานาชาติที่ประเทศสเปนด้วย

เขาดูแลตั้งแต่เรื่องโภชนาการ โดยจัดทีมมาคุยกับนักกีฬารายคน เพื่อดูว่าแต่ละคนต้องเพิ่มหรือลดในส่วนไหน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นก็คือ การดื่มนม เพราะคนไทยนั้นตัวเล็ก ต้องหาวิธีเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงที่สุด โดยทุกเช้าจะมีนมแก้วใหญ่รอทุกคนอยู่ นักกีฬาต้องดื่มให้หมด ถ้าไม่หมดห้ามลุก ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ก่อนนอนก็เช่นกัน อาจารย์อ๊อตก็เอานมแช่ตู้เย็นไว้ครบทุกห้อง ซึ่งก็มีบางคนแอบลักไก่ แอบเอานมทิ้งชักโครก

นอกจากนี้ โค้ชอ๊อตยังให้ทุกคนทำเวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ โดยเริ่มแรกก็จะให้ยกประมาณ 20 กิโลกรัม ครั้งละ 8-10 ครั้ง จากนั้นก็ให้เพิ่มเป็น 40-50 กิโลกรัม แต่ให้ยกประมาณ 4-5 ครั้ง ไม่เพียงแค่นั้นเขายังแบกตำราเรื่องจิตวิทยาการกีฬาไปคุยกับแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เพื่อจะได้มีนักจิตวิทยาคอยทำหน้าที่ดูแลจิตใจของนักกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ

“จิตวิทยาการกีฬาเป็นศาสตร์ที่ทำให้นักกีฬามีความสุขกับการเล่นกีฬา มีความหวัง และจัดการกับความเครียดความวิตกกังวัล ความกดดันได้ ซึ่งแน่นอน การที่ผมต้องนำทีมเด็กผู้หญิงอายุ 15-17 ปี เดินทางมาไกลบ้าน ไกลพ่อแม่ มาเก็บตัวที่ยะลา แค่คิดก็จิตตกแล้ว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผมก็เลยนำสิ่งที่ตัวเองเรียนไปคุยกับจิตแพทย์ นั่งจับเข่าคุยกันถึงเป้าหมาย รายละเอียดโครงการว่า เรามาทำอะไรที่นี่ และปัญหาที่คาดว่าผมกับเด็ก ๆ ในทีมต้องเผชิญมีอะไรบ้าง คุยกันไปงงกันไป เพราะปกติคุณหมอรักษาแต่อาการทางจิตทั่วไป จะทำอย่างที่ผมต้องการทั้งหมดคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมก็คะยั้นคะยอ ขอร้องให้คุณหมอช่วยที เพราะว่าศาสตร์ทั้งสองอย่างมีรากที่มาไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ อาศัยปรับเปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะพอได้แล้ว ก็ทั้งขอร้อง อ้อนวอน จนกระทั่งผมก็มีนักจิตวิทยามาช่วยทีม”

การวางตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักกีฬาในทีมเป็นผู้หญิง โค้ชอ๊อตจึงมีกติกาให้ตัวเองว่าจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวนักกีฬาเด็ดขาด รวมทั้งทุกคนจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ไม่ใช่ ‘พี่’ หรือ ‘โค้ช’ เพราะเขามีหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ ทำให้ทุกคนเก่งขึ้น

“ผมมีความเป็นครูมากกว่าเป็นโค้ช เพราะคนเป็นครูต้องอดทน รักก็ต้องอดทน คนเป็นโค้ชหมดความอดทนมาเยอะ พอหมดความอดทนก็หมดความรัก แล้วจะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับลูกศิษย์ เหมือนคุณเป็นพ่อแม่ คุณต้องอดทนกับลูกคุณได้ไหมว่า ลูกคุณทำไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องอดทนที่จะสอนเขา ให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และสิ่งที่เก่งด้วย”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้การฝึกซ้อมของเขาจึงเลื่องชื่อว่า หนัก โหด ถึงขั้นที่ลูกศิษย์บางคนบอกว่า หากผ่านด่านอาจารย์อ๊อตได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะในโลกนี้ไม่มีใครซ้อมหนักกว่านี้แล้ว

อย่างการวิ่งจับเวลา หากวิ่งไม่ผ่านคนเดียว ที่เหลืออีก 17 คนก็ต้องกลับไปวิ่งใหม่ด้วย ขาดวินาทีเดียวก็ไม่ได้ หรือหากใครเป็นลมกลางสนาม ก็ให้คนเอาน้ำไปสาดให้ตื่น เพื่อปลุกให้วิ่งต่อ ซึ่งทีมที่เหลือก็ต้องช่วยกันฉุดกระชากลากถูกันไปได้ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยทันเวลา

แถมยังมีโจทย์การฝึกซ้อมอีกสารพัด อัดแน่นสัปดาห์ละ 6 วัน ทั้งฝึกเสิร์ฟ ฝึกบล็อก และไปเรียกนักกีฬาชายที่มีพละกำลังมากกว่ามาเป็นคู่ซ้อม

“เราเน้นการฝึกฝนทางจิตควบคู่ไปกับการฝึกทางกาย อย่างการวิ่ง ทุกคนต้องวิ่งให้ได้ 2,000 เมตร ภายใน 9 นาที 30 วินาที ถามว่าตัวเลขนี้มาจากไหน เราเรียกว่า Maximum Aerobic Power คือ การวิ่งที่เหนื่อยที่สุด หัวใจต้องเต้นเกิน 200 ครั้งต่อนาที วิ่งเสร็จแล้วมาจับชีพจรดู ถ้าเกิน 30 ครั้งต่อ 10 วินาที ถือว่าใช้ได้ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีทั้งวิ่งผ่านและไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านต้องมีเหตุผล เช่น นอนน้อย บาดเจ็บ หรือใจไม่สู้ ถ้าเป็นแบบหลังก็ต้องทำให้ใจสู้ได้ยังไง หรือไม่อยากเป็นทีมชาติแล้ว อย่างนั้นที่เคยเขียนบอกในตอนแรกว่า อยากติดทีมชาติ เพื่อจะดูแลพ่อแม่ นั่นคือฝันเหรอ ไม่ทำแล้วเหรอ”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับคนธรรมดาให้กลายเป็นคนที่เป็นเลิศ พร้อมสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่พร้อมจะรับมือกับยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ดังสิ่งหนึ่งเขามักบอกกับลูกทีมอยู่เสมอ นั่นคือ TEAM มาจาก Together Everyone Achieve More ทุกคนต้องทำเพื่อทีม โดยเป้าหมายที่อยากให้ทุกคนไปถึงก็คือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นให้ได้

ทว่าด้วยการฝึกที่กินเวลานาน และแตกต่างจากโค้ชทั่ว ๆ ไป ส่งผลให้เด็กในทีมบางคนทนไม่ไหว ถึงขั้นโทรศัพท์กลับไปฟ้องพ่อแม่ เกิดกระแสแอนตี้ว่า เหตุใดถึงต้องซ้อมหนักถึงเพียงนี้ และเริ่มมีการดึงตัวนักกีฬากลับด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น อยากให้มาเยี่ยมบ้าน อยากให้ไปช่วยทีมโรงเรียนแข่งขัน แล้วก็ไม่ยอมส่งกลับมา แต่โค้ชอ๊อตก็เดินตามความเชื่อเดิม โดยได้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในสมาคมฯ 

แล้วสิ่งที่เขามุ่งมั่นก็เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อลงสนามครั้งแรกในรายการแข่งขันยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2540 ดรีมทีมก็คว้าอันดับ 4 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย โดยแพ้แค่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ผมคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้เราชนะพวกคาซัคฯ หรือไต้หวัน เพื่อเราจะได้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด วิธีหนึ่งคือเราต้องเสิร์ฟให้ได้เอซเลย ซึ่งจะยืนเสิร์ฟธรรมดามันก็ยาก เพราะตัวเล็กกว่าเขา ก็เลยให้กระโดดเสิร์ฟ เพราะถ้าเราทำได้มันจะนำไปสู่การกระโดดตบได้ดี ตบทั้งแดนหน้าแดนหลังด้วย แล้วผมก็ฝึกพร้อมกับเลือกว่าใครจะเสิร์ฟดีที่สุด แล้วก็จับตำแหน่งการเสิร์ฟมาในการเล่น ถ้าเราหมุน 3-4 รอบ แล้วทุกคนทำแต้มได้สักคนละ 2 แต้ม ก็ได้ 10 กว่าแต้มแล้ว ถ้าทำได้ 3 แต้มก็เหลือเฟือแล้ว 

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผ่านไป 4 เดือน พอถึงเวลาไปแข่ง เราก็กระโดดเสิร์ฟ กระโดดตบ เล่นกับไต้หวัน หมุนแค่ 3 ตำแหน่ง 3 ล็อก ทีมเราได้ 10 แต้ม 10-0 ไต้หวันไม่เคยเจอ เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองไปเล่นกับประเทศอะไรสักอย่างที่ด้อยกว่ามาก แล้วปรากฏว่าประเทศนั้นตีนำไป 10-0 แล้วโค้ชทีมที่แข็งกว่าก็โมโห ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เรามั่นใจว่า คิดถูกแล้ว”

จากนั้นพวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์ไม่หยุด ด้วยการอันดับ 2 ของศึกถางลัพคัพ ก่อนจะปิดท้ายปี ด้วยอันดับ 5 ของยุวชนชิงแชมป์โลก 

ด้วยสไตล์การเล่นดุดัน แข็งแรง หลากหลาย รวดเร็ว และเหนียวแน่น ส่งผลให้ทีมยุวชนหญิงกลายเป็นดาวรุ่งที่ชาติต่าง ๆ ประมาทไม่ได้ เช่นเดียวกับเสียงชื่นชมก็เริ่มตามมา ปัญหาเรื่องนักกีฬาออกจากทีมก็เริ่มหมดไป แถมยังมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง เช่น นา-วรรณา บัวแก้ว และ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

ต่อมาพอขึ้นปีที่ 3 นักตบ 3 คน คือ วิสุตา หีบแก้ว, ลัดดา เดือนฉาย และ กระแต-ปิยะมาศ ค่อยจะโป๊ะ ก็ได้รับเลือกให้เข้าไปเล่นในทีมชุดใหญ่กับพวกพี่ ๆ ก่อนที่โค้ชอ๊อตจะย้ายทีมเข้ามาฝึกต่อในกรุงเทพฯ โดยระหว่างนั้นก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยให้ลูกศิษย์มีทักษะดีมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งในนั้นคือ ประสานงานไปยังสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ขอนำนักกีฬาไทยไปเก็บตัวอุ่นเครื่องกับทีมจากยุโรป ซึ่งก็ได้การตอบรับจากสวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส จนหลายคนก็มีทักษะดีขึ้นอย่างเห็นชัด และคว้าแชมป์ในระดับอาเซียนมาได้ต่อเนื่อง

หากแต่ฤดูกาลที่เรียกว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดของทีมชุดนี้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2544 เพราะโค้ชอ๊อตตั้งเป้าหมายใหม่ให้นักกีฬาทุกคน ด้วยการชิงตั๋วไปแข่งชิงแชมป์โลกที่เยอรมนีให้ได้ในปีถัดไป

และในศึกเยาวชนหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือก โซนเอเซีย พวกเธอก็ก้าวข้ามสิ่งที่ไม่เคยทำได้ตลอดหลายสิบปี นั่นคือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-2 เซ็ต และคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ

“ผมจำได้ไม่ลืม ลองคิดดูว่า 4 ปีมานี้ เราฝึกซ้อมวิ่ง ยกน้ำหน้า รับเสิร์ฟ รับตบ วิ่งโยกหน้าโยกหลัง โดนโค้ชทำโทษมาเยอะแยะแค่ไหน ก็เพื่อจะชนะญี่ปุ่น เราผ่านความยากลำบากมาเยอะ แต่เราก็ไม่เคยท้อ พอเราชนะญี่ปุ่น เราก็ไปเล่นซีเกมส์ต่อ เราชนะทุกทีม 3-0 ซึ่งแต่ละทีมเอาโค้ชนั่นโค้ชนี่มาเพื่อจะโค่นไทย แต่คิดผิด โดนเราฟาด จนแต้มไม่ขึ้นเลย”

จากนั้นสาวไทยก็ได้ไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งครั้งนี้พวกเธอคว้าเหรียญทองแดงกลับมา ถือเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และทำให้เมืองไทยขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬามหาวิทยาลัยโลกใน พ.ศ. 2550 ต่อมาทีมชาติไทยก็ได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เยอรมนี แม้จะจบที่อันดับที่ 17 แต่ก็นับเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่

หากแต่ก้าวย่างที่สำคัญจริง ๆ คงต้องยกให้การได้รับเชิญให้ไปแข่งขันเวิล์ดกรังปรีซ์เป็นครั้งแรก เพราะทั่วโลกจะมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ได้ไป ซึ่งการที่ไทยได้รับคัดเลือกครั้งนี้ก็มาจากฟอร์มที่โดดเด่นในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการเอาชนะญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

นับจากนั้นเส้นทางบนเวทีโลกของทีมนักตบสาวไทยก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อที่เหมือนเพ้อฝันในวันนั้นของโค้ชอ๊อต ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม หากเรามีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์สมาคมฯ ครบถ้วนว่า 4 ปีเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนความสำเร็จต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเราช่วยกัน ส่วนผมก็เป็นเพียงแค่โค้ชที่มีหน้าที่สร้างความสำเร็จผ่านคนอื่นเท่านั้นเอง”

02
วอลเลย์บอลฟีเวอร์ สู่ตำนาน 7 เซียน

พ.ศ. 2546 โค้ชอ๊อตขอวางมือจากโค้ชทีมชาติไปรับหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพื่อช่วยงาน ดร.ประเวช รัตนเพียร เลขาธิการสมาคมฯ คนใหม่

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาเหมือนเดิม โดยรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยด้วย พร้อมกับเริ่มภารกิจสำคัญ คือผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปหาประสบการณ์ในลีกต่างประเทศ ซึ่งก็มีทั้งสโมสรเข้ามาทาบทามเอง รวมถึงฝากฝังผ่านเพื่อนที่เคยอบรมโค้ชด้วยกัน

โดยคนแรกที่ได้ไปเมืองนอกก็คือ วรรณา บัวแก้ว ซึ่งเข้าร่วมทีม Volley Spezzano ของอิตาลี จากนั้นก็มี หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ไปร่วมทีมในสโมสรที่จีนและรัสเซีย ขณะที่ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กับ นุช-นุศรา ต้อมคำ ก็ไปอยู่สโมสร IBSA Club Voleibol ที่สเปน และมีอีกหลายคนที่ส่งไปอย่างต่อเนื่อง

“เราวางแผนไว้เพราะเขาเริ่มโตกันแล้ว ควรไปต่างประเทศสัก 5-6 เดือน เพื่อหาประสบการณ์และหารายได้ ถึงค่อยกลับมาเล่นให้ทีมชาติไทย ถือเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งได้ทำงาน”

กระทั่ง พ.ศ. 2552 โค้ชอ๊อตก็หวนกลับมาเป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีผู้ช่วยอีก 2 คน คือ โค้ชยะ-น.ท.ณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค กับ โค้ชด่วน-ดนัย ศรีวัชเมธากุล ภารกิจสำคัญคือ การพาทัพนักกีฬาไทย ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำหรับโค้ชอ๊อต การไปโอลิมปิก คือเป้าหมายที่อยู่ในใจมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไปสร้างทีมยุวชนที่ยะลาแล้ว

หากแต่ประสบการณ์ที่โตขึ้น ทำให้โค้ชอ๊อตปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานหลายอย่าง การฝึกซ้อมอาจไม่เข้มข้นเท่ากับสมัยคุมทีมยุวชน แต่ก็ถือว่าสาหัสไม่น้อยสำหรับนักกีฬาที่ไม่เคยอยู่ในทีมของเขามาก่อน พร้อมกันนั้นยังปรับตำแหน่งของนักกีฬาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน 

“เราดูว่าใครเหมาะกับภารกิจไหน อย่างหน่องเป็นคนรูปร่างสูง แล้วก็ข้อมือเร็ว เราก็รู้ว่าเขาเหมาะจะเล่นบอลเร็วมากกว่าเป็นตัวตีหัวเสา หรืออย่างอย่างวรรณา มีความเร็ว สายตาดี อ่านบอลทางตบได้ดี เขาเหมาะจะเป็นลิเบอโรมากกว่าเป็น Middle Blocks หรืออรอุมา (สิทธิรักษ์) เป็นคนที่มีพาวเวอร์มาก เมื่อก่อนเขาเป็นตัวตบ เขาเล่นตำแหน่งนั้นก็ได้ แต่จะมีประโยชน์กว่าถ้ามาเล่นเป็นตัวตบหัวเสา”

ผลของการปรับเปลี่ยนและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทัพนักกีฬาบุกไปคว้าแชมป์เอเชียครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าสาวไทยจะกลายเป็นแชมป์ เพราะตลอดหลายสิบปีที่แข่งขันมา เราทำได้เพียงอันดับ 3 หรือ 4 ตลอด และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ก็มีแค่จีนกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่เคยเป็นแชมป์

ในนัดแรกไทยเจอศึกหนัก เพราะต้องดวลกับทีมสาวแดนปลาดิบ แม้ทีมไทยจะเคยเอาชนะมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ในสายตาของทุกคนยกเว้นโค้ชอ๊อต เรายังเป็นรอง และผลสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ทีมไทยแพ้ขาดลอย 3 เซ็ตรวด

หลังจบเกม ทุกคนมาประชุมในห้องพัก อาจารย์อ๊อตก็ปิดห้องตำหนินักกีฬาอย่างรุนแรง บอกว่า ทุกคนคิดแต่ว่าจะแพ้ ทำไมถึงไม่คิดว่าสู้ได้ และพอกลับมาถึงโรงแรม เขาก็ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่นัดซ้อม ด้วยหวังทุกคนกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

“เราต้องดึงเสือเอามาจากตัวคน ต่อให้เกลียดผมก็เกลียดไปเลย ผมจะพูดให้คุณเกลียด เจ็บแค่ไหน แต่คุณไปตบเขาจนชนะได้นี่ผมสบายใจแล้ว เพราะผมไม่ได้ทำทีมกีฬาให้คุณรักผมหรือเกลียดผม ผมทำทีมกีฬาให้พวกคุณเก่ง ให้พวกคุณเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ไปแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ผมเห็นคุณเก่งได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่คุณยังเป็นมันยังไม่ใช่

“สิ่งที่เกิดขึ้น มันคือเหยาะแหยะ หละหลวม เหมือนไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่ให้เกียรติโค้ช เพราะเราเป็นโค้ชทีมชาติมา 14 ปี เป็นกัปตันทีมชาติอีก 10 ปี จะไม่รู้เหรอว่า คุณทำเล่นหรือไม่ทำเล่น ลูกนี้ควรจะรับได้ แล้วถอยทำไม ทำไมไม่พุ่ง ถ้าจะเอา ไม่ต้องดึงหน้าหนีหรอก บอลมาชนกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ปากแตก เลือดกลบจมูก ไม่ตายหรอก คือคนเป็นโค้ชมันผ่านประสบการณ์ มันรู้ มันเข้าใจว่าถึงไม่ถึง เอาไม่เอา คือการเล่นโดยใช้จินตนาการเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ทำเล่น”

หลังจากนั้น ฟอร์มการเล่นของสาวไทยก็ดีขึ้น เอาชนะทีมไต้หวัน 3-0 ตามด้วยคาซัคสถาน 3-1 และได้กลับมาแข่งกับญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนรอบแรก ในเซ็ตแรก สาวญี่ปุ่นยังทำผลงานเหนือไทยออกนำไปก่อน พอเซ็ตสองทีมไทยเริ่มตีตื้น ด้วยการนำห่างถึง 18-10 ก่อนจะปิดเกม กลับมาเสมอที่ 1-1 เซ็ต

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

พอเซ็ตสาม ทีมไทยยังทำผลงานดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอรอุมาและวิลาวัณย์ตบผ่านบล็อกได้ตลอด แม้ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเกมเล่น จนกลับมาแต้มจ่อกันที่ 23-22 แต่ทีมไทยก็แรงไม่ตก พลิกกลับมานำ 2-1 เซ็ตได้สำเร็จ และในเซ็ตที่ 4 ทีมญี่ปุ่นกับทีมไทยยังคงไล่บี้กันมาตลอด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะตีได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจบเกมด้วยสกอร์ 25-21 ทีมไทยทะยานสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก

การได้เป็นอันดับ 2 นั้นถือว่าเกินเป้าหมายสำหรับนักกีฬาแล้ว และยังเป็นหลักประกันว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปแข่งเวิล์ดกรังปรีซ์แน่นอนอีกด้วย ส่วนการเป็นแชมป์ ยังถือว่าห่างไกล เพราะจีนคือแชมป์โลกที่เราไม่เคยเอาชนะได้มาก่อน แค่ได้เซ็ตเดียวยังยากเลย แต่แล้วปรากฏการณ์แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ก็เกิดขึ้น

ในวันนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือ นอกจากทีมงานแล้ว ทีมไทยมีกองเชียงมาให้กำลังใจไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมไทยวอร์มจนเหงื่อท่วมตัว ทีมจีนนั่งไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์ เสมือนเป็นการดูถูก และจากที่ไม่เคยคิดว่าจะชนะได้ แต่ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนความรู้สึก และไม่ยอมแพ้อีกแล้ว

แม้เราจะเสียเปรียบทุกประตู ตั้งแต่ความสูงของนักกีฬา เพราะสาวจีนสูงเฉลี่ยถึง 185 เซนติเมตร ส่วนสาวไทยสูงแค่ 175 เซนติเมตร แต่เซ็ตแรกก็เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่จีนจะปิดเกมได้ 25-20 ออกนำไปก่อน พอมาถึงเซ็ตที่ 2 สาวไทยใช้กลยุทธ์บอลเร็วสู้ ออกนำไปก่อน 5-0 จนนักกีฬาชาติอื่น ๆ หันมาเชียร์ทีมไทยกันหมด จากนั้นอรอุมากับวิลาวัณย์ก็ช่วยกันตบลูก จนไทยกลับมาชนะ 25-19 

พอถึงเซ็ตที่ 3 ทีมไทยยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง สามารถหลอกแนวรับของจีน ขึ้นตบได้ตลอด ออกนำมาเป็นครั้งแรก 2-1 และมาถึงเซ็ตที่ 4 ก็ยังเป็นฝ่ายไทยที่ทำผลงานได้ดีกว่า นำทิ้งท้ายถึง 6 แต้ม แต่จีนก็ยังไม่ยอมแพ้ไล่บี้ จนกระทั่งฝ่ายไทยขึ้นแท่นก่อนที่ 24-22 ครั้งนั้นโค้ชอ๊อตพยายามปิดแมทซ์ จึงเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบล็อก แต่ฝ่ายจีนแก้เกมได้ โค้ชอ๊อตจึงเปลี่ยนนักกีฬากลับมาเหมือนเดิม โดยหลังจากนุศราตั้งบอลได้ ทำทีจะส่งให้ปลื้มจิตร์ตบ แต่กลับเป็นวิลาวัณย์ที่วิ่งตามหลังมากระโดดลอยตัวตบอย่างเร็ว บอลพุ่งลงกลางคอร์ด

ทีมไทยก็กลายเป็นผู้ชนะ คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ชนิดหักปากกาเซียน

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

สำหรับนักกีฬาไทยแล้ว ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่มาจากความเต็มที่ของทุกคน วรรณา พี่ใหญ่ของทีมเคยเปรียบเกมนี้ว่า ทุกคนเล่นเหมือนองค์ลง เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ต่างจากจีนที่เล่นพลาดอยู่ตลอด เพราะกดดันและกลัวจะแพ้ 

ความสำเร็จนี้ก่อให้เกิดกระแสวอลเลย์บอลฟีเวอร์ขึ้นมาในเมืองไทย ในวันที่กลับมาถึงเมืองไทย ผู้คนต่างก็ไปรอรับ ขอถ่ายรูป มีสื่อมวลชนมากมายติดต่อขอสัมภาษณ์ จากแชมป์ครั้งนั้นทีมชุดนี้ก็สร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ตำนาน 7 เซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 7 คน คือ นา-วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร, หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว, อร-อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กัปตันทีมชาติไทย ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, นุช-นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งเซ็ตเตอร์, ปู-มลิกา กันทอง ตำแหน่งบอลโค้ง และ แจ๊ค-อำพร หญ้าผา ตำแหน่งตัวบล็อกกลาง 

และแล้วก็มาถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อทีมชาติไทยต้องแย่งชิงตั๋วกับประเทศต่าง ๆ เพื่อจะไปโอลิมปิกที่ลอนดอน ครั้งนั้นเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมดของ 8 ชาติ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน เซอร์เบีย รัสเซีย คิวบา และเปรู โดยจะมีเพียง 3 ชาติเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไปแข่งขันในรอบสุดท้าย

แม้จะแพ้รัสเซียขาดลอย 3-0 แต่ก็ยังมีลุ้น โดยในนัดต่อมาไทยชนะเซอร์เบีย ไต้หวัน เปรู ก่อนจะพ่ายให้ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สรุป 6 เกม ชนะ 3 แพ้ 3 ยังมีโอกาสเข้ารอบ หากชนะคิวบาสำเร็จ และหากชนะ 3-0 ก็รับประกันว่าได้ไปลอนดอนแน่นอน แต่ถ้าเสียเซ็ตก็ต้องรอลุ้นผลคู่ของญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย 

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 คือวันที่แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศจะไม่ลืม เริ่มต้นสาวไทยลงสนามพบกับคิวบา คิวบาถือเป็นทีมชั้นนำของโลก ต่อให้จะตกรอบไปแล้วก็ยังน่ากลัว แถมเราก็ยังไม่เคยชนะเลย โดยเริ่มต้นสาวไทยบุกนำไปก่อน 2-0 ก่อนที่เซ็ตที่ 3 คิวบาจะตีตื้นได้สำเร็จ ตามมาเป็น 2-1 และในเซ็ตที่ 4 ทีมไทยก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้คิวบาจะไล่บี้ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังปิดเกมเอาชนะไปได้

ชัยชนะครั้งนี้หลายคนเชื่อว่า ไทยได้ไปโอลิมปิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะโอกาสเดียวที่เราจะไม่ได้ไปคือ ญี่ปุ่นต้องแพ้เซอร์เบีย 3-2

สาวไทยซึ่งรอผลอยู่ที่โรงแรมต่างลุ้นระทึก ในเกมแรกญี่ปุ่นเล่นได้ยอดเยี่ยม เอาชนะไปได้สบาย ๆ แต่พอเซ็ตสอง ญี่ปุ่นเริ่มหลุดและแพ้ไป ก่อนจะแก้เกมกลับมา 2-1 ได้ ทว่าเหมือนฟอร์มของสาวปลาดิบจะตกลงมาอย่างกะทันหัน เริ่มพลาดบ่อยขึ้น จนกลับมาเสมอที่ 2-2 และเซ็ตสุดท้าย เซอร์เบียใช้เวลาเพียง 12 นาทีปิดเกม เข้ารอบสุดท้ายเป็นทีมที่ 3 จูงมือญี่ปุ่นเข้ารอบ ผลักทีมไทยตกรอบอย่างไม่น่าเชื่อ

ในเกมนั้นทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ สำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว คืนนั้นเป็นวันที่เขาไม่มีทางลืมได้เลย เพราะต้องอยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยนทุกคน

“พวกเขาหมดศรัทธา ไม่คิดเลยว่าเกมมันจะเป็นอย่างนี้ เหมือนหมดทุกอย่าง สติก็หมด ไม่เหลือเลย ผมต้องค่อย ๆ ไปปลอบใจเขาทีละคน อยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืนไม่ได้นอน กิ๊ฟกับหน่อง ร้องไห้หนักมาก แป้น (ปิยะนุช แป้นน้อย) ก็ร้องไห้หนัก ผมบอกเขาว่า ผมภูมิใจในตัวเขา ภูมิใจมากเราได้เป็นลูกศิษย์เป็นอาจารย์กัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันลืมทุกคน แต่อีกสิบกว่าวันเราต้องไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ เราจะต้องเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ขอให้ทำหน้าที่เพื่อคนไทย ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ให้ดีที่สุด ครูก็ยังเหมือนเดิม อย่าแสดงความอ่อนแอ ให้คนอื่นเห็น จำได้ไหมกระดาษที่เขียน ๆ กันไว้ เรารักวอลเลย์บอลใช่ไหม เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครมาพรากวอลเลย์บอลไปจากเรา พิสูจน์ให้คนทั้งโลกมันเห็นเลยว่าเราแข็งแกร่ง”

ทีมชาติไทยเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาเมืองไทย ก่อนจะไปแข่งต่อที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยทีมไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยม คว้าอันดับ 4 มาครอบครอง

“ในปีนั้นมีอยู่แค่ 6 ทีมที่ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ วันที่ประชุมโค้ช ทีมไทยมาถึงเป็นทีมสุดท้าย โค้ชทุกคนอยู่ในห้องประชุมหมด ผมเดินเข้าไปในห้อง โค้ชทุกคนเดินมาจับมือ มากอด บอกว่าเสียใจด้วย เข้าใจหมดทุกคน ทุกคนโค้งให้ผม คนเป็นโค้ชโอลิมปิก โค้ชแชมป์โลก ยืนปรบมือให้เรา นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับ จากการเป็นคนคนหนึ่งที่สร้างถึงมาถึงขนาด ผมไม่ได้หวังให้เขามาเคารพผมนะ เพราะเราทำด้วยใจจริง ๆ และตั้งแต่มา เราไปแข่งที่ไหน ไม่มีใครทำไม่ดีเลย มีแต่คนให้เกียรติยกย่อง เคารพนับถือ อยากจะรู้ว่า ทำไมตัวเล็ก ๆ ถึงเล่นเก่งเหลือเกิน แล้วเล่นด้วยความสนุกสนานร่าเริง ไม่เหมือนคนเขา นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากครูสู่ลูกศิษย์ จากโค้ชสู่นักกีฬา เขาถึงแสดงสปิริตออกมาได้อย่างยอดเยียม

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

“ถึงปี 2012 เราจะกลับมาอย่างชอกช้ำ แต่แฟนวอลเลย์บอลก็ยังเห็นใจ และสนับสนุนตามเชียร์เรื่อยมา พอปี 2013 เราก็ยังก้าวต่อ ตั้งใจว่าอีก 4 ปีทุกคนยังเหมือนเดิม ไปเล่นอาชีพครึ่งปีแล้วกลับมาอยู่กับครู ทะเยอทะยาน ซ้อมหนัก ในปีนั้นเราได้แชมป์เอเชียอีกครั้งที่โคราช มันจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ให้กับเรา ถึงเรายังไม่ไปโอลิมปิก แต่เราชนะทุกทีมที่ไปโอลิมปิก เราเก็บชัยชนะมาเรื่อย ๆ พอปี 2016 เราชนะทุกทีมในโลก เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้คนไทยได้ภูมิใจว่า เรามีทีมวอลเลย์บอลทีมหนึ่ง ตัวเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่คนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาทำ”

03
เลือดนักสู้จากทีม (พี่) สู่ทีม (น้อง)

ถึงจะยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ทีมวอลเลย์บอลไทยก็ไม่เคยย่อท้อ เดินหน้าฝึกซ้อมอย่างหนัก พร้อมกับหาประสบการณ์จากต่างแดน 

โค้ชอ๊อตต้องการรักษาคนเก่งให้อยู่ทีมให้นานที่สุด แต่เขาตระหนักดีว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากทีมชาติไทยได้โอลิมปิก พ.ศ. 2559 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เหล่าบรรดาผู้เล่นตัวหลักก็อาจจะประกาศอำลาสนามได้ทุกเมื่อ บวกกับก่อนหน้านี้ มีกรณีของ แจ๊ค อำพร ที่ประกาศขอหยุดพักการลงเล่นให้ทีมชาติ เนื่องจากอาการเจ็บเรื้อรังที่บริเวณหัวเข่า

เพื่อให้ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าต่อไป โค้ชอ๊อตจึงพยายามเลือดใหม่เข้ามาเสริมทัพรุ่นพี่ นักกีฬาเยาวชนฝีมือดีมากมาย อาทิ ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์, เพียว-อัจฉราพร คงยศ, แนน-ทัดดาว นึกแจ้ง และ บุ๋มบิ๋ม-ชัชชุอร โมกศรี เริ่มถูกดึงเข้าทีมตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา

“ผมใช้ชื่อทีมนี้ว่า National Team 2020 โดยระหว่างเส้นทางก็คอยไปสอดแทรกอยู่กับพวกพี่เลย เป็นตัวแทน ตัวเปลี่ยน สลับกันไป โดยรูปแบบในการสร้างทีมไม่ต่างกัน ทุกคนถูกเคี่ยวอย่างหนัก โดยในปี 2014 รายการชิงแชมป์โลกกับเอเชียนเกมส์นั้นตรงกัน ผมก็เลยให้ชุดใหญ่ไปแข่งเอเชียนเกมส์ แล้วชุดนี้ไปแข่งชิงแชมป์โลก รู้สึกว่าบุ๋มบิ๋มน่าจะเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ไปแข่ง ข้อดีคือเด็ก ๆ พวกนี้ได้เรียนรู้รูปแบบเทคนิคการเล่นใหม่ ๆ พร้อมกับเรียนรู้วิธีการจากรุ่นพี่ไปด้วย” 

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ทว่าหลังปลุกปั้นทีมได้ราวหนึ่งปี ก็มีเหตุให้โค้ชอ๊อตต้องส่งต่อภารกิจให้น้อง ๆ สต๊าฟโค้ชเข้ามาช่วยดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องติดตาม เฟง คุน ภรรยา อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีนกลับประเทศ โดยโค้ชอ๊อตก็ไปรับตำแหน่งเป็นโค้ชทีม Beijing BAW ซึ่งเล่นอยู่ในลีกสโมสรของที่นั่นเป็นเวลา 3 ปีเต็ม 

“เรารับผิดชอบต่อประเทศชาติมาเยอะมาก แต่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวก็ต้องมี แล้วภรรยาก็อยู่เมืองจีน ส่วนเราไม่ได้หยุดเลย มันกลายเป็นคำถามกับตัวเองว่าจะทำแต่งาน ไม่ดูแลครอบครัวเลยเหรอ ก็เลยคุยกับท่านนายกฯ คุยกับทีมว่าถึงเวลาต้องขอพัก แล้วที่ผ่านมาก็ถ่ายงานให้ไปพอสมควรแล้ว เขาอาจจะสะดุดบ้าง 1-2 ปี แต่มันก็เดินได้ คิดว่าไม่น่ายาก ทีมชุด 2014 ก็สร้างไว้ให้แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณทีมสตาฟโค้ชซึ่งไม่เคยหนีจากผมเลย ต้องขอบคุณโค้ชด่วนซึ่งอยู่เคียงข้างผมตลอดและทำงานต่อ”

ภารกิจของโค้ชอ๊อตที่ต่างแดนก็ไม่ต่างกับการสร้างทีมในเมืองไทย ซึ่งเมื่อเขาไปดูแลฟอร์มการเล่นของทีมก็ดีขึ้น นักกีฬาหลายคนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ และกลายเป็นผู้เล่นในชุดแชมป์โอลิมปิก

จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน โค้ชอ๊อตก็ได้รับทาบทาบให้ไปช่วยงานเป็นที่ปรึกษาที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกีฬาวุฒิสภา รวมทั้งมาสานต่องานของ อ.ชาญฤทธิ์ ด้วยเป็นเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

เช่นเดียวสาวไทยซึ่งคงมุ่งมั่นตามฝันไปโอลิมปิกรอบสุดท้าย โดยโค้ชอ๊อตก็เข้ามาช่วยคุมทีมเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 เพื่อหา 3 ทีมไปแข่งขันโอลิมปิกที่บราซิล ซึ่งแม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายพ่ายญี่ปุ่น 3-2 แต่อย่างน้อยการเล่นของทีมไทยก็ชนะใจผู้ชมทั่วโลกที่ติดตามเกมในวันนั้น และทุกคนพร้อมปลอบประโลมว่า “ไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ต่อมาในการคัดตัวไปโตเกียวเกมส์​ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 กลุ่ม 7 เซียนยังคงจับมือรวมพลังกันเหนียวแน่น สำหรับพวกเธอแล้ว นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ครั้งนั้นสาวไทยยังคงมีลุ้นเหมือนที่แล้วมา แถมยังแข่งในบ้านอีกต่างหาก มีกองเชียร์เข้าสนามอย่างล้นหลาม ขอเพียงเก็บชัยชนะในนัดที่เจอกับเกาหลีใต้ได้สำเร็จ ตั๋วโอลิมปิกใบแรกก็จะอยู่ในมือแล้ว หากแต่ด้วยฟอร์มการเล่นของสาวเกาหลีที่เหนือกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะไป 3 เซ็ตรวด

ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ก็รู้สึกว่าได้พยายามอย่างเต็มที่และทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปหมดแล้ว 

“จิตวิญญาณเราไป แต่ว่าตัวเรายังไม่ได้ไป คำถามคือเราจะสู้ต่อไหม หรือพอแค่นี้ สุดท้ายคำตอบของชีวิตที่คุยกับทุกคน มันชัดเจนว่า กีฬาวอลเลย์บอลมันเป็นชีวิตของพวกเรา มันเป็นความรัก อย่าให้พรากจากพวกเราไป แน่นอนแม้นี่จะเป็นขบวนสุดท้ายของทุกคน แต่ความฝันก็ยังมีอยู่ และผมก็มีหน้าที่ส่งมอบความภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็ชนะทุกทีมในโลกนี้แล้ว”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงจะวางมือไปแล้ว เมื่อถึงคราวจำเป็น ทุกคนก็พร้อมยินดีกลับมาทำเพื่อวงการวอลเลย์บอล เพื่อพี่น้องชาวไทย เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 กว่าปี ดังเช่นช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้นักกีฬารุ่นใหม่ติดโควิด-19 เกือบยกทีม ไม่สามารถไปแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2021 ที่ประเทศอิตาลีและถอนตัวไม่ได้ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงติดต่อกัปตันกิ๊ฟ เพื่อขอแรงให้ช่วยประสานเพื่อน ๆ มาแข่งขันแทน

แม้จะลังเลเนื่องจากเวลาจำกัดมาก แถมแต่ละคนก็ไม่ได้ฝึกซ้อมกันเลยตั้งแต่มีคำสั่งปิดสนามกีฬาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการขอร้องมาทุกคน เว้นแต่วรรณาที่ผันตัวเป็นโค้ชไปแล้ว ก็ตอบรับลงสนาม แน่นอนการแข่งขันครั้งนี้พวกเธอไม่ได้หวังชัยชนะ แต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลก็เป็นตามคาด ชนะ 2 นัดจากทั้งหมด 15 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง แต่สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติก็ได้จัดทำคลิป Golden Generation เพื่อขอบคุณสาวไทยที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการวอลเลย์บอลโลกมาตลอด 20 ปี

และเมื่อพวกเธอกลับมาถึงเมืองไทย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฯ ก็ได้จัดงาน ‘7 Legends of Volleyball’ เพื่อขอบคุณและอำลา 7 เซียนอย่างเป็นทางการ

“พวกเขาคือแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็น Soft Power ที่มีอิทธิพลในการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งหลายคนชื่นชมเขา แต่สำหรับผม ผมขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นลูกศิษย์ที่ดีมาก และช่วยถักทอดความฝันของคนหลายคน ผมอยากจะบอกว่า รักพวกเขามาก รักทุกคนเหมือนลูก ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ผมก็ไม่มีใครเลย มีแต่พวกเขา”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ถึงรุ่นพี่จะวางมือไป แต่ภารกิจในการสร้างทีมวอลเลย์บอลไม่เคยสิ้นสุดตามไปด้วย

แม้จะถูกปรามาสจากใครหลายคนว่า ทีมคลื่นลูกใหม่นั้นยากที่จะขึ้นมาเทียบรัศมีของพี่ ๆ 7 เซียนซึ่งเป็นตำนานของเมืองไทยไปแล้ว แต่โค้ชอ๊อตก็ย้ำเสมอว่า หัวใจของการพัฒนาวงการกีฬา คือการสร้างสิ่งที่ดีกว่า และแน่นอนว่านักกีฬาแต่ละยุคก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของคนรุ่นใหม่ก็คือเทคนิค และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย

“ทุกวันนี้ ถ้าไปดูการซื้อขายนักกีฬาในต่างประเทศ เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เขาซื้อขายกันที่เทคนิค นี่จึงเป็นคีย์สำคัญของการสร้าง Top Player ของโลก มันเป็น Long-term Process คุณต้องเข้าใจว่า นักกีฬาที่จะไปยืนตรงนั้นต้องมีคุณภาพร่างกายที่ดี คุณภาพทางจิตที่ดี คุณภาพทางเทคนิคที่ดี คุณภาพทางแท็กติกที่ ซึ่งหน้าที่โค้ชคือต้องมีสติ มองให้ออก วิเคราะห์ให้ได้ว่า ควรจะพัฒนาเขาอย่างไร ต้องเข้าใจเรื่องทักษะต่าง ๆ เพื่อที่นักกีฬาจะได้มี Performance และทำในสิ่งที่เขามีความฝันได้”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

และวันนี้ทีมสาวไทยก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว ด้วยการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของเนชั่นส์ ลีก 2022 สำเร็จเป็นครั้งแรก รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้ร่วมคัดตัวเพื่อเข้าแข่งขันวอลเลย์บอลโอลิมปิกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2567 ซึ่งโค้ชอ๊อตก็หวังว่า ฝันที่รอมานานนี้จะกลายเป็นจริงได้เสียที

“ตอนนี้เหมือนกับเราอยู่ในระบบสุริยะ ดาราจักรของเรา ในขณะที่โอลิมปิกคือจักรวาล ซึ่งรวมเอาดาราจักรทั้งหมดไว้ด้วยกัน และเราอยากจะไปให้ถึงตรงนั้น เพราะที่ผ่านมาเราทำสำเร็จทุกอย่าง ก็เหลือแค่โอลิมปิกเท่านั้น”  

04
ส่งต่อความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ปัจจุบันโค้ชอ๊อตยังคงรับใช้วงการวอลเลย์บอลไทย และวงการวอลเลย์บอลโลกเหมือนเดิม โดยรั้งตำแหน่งอุปนายกฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศ, กรรมการบริหารสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ และเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

ภารกิจของเขาในวันนี้จึงไปไกลกว่าการพัฒนาทีมวอลเลย์บอลหญิง หากคือการวางรากฐานของกีฬาวอลเลย์บอลในเมืองไทยให้ยั่งยืน ทั้งทีมชาย ทีมหญิง และทีมวอลเลย์บอลชายหาด

“มันท้าทายในการทำงานทุกภาคส่วนเลย คือเราจะบริหารจัดการอย่างไรถึงจะผลักดันทีมชาติไปสู่ความสำเร็จระดับโลก อย่างตอนนี้ทีมชายหาดหญิงของเรากำลังเติบโตไต่อันดับโลกอยู่ ส่วนทีมชายหาดชายก็ดีขึ้น ส่วนทีมชายในร่มกำลังเปลี่ยนถ่าย ทุกอย่างดีขึ้น เพราะมีทีมบริหารที่เข้าใจ จริงใจในการทำงาน เราพยายามพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ด้าน โดยให้ทีมหญิงเป็นทีมต้นแบบที่เราจะก้าวไป”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงจะวางใจได้ ด้วยเหตุนี้โค้ชอ๊อตจึงเริ่มต้นพัฒนาทีมใหม่ National Team 2028 ด้วยการเฟ้นหานักกีฬาในระดับ U-16 เพื่อจะได้มารับไม้ต่อทดแทนรุ่นพี่ ๆ

โดยคาดว่าภายใน พ.ศ. 2569 ทีมชุดนี้ราว ๆ ครึ่งทีมจะเข้ามาเป็นทีมชาติชุดใหญ่ และเข้ามาเต็มทีมในช่วงคัดตัวเพื่อไปกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2571 

“การที่เราจะพร้อมสำหรับโอลิมปิกก็ต้องขับเคลื่อนหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเสมอคือ เราต้องมีพละ 5 หรือ ม้า 5 ตัวที่จะช่วยเราขับเคลื่อน อันแรกสุดคือ ศรัทธา คนเราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จต้องศรัทธาทั้งตัวเรา ทีมสต๊าฟ และทีมนักกีฬาว่าเป็น High Performance Team

“ต่อมาคือ วิริยะ มีความเพียร พยายาม ความพ่ายแพ้เป็นครูที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ายังขาดอะไร เหลืออะไร หลายคนอยากเห็นเรามี แต่เรามีไม่ได้ เช่นนักกีฬาสูง ๆ เราต้องยอมรับว่าเผ่าพันธุ์เรา มันตัวแค่นี้ จะหาเด็กสูง 190 ได้ยังไง เมื่อมีแค่นี้ เราก็ต้องยอมรับแล้วก็ทำความเพียรของเราให้ถึง ก็ต้องฝึกซ้อมให้หนัก ๆ เรื่องนี้มันก็เหมือนผมให้คุณไปว่ายน้ำ ถามว่าอ่านหนังสือ ฟังคนที่พูดแล้วไปว่าย คุณจะว่ายเป็นไหม คุณก็ต้องฝึก ต้องซ้อมถึงจะว่ายได้ ที่สำคัญเราต้องมีสติ มีสมาธิ ถ้าเรามีครบ เราก็จะรู้ว่าควรจะพัฒนาอย่างไร จะทำอย่างไรให้นักกีฬาที่ยังไม่เก่ง เก่งขึ้นมา ซึ่งนี่จะนำไปสู่ม้าตัวที่ 5 คือ ปัญญา”

เกือบ 40 ปี โค้ชอ๊อตรับหน้าที่ตั้งแต่นักกีฬาทีมชาติ โค้ชทีมชาติ ไปจนถึงการเป็นผู้บริหารทั้งสมาคมภายในประเทศและระดับนานาชาติ ในวันนี้เขาจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานมาถ่ายทอดในฐานะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาที่หล่อหลอมจนเขามีวันนี้

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมไปสอนที่นั่นที่นี่มากมาย อย่างล่าสุดผมก็ไปสอนที่ยุโรป มีคนมาฟัง 160 คนจาก 46 ประเทศ โดยมี Keynote Speaker คือผมกับ Mr.John Kessel ซึ่งเป็น Hall of Fame ของอเมริกา แล้วเรารู้สึกว่าทุกคนให้เกียรติเรา ตั้งใจมาฟังเรา ทำไมเราไม่ไปตอบแทนสถาบันที่สร้างเราขึ้นมาบ้าง แล้วครูบาอาจารย์หลายท่านก็เริ่มไปสวรรค์กันแล้ว ส่วนท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็นึกถึงท่าน และน่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้จากท่าน บวกกับประสบการณ์ในชีวิตที่เราได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดกับคนรุ่นใหม่ ให้ลูกศิษย์ เพื่อจะได้พัฒนากีฬาของชาติด้วยกัน”

 โค้ชอ๊อตมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะปลุกปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับกีฬาในเมืองไทย เมื่อมาสอน เขาจึงพยายามดึงเครือข่ายทั้งไทย อาเซียน และทั่วโลกที่ตนเองมีอยู่เพื่อมาร่วมทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แน่นอนแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้

ตลอด 20 กว่าปีมานี้ คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า โค้ชอ๊อตคือคนสำคัญที่ทำให้กีฬาที่เคยอยู่นอกสายตา ได้รับความนิยมในวงจำกัด กลายเป็นกีฬาที่คนไทยทั่วประเทศส่งแรงใจเชียร์ในทุกนัดการแข่งขัน ต่อให้ผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับชายผู้นี้แล้ว เขาถือว่าตัวเองเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จ เพราะทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ทั้งปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน จนก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ มาถึงวันนี้

“คงจะดีมาก ถ้าเรื่องราวทีมวอลเลย์บอลของพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม ให้ข้อคิด หรือมีความหมายต่อชีวิตของแต่ละคน เหมือนกับที่วอลเลย์บอลมันมีความหมายกับพวกเรา ผมถือว่าผมเป็นตัวแทนของน้อง ๆ พี่ ๆ ครอบครัววอลเลย์บอล เราทำงานกันหนัก เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมอยากให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังว่า ถึงพวกเขาไม่ใช่คนที่เก่งมาก่อน แต่พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลก”

ขอบคุณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้สัมภาษณ์

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก เพจ Thailand Volleyball Association สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– บทสัมภาษณ์ อาจารย์เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

– หนังสือ โค้ชอ๊อต โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

– หนังสือ ลูกยางโลกตะลึง แชมป์ประวัติศาสตร์ วอลเลย์บอลหญิงไทยเจ้าเอเชีย

– นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555

– สารคดีชุด “กว่า 20 ปี บนเส้นทางนักกีฬาทีมชาติไทย…กับตำนาน 7 เซียน วอลเลย์บอล”

– บทความชุด “โค้ชอ๊อต”…ขอเล่า โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load